<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>40625</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/07/2019 16:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/07/2019 16:34</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;กฤษฎา&#039;ทิ้งทวนรมว.เกษตรฯ ลั่นพร้อมเซ็นยกเลิก 3 สารพิษอันตราย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 ก.ค.62 - นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า แม้จะเหลือเวลาทำงานไม่กี่วันก็พร้อมสั่งยกเลิกสารเคมีทางการเกษตร 3 ชนิด คือพาราควอต คลอร์ไพริฟอส ไกลโฟรเซส ถ้ามีองค์ประกอบ 2 ข้อ 1.มีสารธรรมชาติหรือชีววิธีใดๆที่สามารถใช้กำจัดวัชพืชหรือศัตรูพืชแทนสารเคมีทั้ง3ชนิดได้ โดยไม่เป็นพิษต่อร่างการมนุษย์และสิ่งแวดล้อม 2.มีกฏหมายกำหนดให้การยกเลิกการใช้หรือการห้ามนำเข้าสารเคมีเข้ามาในราชอาณาจักรเป็นอำนาจโดยตรงของ รมว.เกษตรฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;หากมีองค์ประกอบทั้ง2ข้อก็จะสั่งยกเลิกการใช้สารเคมี3ชนิดได้ทันที โดยปลัดกระทรวงเกษตรฯ และอธิบดีกรมวิชาการเกษตร หารือหน่วยงานเกี่ยวข้อง กำลังดูข้อมูลรายละเอียดโดยเฉพาะกฏหมายให้อำนาจรมว.เกษตรฯเพิกถอนได้หรือไม่ ซึ่งจะรวบรวมส่งข้อมูลมาให้ผมวันศุกร์(12ก.ค.)นี้ ขณะนี้ยังตอบไม่ได้ต้องขอดูกฏหมายนำมาพิจารณาอย่างรอบด้าน ซึ่งผมยึดความปลอดภัยของประชาชนต้องมาก่อน&amp;rdquo; นายกฤษฎา กล่าว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/40625</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฤษฎา บุญราช, สารเคมีเป็นพิษ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181121/image_big_5bf572aa83c73.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>37386</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/06/2019 19:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/06/2019 15:58</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> เกษตรฯ มุ่งพัฒนาทุเรียนคุณภาพ จับมือ ตลาดไท จัดงาน  “ตลาดไท ทุเรียนไท คุณภาพ” </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เตรียมการรองรับการกระจายผลผลิตทุเรียน กระตุ้นให้เกษตรกรเน้นการผลิตทุเรียนคุณภาพ เพื่อจำหน่ายตลาดค้าส่งภายในประเทศให้มากขึ้น เพื่อลดการพึ่งพาตลาดต่างประเทศ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งแนวทางการวางแผนพัฒนาการบริหารจัดการทุเรียนในอนาคตได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะชาวสวนทุเรียนควรปรับเปลี่ยนวิธีการผลิตจากเดิม เป็นการผลิตคุณภาพมาตรฐาน GAP พร้อมตรวจสอบย้อนผ่าน QR Code มุ่งสร้างความเชื่อมั่นสู่ผู้บริโภค &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า สถานการณ์การผลิตทุเรียนซึ่งประเทศไทย มีแหล่งผลิตสำคัญของ 2 แหล่ง คือ ภาคตะวันออก และภาคใต้&amp;nbsp; สำหรับปี 2562 ได้วางแผนบริหารจัดการผลผลิตที่จะออกสู่ตลาดไว้เรียบร้อยแล้ว&amp;nbsp; โดยมีสาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นตลาดส่งออกสำคัญ&amp;nbsp; นอกจากนี้ Modern trade และ ตลาดในประเทศ ตามการคาดการณ์ปริมาณผลผลิตทุเรียนออกสู่ตลาดกว่า 495,543 ตัน ขณะนี้มีผลผลิตออกสู่ตลาดไปแล้วกว่า 74% &amp;nbsp;และสถานการณ์ในภาพรวมอยู่ในเกณฑ์ดี ราคาทุเรียนเกรด A ที่เกษตรกรขายได้ 121 บาท/กิโลกรัม&amp;nbsp; ในขณะที่ภาคใต้ คาดการณ์ว่าจะมีปริมาณผลผลิตทุเรียน 445,220 ตัน สำหรับตลาดภายในประเทศนั้น ตลาดไท นับเป็นตลาดใหญ่ที่สุดอีกแห่งที่มีการกระจายสินค้าที่มีคุณภาพ จากข้อมูลพบว่ามีการซื้อขายทุเรียนผ่านตลาดไทวันละไม่ต่ำกว่า 400 &amp;ndash; 600 ตัน ซึ่งเป็นตลาดค้าส่งขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีศักยภาพในการกระจายผลผลิตทุเรียนคุณภาพในประเทศสูง ราคาซื้อขายยุติธรรม จึงได้ส่งเสริมให้เกษตรกรผลิตทุเรียนคุณภาพเพื่อกระจายสู่ตลาดค้าส่งในประเทศให้มากขึ้นเพื่อรองรับการกระจายผลผลิตทุเรียนในอนาคตได้เป็นอย่างดี ช่วยลดการพึ่งพาตลาดต่างประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:-9.4pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0in; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับการจัดงาน &amp;ldquo;ตลาดไท ทุเรียนไทคุณภาพ&amp;rdquo; ซึ่งจัดขึ้นตั้งแต่วันนี้ &amp;ndash; 31 พฤษภาคม 2562 ณ ลานจอดรถ ตลาดผลไม้ฤดูกาล ตลาดไท อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี ถือเป็นความร่วมมือครั้งสำคัญระหว่าง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตลาดไท มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ บริษัท ไทยน้ำทิพย์ จำกัด เพื่อส่งเสริมการผลิตของเกษตรกร รวมทั้งการจำหน่ายทุเรียนคุณภาพ พร้อมทั้งมีกิจกรรม แนะนำให้ประชาชนทั่วไป สังเกตและการวิธีการเลือกซื้อทุเรียนคุณภาพ เพื่อให้ผู้บริโภคมั่นใจในสินค้า&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:-1.1pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0in; text-align:justify&quot;&gt;นอกจากนี้ภายในงานประกอบไปด้วยการแสดงนวัตกรรมเครื่องวัดทุเรียนคุณภาพจาก 4 สถาบันการศึกษา การจัดแข่งขัน &amp;ldquo;นักคัดทุเรียนคุณภาพ นักคัดมือทอง&amp;rdquo;&amp;nbsp; เป็นครั้งแรก เพื่อเฟ้นหา &amp;ldquo;นักคัดทุเรียนคุณภาพของประเทศไทย&amp;rdquo; จากผู้สนใจเข้าแข่งขันจากทั่วประเทศ และการแสดงสุดยอดทุเรียนสายพันธุ์หายาก อาทิ หลงลับแล, หลินลับแล, ก้านยาว, พวงมณี, ชะนีไข่ และกบพิกุล เป็นต้น รวมทั้งการแนะนำความรู้เกี่ยวกับการดูและการเลือกทุเรียนคุณภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:8.0pt; margin-right:0in; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0in; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับผลการแข่งขัน &amp;ldquo;นักคัดทุเรียนคุณภาพ นักคัดมือทอง&amp;rdquo; มีดังนี้ รางวัลที่ 1 ได้แก่ นายปัญญา เชิงทอง จาก จ.นครศรีธรรมราช ได้รับโล่และประกาศนียบัตร พร้อมเงินสด 10,000 บาท รางวัลที่ 2 ได้แก่ นายวิเชษฐ์ จันชุ่ม จ.นครศรีธรรมราช ได้รับประกาศนียบัตรพร้อมเงินสด 5,000 บาท รางวัลที่ 3 ได้แก่ นางเยาวลักษณ์ ทวิชสังข์ จ.สุราษฎร์ธานี ได้รับประกาศนียบัตร พร้อมเงินสด 3,000 บาท ส่วนรางวัลชมเชย 2 รางวัล ได้แก่ นายสมภพ ประจงจัด และนายอนุชา รักษา จาก จ.จันทบุรี ได้รับประกาศนียบัตรพร้อมเงินสด 2,000 บาท โดยกติกาการแข่งขัน คือ จะต้องคัดเลือกทุเรียนคุณภาพดีทั้งภายนอกและภายใน (แก่) ตามปริมาณ และเวลาที่กำหนดอย่างถูกต้องแม่นยำ ครบถ้วนและรวดเร็วที่สุด เกณฑ์การตัดสินพิจารณาจากคุณภาพลักษณะภายนอกที่ปรากฏ ผิว หนาม ขั้ว พู รูปทรง ปราศจากโรคและแมลงทำลาย รวมทั้งคุณภาพลักษณะภายในที่ปรากฏ ซึ่งการดูคุณภาพของเนื้อทุเรียน มีดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:.0001pt; margin-left:28.5pt; text-align:justify&quot;&gt;เนื้อ 1 : เนื้อสีเหลือง เม็ดสีน้ำตาลเข้ม รสหวานอมมัน %แป้ง 32-35%&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:.0001pt; margin-left:28.5pt; text-align:justify&quot;&gt;เนื้อ 2 : เนื้อสีเหลืองอ่อน เม็ดสีน้ำตาลอ่อน รสมันอมหวาน %แป้ง 30-32%&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:.0001pt; margin-left:28.5pt; text-align:justify&quot;&gt;เนื้อ 3 : เนื้อสีขาวมีสีเหลืองแทรก เม็ดสีน้ำตาลอ่อนอมชมพู รสมัน %แป้ง 28-30%&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in; margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;การวัด %แป้ง ด้วยเครื่อง NIR spectrophotometer ซึ่งเป็นอุปกรณ์ตรวจสอบวัดเปอร์เซ็นต์น้ำหนักแห้งของเนื้อทุเรียน สุ่มผ่าดูคุณภาพเนื้อภายใน และชิมรส&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:8.0pt; margin-right:0in; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0in; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การจัดงานครั้งนี้ได้รับกระแสตอบรับจากผู้ชมงานเป็นอย่างดี เนื่องจากมีทุเรียนคุณภาพหลากหลายพันธุ์ทั้งสดและแปรรูปที่ยกทัพมาจากจังหวัดต่าง ๆ มาให้เลือกซื้อ นอกจากนี้กรมส่งเสริมการเกษตรยังได้แนะนำผู้บริโภคซึ่งมาเที่ยวชมในงานได้ทราบถึง 5 วิธีในการคัดเลือกทุเรียนคุณภาพ โดย 1) สังเกตก้านผล ก้านผลจะแข็งและมีสีเข้มขึ้น สากมือ เมื่อจับก้านผลแล้วแกว่งผลทุเรียนจะรู้สึกว่า ก้านผลทุเรียนมีสปริงมากขึ้น ก้านผลบริเวณปากปลิงจะบวมโตเห็นรอยต่อชัดเจน 2) สังเกตหนาม ปลายหนามแห้ง มีสีน้ำตาลเข้ม เปราะและหักง่าย ดังนั้น เมื่อมองจากด้านบนของผลจะเห็นหนามเป็นสีเข้ม หนามกางออก ร่องหนามห่าง เวลาบีบหนามเข้าหากันจะรู้สึกว่ามีสปริง 3) สังเกตรอยแยกระหว่างพู ผลทุเรียนที่แก่จัดจะสังเกตเห็นรอยแยกสีน้ำตาลบนร่องพูอย่างชัดเจน ยกเว้น บางพันธุ์ที่พูปรากฏไม่เด่นชัด เช่น พันธุ์ก้านยาว 4) การชิมปลิง ผลทุเรียนแก่จัด เมื่อตัดขั้วผลหรือปลิงออกจะพบน้ำใส ซึ่งไม่ข้นเหนียวเหมือนในทุเรียนอ่อน และเมื่อชิมดูจะมีรสหวาน และ 5) การเคาะเปลือกหรือกรีดหนาม เมื่อเคาะเปลือกผลทุเรียนที่แก่จัดจะมีเสียงดังหลวม ๆ เสียงหนักหรือเบาแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับพันธุ์และอายุของต้นทุเรียน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:8.0pt; margin-right:0in; margin-bottom:8.0pt; margin-left:0in; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:8.0pt; margin-right:0in; margin-bottom:8.0pt; margin-left:0in; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/37386</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, กฤษฎา บุญราช, ทุเรียน.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190601/image_big_5cf274ee6b264.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>32850</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/04/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/04/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ขีดเส้น7วันดับควันภาคเหนือ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกฯ เผยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงกำชับเร่งแก้วิกฤติหมอกควันภาคเหนือโดยเร็ว รัฐบาลพร้อมหนุนเครื่องมือ-งบประมาณ ยกระดับเป็นวาระแห่งชาติ ขีดเส้น 7 วันแก้ไขให้ได้ สั่ง ผวจ.ใช้อำนาจเด็ดขาดตรวจสอบกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน พบพื้นที่ไหนไม่แก้ไขลงโทษ-ปลดออก สั่งทำรายงานทุกวันเพื่อนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายให้ทรงรับทราบ คมนาคมระบุหมอกควันทำเที่ยวบิน 20% ดีเลย์ นักท่องเที่ยวลดลง 15%
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ช่วงเช้าวันพุธ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พร้อมคณะ อาทิ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี, พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย, นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์, พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รมว.สาธารณสุข, พล.อ.วิลาศ อรุณศรี เลขาธิการนายกรัฐมนตรี และ พล.ท.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เดินทางจากท่าอากาศยานทหาร 1 กองบิน 6 (บน.6) ดอนเมือง ไปลงที่ท่าอากาศยานทหารกองบิน 41 จ.เชียงใหม่ เพื่อตรวจราชการและติดตามสถานการณ์การจัดการและแก้ไขปัญหาหมอกควันและไฟป่าในพื้นที่ภาคเหนือ ที่กำลังมีปัญหาในขณะนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อเวลา 08.30 น. นายกรัฐมนตรีพร้อมคณะเดินทางถึงมณฑลทหารบกที่ 33 ค่ายกาวิละ ต.วัดเกต อ.เมืองเชียงใหม่ เพื่อตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจแก่กำลังพลผู้ปฏิบัติหน้าที่ พร้อมมอบสิ่งของสนับสนุนการปฏิบัติงาน จากนั้นนายกฯ กล่าวว่า ไฟป่าที่เกิดที่ใดก็ตาม ขอให้รีบดับ อาจจะต้องใช้เฮลิคอปเตอร์ อากาศยานเข้ามาช่วย ซึ่งต้องใช้ให้เหมาะสม วันนี้ที่มาเพื่อให้เกิดการบูรณาการภาพกว้างมากยิ่งขึ้น ขอให้ทุกคนทุ่มเท เสียสละ ขอบคุณทุกๆ คนที่ทุ่มเทแก้ปัญหา&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นห่วงกำชับมาให้แก้ปัญหานี้โดยเร็วที่สุด เราต้องทำเพื่อถวายพระเกียรติ ซึ่งใกล้จะถึงงานพระราชพิธีสำคัญ ที่ใกล้จะมีพิธีตักน้ำพลีกรรม ขอให้ทุกคนทำงานเพื่อถวายสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในงานพระราชพิธีด้วย ขอให้ทุกคนสู้ๆ โดยสู้กับความไม่ดี ความอันตรายต่างๆ ถ้าเราคนไทยไม่ช่วยกันใครจะช่วย ต้องช่วยกันแก้ปัญหาประเทศไทยในทุกเรื่อง ใครก็ตามที่บ่อนทำลายความสงบเรียบร้อย ฝ่าฝืนกฎหมาย ต้องถูกดำเนินคดีทุกอย่าง&amp;quot; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาเวลา 09.15 น. ที่ห้องประชุมอาคารอเนกประสงค์ ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคเหนือ จ.เชียงใหม่ นายกฯ เป็นประธานการประชุมติดตามสถานการณ์ โดยก่อนการประชุม นายกฯ กล่าวว่า วันนี้ที่มาต้องการจะรับฟังการแก้ปัญหาและอุปสรรคของการทำงานในช่วงที่ผ่านมา พร้อมขอทราบแนวทางการปฏิบัติทั้งหมด และจะกำชับในการปฏิบัติงานอีกครั้ง มีรองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาร่วมติดตามสถานการณ์ ช่วยกันระดมสติปัญญาแก้ไขปัญหาดังกล่าวให้ครบทุกมิติ ซึ่งจะต้องแก้ปัญหานี้ให้ได้ภายใน 7 วันข้างหน้า ทั้งในป่าภูเขา พื้นที่การเกษตร และพื้นที่เขตเมือง หากมีปัญหาอุปสรรคใดๆ รัฐบาลพร้อมที่จะสนับสนุน และยืนยันว่าไม่มีปัญหาในเรื่องของงบประมาณที่จะลงมาในพื้นที่ เพื่อแก้ปัญหาได้ตามเป้าหมาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้นนายกฯ ได้เปิดโอกาสให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรายงานความคืบหน้าถึงสถานการณ์การแก้ไขปัญหา โดยนายกฯ กล่าวว่า ฝากภาคเอกชน นักวิชาการ รวมถึงครู อาจารย์ ช่วยกันสร้างจิตสำนึกให้กับประชาชน และนักเรียน นักศึกษา ช่วยกันระดมสร้างความดีให้กับประเทศชาติ การจัดกิจกรรมออกค่ายอาสาให้เห็นข้อปัญหาข้อเท็จจริง เพื่อขับเคลื่อนแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง ส่วนของหน่วยงานภาครัฐขอให้ทำงานแบบบูรณาการร่วมกับทุกภาคส่วน นำปฏิบัติการถ้ำหลวงมาเป็นแบบอย่างการทำงานที่ดี &amp;nbsp;ขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดมีอำนาจเด็ดขาดในการแก้ไขปัญหา ตรวจสอบการทำงานของกำนัน ผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่ที่ยังเกิดปัญหา หากไม่แก้ไขให้ลงโทษ และปลดออกตามลำดับ รวมถึงให้ทำรายงานสรุปสถานการณ์ประจำวันให้เห็นถึงความเคลื่อนไหว เสนอตามสายงาน และส่งให้นายกฯ เพื่อนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงรับทราบต่อไป
ขีดเส้น 7 วันแก้ให้เสร็จ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนการทำงานในพื้นที่ ขอให้ระดมเจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วน อาสาสมัครลงพื้นที่เข้าไปยังจุดฮอตสปอตแก้ไขปัญหาให้ทันท่วงที จัดเจ้าหน้าที่ลาดตระเวนกันขยายพื้นที่ รวมถึงต้องคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นหลัก ระมัดระวังไม่ให้เกิดความสูญเสีย ในระยะสั้นนายกฯ ได้กำชับจังหวัดและกองทัพในพื้นที่เพิ่มความถี่ฉีดพ่นละอองน้ำเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นในอากาศ จัดพื้นที่เซฟตี้โซนสำหรับประชาชนกลุ่มเสี่ยงเพื่อใช้เป็นศูนย์พักพิงสำหรับประชาชน โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจ เด็กและผู้สูงอายุ ให้มีการตรวจและการปราบปรามการลักลอบเผาป่าและจับกุมผู้กระทำความผิด บังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภายหลังการประชุม พล.อ.ประยุทธ์ให้สัมภาษณ์ว่า การแก้ไขปัญหาเหล่านี้ไม่ใช่แค่ 7 วันจะแก้เสร็จทั้งหมด เพราะมีหลายปัญหาทับซ้อนกัน แต่ตนได้สั่งการให้เห็นผล 7 วัน ในเรื่องการลดฮอตสปอตหรือจุดความร้อน เป็นการแก้ไขปัญหาระยะสั้นทันที เร่งด่วน อย่าใจร้อน แต่ในระยะยาวต้องมีการปลูกจิตสำนึก สร้างความจูงใจด้านเกษตรกรรม การปรับเปลี่ยนการปลูกพืช การปรับพฤติกรรมการกิน ทั้งหมดต้องใช้เวลา มีแผนแม่บท แผนยุทธศาสตร์ชาติ สิ่งที่ตนย้ำใน 7 วัน ต้องแก้ปัญหาจุดที่เผาไหม้ จึงแบ่งออกเป็น 3 พื้นที่คือ 1.พื้นที่เขตเมือง จะทำอย่างไรในเรื่องสุขภาพของประชาชน 2.พื้นที่ทำกิน ซึ่งมีทั้งพื้นที่ถูกกฎหมายและผิดกฎหมายที่มีการบุกรุก และ 3.พื้นที่ป่าภูเขา ซึ่งมีความสูงไม่เหมือนกับภาคอื่นๆ บางครั้งมีการเผาบนยอดเขา ขึ้นเครื่องบินเราเห็นหมด เราต้องแก้ด้วยจิตสำนึก ทุกคนจะต้องไม่เผาป่า ต้องเลิกพฤติกรรมเหล่านี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ผมโทษใครไม่ได้ ถ้ารัฐบาลจะใช้มาตรการเด็ดขาดก็ควบคุมประชาชนทั้งหมดห้ามเข้าป่าได้ไหมล่ะ วันนี้ก็มีมาตรการคนอยู่กับป่า ป่าชุมชนให้เข้าได้ แต่ไม่ใช่ไปเผาป่า ที่ผ่านมามีการจับผู้กระทำผิดแล้วก็ไม่เห็นหยุด แต่ท่านก็ต้องเห็นใจเขาบ้างเหมือนกัน เพราะท้ายที่สุดเขาก็บอกรังแกคนจน วันนี้ผมได้สั่งใช้กฎหมายเต็มที่แล้ว เดี๋ยวตำรวจก็จับหมด ในส่วนการปลูกข้าวโพดข้างบน ข้อมูลกระทรวงเกษตรฯ เขาคุมอยู่แล้ว ต่อไปนี้ต้องสำรวจ หากปลูกในพื้นที่บุกรุกเราจะไม่ซื้อ ปิดเส้นทางทั้งหมด เพราะฉะนั้นนายทุนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องจะต้องมีการสืบสวนสอบสวนกันด้วย วันนี้ก็มีรายงานว่ามีการจุดธูปในป่าด้วย จุดเพื่อไหวหรือเพื่ออะไรก็ไม่รู้&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกฯ กล่าวอีกว่า วันนี้ได้กำหนดพื้นที่ชัดเจนขึ้น มีแผนงานในการปฏิบัติ มีการรวมศูนย์ มีการจัดพลเรือน ตำรวจ ทหาร อาสาสมัคร สุนัขตำรวจ ที่ต้องไปสืบสวนสอบสวน จับกุมดำเนินคดีผู้ที่ตักเตือนแล้วยังปฏิบัติอยู่ ตนได้เข้มงวดย้ำไปยังผู้ว่าฯ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อบต. อบจ. ให้ช่วยกัน และขอขอบคุณชาวเชียงใหม่ ภาคเอกชนก็มีการสนับสนุนในการซื้อของดูแลเจ้าหน้าที่ ตนได้สั่งเครื่องมือขึ้นมาเพิ่มเติมอีก เป็นวาระแห่งชาติไปแล้ว มีการเอาเฮลิคอปเตอร์ขึ้นไปอีกหลายลำ เพื่อผลัดเปลี่ยนในการขนน้ำ การประกาศภัยพิบัติมันคนละเรื่องกัน เพราะนี่เป็นภัยพิบัติที่ประเมินยาก ส่วนเรื่องของงบประมาณเรามีความพร้อม ขอให้เสนอขึ้นมา มีงบประมาณของกระทรวงต่างๆ งบท้องถิ่น งบกลาง เงินสนับสนุนผู้ว่าฯ มีอยู่ทุกอัน ใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว. มหาดไทย กล่าวว่า การแก้ปัญหาเร่งด่วนคือลดค่าฝุ่นละอองที่เกิดมาจากการเผาป่าทั้งในและนอกประเทศ จึงต้องป้องกันไม่ให้เกิดการเผาขึ้นอีก และรีบดับไฟที่มีอยู่ด้วยการบูรณาการทุกภาคส่วนโดยใช้กฎหมาย การป้องกันบรรเทาสาธารณภัยให้แต่ละพื้นที่ที่มีการเผา จัดตั้งศูนย์การแก้ปัญหาทั้งการป้องกันการเผาและดับไฟ แล้วรายงานมายังระดับจังหวัด สัปดาห์ที่ผ่านมาเรามีจุดฮอตปอต หรือจุดที่เกิดความร้อนกว่า 3 พันจุด ตอนนี้ลดเหลือพันกว่า โดยเราจะเร่งทำให้หมดไป ส่วนการบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน ขณะนี้มีการแจกหน้ากากอนามัยไปแล้วหลักแสนชิ้น โดยใช้งบประมาณของท้องถิ่น เพื่อให้ประชาชนมีเครื่องป้องกัน ท้องถิ่นมีงบที่ใช้ได้ในทันทีอยู่ อีกทั้งยังมีงบป้องกันของทางจังหวัด หากไม่เพียงพอสามารถของบฉุกเฉินได้ ส่วนในระยะยาวต้องทำความเข้าใจประชาชนไม่ให้เกิดการเผา
เที่ยวบินดีเลย์ 20%
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผบ.ทบ. กล่าวว่า &amp;nbsp;กองทัพภาคที่ 3 และกองทัพภาคที่ 2 ได้ระดมกำลังหลายพันนายร่วมกับหน่วยราชการอื่น และวันนี้นายกฯ ได้สั่งการให้กองทัพบกนำเฮลิคอปเตอร์ MI 17 จำนวน 4 ลำ และเครื่องบินของกองทัพอากาศ เร่งแก้ไขปัญหา &amp;nbsp;ทุกครั้งบ้านเมืองเกิดภัยพิบัติ หรือเกิดเหตุการณ์ใดๆ คนไทย ข้าราชการ ทุกหน่วยได้มีการร่วมมือกันเพื่อช่วยเหลือประชาชน สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีความห่วงใยในเรื่องการเกิดไฟป่าที่เผาไหม้ทุกปีมาเป็นเวลานาน และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ท่านก็ทรงห่วงเรื่องนี้ มีรับสั่งว่าทหารได้มีการฝึกฝนการผจญเพลิงในป่าหรือไม่ ซึ่งจะเห็นได้ว่าองค์พระมหากษัตริย์ไทยทรงพระปรีชาสามารถและคิดเรื่องนี้ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ขณะนี้กองทัพบกได้นำพระราชดำรัสและพระราชกระแสของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระเทพฯ ขยายผล โดยติดต่อไปยังสถานทูตสหรัฐอเมริกาและสถานทูตออสเตรเลีย ที่มีหน่วยดับเพลิงในป่าโดยเฉพาะ ทั้งนี้ เพื่อเอามาปรับปรุง ส่งเจ้าหน้าที่ไปเรียน ไปอบรม ซึ่งทางสถานทูตสหรัฐอเมริกาและสถานทูตออสเตรเลียได้ให้ความร่วมมือและสนใจเป็นอย่างยิ่งที่จะส่งคนมาฝึกให้กับกำลังพล&amp;quot;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.อภิรัชต์กล่าวอีกว่า เมื่อวันที่ 1เม.ย. ตนได้พบกับ พล.ท.ฮุน มาเนต ผู้บัญชาการทหารบกกัมพูชา เราได้มีการหารือการดับไฟป่า การช่วยเหลือกันและกัน ร่วมมือกันในกลุ่มประเทศ เช่นเดียวกับประเทศเมียนมาซึ่งปัจจุบันขอเรียนว่ากองทัพบกยุคนี้เป็นยุคที่มีการพัฒนาปรับปรุงให้มีความทันสมัย ผู้บัญชาการทหารบกมีการสื่อสารทางแอปพลิเคชันไลน์ ทั้งลาวเมียนมา กัมพูชาและมาเลเซีย และมีการติดต่อกัน มีความรัก ความสามัคคี และมีสัมพันธ์อันดี ประเทศเพื่อนบ้านมีความเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม เปิดเผยว่า สถานการณ์หมอกควันและค่าฝุ่นละอองเกินระดับมาตรฐานในพื้นที่จังหวัดภาคเหนือ 9 จังหวัดนั้นส่งผลกระทบอย่างมากต่อการเดินทางของประชาชนในพื้นที่ ตลอดจนด้านการท่องเที่ยวในพื้นที่ เพราะสนามบิน รวมถึงเที่ยวบินการเดินทางนั้น ได้รับกระทบไปด้วย โดยเฉพาะที่สนามบินเชียงใหม่ เชียงราย และแม่ฮ่องสอน ซึ่งข้อมูลตั้งแต่วันที่ 23 กุมภาพันธ์ จนถึงวันที่ 2 เม.ย.62 เฉพาะสนามบินแม่ฮ่องสอน มีการแจ้งยกเลิกเที่ยวบินไปแล้วถึง 40 เที่ยวบิน จากทั้งหมด 400 เที่ยวบิน หรือคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 20% นอกจากนี้ยังมีการเปลี่ยนเส้นทางการบินด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ขณะที่นายสมนึก รงค์ทอง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด (บวท.) กล่าวว่า สนามบินแม่ฮ่องสอนนั้นพบปัญหาเที่ยวบินล่าช้าแทบจะทุกวัน และคาดว่าปัญหาดังกล่าวยังคงจะอยู่ต่อไปอีกสักระยะ ขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงของไฟป่าและกระแสลม ยังกระจายไปส่งผลกระทบถึงสนามบินและเที่ยวบินของประเทศเวียดนาม ในเมืองฮานอย ไม่สามารถลงจอดในสนามบินได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนาวาอากาศโท สุธีรวัฒน์ สุวรรณวัฒน์ ผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. เปิดเผยว่า เที่ยวบินจากสนาสบินสุวรรณภูมิและสนามบินดอนเมืองที่ทำการบินขึ้นสู่ภาคเหนือยังมีแนวโน้มลดลงจากปัญหาหมอกควันที่เกิดขึ้น เบื้องต้นประเมินว่าในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปีนี้จะมีนักท่องเที่ยวเดินทางไปยังภาคเหนือโดยสารการบินอยู่ที่195,000 คน ลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเทศกาลปีใหม่ที่นักท่องเที่ยวเดินทางไปภาคเหนือประมาณ 203,000 คน ในเดือนล่าสุดหรือเดือนมีนาคมที่ผ่านมา นักท่องเที่ยวเดินทางไปภาคเหนือลดลงเหลือเพียง 170,000 คน หรือลดลง 15% เมื่อเทียบกับเมื่อช่วงต้นปี.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/32850</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฤษฎา บุญราช, พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190402/image_big_5ca38057a1825.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>30399</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/03/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/03/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สั่งรับมือภัยแล้ง &#039;กฤษฎา&#039;ถกด่วน เชื่อเอลนีโญยาว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกฯ ห่วงภัยแล้ง สั่งทุกหน่วยเร่งรับมือ &amp;quot;กฤษฎา&amp;quot; ถกด่วนผู้ว่าฯ 76 จังหวัด คาดเกิดเอลนีโญยาวนานกว่าปี 57-58 ตั้งฐานฝนหลวง 20 ชุดปฏิบัติการทั่วประเทศ สสนก.เตือน 4 เขื่อนน้ำน้อยวิกฤติ &amp;quot;อุบลรัตน์&amp;quot; เหลือแค่ 4% กรมชลฯ ยันพอใช้ถึงเดือน พ.ค.&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 3 มีนาคม พล.ท.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ห่วงใยสถานการณ์ภัยแล้งที่เริ่มขึ้นแล้ว โดยได้รับรายงานว่าปริมาณน้ำในเขื่อน อ่างเก็บน้ำ และแม่น้ำสายหลักอยู่ในเกณฑ์ไม่มากนัก ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากการระเหยของน้ำเพราะอุณหภูมิสูงขึ้น แต่ยืนยันว่าจะมีน้ำเพียงพอให้ประชาชนใช้ไปจนถึงเดือน พ.ค.อย่างแน่นอน ทั้งนี้ นายกฯ ได้กำชับให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ และทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง บูรณาการบริหารจัดการน้ำอย่างเร่งด่วน เพื่อรับมือกับปัญหาที่จะเกิดขึ้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ยังขอความร่วมมือประชาชนและเกษตรกรในพื้นที่เขตชลประทานให้ใช้น้ำอย่างประหยัดและปลูกพืชใช้น้ำน้อย ส่วนพื้นที่นอกเขตชลประทาน จะเร่งส่งเจ้าหน้าที่ลงไปสำรวจความต้องการ และวางแผนป้องกันแก้ไขปัญหาภัยแล้งต่อไป โดยขณะนี้รัฐบาลได้ตั้งศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวง 5 ภูมิภาค 12 หน่วยปฏิบัติการ เพื่อออกปฏิบัติการฝนหลวงช่วยเหลือประชาชนครอบคลุม 25 ลุ่มน้ำหลัก ตั้งแต่ 1 มี.ค.-31 ต.ค.62 ทั้งการป้องกันและแก้ไขภัยแล้ง เติมน้ำต้นทุนในเขื่อน บรรเทาหมอกควันและไฟป่า และยับยั้งการเกิดพายุลูกเห็บ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ในวันที่ 4 มี.ค.นี้ จะมีการประชุมระบบทางไกลไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 76 จังหวัด และข้าราชการกระทรวงเกษตรฯ ทุกพื้นที่ เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำร่วมกับกรมอุตุนิยมวิทยาและหน่วยงานเกี่ยวข้อง เพื่อวิเคราะห์แนวโน้มภัยแล้งและวางมาตรการรับมือภัยแล้งปีนี้ ซึ่งนักวิชาการคาดการณ์ว่าภัยแล้งปีนี้เกิดภาวะช่วงภัยแล้งยาวนานกว่าปี 2557-2558 และสภาพอากาศปีนี้เป็นภาวะเอลนีโญ ซึ่งกรมชลประทานยืนยันปริมาณน้ำในเขื่อนทั่วประเทศ มีน้ำใช้การได้ 24,095 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) มีเพียงพอใช้ได้ถึงเดือน พ.ค. และสำรองไว้ต้นฤดูฝนบางส่วน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาสามารถแก้ปัญหาทันท่วงทีในแนวทางทำงานแบบบูรณาการผ่านอนุกรรมการพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ระดับจังหวัด โดยมีผู้ว่าฯ และรองผู้ว่าฯ เป็นประธาน บริหารงานเชิงรุกทั้งโครงสร้างภาคเกษตร สำหรับปัญหาภัยแล้งในปีนี้ ได้เปิดปฏิบัติการฝนหลวงแล้วพร้อมกับให้กรมฝนหลวงฯตั้งฐานฝนหลวง 20 ชุด เพื่อปฏิบัติการได้ทั่วถึงทุกภูมิภาค และเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นเร่งชี้แจงเกษตรกรปลูกพืชใช้น้ำน้อย งดทำนาปรังต่อเนื่อง พร้อมกับกระทรวงมหาดไทย ช่วยทำความเข้าใจชาวนาด้วย ในปีนี้ข้าวราคาดี อาจไม่เว้นทำปรังรอบสอง เมื่อเกิดภัยพิบัติไม่ได้รับเงินชดเชย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ก่อนหน้านี้ได้สั่งให้ทุกพื้นที่รณรงค์เกษตรกรหันมาปลูกพืชใช้น้ำน้อย ซึ่งสามารถจูงใจเปลี่ยนมาปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์กว่า 9 แสนไร่ แต่เป็นห่วงนอกเขตชลประทาน โดยได้ให้ทุกจังหวัดรวบรวมแหล่งน้ำ ทั้งแหล่งน้ำธรรมชาติและน้ำกักเก็บ ว่ามีน้ำใช้ได้ถึงเมื่อไหร่ เพียงพอหรือไม่ โดยจะวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ไปยังทุกจังหวัดเร่งสำรวจน้ำในเขื่อน อ่างเก็บน้ำทั้งหมด เทียบปริมาณการใช้ ดูแลเครื่องมือ เตรียมความพร้อมร่วมกับหน่วยงานองค์กรส่วนท้องถิ่น&amp;quot; นายกฤษฎาระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รมว.เกษตรฯ กล่าวว่า ประเมินว่าทั่วประเทศมีน้ำใช้สำหรับอุปโภคบริโภค แต่สำหรับภาคเกษตร อุตสาหกรรม อาจมีผลกระทบ ทั้งนี้ หากเกิดฤดูฝนมาช้าไป 1-2 เดือน จะต้องมีมาตรการการใช้น้ำและในการปล่อยน้ำอย่างเข้มข้นขึ้น เพราะขณะนี้พื้นที่ปลูกข้าวจากแผน 8 ล้านไร่ แต่มีการปลูกไปแล้วถึง 11 ล้านไร่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เว็บไซต์สำนักงานสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (องค์กรมหาชน) หรือ สสนก. ได้แจ้งเตือนสถานการณ์น้ำเขื่อนมีน้ำน้อยวิกฤติ ประกอบด้วย เขื่อนอุบลรัตน์ มีน้ำใช้การได้ 106 ล้าน ลบ.ม. หรือ 4%, เขื่อนสิรินธร มีน้ำใช้การได้ 135 ล้าน ลบ.ม. หรือ 7%, เขื่อนกระเสียว มีน้ำใช้การ 27 ล้าน ลบ.ม. หรือ 9 %, เขื่อนทับเสลา มีน้ำใช้การ 23 ล้าน ลบ.ม. หรือ 14% สำหรับเขื่อนใหญ่ของลุ่มเจ้าพระยา เช่น เขื่อนภูมิพล มีน้ำใช้การได้ 3,915 ล้าน ลบ.ม. หรือ 29%, &amp;nbsp;เขื่อนสิริกิติ์ มีน้ำใช้การ 3,125 ล้าน ลบ.ม. หรือ 33%, &amp;nbsp;เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน มีน้ำใช้การ 415 ล้าน ลบ.ม. หรือ 44%, เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ มีน้ำใช้การ 354 ล้าน ลบ.ม. หรือ 37%
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนเขื่อนน้ำมากวิกฤติ เขื่อนศรีนครินทร์ มีน้ำ 87% ปริมาตรน้ำในอ่าง 1.5 หมื่นล้าน ลบ.ม. เป็นน้ำใช้การได้ 5.1 พันล้าน ลบ.ม. หรือ 29% และเขื่อนแม่งัด มีน้ำ 87% ปริมาตรน้ำ 231 ล้าน ลบ.ม. ใช้การได้ 219 ล้าน ลบ.ม. หรือ 83% ในส่วนสถานการณ์พายุ ยังไม่มีเข้าใกล้ประเทศไทยในขณะนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เปิดเผยว่า แผนปฏิบัติการฝนหลวงในวันนี้ มีสภาพอากาศเอื้ออำนวยให้ขึ้นปฏิบัติการได้ในพื้นที่ภาคตะวันออก โดยศูนย์ฝนหลวง จ.จันทบุรี ได้ขึ้นบินทำฝนหลวงบริเวณพื้นที่เป้าหมาย อ.ท่าใหม่ อ.เขาคิชฌกูฏ อ.นายายอาม และอ.แก่งหางแมว จ.จันทบุรี ส่วนพื้นที่ภาคกลาง ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคกลาง จ.นครสวรรค์ และ จ.กาญจนบุรี ได้ขึ้นบินเพื่อก่อเมฆตามแนวเขาช่วยเพิ่มปริมาณน้ำให้กับอ่างเก็บน้ำทับเสลา จ.อุทัยธานี ส่วนพื้นที่ภาคเหนือ ไม่ได้ขึ้นบินทำฝนหลวง เนื่องจากสภาพซึ่งไม่เหมาะกับการปฏิบัติการฝนหลวง ส่วนพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จ.ขอนแก่น และ จ.อุดรธานี ไม่ได้ขึ้นบินทำฝนหลวงเช่นกัน เนื่องจากสภาพอากาศยังไม่เหมาะสำหรับการขึ้นปฏิบัติการ แต่มีการติดตามสภาพอากาศ หากมีความเหมาะสม จะวางแผนขึ้นบินปฏิบัติการสลายฝุ่นละอองในพื้นที่ อ.เมืองขอนแก่น และช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรบางส่วนของ จ.บุรีรัมย์ และหน่วยปฏิบัติการฯ จ.อุดรธานี จะขึ้นบินเพื่อเพิ่มปริมาณน้ำในเขื่อนอุบลรัตน์&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับพื้นที่ภาคใต้ ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคใต้ จ.ประจวบคีรีขันธ์ และ จ.สงขลา ยังไม่ได้ขึ้นบินเช่นกัน แต่หากสภาพอากาศมีความเหมาะสม จะวางแผนขึ้นปฏิบัติช่วยเหลือพื้นที่ที่ประสบปัญหาภัยแล้งบางส่วนของ จ.ประจวบคีรีขันธ์ จ.เพชรบุรี จ.ราชบุรี จ.ตรัง จ.กระบี่ และ จ.สุราษฎร์ธานี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ จ.นครราชสีมา เริ่มขยายวงกว้างออกไปมากขึ้น โดยเฉพาะแม่น้ำลำน้ำมาศ พื้นที่ ต.ประสุข อ.ชุมพวง จ.นครราชสีมา ซึ่งเป็นแม่น้ำสายหลัก เชื่อมต่อระหว่าง อ.ลำปลายมาศ จ.บุรีรัมย์ และ อ.ชุมพวง จ.นครราชสีมา หล่อเลี้ยงคนในตำบลประสุข 10 หมู่บ้าน ปัจจุบันเริ่มแห้งขอด บางช่วงสามารถเดินข้ามได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายเกียรติศักดิ์ หนูแก้ว ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 8 เปิดเผยว่า สถานการณ์น้ำในเขื่อนใหญ่ 5 แห่ง ของ จ.นครราชสีมา ขณะนี้อยู่ในเกณฑ์น้อยกว่าทุกปี มีปริมาณน้ำกักเก็บรวม 505.03 ล้านลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 50.16 ของความจุกักเก็บทั้งหมด 1,006.90 ล้าน ลบ.ม. อย่างไรก็ตาม อ่างเก็บน้ำลำตะคองมีปริมาณน้ำกักเก็บเกือบ 65% จึงขอให้มั่นใจว่ามีน้ำเพียงพอสำหรับฤดูแล้งนี้แน่นอน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ จ.อุทัยธานี นายฐกร กาญจิรเดช ผู้อำนวยการโครงการชลประทานอุทัยธานี กล่าวว่า จากสถานการณ์ความแห้งแล้งตั้งแต่ช่วงปลายปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน ปริมาณน้ำที่มีอยู่ในเขื่อนวังร่มเกล้าและในแม่น้ำตากแดดเหนือเขื่อนวังร่มเกล้ารวมกันเพียง 11 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งถือว่ามีปริมาณน้อยมากหรือในเกณฑ์ที่ต่ำ ปริมาณน้ำที่กักเก็บไว้ในส่วนนี้เพื่อกักเก็บไว้ใช้ในการอุปโภคบริโภคให้ได้ตลอดช่วงฤดูแล้งนี้เท่านั้น ซึ่งไม่เพียงพอในการที่จะสนับสนุนให้เกษตรกรสำหรับการทำนาปรังของปีนี้ได้ จึงได้ขอความร่วมมือให้เกษตรกรใช้น้ำอย่างประหยัดและรู้คุณค่า และขอความร่วมมือเกษตรกรงดการทำนาปรังอย่างเด็ดขาด.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/30399</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฤษฎา บุญราช, พล.ท.วีรชน สุคนธปฏิภาค, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เกียรติศักดิ์ หนูแก้ว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190303/image_big_5c7be8141a6e9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>29438</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/02/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/02/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กมธ.รุดถกตัวแทนชาวนา รุมจี้สนช.ชะลอพรบ.ข้าว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;ldquo;ประยุทธ์&amp;rdquo; ฮึ่มข่าว พ.ร.บ.ข้าวถูกปั่นสร้างความเกลียดชัง ชี้เป็นกฎหมายของ สนช.มุ่งหวังดูแลเกษตรกรไม่ให้ถูกเอาเปรียบ บี้รัฐมนตรีเร่งแจงข้อเท็จจริงก่อนข่าวถูกกระพือไปไกล กมธ.รุดหารือตัวแทนเกษตรกรร่อนเอกสารแจงยิบ &amp;ldquo;ชาวนา-เอ็นจีโอ-อัยการ-ปชป.&amp;rdquo; ประสานเสียงชะลอนำเข้าที่ประชุม 20 ก.พ.นี้ ระบุหากดื้ออาจเห็นม็อบชาวนาลุกฮือ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันจันทร์ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ &amp;nbsp;(คสช.) ให้สัมภาษณ์ถึงร่างพระราชบัญญัติข้าว พ.ศ. ... ที่เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก ว่าเป็นกฎหมายของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่เสนอมายังรัฐบาล เนื่องจากเกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงานและการใช้จ่ายงบประมาณ ซึ่งได้พิจารณาส่งกลับไปแล้วและให้ปรับประเด็นต่างๆ ที่มีปัญหา แต่สิ่งที่เอามาเผยแพร่กันเป็นการนำสิ่งที่ไม่ใช่กฎหมายตัวจริงมาเผยแพร่ ทำให้เกิดความเกลียดชังกันทั่วไปหมด ทั้งที่เจตนารมณ์ของ สนช.และรัฐบาลมุ่งหวังดูแลเกษตรกรให้มากขึ้น ไม่ให้ถูกเอารัดเอาเปรียบไม่ว่าใคร ซึ่งไม่ได้มีผลกระทบกับเกษตรกร ทั้งการเก็บเมล็ดพันธุ์ การแลกเปลี่ยน และการขายเมล็ดพันธุ์ &amp;nbsp;เพียงแต่ดูส่วนภาคเอกชนว่าจะทำอย่างไร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ยืนยันรัฐบาลมุ่งหวังที่จะดูแลเกษตรกร แต่จำเป็นต้องมีกระบวนการ โดยที่กติกาต้องไม่มากหรือน้อยเกินไป ส่วนของ สนช.เองก็ไม่ได้มุ่งหวังเอาเป็นเอาตายกับใคร วัตถุประสงค์สำคัญคือดูแลพี่น้องเกษตรกรไม่ให้ถูกเอารัดเอาเปรียบ เราต้องไว้ใจกันตรงนี้ ถ้าไม่ไว้ใจกันเลยก็ทำอะไรไม่ได้ซักอย่าง 4-5 &amp;nbsp;ปีที่ผ่านมา ถ้าไม่ออกกฎหมายอะไรก็ทำอะไรกันไม่ได้อีก&amp;rdquo; พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ร่างกฎหมายดังกล่าวออกโดย สนช. ไม่ใช่ร่างของรัฐบาล โดยกระทรวงเกษตรฯ ได้ส่งอธิบดีกรมการข้าวไปเป็นกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณากฎหมายในวาระที่ 2 ซึ่งยังพิจารณาไม่แล้วเสร็จ โดยกระทรวงเกษตรฯ ได้เสนอความเห็นใน 2 ประเด็น &amp;nbsp;คือ 1.ยังไม่ควรกำหนดให้มีการลงทะเบียนผู้ประกอบการค้าพันธุ์ข้าว และ 2.การรับรองพันธุ์ข้าว เพราะเห็นว่ามีผลกระทบต่อวิถีชีวิตชาวนาในการผสมพันธุ์และขยายพันธุ์ข้าว โดยทราบว่า กมธ.ได้ปรับแก้ถ้อยคำเรียบร้อยแล้ว ส่วนรายละเอียดเป็นอย่างไรนั้นต้องรอดูอีกครั้ง ขอย้ำอีกครั้งว่ากฎหมายฉบับนี้ไม่ได้ออกโดยกระทรวงเกษตรฯ หรือรัฐบาล แต่ออกโดย สนช. แต่ก็ได้รับฟังเสียงประชาชนมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน พ.อ.อธิสิทธิ์ ไชยนุวัติ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกฯ แถลงผลประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) &amp;nbsp;ว่า พล.อ.ประยุทธ์ปรารภในที่ประชุม ครม.เน้นย้ำให้รัฐมนตรีและเจ้าหน้าที่ตรวจสอบประเด็นข่าวที่มีการเผยแพร่ทั้งในสื่อหลักและโซเชียลมีเดีย หากพบข้อมูลอะไรที่บิดเบือนให้รีบชี้แจง ไม่ให้กระจายในวงกว้างแล้วต้องมาแก้ไขในภายหลัง และต้องมาถามที่นายกฯ เพียงคนเดียว รวมถึงอยากให้ประชาชนรับฟังการสื่อสารในช่องทางของรัฐบาลจะได้เชื่อมั่นว่าเป็นข้อมูลที่ถูกต้อง เช่นกรณีร่าง พ.ร.บ.ข้าวที่พูดกันออกมาว่าประชาชนจะได้รับผลกระทบ เรื่องนี้อยากให้ฟัง สนช.ซึ่งเป็นผู้เสนอร่างดังกล่าว ดีกว่าไปรับฟังข้อมูลที่อาจไม่ถูกต้อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะเดียวกัน คณะ กมธ.วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ข้าวได้เชิญตัวแทนเกษตรกรมาร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นต่อร่างกฎหมายดังกล่าว ก่อนที่ประชุม สนช.จะพิจารณาให้ความเห็นชอบในวันที่ &amp;nbsp;20 ก.พ. โดยนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช.กล่าวว่า ข้อวิจารณ์ต่างๆ เกี่ยวกับกฎหมายฉบับนี้ &amp;nbsp;สนช.กำลังพิจารณา ส่วนถ้อยคำที่เกิดการตีความคลุมเครือนั้น สนช.จะแก้ไขให้เกิดความชัดเจนต่อไป &amp;nbsp;และเมื่อร่างกฎหมายเข้าสู่การพิจารณาแล้ว สมาชิก สนช.จะตรวจสอบให้รอบคอบอีกครั้ง โดยเอาความคิดเห็นของเกษตรกรมาเป็นตัวตั้ง เชื่อได้ว่ากฎหมายฉบับนี้จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งเพราะเป็นครั้งแรกที่เขียนลงลึกไปถึงวิถีชีวิตของชาวนา
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ขณะที่ภาพรวมของการประชุม กลุ่มเกษตรกรได้สลับกันสอบถามถึงความชัดเจนเกี่ยวกับการซื้อขายแลกเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ข้าวด้วยกันเอง ว่ากระทำได้หรือไม่โดยไม่เป็นความผิดตามกฎหมาย ซึ่งคณะ กมธ.ชี้แจงว่าร่างกฎหมายยังเปิดโอกาสให้ชาวนาที่มีเมล็ดพันธุ์ข้าวสามารถซื้อขายแลกเปลี่ยนได้อย่างอิสระ และหลังร่วมประชุมกว่า 2 ชั่วโมง คณะ กมธ.ได้จัดทำเอกสารชี้แจงในสาระสำคัญหลายประเด็นที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ คือ 1.ประเด็นที่มีการระบุว่าชาวนาต้องซื้อเมล็ดพันธุ์ หากเก็บเมล็ดพันธุ์เองต้องโทษจำคุกและปรับ 1 แสนบาทนั้น กฎหมายได้เขียนยกเว้นในกรณีชาวที่เก็บเมล็ดพันธุ์ข้าวไว้ใช้กันเองแล้วอย่างชัดเจน และไม่มีการลงโทษจำคุกหรือปรับใดๆ เว้นแต่ชาวนาไปทำในลักษณะเป็นผู้ประกอบการเพื่อค้ากำไรเสียเอง เช่นนี้ก็ต้องขอรับรองพันธุ์ข้าวก่อนเท่านั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;2.ประเด็นที่ว่าร่าง พ.ร.บ.ข้าวจัดทำขึ้นและเสนออย่างเร่งรีบและไม่รอบคอบนั้น ร่างกฎหมายเสนอโดยกลุ่ม สนช.ตั้งแต่ ส.ค.61 แต่เนื่องจากเป็นกฎหมายเกี่ยวกับการเงินจึงต้องให้รัฐบาลรับรอง ก่อนเสนอกลับมายัง สนช.เมื่อเดือน พ.ย.61 ดังนั้นขั้นตอนการดำเนินการจึงเป็นไปตามกลไกปกติ 3.ประเด็นการกำหนดให้ขึ้นทะเบียนชาวนาทุกคน และให้ผู้ประกอบการโรงสีต้องออกใบรับรองข้าวเปลือกนั้นไม่เป็นความจริง เพราะการขึ้นทะเบียนชาวนาไม่มีการระบุเอาไว้ในกฎหมาย และ 4.ที่มีการรายงานว่ามีการให้อำนาจเจ้าหน้าที่จากกระทรวงเกษตรฯ เข้าไปตรวจสอบโรงสีโดยไม่ต้องแจ้งล่วงหน้า เรื่องนี้เข้าใจกันคลาดเคลื่อน เพราะไม่ใช่เจ้าหน้าที่กระทรวงเกษตรฯ มาตรวจใบรับซื้อ แต่เป็นเจ้าพนักงานที่ถูกตั้งขึ้นโดยรัฐมนตรีตาม พ.ร.บ.ข้าว มีหน้าที่ดูแลกำกับเรื่องเมล็ดพันธุ์พืชเท่านั้น ไม่ใช่การไปตรวจใบรับซื้อ เพราะร่าง พ.ร.บ.ไม่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการค้าข้าว&amp;nbsp;
ขณะเดียวกันในหลายพื้นที่ก็มีการแสดงพลังคัดค้านร่าง พ.ร.บ.ข้าว โดยที่จังหวัดพิจิตร กลุ่มชาวนาจาก 12 อำเภอ กว่า 100 รายได้เข้าพบนายวรพันธุ์ สุวัณณุสส์ &amp;nbsp;ผู้ว่าฯ จ.พิจิตร เพื่อร้องทุกข์และยื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ขอให้ถอนร่างกฎหมายดังกล่าวออกจาก สนช. โดยนายวรพันธุ์ยืนยันว่าจะรีบส่งหนังสือไปยังนายกฯ และผู้เกี่ยวข้อง ซึ่งชาวนาที่รวมตัวกันระบุว่าจะมาติดตามความคืบหน้าทุกๆ &amp;nbsp;7 วันหลังจากนี้ แต่ถ้าสิ้นเดือน ก.พ.นี้ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจน ก็จะประสานกลุ่มเครือข่ายชาวนาทั่วประเทศเคลื่อนไหวในช่วง มี.ค.นี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ห้องประชุมสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ (พอช.) ด้านหน้าศาลากลาง จ.ขอนแก่น มีเกษตรกรและกลุ่มองค์กรเอกชน (เอ็นจีโอ) มาอ่านแถลงการณ์คัดค้านร่าง พ.ร.บ.ข้าวเช่นกัน โดยนายชูชาติ ผิวสว่าง ประธานที่ประชุมสภาองค์กรชุมชนระดับชาติอ่านแถลงการณ์ยืนยันว่า ให้ &amp;nbsp;สนช.ยุติการเสนอกฎหมาย และให้ยกเลิก พ.ร.บ.ข้าวฉบับนี้โดยทันที ซึ่งสภาองค์กรชุมชนตำบลทั้ง 77 &amp;nbsp;จังหวัด และองค์กรภาคีทั่วประเทศจะร่วมกันคัดค้านจนถึงที่สุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน ดร.ธนกฤต วรธนัชชากุล อัยการจังหวัดประจำสำนักงานอัยการสูงสุด โพสต์เฟซบุ๊กในหัวข้อ &amp;ldquo;ความจริงเรื่อง พ.ร.บ.ข้าว&amp;rdquo; โดยได้ชี้ให้เห็นถึงปัญหาเป็นข้อๆ ก่อนสรุปว่าบทบัญญัติตามร่าง พ.ร.บ.ข้าวอาจส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตการทำนาปลูกข้าวของชาวนาไทยและการพัฒนาพันธุ์ข้าวในหลายๆ กรณี อีกทั้งยังอาจมีความไม่ชัดเจนของความผิดทางอาญาในกรณีของการขายหรือการจำหน่าย ซึ่งมีประเด็นปัญหาเรื่อง &amp;ldquo;เพื่อประโยชน์ทางการค้า&amp;rdquo; จึงควรที่ สนช.จะได้พิจารณาและรับฟังความคิดเห็นจากผู้คนที่เกี่ยวข้องในวงการต่างๆ ให้รอบด้าน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;แม้แต่ร่าง พ.ร.บ.ข้าว ที่เสนอโดยสมาชิก สนช. เองก็ยังถูกคณะกรรมาธิการฯ ปรับแก้ไขเพิ่มเติมร่างเป็นจำนวนมากแทบตลอดทั้งร่างในชั่วเวลาแค่เดือนครึ่ง หาก สนช.จะรับฟังความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้องเพิ่มเติม ย่อมมีข้อเสนอแนะที่ดีและเป็นประโยชน์ในการปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติมร่าง พ.ร.บ.ข้าวให้มีความถูกต้องเหมาะสมและเป็นประโยชน์มากยิ่งขึ้น ดังนั้น ถึงแม้ในขณะนี้คณะกรรมาธิการฯ จะได้พิจารณาร่าง พ.ร.บ.ข้าวในวาระ 2 เสร็จสิ้นแล้ว สนช.ก็ยังไม่ควรที่รีบเร่งนำ พ.ร.บ.ข้าวเข้าสู่การพิจารณาของ สนช.ในวาระ 3 โดยทันที และควรที่จะชะลอการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ข้าวนี้ไว้ เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องให้ถี่ถ้วน รอบคอบ และให้ได้ความครบถ้วนเสียก่อน&amp;rdquo; ดร.ธนกฤตระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนนายศุภชัย ศรีหล้า ในฐานะกรรมการนโยบายของพรรค ปชป. แถลงภายหลังนายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ สมาชิก สนช.ซึ่งเป็นผู้เสนอร่าง พ.ร.บ.ข้าว พ.ศ. ...ได้เข้าชี้แจงเนื้อหาสาระของร่างกฎหมายดังกล่าวต่อคณะกรรมการนโยบายของพรรค ว่าพรรคกังวลใจเพราะในร่างไม่ปรากฏว่ามีเนื้อหาสาระใดบ่งบอกว่าจะก่อประโยชน์ให้ชาวนา โดยเฉพาะการทำสหกรณ์ชาวนา, สมาร์ตฟาร์เมอร์ และการสร้างเกษตรกรรุ่นใหม่ได้อย่างไร โดยเฉพาะมาตรา 20 ที่กำหนดให้โรงสีข้าว เมื่อรับซื้อพันธุ์ข้าวต้องออกใบรับซื้อข้าวเปลือกและส่งไปยังกรมการข้าว ซึ่งหมายความว่าข้าวที่โรงสีจะรับซื้อต้องได้รับการอนุมัติจากกรมการข้าวเสียก่อน ส่งผลทำให้ระบบการค้าข้าวถูกควบคุมตั้งแต่เมล็ดพันธุ์ข้าว เท่ากับเป็นการควบคุมของระบบพันธุ์ข้าวโดยรวม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ถ้าเมื่อใดพันธุ์ข้าวอยู่ในมือของคนไม่กี่กลุ่มในประเทศ เท่ากับพันธุ์ข้าวถูกควบคุมหมดแล้ว คุณทำไปเถอะ ถ้าโรงสีไม่ซื้อก็จบ น่าเป็นห่วงมาก ถ้าเมื่อใดออก พ.ร.บ.ฉบับนี้มา คนที่จะรับรองว่าเป็นพันธุ์ข้าวที่ได้รับการรับรองหรือไม่คือราชการ แต่ชาวนาเข้าไม่ถึง&amp;quot; นายศุภชัยกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายศุภชัยกล่าวอีกว่า ดังนั้นการที่ สนช.จะพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวในวาระ 2 และ 3 วันที่ 20 &amp;nbsp;ก.พ.นี้ พรรคขอวิงวอนให้ สนช.หยุดเรื่องนี้ไว้ แล้วรอให้มีสภาที่มาจากการเลือกตั้งพิจารณาแทน แต่หาก สนช.ผ่านกฎหมายดังกล่าวจริง และพรรคได้เป็นรัฐบาลจะแก้ไขแน่นอน เพราะร่างดังกล่าวไม่ใช่แค่ไม่ปลดแอก แต่เป็นการเพิ่มโซ่ตรวนให้ชาวนาอีก.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/29438</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฤษฎา บุญราช, ดร.ธนกฤต วรธนัชชากุล, พ.อ.อธิสิทธิ์ ไชยนุวัติ, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, ศุภชัย ศรีหล้า, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190218/image_big_5c6ac2a04a20f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>29366</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/02/2019 11:31</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/02/2019 11:31</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พาราควอตทั้งแผ่นดิน&#039;รมว.เกษตรฯ&#039;ปฎิเสธหน้าสั่นเปล่ายื้อแบนสารเคมีอันตราย </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 ก.พ.62-ที่ทำเนียบรัฐบาล &amp;nbsp;นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงกรณีคณะกรรมการวัตถุอันตรายมีมติไม่ยกเลิกการใช้วัตถุอันตราย​ 3 รายการ ได้แก่ พาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซต โดยคาดว่าจะใช้เวลา 2 ปีจึงจะมีความชัดเจนในเรื่องดังกล่าว ว่า กระทรวงเกษตรฯไม่เคยแนะนำคณะกรรมการวัตถุอันตรายให้มีการขยายการใช้สารเคมีดังกล่าวออกไป​ และกระทรวงเกษตรฯก็ไม่เห็นด้วยกับการใช้สารเคมีที่มีอันตรายต่อร่างการและชีวิตมนุษย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกฤษฎา กล่าวต่อว่า &amp;nbsp;แต่เนื่องจากกระทรวงเกษตรฯไม่ได้เป็นประธานและเลขานุการคณะกรรมการวัตถุอันตรายจึงไม่ทราบรายละเอียดว่าคณะกรรมการนั้นมีมติอย่างไร ยืนยันว่ามติเมื่อวันที่14 ก.พ.ที่ผ่านมา มีเพียงให้คงเดิมตามมติเมื่อเดือน​ พ.ค.61 &amp;nbsp;ซึ่งมติดังกล่าวคือ​ การจำกัดการใช้แต่ไม่ได้พูดถึงระยะเวลาเพียงแค่บอกว่าให้จำกัดการใช้และให้เวลากระทรวงเกษตรฯ 60 วัน ร่างขั้นตอนการจำกัดโดยเราได้เสนอไปแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;อยากให้สังคมเข้าใจด้วยว่ากระทรวงเกษตรฯไม่ได้ขอขยายระยะเวลา​ และมติไม่ได้พูดการขยายระยะเวลาด้วย อยากให้สังคมดูรายละเอียดให้ชัดเจน เพราะวันนี้สื่อโซเชียลนั้นรวดเร็ว และแรง หากเป็นข้อมูลที่ไม่ถูกต้องจะเป็นปัญหากระทรวงเกษตรฯเป็นแค่เพียง 5 คนจาก 29 คนในคณะกรรมการฯ กระทรวงเกษตรฯไม่สามารถแบนสารเคมีทั้ง 3 ชนิดด้วยตนเองได้ หากใครเห็นว่าคณะกรรมการวัตถุอันตรายบางคนมีส่วนได้เสียก็สามารถฟ้องศาลปกครองได้ ผมไม่ได้ท้าทายแต่ในเมื่อสังคมไม่ฟัง ก็เหลือแค่ศาลปกครองที่จะตัดสินหากการประชุมไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือมติดังกล่าวออกด้วยคนที่ไม่มีคุณสมบัติ&amp;rdquo;นายกฤษฎา กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/29366</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฤษฎา บุญราช, คกก.วัตถุอันตราย, พาราควอต, รมว.เกษตรฯ, สารเคมีอันตราย, แบนสารเคมี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180216/image_big_5a8671c15bb00.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>29351</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/02/2019 09:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/02/2019 09:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รมว.เกษตรฯปัดสวะพ้นตัวโยน&#039;พ.รบ.ข้าว&#039;ฝีมือสนช.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 ก.พ.62- นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงกรณีร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)ข้าวที่คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ.ข้าว พ.ศ. ...สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) &amp;nbsp;กำลังพิจารณาอยู่ที่อาจเอื้อนายทุนในการผูกขาดการจำหน่ายเมล็ดข้าว​ ส่งผลกระทบต่อชาวนา ว่า ร่างกฎหมายฉบับดังกล่าวออกโดยสนช.ไม่ใช่ร่างของรัฐบาล โดยกระทรวงเกษตรฯได้ส่งอธิบดีกรมการข้าวไปเป็นกรรมาธิการฯพิจารณากฎหมายในวาระที่ 2 &amp;nbsp;ขณะนี้วาระที่ 2 ยังพิจารณาไม่แล้วเสร็จ​&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกฤษฎา ระบุว่า ทั้งนี้​ กระทรวงเกษตรฯได้เสนอความเห็นในกฎหมาย 2 ประเด็น คือ 1.ยังไม่ควรกำหนดให้มีการลงทะเบียนผู้ประกอบการค้าพันธุ์ข้าว และ2.การรับรองพันธุ์ข้าว &amp;nbsp;เพราะเห็นว่ามีผลกระทบต่อวิถีชีวิตชาวนาในการผสมพันธุ์และขยายพันธุ์ข้าว แม้บทบาททั้งหมดจะอยู่ในความรับผิดชอบของกรมการข้าว แต่หน่วยงานนี้กลับเป็นไปในลักษณะทางวิชาการไม่ได้มีหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย มีโครงสร้างไม่ทั่วถึงทุกจังหวัด จึงเกรงว่าจะไม่สามารถปฏิบัติตามร่างกฎหมายดังกล่าวได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot; การรับรองพันธุ์ข้าวและการขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการค้าพันธุ์ข้าวก็มีกฎหมายพันธุ์พืชและรักษาพันธุ์พืชอยู่แล้ว ซึ่งมีหลักการที่สามารถใช้ได้เหมือนกัน ทราบว่ากรรมาธิการฯได้มีการปรับแก้ถ้อยคำเรียบร้อยแล้ว ส่วนรายละเอียดจะเป็นอย่างไรนั้น จะต้องรอดูอีกครั้ง ขอย้ำอีกครั้งว่ากฎหมายฉบับนี้ไม่ได้ออกโดยกระทรวงเกษตรฯหรือรัฐบาล แต่ออกโดย​ สนช. แต่ก็ได้รับฟังเสียงประชาชนมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว &amp;quot; นายกฤษฎา ระบุ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/29351</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมข้าว, กฤษฎา บุญราช, รมว.เกษตรฯ, ร่างพ.ร.บ.ข้าว, สนช.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181106/image_big_5be0f3f008243.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
