<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>76891</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/09/2020 10:36</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/09/2020 10:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>Economy of Speed ภายใต้สถานการณ์ Covid-19</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo; The Times 03/Jan/2009 Chancellor on brink of second bailout for banks&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันที่ 3 มกราคม 2009 ผู้ใช้นามว่า ซาโตชิ นากาโมโต้ ได้กำหนดรหัสเพื่อสร้างเทคโนโลยีบล็อคเชนสร้างเงินดิจิทัลในช่วงวิกฤติการณ์ซับไพร์มหรือแฮมเบอร์เกอร์ และได้ส่งข้อความข้างต้น ซึ่งดูเหมือนจะเป็นการส่งสัญญาณอันเป็นสัญลักษณ์สำคัญที่ต้องการท้าทายความสามารถของธนาคารกลาง ในการแก้ปัญหาการล้มละลายของสถาบันการเงินหลายแห่งในโลก รวมทั้งเสนอทางเลือกที่สามารถแก้ไขได้ด้วยเงินเสมือนจริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไม่ว่าข้อความข้างต้นนี้จะถูกต้องหรือไม่ แต่เพียง 11 ปีต่อมา ในปี 2020 ภายใต้สถานการณ์โควิด-19 ที่ทำให้เกิดการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตหรือที่เรียกกันว่า New Normal ส่งผลให้ค่าเงิน ตลาดหุ้นและตลาดสินทรัพย์ต่าง ๆ กำลังได้รับผลกระทบที่อาจรุนแรงกว่าวิกฤติเศรษฐกิจโลกในปี 2475 ผู้ลงทุนทั่วโลกต้องขายหุ้นบริษัทยักษ์สมัยเก่าทิ้งเพราะธุรกิจและอุตสาหกรรมหลักของโลกเกือบทั้งหมดปิดตัวลงอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน แต่ตลาดทองคำและตลาดเทคโนโลยีกลับพลิกตัวทำรายได้และเพิ่มมูลค่าเป็นกอบเป็นกำ โดยเฉพาะกลุ่ม FAANG บ้างก็นำเงินไปลงทุนเพื่อเก็งกำไรจากเงินดิจิทัลต่าง ๆ โดยคิดว่าจะเป็นช่องทางที่ปลอดภัยและเป็นหลุมหลบภัยที่สามารถนำความมั่งคั่งมาจอดรอไว้ชั่วคราว (หรืออาจถาวร) ทำให้นักการตลาดต่างพากันมองการปรับตัวครั้งนี้ว่าประหลาด เพราะเศรษฐกิจอาจจะไม่เป็นรูปตัววี (V) หรือตัวยู (U) แต่จะเป็นรูปตัวเค (K)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การปรับตัวรูปตัวเค (K) ที่กล่าวถึงข้างต้นหมายความว่า เศรษฐกิจทั้งระดับจุลภาคและมหภาคของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกเป็นขาลง แต่ทว่าตลาดเศรษฐกิจใหม่ของโลกอย่างเทคโนโลยีดิจิทัลกลับเป็นขาขึ้น อย่างไรก็ดี เริ่มมีผู้ตั้งคำถามเชิงสมมุติฐานว่าหากเกิดการล่มสลายของเศรษฐกิจหลักของโลกเป็นเวลานาน และอุตสาหกรรมเก่ากำลังจะตายลงอย่างถาวร จะมีนโยบายใดที่จะสามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจขาลงนี้ได้ &amp;nbsp;และในส่วนขาขึ้นของเศรษฐกิจใหม่อย่างเทคโนโลยีดิจิทัลควรมีโครงสร้างหน้าตาและพฤติกรรมตลาด ตลอดจนการแข่งขันทางการค้าอย่างไร โลกจึงจะสามารถสร้างตลาดใหม่ทดแทนตลาดเก่าได้ ควรต้องออกกฎระเบียบอะไรที่จะสร้างสมดุลย์ที่มีความยุติธรรม และจะควบคุมพฤติกรรมผู้บริโภคและธุรกิจเพียงใดจึงจะไม่เป็นอุปสรรคต่อการฟื้นตัวและกลับสู่สภาพเศรษฐกิจปกติได้อย่างรวดเร็ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภายใต้สมการรายได้ประชาชาติ Y = C + I + G + (X - M) การส่งออก การลงทุนจากต่างประเทศทางตรง การลงทุนในตลาดทุน และการท่องเที่ยวจากต่างประเทศ ล้วนเป็นองค์ประกอบของอุปสงค์รวมของเศรษฐกิจภายนอกที่ไทยได้รับอานิสงส์มานานหลายปี ส่วนการบริโภคภายในประเทศและการลงทุนของรัฐยังไม่สามารถสร้างความมั่งคั่งใหม่ให้กับประเทศได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คำถามคือ ทำอย่างไรจึงจะสามารถกอบกู้เศรษฐกิจให้รอดไปได้อย่างน้อยอีกหนึ่งปี การให้ความช่วยเหลือเกษตรกรในภาคชนบทหรือต่างจังหวัดโดยเฉพาะจังหวัดที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากภาวะฝนแล้งและน้ำท่วมถือเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง ดังนั้นถ้าบริษัทไทยต้องการจะเป็นศูนย์อาหารโลก ก็ควรให้ความสำคัญต่อผู้ผลิตอาหารตัวจริงในห่วงโซ่อาหารของประเทศก่อนเป็นสำคัญ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศเป็นความท้าทายอย่างยิ่งและควรเป็นเป้าหมายสำคัญของรัฐในปีนี้และปีหน้า ประการแรก คือ สร้างความมั่นใจให้ธุรกิจขนาดเล็กกลางใหญ่ลุกออกจากเตียงคนไข้ให้ได้ภายใน 3-6 เดือน ประการที่สอง รัฐบาลต้องกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศด้วยการจับตาดูเรื่องการแข่งขันทางการค้าของภาคธุรกิจที่อาจมีการฉวยโอกาสในช่วงโควิด-19 ให้เกิดความยุติธรรม ควรมีการกระจายรายได้และส่งผ่านความมั่งคั่งไปยังธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กโดยวิธีต่าง ๆ เช่น ยืดระยะเวลาหรือพักการชำระหนี้ ลดดอกเบี้ยบัตรเครดิต เป็นต้น ในส่วนของภาครัฐควรปรับความเร็วของการหมุนเวียนเงินในระบบเศรษฐกิจ การคืนเงินค้างชำระหนี้ การสร้างงานที่สองแบบ Part Time ให้กับผู้ถูกปลดจากงานหรือถูกพักงาน เป็นต้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประการที่สาม การบริโภคภายนอกประเทศ เปรียบเสมือนเครื่องยนต์ที่ถึงแม้จะดับก็ต้องสตาร์ทให้ติด ซึ่งรัฐบาลกำลังทำอยู่และทำได้ดีเพราะมีประสบการณ์อยู่แล้ว แต่อาจต้องเร่งเครื่องลงทุนในโครงการสำคัญของรัฐฯ ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว และเปิดใช้งานก่อนกำหนดเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุน ตลอดจนการท่องเที่ยวในมิติต่าง ๆ การเจรจาความร่วมมือทางเศรษฐกิจใหม่ &amp;nbsp;ๆ และการเปิดเสรีทางการค้ากับกลุ่มประเทศที่สามารถค้าขายกันได้โดยเร็ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประการที่สี่ การสร้างความมั่งคั่งในมิติด้านความเร็วผ่านโทรศัพท์มือถือ แอปพลิเคชั่น และแพลตฟอร์มต่าง ๆ หรือที่บางคนเรียกว่า M Economy ภายใต้สถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วที่เทคโนโลยีเป็นผู้นำเศรษฐกิจเช่นนี้ จะเห็นถึงพลังของคนรุ่นใหม่ที่มีมโนภาพ จินตภาพ และผลิตภาพ ซึ่งจะเป็นพลังที่สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีสมัยใหม่ ๆ เช่น บล็อคเชน ที่จะนำไปสู่เศรษฐกิจมิติใหม่ของเงินดิจิทัลอันเป็นอีกหนึ่งอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ที่สำคัญ ที่สามารถเติมเต็มและสร้างภูมิคุ้มกันให้กับเครื่องยนต์ได้อีกหลายทศวรรษ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซาโตชิ นากาโมโต้ ได้ทำนายเงินดิจิทัลไว้ว่า เราจะได้เห็นการพัฒนาของช่องทางการชำระเงินจากมือถือ หรือ การก้าวเข้าสู่ M Economy อย่างถาวร ซึ่งประเทศไทยก็พัฒนาและก้าวหน้าขึ้นโดยลำดับ เห็นได้จากการใช้พาณิชย์อิเล็คทรอนิกส์ หรือที่เรียกว่า E-Commerce ซึ่งมีส่วนช่วยกู้เศรษฐกิจของประเทศในช่วงต้มยำกุ้ง การทำธุรกรรมทางการเงินผ่าน ATM และล่าสุดการสร้าง มัลติแพลตฟอร์ม (Multi-platform) และฟินเทค (Fintech) บัดนี้น่าจะถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยควรมีการสนับสนุนในการสร้างบุคคลากรของประเทศในภาคปัญญาประดิษฐ์ เพื่อให้สามารถสร้างยูนิคอร์นและพลังปัญญาเด็กรุ่นใหม่ ให้มาช่วยแก้ไขเศรษฐกิจบ้าง บริษัทขนาดใหญ่ของไทยควรต้องเป็นผู้นำในการสร้าง Public &amp;ndash; Private Platform ต่าง ๆ ให้สามารถนำมาใช้ได้อย่างแท้จริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไม่ว่าเราจะยังสอนวิชาคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ หรือเศรษฐศาสตร์ แบบเดิมได้หรือไม่ ไม่ว่าลัทธิสังคมนิยมและทุนนิยมจะสิ้นสุดหรือเปลี่ยนเป็นอย่างไร หลังสถานการณ์โควิด-19 นี้ ประเทศต่าง ๆ จะต้องหันมาสนใจเทคโนโลยีในการสร้างความมั่งคั่งและมั่นคงรูปแบบใหม่ในระดับที่สามารถแข่งขันกับต่างประเทศให้กับประเทศตนเอง โดยจะถูกขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีที่อาศัยเศรษฐกิจความเร็วหรือ Economy of Speed ที่อิงอยู่กับการผลิตเพื่อการบริโภคภายในและภายนอก แทนการเติบโตด้วยเศรษฐกิจจากภายนอกเพียงอย่างเดียว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จึงอาจเป็นเรื่องเร่งด่วนที่จะต้องทำแบบพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินจริง ๆ แต่ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ ประเทศจีนได้เรียนรู้เรื่องการฟื้นตัวจากสงครามการค้าและพยายามสร้างสินค้าตัวใหม่มาเป็นเครื่องยนต์ใหม่ คือ เงินหยวนดิจิทัล ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยก็ให้ความสนใจเป็นอย่างมาก และสำหรับประเทศไทยแล้ว การก้าวเดินไปข้างหน้าต้องพึ่งพาความร่วมมือแบบสหวิชากับคนรุ่นใหม่ที่เป็นมันสมองต่อไปในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บทความคอลัมน์เวทีพิจารณ์นโยบายสาธารณะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร กฤษฎา เปี่ยมพงศ์สานต์
กลุ่มนโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมภิบาล&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/76891</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฤษฎา เปี่ยมพงศ์สานต์, ธุรกิจเทคโนโลยี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191104/image_big_5dbfd938aeada.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>71478</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/07/2020 08:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/07/2020 08:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ข้อตกลงการเปิดเสรีทางการค้าและการลงทุน กรณีพิพาท และอนุญาโตตุลาการ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-top:12.0pt; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:12.0pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:12.0pt; text-align:justify&quot;&gt;หลายท่านที่ติดตามรายงานข่าวเกี่ยวกับการที่สถาบันอนุญาโตตุลาการของประเทศสิงคโปร์กำลังเริ่มการพิจารณาข้อพิพาทคดีเหมืองทองคำของข้อตกลงเขตการค้าเสรี ไทย-ออสเตรเลีย และมีความสนใจเกี่ยวกับกระบวนการระงับข้อพิพาททางธุรกิจที่องค์กรอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศตามความเห็นชอบของคู่พิพาท ซึ่งการตัดสินให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งชนะ (Awards) ข้อพิพาทนั้น ถือเป็นข้อยุติสิ้นสุดและผูกพันตามกฎหมาย แต่ย่อมสามารถฟ้องร้องต่อศาลในประเทศที่องค์กรอนุญาโตตุลาการนั้นนั่งบัลลังก์อยู่ได้ หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่เห็นด้วยกับผลการวินิจฉัยการระงับข้อพิพาท&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:12.0pt; text-align:justify&quot;&gt;ตามความเป็นจริงแล้วกระบวนการระงับข้อพิพาทโดยอนุญาโตตุลาการถือเป็นการระงับข้อพิพาททางธุรกิจระหว่างธุรกิจด้วยกันแต่ในกรณีที่รัฐคู่สัญญาตกลงและยินยอมที่จะใช้ระบบอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ ดังที่ปรากฏอยู่บ่อย ๆ ในข้อตกลงการเปิดเสรีทางการค้าและการลงทุน หรือที่เรียกว่า การระงับข้อพิพาทระหว่างรัฐกับเอกชน (Investor - State Dispute Settlement &amp;ndash; ISDS) ในการระงับข้อพิพาทมักใช้รูปแบบกฎหมายในสองลักษณะของสองหน่วยงาน กล่าวคือ UNCITRAL (United Nations Convention on the Settlement of Investment Disputes between States and Nationals of Other States หรือที่เรียกว่า UNCITRAL Rules of Arbitration) และอีกองค์กรหนึ่งคือ ICSID หรือ International Center for the Settlement of Investment Disputes ที่ผลักดันโดยธนาคารโลก เพื่อดึงดูดนักลงทุนนักธุรกิจให้เข้ามาลงทุนในประเทศกำลังพัฒนา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:12.0pt; text-align:justify&quot;&gt;โดยหลักกฎหมายของชาติที่มีอธิปไตยแล้วรัฐบาลย่อมอยู่ในฐานะที่ไม่อาจถูกฟ้องร้องได้ แต่ถ้ารัฐเข้ามาเป็นคู่กรณีในการทำธุรกิจที่มีข้อพิพาทและถ้าปรากฏว่าในข้อตกลงสัญญาทางการค้าและการลงทุน รัฐคู่สัญญายินยอมให้ระงับข้อพิพาทโดยกระบวนการอนุญาโตตุลาการแล้ว ตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ คู่พิพาทสามารถกำหนดหลักการพักกฎหมายของประเทศคู่พิพาทไว้ชั่วคราวและกำหนดเวลา&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในการพิจารณาข้อพิพาทโดยองค์คณะอนุญาโตตุลาการเพียงครั้งเดียว โดยอาจให้คำวินิจฉัยอนุญาโตตุลาการในสามลักษณะ ได้แก่ การให้คำวินิจฉัยเพียงบางส่วน (Partial) หรือชั่วคราว (Interim) หรือเป็นข้อยุติสิ้นสุด (Final) โดยสามารถนำสืบเพื่อให้มีการรวมเอาผู้เสียหายร่วมหรือโจทก์จำเลยร่วม (Joinder of Additional Parties) ได้ อีกทั้งยังสามารถยกคำร้องขอให้เปลี่ยนตุลาการในองค์คณะ และยังสามารถให้มีการให้คำวินิจฉัยคดีเพิ่มเติมจากอนุญาโตตุลาการฉุกเฉิน ในองค์กรตุลาการนั้น ๆ ได้อีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:12.0pt; text-align:justify&quot;&gt;โดยทั่วไปในการทำข้อตกลงการค้าและการลงทุนเสรี ประเทศคู่สัญญามักจะต้องเจอกับข้อบทที่สำคัญที่สุดข้อบทหนึ่ง ว่าด้วยการคุ้มครองผู้ลงทุนและการระงับข้อพิพาทของนักลงทุนต่างประเทศกับรัฐและการให้ความยุติธรรมแก่นักลงทุนของประเทศคู่สัญญา เพื่อดึงดูดนักลงทุนโดยการสร้างความมั่นใจว่ารัฐจะไม่กระทำการใด ๆ ที่เป็นการเอาเปรียบ กีดกันหรือยกเลิกสัญญา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:12.0pt; text-align:justify&quot;&gt;สำหรับประเทศสิงคโปร์ได้มีการตั้งองค์กร SIAC หรือ Singapore International Arbitration Centre มาตั้งแต่ปี 1991 และมีผู้ขึ้นทะเบียนอนุญาโตตุลาการที่มาจากผู้ชำนาญการด้านต่าง ๆ มากมายจากหลาย ๆ ประเทศ หรือเป็นชาวต่างประเทศที่มีถิ่นพำนักและขึ้นทะเบียนไว้ในประเทศนั้น ๆ เช่น ในกรณีสิงคโปร์จะมาจากหลายประเทศที่เป็นผู้ร่วมลงนามในข้อตกลงนิวยอร์ค New York Convention และใช้กฎข้อบังคับของ UNCITRAL หรือ United Nations Commission on International Trade Laws เป็นหลัก ดังนั้นจึงไม่ต้องสงสัยว่าเหตุใด SIAC จึงได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในห้าเสือขององค์กรอนุญาโตตุลาการของโลก และเป็นที่สองรองจากฮ่องกง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:12.0pt; text-align:justify&quot;&gt;คำถามที่มักจะถามคือเคยมีคดีใดบ้างไหมที่เกิดจากข้อพิพาทของข้อตกลงเปิดเสรีทางการค้าและ การลงทุนที่เกี่ยวข้องกับกรณีพิพาทระหว่างนักลงทุนต่อรัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:12.0pt; text-align:justify&quot;&gt;แน่นอนที่สุดว่ามีอยู่หลายคดีและเกี่ยวข้องคล้ายคลึงกัน เช่น ในกรณีพิพาทเรื่องการทำเหมืองทองแดงที่รัฐบาลสหรัฐ แคนาดา และออสเตรเลียได้สัมปทานการทำเหมืองในชิลีและเปรูผ่านการทำข้อตกลงเปิดเสรีทางการค้าและการลงทุนทวิภาคี ซึ่งกำหนดให้ใช้รูปแบบที่นักลงทุนต่างประเทศสามารถฟ้องระงับข้อพิพาทต่อรัฐได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:12.0pt; text-align:justify&quot;&gt;ในกรณีชิลี CODELCO เป็นรัฐวิสาหกิจชิลี ที่รับสัมปทานทำเหมืองทองแดงเป็นอันดับหนึ่ง โดยมี แคนาดาและออสเตรเลียเป็นอันดับสองและอันดับสามรองลงมา แต่สัมปทานแคนาดารุกล้ำดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของบรรพบุรุษเผ่าพื้นเมืองในพื้นที่ และทำให้เกิดการประท้วงอย่างรุนแรง ส่วนสัมปทานออสเตรเลียกระทบต่อแหล่งน้ำใต้ดินที่สูบขึ้นมาทำเหมืองในเขตทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์สำคัญ La Guanilla ของเผ่า Cancosa ยิ่งกว่านั้นกระทบแหล่งเพาะพันธุ์ปลาแซลมอนที่ชิลีส่งออกเป็นอันดับสองของโลก อย่างไรก็ดี เนื่องจากมีการต่อต้านโดยใช้กำลังจากรัฐ เรื่องจึงถูกนำเข้าสู่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:12.0pt; text-align:justify&quot;&gt;สำหรับกรณีอนุญาโตตุลาการที่สิงคโปร์ในที่สุดแล้วผลการวินิจฉัยของรูปแบบ UNCITRAL จะทำให้คดีสิ้นสุดโดยเร็ว และหากไม่พอใจในค่าปรับสินไหมก็ให้ไปฟ้องศาลในประเทศที่อนุญาโตตุลาการนั้นนั่งบัลลังก์ ในที่นี้ก็คือศาลในประเทศสิงคโปร์ และเร็วกว่า ICSID Rules ซึ่งสามารถที่จะตั้งองค์คณะเฉพาะกิจ มาพิจารณาใหม่ได้อีกถึงสองครั้ง และคำสั่งของ ICSID ถือเป็นคำสั่งศาล&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:12.0pt; text-align:justify&quot;&gt;จะเห็นว่ารูปแบบ UNCITRAL น่าจะมีความยืดหยุ่นและเปิดทางให้คู่พิพาททั้งสองได้หาทางประนีประนอมมากกว่า&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:12.0pt; text-align:justify&quot;&gt;ไม่ว่าผลการวินิจฉัยจะออกเป็นอย่างไร ข้อพิพาทนี้จะเป็นคดีตัวอย่างที่จะตัดสินว่าการลงนามให้สัตยาบันแก่ข้อตกลงการเปิดเสรีทางการค้าและการลงทุนสมัยใหม่ต่อไปจะต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อนักลงทุนและประชาชน ซึ่งเป็นผู้ที่อาจได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อม ซึ่งในบางกรณีผลแห่งการวินิจฉัยจะเป็นกรณีตัวอย่างว่า ในอนาคตประเทศไทยจะเป็น &amp;quot;ฮับ&amp;quot; ของการลงทุนที่ใช้บังคับกฎหมายตามกระบวนการยุติธรรม (Due Process of Law) หรือเป็นสมรภูมิที่ไม่มีใครอยากเข้ามาทำการค้าและการลงทุนด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:12.0pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;right&quot; style=&quot;text-align:right&quot;&gt;กฤษฎา เปี่ยมพงศ์สานต์&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;right&quot; style=&quot;text-align:right&quot;&gt;รองประธานกรรมการการแข่งขันทางการค้า&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;right&quot; style=&quot;text-align:right&quot;&gt;คอลัมน์ เวทีพิจารณ์นโยบายสาธารณะ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/71478</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรณีพิพาท, กระบวนการอนุญาโตตุลากร, กฤษฎา เปี่ยมพงศ์สานต์, รเปิดเสรีทางการค้า, สิงคโปร์, เวทีพิจารณ์นโยบายสาธารณะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190612/image_big_5d0060114f44d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>68284</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/06/2020 09:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/06/2020 09:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กฎหมายการแข่งขันทางการค้าภายใต้สถานการณ์โควิด 19</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;สถานการณ์โควิด 19 ในปัจจุบัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ภายในช่วงระยะเวลาอันสั้นที่องค์การอนามัยโลกได้ประกาศให้โรคโควิด 19 เป็นโรคระบาดอันตรายเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2563 ประเทศต่าง ๆ ได้ทยอยกันปิดประเทศ ยุติการทำงานและการเดินทาง ธุรกิจต่าง ๆ ต้องปิดตัวลงเป็นผลให้มีผู้ตกงานทันทีทั่วทั้งโลกหลายสิบล้านคน เป็นผลทำให้ธุรกิจและห่วงโซ่อุปสงค์อุปทานรวมทั้งห่วงโซ่การผลิตขาดสะบั้น รัฐบาลหลายประเทศประสบกับปัญหาการขาดดุลงบประมาณทันที เพราะต้องนำงบประมาณมารักษาคนป่วยล้นโรงพยาบาล และเยียวยาให้ผู้ที่ถูกปลดจากงาน หลายประเทศขาดดุลบัญชีเดินสะพัดและดุลการชำระเงิน เพราะต้องนำเงินไปชำระหนี้ต่างประเทศ หลายประเทศต้องขอความช่วยเหลือจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศหรือไอเอ็มเอฟ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ภายใต้สภาวะการชะงักงันอย่างกระทันหันของเศรษฐกิจโลกดังกล่าว สิ่งแรก ๆ ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นคือ การปิดตัวของบริษัทต่าง ๆ การปลดคนงาน การขาดกระแสเงินสด การลดการบริโภค และการเลิกกิจการ ที่มีผลเด่นชัดต่อผู้บริโภคคือ การฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้าเพื่อค้ากำไรเกินควรในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจหรือสภาวะขาดแดลน เช่น ไข่ เจลล้างมือและหน้ากากอนามัย เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;สำหรับบริษัทขนาดใหญ่ที่มีอำนาจเหนือตลาดนั้น เมื่อพบว่าเกิดการล้มหายตายจากของบริษัทในห่วงโซ่การผลิตสินค้าที่ขาดแคลนและจำเป็น บางรายย่อมถือโอกาสที่จะตั้งราคาสูงอย่างไม่เป็นธรรม ซึ่งมีความสุ่มเสี่ยงที่จะกระทำผิดกฎหมายการแข่งขันทางการค้าได้ ซึ่งหากพิสูจน์การมีอำนาจเหนือตลาดได้ก็อาจถูกพิจารณาว่ากระทำผิดตามมาตราต่าง ๆ ของพระราชบัญญัติฉบับนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;คำถามแรกที่ผู้ประกอบการมักอ้างบ่อย ๆ คือ ไม่ทราบว่ามีกฎหมายฉบับนี้และไม่ทราบว่าต้องประพฤติปฏิบัติตัวอย่างไร &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;กฎหมายการแข่งขันทางการค้าโดยย่อ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;อันที่จริงกฎหมายการแข่งขันทางการค้าได้มีการตราขึ้นเมื่อ 21 ปีที่แล้ว คือเมื่อปี พ.ศ. 2542 แต่ไม่สามารถบังคับใช้กฎหมายได้ตามเจตนารมย์ เนื่องจากบทลงโทษล้วนแต่เป็นการลงโทษในคดีอาญาซึ่งเป็นกระบวนการพิจารณาที่ต้องมีการพิสูจน์อย่างถี่ถ้วนจนสิ้นสงสัยและใช้เวลานาน ดังนั้นจึงมีผู้ตั้งข้อสังเกตว่ากฎหมายฉบับ ปี พ.ศ. 2542 เป็นเสือกระดาษไม่สามารถจับผู้กระทำผิดมาลงโทษได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ดังนั้นกฎหมายแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 จึงเป็นหนึ่งในกฎหมายปฏิรูป ที่สร้างความเป็นธรรมทางธุรกิจโดยทำหน้าที่เป็นผู้บังคับใช้กฎหมายในการกำกับดูแล สร้างความยุติธรรมให้เกิดขึ้น เพื่อให้ธุรกิจสามารถแข่งขันกันได้อย่างยุติธรรม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;กฎหมายแข่งขันนี้มีไว้เพื่อควบคุมพฤติกรรมการผูกขาดทางการค้าไม่ให้รายใหญ่รายเดียวหรือหลายรายรวมหัวกันปฏิบัติทางการค้าที่ไม่ชอบธรรมต่อผู้ประกอบธุรกิจ การชักจูง บังคับข่มขู่ รังแกหรือกีดกันคู่แข่ง ไม่ให้เข้าสู่ตลาดหรือเลือกปฏิบัติโดยไม่ชอบธรรม ชักจูงบังคับลูกค้าของคู่แข่งที่อยู่ในตลาดเดียวกันหรือใช้อำนาจเหนือตลาดหรืออำนาจต่อรองที่เหนือกว่าทำธุรกรรมกับคู่ค้าอย่างไม่เป็นธรรม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;คำจำกัดความของผู้มีอำนาจเหนือตลาด คือ ผู้ประกอบธุรกิจรายหนึ่งรายใดที่มีส่วนแบ่งตลาดเกิน 50% และมีรายได้ในปีที่ผ่านมามากกว่าหนึ่งพันล้านบาท หรือในตลาดนั้น ๆ มีผู้ประกอบธุรกิจสามรายรวมกันแล้วมีส่วนแบ่งตลาดมากกว่า 75% (ยกเว้นผู้ประกอบธุรกิจรายหนึ่งรายใดใน 3 รายนี้ที่มีส่วนแบ่งตลาดในปีที่ผ่านมาต่ำกว่า 10%) และทั้งสามรายจะต้องมียอดขายของแต่ละรายเป็นจำนวนเงินเกินกว่าหนึ่งพันล้านบาทในปีที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ทั้งนี้ได้รวมถึงพฤติการณ์ต้องห้ามต่าง ๆ ไว้พอสังเขป เช่น การกำหนดราคาขายต่ำกว่าต้นทุนรวม การกำหนดราคาขายเพื่อกำจัดคู่แข่ง การกำหนดราคาให้คู่ค้าที่แตกต่างกัน และการกำหนดราคารับซื้อสูงหรือต่ำอย่างไม่เป็นธรรม การกำหนดสิทธิการแบ่งเขต การบังคับขายพ่วง การบังคับให้ปฏิเสธการทำธุรกิจกับผู้อื่น การลดปริมาณสินค้าต่ำกว่าความต้องการของตลาด และการแทรกแซงการประกอบธุรกิจโดยไม่มีเหตุผลสมควร การร่วมกันฮั้วราคา การลดคุณภาพ การแต่งตั้งมอบหมายให้บุคคลใดแต่ผู้เดียวเป็นผู้จำหน่าย การห้ามผู้ประกอบธุรกิจในประเทศทำนิติกรรมหรือสัญญากับผู้ประกอบธุรกิจในต่างประเทศอย่างไม่มีเหตุผลสมควร อันก่อให้เกิดการผูกขาดหรือจำกัดการค้าอย่างไม่เป็นธรรมซึ่งอาจส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อเศรษฐกิจและผลประโยชน์ของผู้บริโภคโดยรวม เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;กฎหมายการแข่งขันทางการค้าภายใต้สถานการณ์โควิด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ภายใต้สถานการณ์โควิดที่ยังไม่ยุตินี้ นอกจากอาจจะเกิดผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อธุรกิจแล้ว ยังอาจเกิดเศรษฐกิจหดตัวอย่างหนักจนทำให้เกิดการควบรวมธุรกิจอย่างไม่เป็นมิตร (Hostile Takeover) ซึ่งตามกฎหมายต้องแจ้งหรือขออนุญาตแล้วแต่กรณีตามมาตรา 51 อาจจะเกิดกรณีพฤติกรรมการผูกขาดกักตุนสินค้าและการทำธุรกิจโดยไม่เป็นธรรมต่าง ๆ เช่น การค้ากำไรเกินควร (Price Gouging) และการฮั้วราคาหรือกำหนดราคาร่วมกัน การบังคับสัญญาอย่างไม่เป็นธรรม ตลอดจนการฮั้วกันผูกขาดตัดตอน ซึ่งการมีพฤติกรรมดังเช่นว่านี้ ทางสำนักงานและคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้าย่อมมีหน้าที่ที่จะบังคับใช้กฎหมายตามเจตนารมย์อย่างเคร่งครัด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;นโยบายสาธารณะภายใต้การแข่งขันทางการค้าและโควิด 19&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ในที่สุดแล้วจะเห็นว่านโยบายสาธารณะและกระบวนการยุติธรรมย่อมต้องเอื้อและทำงานร่วมกันกับกระบวนการทำธุรกิจและการค้าที่เสรีและเป็นธรรม ไม่ใช่อยู่เพียงการเปิดเสรีเพื่อลดภาษีหรือการใช้มาตรการตามกฎหมายระหว่างประเทศ หรือสนธิสัญญาระหว่างประเทศ หรือขององค์การระหว่างประเทศแต่เพียงอย่างเดียว แต่ยังสามารถบังคับใช้กฎหมายภายในประเทศได้ เพราะได้มีการปรับปรุงให้ทันสมัยและนำตัวอย่างการพิจารณาคดีตามหลักสากลมาประกอบ เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้กับธุรกิจต่าง ๆ รวมทั้งประกอบการพิจารณาในธุรกิจ New Economy, New Normal และภายใต้สถานการณ์โควิดนี้ด้วย ซึ่งเรื่องนี้ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่และเป็นเรื่องใหม่ที่ทุกภาคส่วนควรให้ความสนใจอย่างยิ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ที่สำคัญการพัฒนาธุรกิจการค้าออนไลน์ในศตวรรษที่ 21 นี้ ทำให้เกิดสภาวะของการทำลายเทคโนโลยีเก่า ที่ J. S.Schumpeter นักเศรษฐศาสตร์ชาว ออสเตรียน-อเมริกัน ได้เขียนและให้คำจำกัดความมามากกว่า 70 ปีแล้วว่า เป็นการทำลายเทคโนโลยีเก่าอย่างสร้างสรรค์ (Creative Destruction) เพื่อให้เกิดการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่และ New Normal ซึ่งทำให้เกิดการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล หุ่นยนต์ ปัญญาประดิษฐ์ และนวัตกรรมดิจิทัลมือถืออื่น ๆ มากมาย ทำให้เกิดเศรษฐกิจแพลตฟอร์มหลายมิติ (Multisided Platform) เกิดเศรษฐกิจขนาดและเศรษฐกิจความเร็ว (Economy of Speed) และเศรษฐกิจความหลากหลายเฉพาะตัว (Economy of Scope) &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;ทำธุรกิจข้ามพรมแดนควบคุมโดยปัญญาประดิษฐ์และอัลกอริทึ่ม (Algorithmic Cross-border Economy ) และสามารถสร้างระบบการจ่ายเงิน (Payment Gateways) และมีเงินดิจิทัล (Cryptocurrencies) ของตนเองโดยไม่ต้องขออนุญาตตั้งสำนักงาน หรือมีที่ทำงานเป็นหลักแหล่งแต่สามารถทำเงินได้มหาศาล ไม่ต้องเสียภาษีข้ามพรมแดน โดยทำให้ธุรกิจโมเดิร์นเทรด ค้าปลีกค้าส่งและดีพาร์ทเมนต์สโตร์ ช็อปปิ้งมอลล์ ศูนย์การค้า ต้องล้มละลาย เข้าสู่กระบวนการพิทักษ์ทรัพย์ และล้มหายตายจากไปเกือบหมดแล้ว รวมถึงการล้มหายตายจากไปของธุรกิจหลายประเภท เช่น สิ่งตีพิมพ์ และหนังสือพิมพ์ เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ปัจจุบันประเทศไทยรับเอารูปแบบการทำลายอย่างสร้างสรรค์นี้มาใช้ในการบริโภคอย่างไม่ลืมหูลืมตา โดยลืมไปว่าภาพรวมของธุรกิจออนไลน์และแพลตฟอร์มดังกล่าวข้างต้น ทำให้เกิดการใช้เศรษฐกิจแอพพลิเคชั่นในการทำธุรกิจ Food Delivery, Online Travel Agency และค้าปลีกค้าส่งบนแพลตฟอร์ม โดยอาจสุ่มเสี่ยงต่อการทำผิดกฎหมายการแข่งขันทางการค้าดังได้กล่าวมาแล้วข้างต้น ดังนั้นจึงใคร่ขอความร่วมมือมายังบริษัทค้าปลีกค้าส่งออนไลน์ รวมทั้งบริษัทต่าง ๆ ที่ดำเนินธุรกิจทั้งสามสาขาได้พิจารณาให้มีและใช้ธรรมาภิบาล และบรรษัทภิบาล ตลอดจนละไว้ซึ่งการปฏิบิติอันอาจสุ่มเสี่ยงต่อการมีข้อตกลงร่วมกัน เพื่อตั้งราคาให้สูงหรือต่ำ อย่างไม่ยุติธรรม หรือมีอำนาจเหนือตลาดแต่ใช้อำนาจนั้นในทางมิชอบ ไม่เป็นธรรมต่อคู่ค้าหรือคู่แข่ง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;บทสรุปและข้อเสนอแนะ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;สถานการณ์โควิดที่เกิดขึ้นเพียงไม่กี่เดือนได้เข้ามาตอกย้ำการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันทันทีของการทำธุรกิจลักษณะใหม่นี้ และเป็นที่น่ากังวลว่าการประกอบธุรกิจของมวลมนุษย์ที่เคยสร้างรายได้และสร้างงานจะมลายหายไปในชั่วพริบตา และรายได้ที่เคยมีเงินสกุลหลักก็จะถูกทดแทนด้วยเงินดิจิทัล ซึ่งความมั่งคั่งในรูปเงินสกุลหลักนับวันรอวันตาย ถ้าไม่มีการออกกฎหมายให้ทันเหตุการณ์ จึงทำให้น่าเป็นห่วงว่าหน่วยงานภาครัฐและกฎหมายที่ออกแบบมาสำหรับเศรษฐกิจดั้งเดิมจะล้าสมัยไปแล้วสำหรับเศรษฐกิจใหม่&amp;nbsp; New Normal ยุคโควิด ซึ่งจะเป็น Game Changer หลังปี 2020 นี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ยิ่งไปกว่านั้นหน่วยงานกำกับดูแลทุกหน่วยงาน ควรต้องเริ่มมาถกเถียงและออกความเห็นอย่างตรงไปตรงมา รวมทั้งออกมาตรการควบคุมการทำธุรกิจใหม่ในลักษณะดังกล่าวได้แล้ว ก่อนที่จะสายเกินไป และออกนโยบายสาธารณะในการกำกับดูแลการปฏิวัติอุตสาหกรรมดิจิทัลใหม่นี้ และควรจะถึงเวลาที่เหมาะสมอย่างยิ่งที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรออกมาเปิดเผยข้อเท็จจริงในประเด็นต่าง ๆ เหล่านี้ เพื่อให้ประชาชนตระหนักและเข้าใจ โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรทำการศึกษาเชิงลึกให้ชัดเจนถึงความเป็นไปได้หรือเป็นไปไม่ได้ ตลอดจนผลดีผลเสียต่อการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลนี้ (Digital Transformation) ว่าประเทศมีความเสี่ยงหรือไม่ และควรมีนโยบายสาธารณะเช่นไรในประเด็น Multisided Platform นี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;กฎหมายการแข่งขันทางการค้าเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการออกกฎหมายเพื่อปฏิรูปประเทศ ภายใต้สถานการณ์โควิด และ New Normal รวมทั้ง New Economy กฎหมายนี้จะต้องเผชิญกับความท้าทายหลายรูปแบบทั้งในเรื่องการประกอบธุรกิจการค้าที่อาจเปลี่ยนแปลงไป การพิสูจน์หลักทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ที่อาจต้องมาทบทวนใหม่ การพิสูจน์ทฤษฎีความเสียหายทางเศรษฐศาสตร์ ที่อาจนำมาใช้กับธุรกิจใหม่ ๆ &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;การพิสูจน์ความผิดตามกฎหมาย และท้ายสุดแต่สำคัญที่สุดคือการปรับตัวบทกฎหมายให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;จึงเป็นเจตนารมย์ของผู้ออกแบบกฏหมายฉบับนี้ที่จำเป็นต้องมีการปรับเปลี่ยนเป็นครั้งคราวให้มีความทันสมัยทัดเทียมกฎหมายและระเบียบกฎเกณฑ์ของหน่วยงานกำกับดูแลอื่น ๆ ได้แก่ กลต. ธปท. กพท. กสทช. กกพ. คปภ. และการบังคับใช้กฎหมายอื่น ๆ ของศาลสถิตย์ยุติธรรม เช่น ศาลปกครอง ศาลอาญา &amp;nbsp;ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ รวมทั้งสำนักงานอัยการและองค์กรกำกับดูแลอื่น ๆ ซึ่งแต่ละหน่วยงานมีอำนาจเต็มที่ในการกำกับดูแล &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;จะเห็นว่า คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้าไม่ได้เป็นผู้ที่ใช้กฏหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายธุรกิจสูงสุดได้ตามอำเภอใจ เพราะมีการคานอำนาจ และป้องกันการใช้กฎหมายโดยขาดหลักเกณฑ์การปฏิบัติตามกระบวนการยุติธรรมที่ต้องคำนึงถึง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;วิกฤติโควิด 19 นี้คงเป็นอุทาหรณ์ให้มีการตื่นตัวในทุก ๆ ด้านไม่เพียงแต่กฎหมายแข่งขันทางการค้าเท่านั้น ผู้เขียนหวังว่า คงเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อยต่อการทำประชาพิจารณ์ ของมูลนิธินโยบายสาธารณะในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;กฤษฎา เปี่ยมพงศ์สานต์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;รองประธานกรรมการการแข่งขันทางการค้า&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;กลุ่มนโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมภิบาล&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/68284</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฤษฎา เปี่ยมพงศ์สานต์, การแข่งขันทางการค้า, โควิด 19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191102/image_big_5dbd8a6c72c43.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
