<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>92341</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/02/2021 11:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/02/2021 11:08</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“คุกไม่ได้มีไว้ขังคนจน” แต่มีไว้ขัง “คนที่กระทำความผิดร้ายแรง”</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-top:6.0pt; margin-right:0in; margin-bottom:0in; margin-left:0in&quot;&gt;เริ่มต้นบทความนี้ด้วยเรื่องราวที่ใคร ๆ ต่างให้ความสนใจในประเด็นที่ว่า &amp;ldquo;คุกไม่ได้มีไว้ขังคนจน&amp;rdquo; เพราะเหตุว่าแต่เดิมนั้นโทษตามกฎหมายมีแต่โทษอาญา ไม่ว่าความผิดนั้นจะเป็นความผิดร้ายแรงหรือเป็นความผิดเล็กน้อย ทำให้คนทำผิดเล็กน้อยก็ต้องโทษปรับ หากใครไม่มีเงินจ่ายค่าปรับก็ต้องถูกกักขังแทนการจ่ายค่าปรับ จึงเป็นที่มาของวลีที่ว่า &amp;ldquo;คุกมีไว้ขังคนจน&amp;rdquo; เพียงเพราะแค่คนจนไม่มีเงินเสียค่าปรับเท่านั้นเอง ซึ่งวลีนี้เองสร้างความเสียหายให้แก่กระบวนการยุติธรรมมาก &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:6.0pt; margin-right:0in; margin-bottom:0in; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:6.0pt; margin-right:0in; margin-bottom:0in; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:6.0pt; margin-right:0in; margin-bottom:0in; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:6.0pt; margin-right:0in; margin-bottom:0in; margin-left:0in&quot;&gt;ต่อไปคำพูดในลักษณะนี้ก็จะไม่มีอีกแล้ว เพราะมาตรการในการลงโทษผู้ที่กระทำการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมายที่ไม่ใช่ความผิดร้ายแรง และไม่กระทบโดยตรงต่อความสงบเรียบร้อยหรือความปลอดภัยของประชาชนจะถูกเปลี่ยนเป็น &amp;ldquo;ความผิดทางพินัย&amp;rdquo; และกำหนดหลักเกณฑ์ในการ &amp;ldquo;ปรับเป็นพินัย&amp;rdquo; เข้ามาแทน โดยเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2564 คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการปรับเป็นพินัย พ.ศ. .... ตามที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเสนอ เพื่อให้เป็นไปตามมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ที่บัญญัติให้รัฐพึงกำหนดโทษอาญาเฉพาะความผิดร้ายแรง และตามแผนปฏิรูปประเทศด้านกฎหมาย อันเป็นกลไกทางกฎหมายเพื่อสร้างความเป็นธรรมและขจัดความเหลื่อมล้ำทางสังคม และส่งเสริมการบังคับใช้กฎหมายให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:12.0pt; margin-right:0in; margin-bottom:0in; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:12.0pt; margin-right:0in; margin-bottom:0in; margin-left:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:12.0pt; margin-right:0in; margin-bottom:0in; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:12.0pt; margin-right:0in; margin-bottom:0in; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;ldquo;การปรับเป็นพินัย&amp;rdquo; คืออะไร ?&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;ldquo;การปรับเป็นพินัย&amp;rdquo; คือ การสั่งให้ผู้ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมายในฐานความผิดเล็ก ๆ น้อย ๆ ต้องชำระเงินหากมีการกระทำความผิด แทนที่จะกำหนดให้เป็นการปรับทางอาญา เมื่อไม่มีโทษอาญาจึงไม่มีการกักขังแทนการปรับ ไม่มีการบันทึกลงในประวัติอาชญากรรม ถ้าไม่มีเงินจ่ายค่าปรับก็ไปทำงานบริการสังคมแทน หรือถ้าเห็นว่าตนไม่ผิดก็โต้แย้งได้ ซึ่งในกรณีนี้เจ้าหน้าที่ต้องทำสำนวนส่งอัยการพิจารณาส่งฟ้องศาลต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:12.0pt; margin-right:0in; margin-bottom:0in; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:12.0pt; margin-right:0in; margin-bottom:0in; margin-left:0in&quot;&gt;สาระสำคัญของร่างกฎหมายฉบับนี้ มีดังนี้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:12.0pt; margin-right:0in; margin-bottom:0in; margin-left:0in&quot;&gt;1. กำหนดให้มี &amp;ldquo;โทษปรับเป็นพินัย&amp;rdquo; เป็นโทษอีกประเภทหนึ่ง แยกจากโทษอาญาและโทษปกครอง เพื่อใช้เป็นกฎหมายกลาง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;2. มุ่งหมายให้ใช้โทษปรับเป็นพินัยแก่การกระทำอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมายในกรณีที่ไม่ร้ายแรง แทนการกำหนดให้เป็นโทษอาญา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;3. เจ้าหน้าที่รัฐเป็นผู้มีอำนาจสั่งปรับ โดยสามารถกำหนดจำนวนค่าปรับตามความรุนแรงของผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการกระทำความผิด พฤติกรรม และสภาพแวดล้อมทั้งปวง หรือจะกำหนดให้ทำงานบริการสังคมหรือทำงานสาธารณประโยชน์แทนก็ได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;4. ถ้าผู้ถูกปรับเป็นพินัยชำระค่าปรับเป็นพินัยภายในระยะเวลาที่กำหนดแล้ว ให้ความผิดทางพินัยเป็นอันยุติ โดยไม่มีการจำคุกหรือกักขังแทนค่าปรับ ไม่มีการบันทึกประวัติอาชญากรรม และในการชำระค่าปรับเป็นพินัยสามารถชำระผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ก็ได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;5. ถ้าผู้ถูกปรับคัดค้าน หรือไม่ชำระค่าปรับภายในระยะเวลาที่กำหนด เจ้าหน้าที่ต้องส่งเรื่องและสำนวนให้อัยการดำเนินการฟ้องคดีต่อศาลจังหวัด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;6. ให้เปลี่ยนความผิดในทางอาญาที่มีโทษปรับสถานเดียวและความผิดที่มีโทษปรับทางปกครองตามกฎหมายต่าง ๆ เป็นความผิดทางพินัย เว้นแต่การปรับทางปกครองที่เป็นมาตรการบังคับทางปกครอง และโทษปรับทางปกครอง ตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;7. ให้เปลี่ยนความผิดอาญาที่มีโทษปรับสถานเดียวตามกฎหมายในบัญชี 1 จำนวน 183 ฉบับ เป็นโทษปรับเป็นพินัยภายใน 365 วัน นับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;8. สำหรับความผิดอาญาที่มีโทษปรับสถานเดียวตามบัญชี 2 จำนวน 30 ฉบับ จะตราพระราชกฤษฎีกาเปลี่ยนให้เป็นโทษปรับเป็นพินัยก็ได้ แต่ต้องเสนอร่างพระราชกฤษฎีกาต่อสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาก่อนไม่น้อยกว่า 30 วัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;9. เมื่อพ้น 360 วัน นับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษา ให้เปลี่ยนอำนาจขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เฉพาะในการกำหนดโทษปรับอาญาในข้อบัญญัติท้องถิ่นเป็นปรับเป็นพินัย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:12.0pt; margin-right:0in; margin-bottom:0in; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:12.0pt; margin-right:0in; margin-bottom:0in; margin-left:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:12.0pt; margin-right:0in; margin-bottom:0in; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:12.0pt; margin-right:0in; margin-bottom:0in; margin-left:0in&quot;&gt;ประชาชนจะได้รับประโยชน์อย่างไร? จากร่างกฎหมายฉบับนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:6.0pt; margin-right:0in; margin-bottom:0in; margin-left:0in&quot;&gt;1. เป็นการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน ให้ใช้ความผิดอาญาเฉพาะการกระทำความผิดที่ร้ายแรงเท่านั้น เพื่อป้องกันมิให้มีการลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชนเกินสมควร&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;2. สร้างความเป็นธรรมในสังคมและลดการทุจริต เปลี่ยนความผิดไม่ร้ายแรง เป็นโทษปรับเป็นพินัย (ภายใน 1 ปี จะมีการปรับเปลี่ยนความผิดอาญาตามกฎหมายอย่างน้อย 183 ฉบับ เป็นความผิดทางพินัย)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;การกำหนดโทษปรับเป็นพินัยต้องคำนึงถึงความรุนแรงของผลที่เกิดขึ้นจากการกระทำความผิด พฤติกรรม และสภาพแวดล้อมทั้งปวง ถ้ากระทำความผิดเพราะยากจนข้นแค้นหรือความจำเป็น จะขอให้กำหนดค่าปรับเป็นพินัยต่ำกว่าที่กฎหมายกำหนด หรือจะกำหนดให้ทำงานบริการสังคมแทนก็ได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ไม่มีการกักขังแทนค่าปรับ ไม่ต้องประกันตัว ไม่มีการบันทึกประวัติอาชญากรรม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ห้องขัง คุก มีไว้ขังคนกระทำผิดอาญาร้ายแรง &amp;ldquo;ไม่ได้มีไว้ขังคนจน&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/92341</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทำความผิดร้ายแรง, กฤษฏีกา, คุก., โทษอาญา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210208/image_big_6020b60a5526e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>11985</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/06/2018 16:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/06/2018 10:49</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พระไทยในสหรัฐต้านให้อำนาจ&#039;นายกฯ&#039;ตั้ง มส.-เจ้าคณะใหญ่-เจ้าคณะภาค</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;ที่มาภาพ https://www.bansuanporpeang.com/node/6046&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 มิ.ย.2561- เว็บไซต์อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะดอทคอม ซึ่งเป็นเว็บของคณะสงฆ์วัดไทยลาสเวกัส ในประเทศสหรัฐอเมริกาได้ขึ้นแถลงการณ์ &amp;ldquo;หมายเหตุ อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ&amp;rdquo; ในหัวข้อ &amp;ldquo;กรณีกฤษฏีกาจะดำเนินการแก้ไข พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ภายใน 7 วัน&amp;rdquo; มีเนื้อหาระบุว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;จากการที่คณะกรรมการกฤษฎีกา ได้ออกประกาศ เรื่อง การรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับการแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 ซึ่งระบุว่า รัฐบาลไทย ได้ผ่านมติ ครม.ขอแก้ไข พ.บ.คณะสงฆ์ ตั้งแต่วันที่ 19 มิถุนายนปีนี้ที่ผ่านมา โดยเน้นไปที่แก้ไขในหมวดมหาเถรสมาคม และเจ้าคณะผู้ปกครองอื่นๆ ได้แก่ เจ้าคณะใหญ่ และเจ้าคณะภาค โดยจะให้มีการ &amp;quot;เซตซีโร&amp;quot; คือ ล้างหน้าไพ่ใหม่หมด ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.กรรมการมหาเถรสมาคมโดยสมณศักดิ์ หรือโดยตำแหน่ง มาจากสมเด็จพระราชาคณะทั้ง 8 รูป รวมทั้งสมเด็จพระสังฆราชอีก 1 ก็เป็น 9 เมื่อได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราชและสมเด็จพระราชาคณะ ก็พ่วงตำแหน่งกรรมการ มส.ด้วยอีกตำแหน่งหนึ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่จากสภาพความเป็นจริงในปัจจุบัน พบว่า สมเด็จพระราชาคณะแต่ละรูปนั้น ล้วนแต่มีพรรษายุกาลมาก บางรูปอายุยืนถึง 90 หรือ 100 ปี ทีนี้เมื่อเป็นโดยตำแหน่ง แต่ไม่สามารถไปประชุมมหาเถรสมาคมได้ ก็เลยทำให้องค์ประกอบมหาเถรสมาคมบกพร่อง เพราะมีกรรมการ แต่ทำงานไม่ได้ และรัฐบาลก็ไม่สามารถตั้งกรรมการเพิ่มเติมได้ เพราะ พ.บ.คณะสงฆ์ กำหนดจำนวนเอาไว้เพียงเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.กรรมการมหาเถรสมาคมโดยแต่งตั้ง มาจากพระราชาคณะ ชั้นธรรมขึ้นไป ซึ่งสมเด็จพระสังฆราช ทรงแต่งตั้งจากทั้งสองนิกาย ฝ่ายละ 6 รูป รวมเป็น 12 รูป ซึ่งส่วนใหญ่ก็ยังสามารถทำงานได้ดี แต่มีปัญหาว่า มักจะมีการ &amp;quot;สืบทอดอำนาจ&amp;quot; แต่งตั้งคนในสายของตนเองเข้ามาครองอำนาจ มิได้สรรหาจากพระสงฆ์สามเณรทั่วประเทศ สังเกตได้ว่า วัดใหญ่ๆ ไม่ว่าจะเป็น วัดบวรนิเวศวิหาร วัดราชบพิธ วัดสระเกศ วัดปากน้ำ ฯลฯ จะมีกรรมการมหาเถรสมาคมมากกว่า 1 รูป แถมยังเป็นติดต่อกันอย่างยาวนาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.เจ้าคณะใหญ่ ฝ่ายธรรมยุตนั้นมีเพียงรูปเดียว แต่ปกครองพระในนิกายธรรมยุตทั่วประเทศ แต่ของมหานิกายนั้นมี 4 รูป แบ่งประเทศไทยออกเป็น 4 ภาค หรือ 4 หน ได้แก่ หนกลาง หนเหนือ หนตะวันออก (อีสาน) และหนใต้ ส่วนนี้ มีปัญหาว่ามีการแต่งตั้งบุคคลไม่เหมาะสมกับตำแหน่ง เช่น พระในภาคเหนือ ได้เป็นเจ้าคณะใหญ่หนใต้ พระในภาคใต้ได้เป็นเจ้าคณะใหญ่หนตะวันออก เป็นต้น ส่งผลให้การบริหารพระศาสนามีปัญหา เพราะไม่รู้ปัญหาในท้องถิ่นนั้นๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4.เจ้าคณะภาค ซึ่งก็ถือว่าเป็นพระสังฆาธิการในระดับสูง เป็นเหมือนผู้ตรวจราชการกระทรวง แต่ภายหลังมานั้น ตำแหน่งนี้ถูกพระใน มส.มองเห็นเป็นเพียง &amp;quot;บันได&amp;quot; จึงเอาตำแหน่งไว้เพื่อไต่เต้าขึ้นเป็น &amp;quot;กรรมการมหาเถรสมาคม&amp;quot; รวมทั้งการดำรงตำแหน่งในต่างถิ่นฐาน ทำให้ทำงานไม่สอดคล้องกับสภาพของวัฒนธรรมท้องถิ่นนั้นๆ อีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ใช่แต่เท่านั้น กรรมการมหาเถรสมาคมแทบจะทุกรูป ล้วนแต่มีตำแหน่ง &amp;quot;ซ้ำซ้อน&amp;quot; กันมากมาย ไล่ตั้งแต่ กรรมการ มส. เจ้าคณะหน เจ้าคณะภาค เจ้าอาวาส อธิการบดีมหาวิทยาลัยสงฆ์ ฯลฯ ยังไม่นับตำแหน่งอิสระอีกมากมาย ราวกะเทวดา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สรุปปัญหาอยู่ที่ 1.สุขภาพร่างกาย 2.เล่นเส้นเล่นสาย 3.ดำรงตำแหน่งซ้ำซ้อน 4.เป็นคนต่างถิ่น ไม่คุ้นชินกับปัญหา ทั้งสี่ประการนี้ จึงต้องมีการชำระสะสาง &amp;quot;โครงสร้าง&amp;quot; ของมหาเถรสมาคม ไล่ตั้งแต่กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าคณะหน และเจ้าคณะภาค ส่วนโครงสร้างระดับล่างนั้น ยังเห็นว่าไม่เสียหายอะไร คงต้องคงเอาไว้ก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รัฐบาลไทย &amp;quot;ขีดกรอบ&amp;quot; ปัญหาของคณะสงฆ์ไทยไว้ตรงนี้ ก็ถือว่ามองไกลกว่าที่ &amp;quot;เรา-อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ&amp;quot; เคยเรียกร้องให้ปรับปรุงเฉพาะ &amp;quot;มหาเถรสมาคม&amp;quot; เท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่จากการที่รัฐบาลขอแก้ไขให้ &amp;quot;การแต่งตั้งและถอดถอน กรรมการมหาเถรสมาคม-เจ้าคณะใหญ่-เจ้าคณะภาค&amp;quot; ต้องเป็น &amp;quot;พระราชอำนาจ&amp;quot; เท่านั้น ฟังดูก็ดูดี เพราะต่อไปนี้ พระสงฆ์ทุกระดับ จะไม่มีโอกาสในการเลือก หรือแต่งตั้งกรรมการ มส. เจ้าคณะใหญ่ และเจ้าคณะภาค อีกต่อไป แต่ปัญหาจะมาถึงข้อที่ว่า &amp;quot;แล้วใครจะเป็นผู้เลือกและนำขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงโปรดแต่งตั้ง&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ยกตัวอย่าง กรณีการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช ซึ่งรัฐบาลได้แก้ไข พ.บ.คณะสงฆ์ มาตรา 7 ให้เป็นพระราชอำนาจโดยสมบูรณ์ แต่ความจริงแล้ว ยังมีเรื่องของ &amp;quot;การรับสนองพระบรมราชโองการ&amp;quot; เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย คือนายกรัฐมนตรีเป็นทั้งผู้ทูลเกล้าฯ และผู้รับสนองพระบรมราชโองการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช เรียกว่าอำนาจอยู่ในมือนายกรัฐมนตรี แต่เพียงผู้เดียว เพราะพระเจ้าอยู่หัวคงจะไม่ทรงลงมาพิจารณาด้วยพระองค์เอง และมีพระบรมราชโองการลอยมาโดยที่ไม่มีการทูลเกล้าฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถ้ามองให้ตลอดก็จะเห็นว่า ถ้ารัฐบาลสามารถแก้ไข พ.บ.คณะสงฆ์ ได้ตามที่กฤษฎีกาประกาศออกมานี้สำเร็จ อำนาจในการเสนอตั้งพระสังฆาธิการระดับสูงในพระพุทธศาสนา นับตั้งแต่เจ้าคณะภาค ไปถึงสมเด็จพระสังฆราช ก็จะเป็นของ..นายกรัฐมนตรี แต่เพียงผู้เดียว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัจจุบันนี้ นายกรัฐมนตรีเป็นชาวพุทธ และเป็นพุทธสายกลาง คือทำบุญได้ทุกวัด ไม่เป็นลูกศิษย์วัดใดวัดหนึ่งโดยเฉพาะ ก็ถือว่าน่าไว้วางใจในระดับหนึ่ง แต่..แต่ถ้าในอนาคต นายกรัฐมนตรีเป็นศิษย์สายวัดใดวัดหนึ่ง เช่น ธรรมกาย สันติอโศก ก็อาจจะใช้อำนาจนายกรัฐมนตรี นำความขึ้นทูลเกล้า &amp;quot;ยกครูบาอาจารย์&amp;quot; ให้เป็นใหญ่ในวงการสงฆ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ยังมิรวมถึงปัญหาข้อที่ว่า &amp;quot;ถ้านายกรัฐมนตรีนับถือศาสนาอื่น มิใช่พุทธศาสนิกชน&amp;quot; แต่กลับมีอำนาจในการเสนอตั้งสมเด็จพระสังฆราช ไปจนถึงเจ้าคณะภาค ถึงตอนนั้นจะทำอย่างไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพราะในร่างแก้ไขที่กฤษฎีกาเปิดเผยออกมานั้น &amp;quot;ไม่มีคณะกรรมการสรรหา&amp;quot; แต่ให้เป็นพระราชอำนาจโดยสมบูรณ์ ซึ่งทุกอย่างจะตกอยู่ที่ &amp;quot;นายกรัฐมนตรี&amp;quot; แต่เพียงผู้เดียว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รัฐบาลอาจจะอ้างว่า &amp;quot;ก็ใช้หลักการเดียวกับการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชนั่นแหละ&amp;quot; แต่ดูไปแล้วมันจะเยอะเกินไป เพราะในการตั้งสมเด็จพระสังฆราชนั้น ชาวพุทธทั้งประเทศล้วนแต่จับจ้องมองด้วยความสนใจ จึงเชื่อว่าจะเป็นกลไกช่วยตรวจสอบการใช้อำนาจของนายกรัฐมนตรีไปในตัว แต่สำหรับกรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าคณะใหญ่ และเจ้าคณะภาค ร่วมๆ 100 ตำแหน่ง เหล่านี้ ถือว่ามีความหลากหลายมาก จะให้นายกรัฐมนตรีทำบัญชีขึ้นทูลเกล้าแต่เพียงผู้เดียวนั้น มองยังไงก็อันตราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น เรา-อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม และคณะสงฆ์วัดไทยลาสเวกัส และวัดในเครือ ในประเทศสหรัฐอเมริกา จึงไม่เห็นด้วยที่จะให้อำนาจแก่ &amp;quot;นายกรัฐมนตรี&amp;quot; ในการเสนอนาม &amp;quot;สมเด็จพระสังฆราช-กรรมการมหาเถรสมาคม-เจ้าคณะใหญ่-เจ้าคณะภาค&amp;quot; แต่เพียงผู้เดียว เพราะนั่นจะทำให้นายกรัฐมนตรี เป็นสังฆราชอีกตำแหน่งหนึ่ง เพราะเมื่อมีอำนาจเสนอตั้งตั้งแต่สมเด็จพระสังฆราชลงมา ถามว่า สมเด็จพระสังฆราช จะทรงมีอำนาจอะไร ก็จะกลายเป็นเพียง &amp;quot;เจว็ด&amp;quot; หรือรูปปั้นบนศาลเจ้าเท่านั้น เพราะลำพัง &amp;quot;สมเด็จพระสังฆราช&amp;quot; ทรงแต่งตั้งกรรมการมหาเถรสมาคม-เจ้าคณะใหญ่-เจ้าคณะภาค เรายังไม่ไว้วางใจ แล้วจะไว้วางใจนายกรัฐมนตรีเพียงคนเดียวได้อย่างไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เราจึงขอเสนอให้มี &amp;quot;คณะกรรมการสรรหากรรมการมหาเถรสมาคม-เจ้าคณะใหญ่-เจ้าคณะภาค&amp;quot; ไว้ในการแก้ไข พรบ.คณะสงฆ์ ฉบับนี้ด้วย
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/11985</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฤษฏีกา, คณะสงฆ์, นายกรัฐมนตรี, มหาเถรสมาคม, วัดไทยลาสเวกัส, สหรัฐอเมริกา, อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะดอทคอม, เว็บไซต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180624/image_big_5b2f63a954821.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
