<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>49392</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/11/2019 20:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/11/2019 20:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จับตาตัดสิทธิ์จีเอสพี...ลามทุนนอกหนีไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ขณะเดียวกัน การที่ไทยถูกตัดสิทธิ์จีเอสพี อาจทำให้นักลงทุนต่างชาติในสินค้ากลุ่มนี้ ที่ลงในจีนอยู่ก่อนแล้ว และมีแผนย้ายฐานการผลิตมาไทย เพื่อหนีภัยสงครามการค้า อาจชะลอการย้ายฐาน หรืออาจไปประเทศเพื่อนบ้านไทยแทน ซึ่งจะทำให้สูญเสียเงินลงทุนจากต่างประเทศ และอาจทำให้การลงทุนในเขตพัฒนาเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) ได้รับผลกระทบ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ประเทศไทยถือว่าเป็นประเทศที่ต้องพึ่งพาการหมุนเวียนของเศรษฐกิจโลกเป็นหลัก ทั้งการลงทุน การนำเข้า การส่งออก ก็เป็นไปตามความเคลื่อนไหวของตลาดโลก และไทยเองก็ถือว่าเป็นประเทศที่มีปริมาณในการส่งออกสินค้าบางชนิดเป็นอันดับต้นๆ ของโลก ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมหลักๆ อย่างเช่น อาหาร รถยนต์ สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ มีทั้งของอุปโภคและบริโภค&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะที่ประเทศคู่ค้าหลักๆ ก็คงหนีไม่พ้น จีน สหรัฐอเมริกา ฝั่งยุโรป หรือประเทศเพื่อนบ้าน ที่เป็นประเทศคู่ค้าหลักกันมานาน แต่ล่าสุดประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกา ก็ได้มีการปรับเปลี่ยนนโยบายบริหารประเทศใหม่ในหลายๆ ด้าน ทำให้เกิดความโกลาหลให้กับเศรษฐกิจของโลกพอสมควร จึงเป็นพลังที่จะทำให้เศรษฐกิจในประเทศไทยผันผวน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่สิ่งที่กล่าวมานั้นเทียบไม่ได้เลยกับการที่ออกประกาศตัดสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (สิทธิ์จีเอสพี) กับประเทศไทย ซึ่งถือว่าจะเป็นการปล่อยปัญหาให้กับประเทศโดยตรงจึงทำให้ในช่วงที่ผ่านมาไม่กี่วันนี้ การนำเสนอเรื่องการตัดสิทธิ์จีเอสพีของสหรัฐจึงได้รับความสนใจอย่างมาก และเป็นคำถามสำคัญให้กับกลุ่มผู้บริหารประเทศว่าจะทำอย่างไรต่อไป และมีแนวทางเยียวยาหรือแก้ไขอย่างไรบ้าง?&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ซึ่งจีพีเอสคือสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร ที่ประเทศพัฒนาแล้วให้กับประเทศกำลังพัฒนาและด้อยพัฒนา โดยลดภาษีสินค้านำเข้าให้ เพื่อให้สินค้าจากประเทศเหล่านี้สามารถแข่งขันกับสินค้าจากประเทศพัฒนาแล้วได้ ไทยเองรับสิทธิ์จีเอสพีจากหลายประเทศ และที่ผ่านมาก็เคยถูกตัดสิทธิ์มาแล้วหลายครั้งเช่นกัน และเมื่อถูกตัดสิทธิ์จะทำให้สินค้าเหล่านั้นต้องมีการจ่ายภาษีที่สูงขึ้นและกระทบกับต้นทุนการส่งออกเป็นอย่างมาก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยสิทธิ์จีเอสพีนั้น ประเทศที่ให้สิทธิ์ ไม่ได้เรียกร้องผลประโยชน์ใดๆ ตอบแทน แต่การให้สิทธิ์ก็เป็นการให้แบบมีเงื่อนไข เช่นในกรณีของสหรัฐจะมอบให้กับประเทศที่มีผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติต่อหัวไม่เกิน 12,735 เหรียญสหรัฐเท่านั้น โดยล่าสุดในปี 2018 ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติต่อหัวของไทยอยู่ที่ประมาณ 7,200 เหรียญสหรัฐ จึงเข้าเงื่อนไขดังกล่าวนี้ในการรับสิทธิ์จีเอสพีจากสหรัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับการตัดสิทธิ์จีเอสพีรอบล่าสุดโดยสหรัฐอเมริกานี้จะกระทบสินค้าทั้งสิ้น 573 รายงาน โดยมีทั้งส่วนที่เป็นสินค้าอุปโภคและบริโภค โดยเฉพาะกลุ่มอาหารทะเลที่โดนยกเลิกทั้งหมด รวมแล้วเป็นมูลค่ากว่า 1.3 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณเกือบ 40,000 ล้านบาท การตัดสิทธิ์ดังกล่าวจะมีผลจริงในอีก 6 เดือนข้างหน้า นั้นก็คือจะเริ่มในวันที่ 25 เม.ย.2563&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทั้งนี้ หน่วยงานที่ดูแลหลักในการเจรจาดังกล่าว ได้แก่ กระทรวงพาณิชย์ ที่จะต้องหาแนวทางแก้ไขอย่างจริงจัง เพื่อให้เกิดผลกระทบน้อยที่สุดกับผู้ประกอบการในไทย โดยคณะรัฐมนตรี เศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) ได้สั่งการให้กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงแรงงาน กระทรวงพาณิชย์ ตั้งคณะทำงาน และหาช่องทางยื่นเรื่องให้สหรัฐทบทวนการเรื่องดังกล่าวและทำการคืนสิทธิ์ให้กับประเทศไทย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะเดียวกัน ได้สั่งการให้กระทรวงพาณิชย์ได้เตรียมการร่วมกับภาคเอกชน เพื่อหาช่องทางในการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบโดยเร่งให้มีการหาตลาดอื่นๆ เพิ่มขึ้น รวมถึงเพิ่มศักยภาพให้ผู้ประกอบการ และหาแนวทางแก้ไขในเรื่องดังกล่าว โดยมีเป้าหมายในการเพิ่มมูลค่าการส่งออก ซึ่งกำหนดตลาดใหม่ที่สำคัญไว้ใน 10 ประเทศ รวมถึงสหรัฐอเมริกา ได้แก่ จีน อินเดีย แอฟริกาใต้ เอเชียใต้ กลุ่มประเทศตะวันออกกลาง ญี่ปุ่น เกาหลี ตุรกี เยอรมนี สหภาพยุโรป รวมถึงอังกฤษ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า แม้สหรัฐตัดสิทธิ์ไทย แต่ยังมีโอกาสเจรจาขอคืนสิทธิ์ได้ เพราะในการประกาศ สหรัฐใช้คำว่า แขวน (suspend) ซึ่งต่างจากอินเดียและตุรกี ที่ใช้คำว่ายุติการให้สิทธิ์ (terminate) และถอนออกจากการเป็นประเทศที่ได้รับสิทธิ์ แต่ภายหลังการเจรจาแล้ว สหรัฐจะคืนสิทธิ์ให้หรือไม่ อยู่ที่การพิจารณา &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม จากสถิติการใช้สิทธิ์จีเอสพีส่งออกสินค้าไปสหรัฐ ผู้ส่งออกไทยใช้สิทธิ์ประมาณ 70% ของมูลการส่งออกสินค้าที่ได้รับสิทธิ์ ส่วนอีก 30% ไม่ใช้สิทธิ์ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะสินค้าไทยมีศักยภาพการแข่งขันที่ดีในตลาดสหรัฐ ไม่จำเป็นต้องใช้สิทธิ์จีเอสพี และผู้นำเข้ายอมเสียภาษีนำเข้าในอัตราปกติแทน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยการตัดสิทธิ์ครั้งนี้จะส่งกระทบต่อสินค้าบางรายการเท่านั้น ไม่ใช่ทุกรายการ รวมถึงเรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับกรณีการแบน 3 สารเคมีเพื่อการเกษตรกรรมของไทย แต่เรื่องดังกล่าวเป็นการทบทวนตามระยะเวลาอยู่แล้ว โดยยังมีประเทศอื่นที่ถูกตัดสิทธิประโยชน์จีเอสพีเช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์&amp;nbsp; เปิดเผยภายหลังการประชุมวอร์รูม ประกอบด้วยหน่วยงานต่างๆ ของกระทรวงพาณิชย์ และภาคเอกชนในกลุ่มสินค้าที่สหรัฐตัดสิทธิ์จีเอสพี ว่า การประชุมครั้งนี้เพื่อรับฟังผลกระทบ และข้อเสนอแนะของภาคเอกชนในการแก้ปัญหา หรือลดผลกระทบจากการถูกตัดสิทธิ์ ซึ่งภาคเอกชนส่วนใหญ่บอกว่า ได้รับผลกระทบไม่มากนัก เพราะได้ปรับตัวด้วยการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต เพิ่มความสามารถในการแข่งขันมานานแล้ว เนื่องจากรู้ว่าวันหนึ่งสหรัฐต้องตัดสิทธิ์จีเอสพีไทย และบอกอีกว่า สินค้าของตัวเองเหมาะกับตลาดไหนอีกบ้าง นอกเหนือจากสหรัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้าน นายกฤษดา ทรัพย์ทวยชน รองประธานสมาคมอุตสาหกรรมไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ และโทรคมนาคมไทย กล่าวว่า กลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก เพราะจะต้องกลับมาเสียภาษีเฉลี่ยที่ 5% จากก่อนหน้านั้นไม่เสียภาษีเลย และจากการหารือกับผู้นำเข้า ส่วนมากบอกว่าหนักใจ และอาจชะลอการนำเข้าได้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะเดียวกัน การที่ไทยถูกตัดสิทธิ์จีเอสพี อาจทำให้นักลงทุนต่างชาติในสินค้ากลุ่มนี้ที่ลงในจีนอยู่ก่อนแล้ว และมีแผนย้ายฐานการผลิตมาไทย เพื่อหนีภัยสงครามการค้า อาจชะลอการย้ายฐาน หรืออาจไปประเทศเพื่อนบ้านไทยแทน ซึ่งจะทำให้สูญเสียเงินลงทุนจากต่างประเทศ และอาจทำให้การลงทุนในเขตพัฒนาเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) ได้รับผลกระทบ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นายทองชัย ชวลิตพิเชฐ อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า สศอ.คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าไทยไม่มาก อย่างไรก็ตาม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และ สศอ. อยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูล และ สศอ.จะแถลงการประเมินผลกระทบอีกครั้งใน 1 เดือน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้าน นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธาน ส.อ.ท. กล่าวว่า ปัญหาดังกล่าวอาจจะเกิดจากการที่สหรัฐขอเปิดตลาดสุกรเนื้อแดงเมื่อหลายปีที่ผ่านมา และต้องการนำเข้าสารเร่งเนื้อแดงเข้ามาในประเทศไทย ซึ่งเรื่องนี้ยังไม่มีข้อยุติ พร้อมระบุว่า การตัดสิทธิ์จีเอสพีสินค้าไทยนั้นจะมีผลกระทบต่อสินค้าบางรายการ แต่ผลกระทบที่ชัดเจนโดยตรงขณะนี้คือเรื่องค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น เพราะการเติบโตของเศรษฐกิจ (จีดีพี) ขึ้นอยู่กับการส่งออกโดยตรง แม้ขณะนี้เศรษฐกิจของไทยเริ่มแข็งแรงขึ้น แต่สินค้าที่อยู่ภายใต้จีเอสพีก็ต้องเตรียมพร้อมเสมอ เมื่อถูกตัดจะทำอย่างไร โดยผู้ประกอบการธุรกิจต้องหาตลาดใหม่ในการลดทุน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;เรื่องนี้ต้องอยู่ที่ภาครัฐในการกำหนดท่าทีต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอีกครั้ง เพราะจะมีผลวันที่ 25 เม.ย.2563 ยังพอมีเวลารับมือ แต่อย่างไรก็ตาม ในมุมของเอกชนกังวลต่อผลกระทบที่จะเกิดขึ้นแน่นอน โดยเฉพาะด้านการส่งออก แต่เชื่อว่าสินค้าไทยกลุ่มดังกล่าวยังเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคสหรัฐ เพราะเป็นสินค้าในชีวิตประจำวัน และไทยผลิตสินค้าที่มีคุณภาพและหลากหลาย&amp;rdquo; นายสุพันธุ์กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม ช่วงนี้จึงมีความอ่อนไหวอย่างมาก หากการหาตลาดอื่นที่จะเข้ามาทดแทนได้ไม่ทันการ คงจะต้องเกิดผลกระทบกับผู้ประกอบการในไทยไม่มากก็น้อย รัฐบาลจึงต้องเร่งแก้ไขปัญหาในเรื่องนี้ และเร่งทำการเจรจา ต่อรอง เพื่อแลกเปลี่ยนอะไรบางให้สถานการณ์กลับมาดีขึ้นอีกครั้ง ซึ่งเชื่อว่าประสบการณ์ที่ผ่านมาของรัฐบาลก็ได้แก้ปัญหาต่างๆ มาแล้ว เรื่องนี้จึงเป็นประเด็นที่ว่าหากมุ่งมั่นก็จะสามารถแก้ไขได้ไม่ยาก. &lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/49392</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฤษดา ทรัพย์ทวยชน, จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์, ทองชัย ชวลิตพิเชฐ, บุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร, สุพันธุ์ มงคลสุธี, อีโคโฟกัส</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191102/image_big_5dbd8a6c72c43.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>38728</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/06/2019 09:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/06/2019 09:42</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อุตฯไฟฟ้าหนีตาย เร่งปรับตัว หลังตัวเลขส่งออกลดลงต่อเนื่อง </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17 มิ.ย. 2562 &amp;nbsp;นายกฤษดา ทรัพย์ทวยชน รองประธานกลุ่มอุตสาหกรรมไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ และโทรคมนาคม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยแนวโน้มอุตสาหกรรมไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ และโทรคมนาคมว่า ได้ร่วมกับสมาคมอุตสาหกรรมไฟฟ้าแห่งประเทศไทย &amp;nbsp;สมาคมไทยไอโอที &amp;nbsp;สมาคมนวัตกรรม สมาคมสมองกลฝังตัว &amp;nbsp;สถาบันไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ตั้งกลุ่มความร่วมมือด้านเทคโนโลยียุคใหม่ &amp;nbsp;เพื่อร่วมกันกำหนดทิศทางและสร้างแพลตฟอร์มให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลก เนื่องจากเทคโนโลยีโลกได้เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว หากไม่เร่งปรับตัวจะส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรม เห็นได้จากล่าสุดแนวโน้มการส่งออกส่งออกกลุ่มดังกล่าวเริ่มลดลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ตอนนี้อุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ยังเป็นอุตสาหกรรมหลักที่ส่งออกเป็นอันดับ 1 ของประเทศ แต่สถานการณ์การส่งออกกลุ่มนี้มีแนวโน้มเริ่มลดลงหรือเรียกว่า สึนามิเทคโนโลยี &amp;nbsp;เห็นได้จากตัวเลขเดือนม.ค. &amp;ndash; เม.ย. เริ่มลดลง &amp;nbsp;เช่น อิเล็กทรอนิกส์ มีมูลค่าส่งออก 347,156 ล้านบาท ลดลง 11.29 % &amp;nbsp;เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องรับวิทยุโทรทัศน์ ส่วนประกอบ ขยายตัว 20.24 % แผงสวิตช์ แผงควบคุมกระแสไฟฟ้าฯ ขยายตัว 9.11 % หม้อแปลงไฟฟ้าและส่วนประกอบ ขยายตัว 11.45 % จากภาวะตลาดโลกที่ชะลอตัว จากผลกระทบสงครามการค้าสหรัฐ &amp;ndash; จีน &amp;nbsp;และความไม่แน่นอนในการสั่งซื้อของตลาดโลก &amp;nbsp;จึงต้องเร่งรวมตัวกันเพื่อทำให้อุตสาหกรรมดังกล่าวขยายตัวอย่างยั่งยืน หากได้แนวทางต่างๆแล้ว จะเริ่มถ่ายทอดองค์ความรู้ไปยังผู้ประกอบการกลุ่มอุตสาหกรรมไฟฟ้าต่อไป &amp;rdquo; นายกฤษดา กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้จะกำหนดเป็นยุทธศาสตร์ เช่น ยุทธศาสตร์เครื่องใช้ไฟฟ้า &amp;nbsp;เน้นการออกแบบรูปลักษณ์สินค้า และปรับวิธีการใช้งานให้สอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้บริโภค รวมถึงพัฒนาให้สินค้าประหยัดพลังงานและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น,ยุทธศาสตร์อิเล็กทรอนิกส์ เน้นพัฒนากระบวนการผลิตให้มีความทันสมัยด้วยการนำเทคโนโลยีอัตโนมัติมาใช้มากขึ้น เพิ่มศักยภาพด้านการออกแบบเชิงวิศวกรรม รวมถึงส่งเสริมให้พัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เช่น อุปกรณ์เซ็นเซอร์ , ยุทธศาสตร์ไฟฟ้ากำลัง ทิศทางการพัฒนาจะมีแนวโน้มการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้หากมองแยกแต่ละตลาดส่งออกหลักเครื่องใช้ไฟฟ้า ได้แก่ จีน ลดลง &amp;nbsp;13.88 % &amp;nbsp;, เวียดนาม ลดลง 7.49 %ญี่ปุ่น ขยายตัว 21.92 % , สหรัฐฯ ขยายตัว 13.74% ขณะที่ตลาดส่งออกหลักอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ได้แก่ สหรัฐฯ ลดลง &amp;nbsp;10.97 % &amp;nbsp;ฮ่องกง ลดลง 13.33 %, &amp;nbsp;ญี่ปุ่น ขยายตัว 2.54 % และจีน ลดลง &amp;nbsp;21.48 % &amp;nbsp;โดยแนวทางการบูรณาการความร่วมมือ จะร่วมกันระหว่างดีไซเนอร์ โปรแกรมเมอร์ และนักการตลาด เชื่อมโยงกับภาคอุตสาหกรรมต่างๆ โดยต้องสนับสนุนเพิ่มจำนวนสตาร์ทอัพ รวมทั้งต้องพัฒนาดาต้า เซ็นเตอร์ พัฒนาระบบการเก็บข้อมูลพฤติกรรมผู้ใช้งานและอุตสาหกรรม สร้างระบบการเก็บข้อมูลที่สามารถนำมาใช้ได้อย่างรวดเร็ว และวิเคราะห์ข้อมูลให้แม่นยำ และต้องสร้างอินโนเวทีฟ แลป &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รายงานข่าวจากสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) กล่าวว่า กลุ่มอุตสาหกรรมไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ของไทย ถือเป็นหนึ่งในกลุ่มอุตสาหกรรมที่น่าเป็นห่วง เนื่องจากขณะนี้การผลิตและการส่งออกสินค้าไทยในกลุ่มนี้ ยังไม่ตอบโจทย์ความต้องการของโลก ที่เน้นสินค้าที่ใช้นวัตกรรม ใช้เทคโนโลยีในการผลิต ส่งผลให้ระยะหลังตัวเลขการส่งอกเริ่มลดลง ผู้ประกอบการจึงต้องเร่งปรับตัว ไม่เช่นนั้น จะส่งผลกระทบระยะยาวได้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/38728</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฤษดา ทรัพย์ทวยชน, กลุ่มอุตสาหกรรมไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ และโทรคมนาคม, ปรับตัว, สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.), เพิ่มนวัตกรรม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190617/image_big_5d06fdcb5f569.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
