<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>110302</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/07/2021 14:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/07/2021 13:32</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สธ.ผวาโควิดกลายพันธุ์ใหม่อีก! &#039;เดลตา&#039; ลาม 71 จังหวัด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 ก.ค. 64 -&amp;nbsp; เมื่อเวลา 11.30 น. นพ.ศุภกิจ​ ศิริ​ลักษณ์​ อธิบดี​กรม​วิทยา​ศาสตร์​การแพทย์ ​แถลง​ข่าวการระบาดสายพันธุ์​โค​วิด​-19​ ว่า ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาโควิด-19 สายพันธุ์​เดลตา (อินเดีย)​ แซงสายพันธุ์อัลฟา (อังกฤษ)​ เป็นที่เรียบร้อย ส่วนสายพันธุ์​เบตา (แอฟริกาใต้)​ ยังอยู่ในพื้นที่ชายแดน​ภาคใต้​เป็นส่วนใหญ่ ซึ่งถ้าดูแนวโน้มภาพรวมของประเทศที่เราตรวจกว่า 3 พันตัวอย่าง เป็นสายพันธุ์​เดลต้าเกือบ 63% และสายพันธุ์​อัลฟ่า 34%&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามสายพันธุ์​เดลตา​ในวันนี้พบ 71 จังหวัด​&amp;nbsp; โดยเพิ่มขึ้นมา 11 จังหวัด​ ซึ่งมีหลายจังหวัด​เดิมที่เป็นศูนย์​อยู่กลับเพิ่มขึ้น เช่นแม่ฮ่องสอน​ 3 ราย กาญจนบุรี​ 1 ราย สมุทรสงคราม​ 4 ราย ฉะเชิงเทรา​ 20 ราย ตราด​ 2 ราย สุรินทร์​ 28 ราย ชุมพร 1 ราย นครศรีธรรมราช​ 2 ราย กระบี่​ 2 ราย พังงา 1 ราย และปัตตานี​ 2 ราย จึงเป็นเหตุ​ว่าทำไมผู้ติดเชื้อจึงเพิ่มขึ้นสูงอย่างรวดเร็ว เพราะสายพันธุ์​นี้มีคุณสมบัติ​ในการแพร่เชื้อ​ที่ง่าย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับสายพันธุ์​เบตา ยังอยู่ที่บริเวณ​ชายแดน​ใต้​เป็นส่วนใหญ่​ สัปดาห์​ที่ผ่านมาพบเพิ่มในนราธิวาส​ 90 กว่าราย ส่วนจังหวัด​ใกล้เคียงเช่น ปัตตานี​ ยะลา สงขลา​ พัทลุง​ พบเพิ่มขึ้นเช่นกัน และขึ้นไปจ.ชุมพร ซึ่งเป็นรายใหม่ ส่วนที่บึงกาฬ​ สัปดาห์​ที่แล้วพบ 1 ราย เป็นคนงานที่กลับมาจากไต้หวัน​ โดยพบผู้สัมผัส​ใกล้ชิด​ 3 ราย ส่วนกรุงเทพ​มหานคร​ ที่พบผู้ติดเชื้อติดจากญาติที่มาเยี่ยมจากนราธิวาส​&amp;nbsp; สัปดาห์​นี้ยังไม่เจอ ถ้าสัปดาห์หน้า​กรุงเทพ​มหานคร​ยังเป็นศูนย์​อยู่ สายพันธุ์​เบตาก็อาจจะจบได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.ศุภกิจ​ กล่าวว่า ถ้าการติดเชื้อมีจำนวนสูงมาก โอกาสที่จะมีการกลายพันธุ์​ก็จะสูงตามไปด้วย​ เมื่อไวรัสเพิ่มจำนวนในเซลล์​ของมนุษย์ ก็อาจจะมีความผิดเพี้ยนเกิดขึ้นกลายเป็นพันธุ์​ใหม่ขึ้นได้ เพราะฉะนั้นถ้าเรายังปล่อยให้มีการติดเชื้อมากเท่าไหร่ โอกาสที่จะมีการกลายพันธุ์​ก็สูงเท่านั้น​ โดยเมื่อ​สัปดาห์​ที่แล้ว​พบ 7 ราย ที่เราพบการติดเชื้อแบบผสมพบ 2 สายพันธุ์​ทั้งอัลฟา และเดลตาในคนเพียงคนเดียว แต่มันยังไม่กลายเป็น​พันธุ์​ใหม่ แต่ถ้าเราปล่อยให้เป็นแบบนี้มากๆ เดียวมันก็จะพบกัน และอาจจะเป็น​พันธุ์​ใหม่ขึ้นมาได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;การกลายพันธุ์​บางอย่างเกิดขึ้นตลอดเวลาในโลกใบนี้ ก็ไม่ค่อยมีปัญหา กลายพันธุ์​แล้วไม่มีอิทธิฤทธิ์​มากขึ้นก็แล้วไป แต่ถ้ากลายพันธุ์​แล้ว​มีขีดความสามารถ​มากขึ้นไม่ว่าจะเป็นการติดเชื้อบ่อยขึ้น เร็วขึ้น การทำอันตรายมากขึ้น หรือดื้อวัคซีน​มากขึ้น อันนี้ทางองค์การ​อนามัย​โลก​ (WHO) ก็จะจัดเป็นสายพันธุ์​กลายเป็น​ที่น่ากังวล ทั้งนี้กรม​วิทยา​ศาสตร์​การแพทย์​ ร่วมกับเครือข่ายทั้งหลายได้ทำการเฝ้าระวังเรื่องการกลายพันธุ์อยู่ ถ้าทุกคนช่วยลดการแพร่ระบาด​ของโรคให้ได้เร็ว โอกาสกลายพันธุ์​ก็จะต่ำลง&amp;quot; นพ.ศุภกิจ ระบุ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/110302</URL_LINK>
                <HASHTAG>กลายพันธุ์, นพ.ศุภกิจ  ศิริลักษณ์, สธ., เดลตา, โควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210719/image_big_60f51b9e227cd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>106393</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/06/2021 07:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/06/2021 07:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;หมอยง&#039;แนะการให้วัคซีนในคนหมู่มากและรวดเร็ว เป็นวิธีสกัดโควิดกลายพันธุ์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 มิ.ย.64- ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยา คลินิกภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์เฟซบุ๊กว่า &amp;nbsp;อย่างที่เราทราบกันดีว่า ไวรัสมีการเปลี่ยนแปลงพันธุกรรม กลายพันธุ์ไปอยู่ตลอด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สายพันธุ์ที่แพร่กระจายได้ง่าย จะกระจายเข้ามาแทนที่สายพันธุ์เดิม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สายพันธุ์ G &amp;nbsp;แพร่ได้ง่ายกว่าสายพันธุ์ดั้งเดิมอู่ฮั่น ก็มาแทนที่สายพันธุ์ &amp;nbsp;อู่ฮั่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สายพันธุ์ อังกฤษ ( อัลฟา)แพร่กระจายได้ง่าย ก็กระจายไปทั่วโลกครอบคลุมทั้งหมด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะนี้สายพันธุ์อินเดีย (เดลต้า) แพร่กระจายง่ายกว่าสายพันธุ์อังกฤษ ก็กำลังจะมีแนวโน้มที่จะระบาดไปทั่วโลก
ประเทศไทยก็เช่นเดียวกัน ในการระบาดรอบแรกเป็นสายพันธุ์อู่ฮั่น ระบาดระลอก 2 &amp;nbsp;เป็นสายพันธุ์ G &amp;nbsp;และรอบ 3 &amp;nbsp;เป็นสายพันธุ์อังกฤษ ขณะนี้มีแนวโน้มพบสายพันธุ์อินเดีย เพิ่มมากขึ้น และมีโอกาสที่จะกระจายได้มากขึ้นมาแทนที่สายพันธุ์อังกฤษในอนาคต เพราะการติดต่อสายพันธ์เดลต้า (อินเดีย) ติดต่อได้ง่ายและจะระบาดได้ง่ายโดยเฉพาะเป็นคลัสเตอร์ และพร้อมที่จะกระจายออก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สายพันธุ์แอฟริกาใต้ ( เบต้า) &amp;nbsp;ถึงแม้จะทำให้ประสิทธิภาพของวัคซีนลดลง แต่อํานาจการกระจายน้อย ต่อไปจะถูกกลบ ด้วยสายพันธุ์ที่แพร่กระจายได้มากกว่าเช่นสายพันธุ์อินเดีย &amp;nbsp;เป็นหลักตามวิวัฒนาการตามธรรมชาติ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สิ่งที่สำคัญอีกประการหนึ่ง สายพันธุ์ใหม่ที่เกิดขึ้น จะทำให้ประสิทธิภาพของวัคซีนเริ่มลดลง การติดตามสายพันธุ์จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง จึงมีการถอดรหัสพันธุกรรมกันอย่างมากอย่างไม่เคยมีมาก่อน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การให้วัคซีนในคนหมู่มาก และรวดเร็ว เป็น วิธีหนึ่งที่จะสกัดสายพันธุ์กลายพันธุ์ ไม่ให้มีการแพร่ระบาด
ภูมิคุ้มกันที่เกิดขึ้น ถึงแม้ว่าจะลดลงบ้างก็ยังช่วยสกัดได้ไม่ให้สายพันธุ์ใหม่แพร่ระบาด.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/106393</URL_LINK>
                <HASHTAG>กลายพันธุ์, ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ, โควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210503/image_big_608f3e3a02f5b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>105562</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/06/2021 15:32</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/06/2021 15:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรมวิทย์ฯเผยเฝ้าระวังเข้มข้น ไม่ให้เกิดโควิด&#039;สายพันธุ์ไทย&#039; ห่วงมีไวรัสลูกผสม&#039;ไฮบริด&#039; ติดเขื้อต่างสายพันธุ์ในคนเดียว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
7มิ.ย.64- นายแพทย์ศุภกิจ ศิริลักษณ์ &amp;nbsp;อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวว่า กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ในฐานะองค์กรหลักของประเทศในการเฝ้าระวังสายพันธุ์เชื้อโรค ได้สร้างเครือข่ายห้องปฏิบัติการเพื่อดำเนินงานเฝ้าระวังการเปลี่ยนแปลงสายพันธุ์ ที่มีห้องปฏิบัติการของกระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับห้องปฏิบัติการของมหาวิทยาลัย เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี และมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เพื่อให้ประเทศไทยมีข้อมูลเฝ้าระวังสายพันธุ์ ได้ทั้งในระดับภูมิภาคและระดับประเทศ โดยเฉพาะสายพันธุ์เดลต้า (อินเดีย) และสายพันธุ์เบต้า (แอฟริกาใต้) ที่อาจส่งผลต่อประสิทธิภาพของวัคซีน และตรวจพบในประเทศไทยเมื่อเดือนพฤษภาคม 2564 &amp;nbsp;โดยกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ได้มีการตรวจเฝ้าระวังเชื้อไวรัสก่อโรคโควิด 19 กลายพันธุ์ 3 วิธี ดังนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
1. การตรวจเฉพาะตำแหน่งกลายพันธุ์ ที่มีความจำเพาะต่อสายพันธุ์ที่น่ากังวลด้วยเทคนิค Real-time PCR สามารถทำได้ในระดับเขตภูมิภาค&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
2. Target sequencing ตรวจการกลายพันธุ์ในตำแหน่งต่าง ๆ ทั้งที่ทราบข้อมูลการกลายพันธุ์อยู่แล้ว หรือค้นหาตำแหน่งการกลายพันธุ์ใหม่บนยีนสำคัญ เช่น ยีนหนามแหลม (spike) &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
3. Whole genome sequencing ตรวจข้อมูลทั้งจีโนมของเชื้อไวรัส เป็นวิธีหลักในการเฝ้าระวังสายพันธุ์เป็นไปอย่างครอบคลุมและมีประสิทธิภาพ ซึ่งการถอดรหัสพันธุกรรมทั้งจีโนมของเชื้อไวรัสSAR-CoV-2 เริ่มต้นที่ 9,000 ตัวอย่าง &amp;nbsp; เพื่อให้มีข้อมูลพอเพียงต่อการควบคุมโรค และการบริหารวัคซีนโควิด 19 โดยจะดำเนินการต่อเนื่องไปอย่างน้อย 6 เดือน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นพ.ศุภกิจ กล่าวเพิ่มเติมว่า รายงานการพบเชื้อไวรัสก่อโรคโควิด 19 สายพันธุ์ที่น่ากังวลในประเทศไทยจากการระบาดระลอกเดือนเมษายน ถึง พฤษภาคม 2564 กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ได้เฝ้าระวังสายพันธุ์ที่น่ากังวล 3 สายพันธุ์ ประกอบด้วยสายพันธุ์แอลฟ่า (อังกฤษ) จำนวน 3,595 ตัวอย่าง สายพันธุ์เบต้า (แอฟริกาใต้) จำนวน 26 ตัวอย่าง และสายพันธุ์เดลต้า (อินเดีย)จำนวน 235 ตัวอย่าง พบว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
1.สายพันธุ์แอลฟ่า เป็นต้นเหตุของการระบาดในเดือนเมษายนและพฤษภาคม 2564 พบเกือบ &amp;nbsp;ทุกจังหวัด และเข้ามาแทนสายพันธุ์ที่เคยระบาดอยู่ในประเทศไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;2.สายพันธุ์เดลต้า พบรายงานครั้งแรกในเขตกรุงเทพมหานคร และมีการระบาดออกไปในภาคเหนือและภาคอีสานตามกลุ่มแรงงานที่เดินทางกลับบ้านจากกรุงเทพมหานครในช่วงระบาด &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;3.สายพันธุ์เบต้า พบรายงานครั้งแรกในจังหวัดชายแดนภาตใต้ เนื่องจากสายพันธุ์นี้ระบาดในรัฐกลันตันของประเทศมาเลเซีย พบได้จากกลุ่มบุคคลที่เดินทางข้ามพรมแดนไทยและมาเลเซีย ซึ่งต้องเฝ้าระวังใกล้ชิดสำหรับผู้ป่วยในจังหวัด ปัตตานี สงขลา และนราธิวาส&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ศ.เกียรติคุณ ดร.วสันต์ จันทราทิตย์ หัวหน้าศูนย์จีโนมทางการแพทย์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ศูนย์จีโนมทางการแพทย์ มีการตรวจสอบรหัสพันธุกรรมไวรัสก่อโรคโควิด19 ใน 3 รูปแบบ คือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
1.ตรวจสอบรหัสพันธุกรรม 40 ตำแหน่งอย่างรวดเร็วภายใน 1-2 วัน เพื่อแยกแยะไวรัสสายพันธุ์ที่เป็นปัญหาในประเทศ ด้วยเทคโนโลยี &amp;ldquo;MassArray&amp;rdquo; สามารถตรวจตัวอย่างส่งตรวจได้ 1,000 ตัวอย่างต่อสัปดาห์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;2.ถอดรหัสพันธุกรรมเชื้อไวรัสก่อโรคโควิด 19 ทั้งจีโนมด้วยเทคโนโลยีการถอดรหัส &amp;ldquo;สายยาว&amp;rdquo; Long-Read Sequencing ด้วย Oxford-Nanopore Technologies (ONT) sequencing เวลาดำเนินการ 2 วัน เหมาะสำหรับการตรวจไวรัสลูกผสม (hybrid of COVID-19 variants) หรือการติดเชื้อสองสายพันธุ์ในคนเดียวกันในเวลาเดียวกัน (co-infection)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;3.ถอดรหัสพันธุกรรมเชื้อไวรัสก่อโรคโควิด 19 ทั้งจีโนมด้วยเทคโนโลยีการถอดรหัส &amp;ldquo;สายสั้น&amp;rdquo; Short-Read Sequencing ด้วย Next-generation DNA sequencing (NGS) เวลาดำเนินการ 4-5 วัน เพื่อติดตามการกลายพันธุ์ของไวรัสโควิด-19 &amp;nbsp;(COVID-19 variants)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
จากการวิเคราะห์ Phylogenetic analysis หรือการสืบสายพันธุกรรม พบว่าประเทศไทยตรวจพบสายพันธุ์เชื้อไวรัสก่อโรคโควิด-19 ได้หลากหลาย และเมื่อวิเคราะห์สายพันธุ์เปรียบเทียบกับที่พบระบาดทั่วโลก พบว่าเชื้อกลายพันธุ์ส่วนใหญ่เป็นเชื้อที่นำเข้ามาจากประเทศอื่น ในปัจจุบันประเทศไทยไม่พบการกลายพันธุ์ที่พบได้เฉพาะในประเทศ ซึ่งการระบาดครั้งนี้มีการติดเชื้อใหม่เป็นจำนวนมากต้องเฝ้าระวังการกลายพันธุ์ในประเทศอย่างใกล้ชิดเพื่อป้องกันการระบาดของไวรัสกลายพันธุ์ใหม่ (new variant) ไวรัสลูกผสม (hybrid of COVID-19 variants) และการติดเชื้อต่างสายพันธุ์ในคนเดียวกัน (co-infection) ที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก คณะแพทยศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวเพิ่มเติมถึงเรื่องผลกระทบจากการกลายพันธุ์ของเชื้อไวรัสก่อโรคโควิด 19 ว่า จากข้อมูลที่มีรายงานทั่วโลก การกลายพันธุ์เป็นวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต ไวรัสโควิด-19 ก็มีการกลายพันธุ์เพื่อความอยู่รอดของไวรัส &amp;nbsp;ไวรัสที่กลายพันธุ์และแพร่กระจายได้ง่ายก็จะแพร่ขยาย และกลบสายพันธุ์เดิมที่มีการแพร่กระจายได้น้อยกว่า แต่เดิม สายพันธุ์อู่ฮั่น เรียกง่าย ๆ เป็นสายพันธุ์ S และ L สายพันธุ์ L แพร่ได้มากกว่า จึงกระจายมากในยุโรปและการกลายพันธุ์เป็นสายพันธุ์ G และ V ต่อมาสายพันธุ์ G &amp;nbsp;แพร่ได้ง่ายจึงกระจายทั่วโลกและแทนที่ &amp;nbsp;สายพันธุ์อู่ฮั่น หลังจากนั้นสายพันธุ์อัลฟา (อังกฤษ) แพร่กระจายได้ง่ายจึงกลบสายพันธุ์ G เดิม ตอนนี้มีสายพันธุ์เดลตา(อินเดีย) ที่แพร่กระจายง่ายกว่าสายพันธุ์อัลฟาเข้ามา &amp;nbsp;ทำให้เกรงกันว่าสายพันธุ์เดลตาจะทำให้ระบาดเพิ่มขึ้น และมาแทนสายพันธุ์อัลฟาในอนาคต&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนสายพันธุ์ที่น่ากังวล (VOC) เป็นสายพันธุ์ที่มีการกลายพันธุ์ในตำแหน่งที่หลบหลีกภูมิต้านทานได้ ทำให้ประสิทธิภาพของวัคซีนลดลง &amp;nbsp;จึงต้องมีการเฝ้าระวังเป็นพิเศษ สายพันธุ์ดังกล่าวคือ เบตา และ แกมมา ทั้งสองสายพันธุ์แพร่กระจายได้น้อยกว่าสายพันธุ์แอลฟ่า และเดลตา การศึกษาของศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก จุฬาฯ ในคนไทยที่กลับจากต่างประเทศตรวจพบเชื้อSAR-CoV-2 ได้เกือบทุกสายพันธุ์ ทำให้สามารถพัฒนาวิธีตรวจเฝ้าระวังการกลายพันนธุ์ที่แม่นยำและทำได้รวดเร็ว ในขณะนี้ยังติดตามเฝ้าระวังสายพันธุ์ใน State Quarantine และ Alternative state quarantine อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ป่วยที่เข้ามาทางสนามบิน จะมีโอกาสน้อยมากที่จะแพร่กระจายโรค ที่ผ่านมาการระบาดเกิดจากการลักลอบผ่านชายแดนเข้ามา ขอฝากประชาชนที่จะจ้างแรงงานต่างด้าวที่ลักลอบผ่านชายแดนเข้ามาให้ความร่วมมือกับภาครัฐ แจ้งเบาะแส เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของสายพันธุ์น่ากังวล เพราะเชื้อเหล่านี้จะทำให้เกิดการระบาดรุนแรงในประเทศไทยได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/105562</URL_LINK>
                <HASHTAG>#โควิด19, กลายพันธุ์, นพ.ยง ภู่วรวรรณ, นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์, ศ.เกียรติคุณ ดร.วสันต์ จันทราทิตย์, โควิดสายพันธุ์ลูกผสม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210607/image_big_60bdd424bfaac.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>100721</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/04/2021 07:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/04/2021 07:20</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;หมอยง&#039;โต้เฟกนิวส์ใช้พลาสมารักษาผู้ป่วยทำไวรัสกลายพันธุ์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 เม.ย. 64 - ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า &amp;quot;โควิด 19&amp;nbsp; การรักษาด้วยพลาสมาจากผู้ที่หายป่วย องค์ความรู้มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะนี้ได้มีการนำพลาสมาจากผู้ที่หายป่วยมารักษาผู้ป่วย covid ในการระบาดและรอบใหม่มากกว่า 120 คน จนพลาสมาที่มีอยู่ใกล้จะหมดลง จึงอยากจะเชิญชวนผู้ที่หายแล้วพร้อมที่จะมาบริจาคได้ โดยเฉพาะผู้ชาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มีหลายท่านเข้าใจผิดทำให้มีคนเขียนมาถามมากมาย ถามว่าการให้พลาสมาผู้ที่หายป่วยแล้ว ไม่เกิดประโยชน์อย่างใดไม่ใช่หรือ&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีการศึกษาวิจัยแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขอตอบว่าใช่ มีการศึกษาวิจัยแล้ว ที่เป็นการศึกษาวิจัยที่ดี พิมพ์ในวารสาร NEJM ชั้นนำของโลก ว่าการให้พาสมาในผู้ป่วยที่เป็นรุนแรง ให้แล้วไม่แตกต่างกันกับการไม่ได้ให้ การรักษาด้วยพลาสมาในรายงานนี้&amp;nbsp; ทุกคนยอมรับถ้าผู้ป่วยรุนแรงถึงกับใส่ท่อช่วยหายใจแล้ว ไม่มีประโยชน์อันใดเลยจะให้พลาสมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้เขียนนำผลงานนี้มาเผยแพร่ในสื่อสังคม ทำให้หลายคนเข้าใจผิด แต่ไม่ได้อ่านต่อไปว่า มีการศึกษาในวารสารเดียวกัน การให้พลาสมาในกลุ่มเสี่ยง เช่นผู้สูงอายุ ผู้ที่มีโรคประจำตัว และ ให้เร็วตั้งแต่เริ่มมีปอดบวม พบว่าสามารถป้องกันการดำเนินโรคไม่ให้เลวลง ทำให้ผู้ป่วยลดการใส่ท่อช่วยหายใจ และลดอัตราการตายได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมามีการศึกษาอีก ในวารสารเดียวกันที่มีชื่อ พบว่าพลาสมา ที่ใช้จะต้องมีระดับภูมิต้านทานสูง จึงจะได้ประโยชน์โดยเฉพาะภูมิต้านทาน 1:320 ขึ้นไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นในการเก็บพลาสมาของศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ เราจึงเลือกเฉพาะผู้ที่มีภูมิต้านทานสูงตามเกณฑ์ดังกล่าวเท่านั้น&amp;nbsp; เพื่อให้ผู้ใช้ได้เกิดประโยชน์สูงสุดตามหลักฐานทางวิทยาศาสตร์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมาก็มีการเผยแพร่ทางสื่อสังคมในบ้านเราอีก ว่าการให้พลาสมาจะทำให้ไวรัสกลายพันธุ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จึงอยากขอชี้แจงว่า การฉีดวัคซีน การให้พลาสมา&amp;nbsp; ภูมิต้านทานที่เกิดขึ้น มีส่วนในการกดดันไวรัสให้ไวรัสกลายพันธุ์เกิดขึ้นได้จริง&amp;nbsp; ไม่ว่าจะเป็น ภูมิต้านทานที่เกิดจากวัคซีน หรือภูมิต้านทานที่อยู่ในพลาสมา ไวรัสก็จะปรับตัวหลบหลีกภูมิต้านทานนั้น เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ตามธรรมชาติ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จึงอยากจะเรียนชี้แจงว่าขอให้สบายใจ ในการให้ Plasma เป็นการให้ในโรงพยาบาล หรือหอผู้ป่วย มีการดูแลการแพร่กระจายของโรค ไม่ให้ไปติดผู้อื่นอยู่แล้ว เหมือนการป้องกันเช่นเดียวกันกับการป้องกันเชื้อดื้อยา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ผู้ป่วยรักษาอยู่จะมีทั้งยา และผลิตภัณฑ์ ต่างๆ ที่จะทำให้ไวรัสหลบหลีกได้ทั้งนั้น แต่เมื่อผู้ป่วยอยู่ในโรงพยาบาล ถึงแม้จะมีไวรัสกลายพันธุ์ ก็เกิดขึ้นในโรงพยาบาล ก็จะเกิดในผู้ป่วยคนนั้น จนกว่าผู้ป่วยนั้นจะหาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไวรัสหมดไปแล้ว จนกลับบ้าน หรือเสียชีวิต ไวรัสจะไม่มีโอกาสที่แพร่กระจายไปสู่ผู้อื่นได้เลย การระบาดของสายพันธุ์ใหม่จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย ในผู้ป่วยที่อยู่โรงพยาบาล จึงอยากให้สบายใจได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความรู้ที่เกิดใหม่เป็นพลวัตอยู่ตลอดเวลา การติดตามข้อมูลที่ถูกต้อง และจะต้องคิดวิเคราะห์&amp;nbsp; จะเป็นประโยชน์ต่อสังคมอย่างมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นในขณะนี้ในโครงการบริจาคพลาสม่า เราจะมีการตรวจระดับภูมิต้านทาน ของผู้ที่จะมาบริจาค เราจะรับบริจาคเฉพาะผู้ที่มีภูมิต้านทานสูงเท่านั้น และการนำไปใช้เราได้มีคำแนะนำให้ใช้กับผู้ป่วยในระยะเริ่มแรกที่ผู้ป่วยมีภาวะปอดบวม อย่างน้อย 2 จุดขึ้นไป และหรือเริ่มมีภาวะออกซิเจนในเลือดต่ำลงมาอยู่ที่ 94 เปอร์เซ็นต์หรือต่ำกว่า เราจะไม่รอ จนผู้ป่วยเข้าสู่ภาวะวิกฤตเช่นเกิดภาวะหายใจล้มเหลวแล้ว จะทำให้การรักษาไม่ได้ผล&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากข้อมูลการรักษาขณะนี้มากกว่า 120 ราย ผู้ป่วยที่ได้รับการรักษามีอาการเป็นที่น่าพอใจ กำลังรอวิเคราะห์ผลทั้งหมด และความประสงค์ของแพทย์ผู้รักษา ก็อยากจะได้พาสมาดังกล่าว เพราะซึ่งเปรียบเทียบกับยาที่ใช้รักษาแล้ว มีราคาถูกกว่ากันมาก ถึงแม้พลาสมา จะเป็นชีววัตถุ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ ก็มีมาตรการในการตรวจความปลอดภัยที่จะนำพลาสมานั้นมาใช้ตามมาตรฐานสากล&amp;quot;.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/100721</URL_LINK>
                <HASHTAG>กลายพันธุ์, พลาสมา, ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ, โควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210322/image_big_6057eddd6ce45.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>100514</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/04/2021 08:31</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/04/2021 08:31</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;หมอยง&#039; ห่วงระบาดหนัก ไวรัสโควิดในไทย อาจกลายพันธุ์!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 เม.ย.64 - ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยา คลินิกภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์เฟซบุ๊ก Yong Poovorawan ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โควิด-19 ระบาดในประเทศไทย แพร่กระจายและติดต่อได้ง่าย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังที่ได้เคยเรียนมาแล้ว สายพันธุ์อังกฤษแพร่กระจาย ได้ง่ายและรวดเร็วกว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตัวอย่างที่เห็นชัด ก็ในประเทศอังกฤษ ในเดือนธันวาคม ทำให้ระบบการแพทย์ของอังกฤษ แทบล้มเหลว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สายพันธุ์เดิม &amp;nbsp;สมมุติว่าต้องรับเชื้อ 100 ตัว จึงจะติด และเกิดโรคได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สายพันธุ์ใหม่หรือสายพันธุ์อังกฤษ การรับเชื้ออาจจะเหลือแค่ 50 ตัว ก็สามารถติดและเกิดโรคได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สายพันธุ์นี้เกาะติดกับเซลล์ของเราได้ดีกว่า สายพันธุ์เดิม จึงแพร่กระจายได้ง่ายอย่างที่เห็น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มาตรการที่ใช้ในการป้องกันต้องมากกว่า สายพันธุ์เดิม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การระบาดในวงจรแรก จะอยู่ในสถานบันเทิง และจะอยู่ในตัวเมืองใหญ่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การแพร่กระจาย จะออกนอกตัวเมืองใหญ่ ไปยังตัวเมืองต่างจังหวัด ในวงจรต่อๆไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และจากต่างจังหวัดในตัวเมือง ก็จะเริ่มออกสู่อำเภอ และตำบล และจะลงสู่หมู่บ้าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เราเห็นตัวอย่างได้จากหลายประเทศ เริ่มจากเมืองใหญ่ก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การหยุดการเคลื่อนที่ของประชาชน เป็นหนึ่งในวิธี ของการหยุดการแพร่กระจาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ช่วงสงกรานต์ เป็นช่วงที่มีการเคลื่อนที่ของประชาชนมากที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การควบคุมต่อไปนี้ จะต้องใช้วิธีการที่มากขึ้น จึงจะควบคุมโรคได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การตรวจผู้สงสัยจะต้องตรวจเชิงรุก ทุกรายที่ตรวจให้ผลบวก จะต้องเข้าสู่โรงพยาบาลสนาม หรือโรงแรมที่กำหนด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้ป่วยที่มีอาการมากเท่านั้น จึงจะรับการรักษาไว้ในโรงพยาบาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โรงพยาบาลทุกแห่ง ควรเพิ่มอัตราการตรวจให้เพิ่มขึ้น และทางฝ่ายรัฐ จะต้องเป็นผู้ดูแล ผู้ที่ตรวจให้ผลบวกทั้งหมด และจัดสรร ผู้ที่มีอาการมาก เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถ้าให้โรงพยาบาลที่ตรวจพบ เป็นผู้จัดการผู้ป่วยเอง เพราะเมื่อจัดการไม่ได้ ก็จะงดการตรวจ หรือจำกัดการตรวจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ฝ่ายรัฐควรควบคุมค่าตรวจ ให้อยู่ในราคาที่เหมาะสม ในมาตรฐานเดียวทั้งประเทศ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และให้ห้องปฏิบัติการ ทุกคนช่วยกันตรวจให้มากที่สุด เพื่อแยกผู้ป่วยออกจากประชากรให้ได้มากที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความสามารถในการตรวจของประเทศไทยสูงมาก แต่ขณะนี้ผู้ต้องสงสัยหาที่ตรวจได้ยาก เพราะบางโรงพยาบาลจะจำกัดจำนวนการตรวจแต่ละวัน หรืองดการตรวจ ว่าน้ำยาหมด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตัวอย่างที่เราเห็นคือประเทศอินเดีย ที่ขณะนี้ยากเกินกว่าที่จะควบคุมโรคนี้ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อเกิดการระบาดมาก ก็มันจะเกิดเชื้อที่กลายพันธุ์เพิ่มขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในอินเดียมีเชื้อกลายพันธุ์ที่เรียกว่า &amp;nbsp;Double mutations สายพันธุ์อินเดีย &amp;nbsp;ที่ทำให้ติดได้ง่ายขึ้น และมีแนวโน้มที่จะลดประสิทธิภาพของวัคซีน เป็นสายพันธุ์ที่จะท้าทายความสามารถของมนุษย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเทศอินเดียอยู่ไม่ไกลจากเรา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และทำนองเดียวกัน ถ้าเรามีผู้ป่วยหรือระบาดจำนวนมาก ก็จะมีการกลายพันธุ์ของไวรัสได้ เราไม่อยากได้ยิน ชื่อไวรัส สายพันธุ์ประเทศไทย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/100514</URL_LINK>
                <HASHTAG>กลายพันธุ์, ยง ภู่วรวรรณ, อินเดีย, โควิด19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210407/image_big_606d9f9d7fe0b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>99903</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/04/2021 09:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/04/2021 09:14</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;แพทย์จุฬาฯ&#039;ห่วงอย่าปล่อยโควิดกลายพันธุ์ในไทย! ย้ำมีวินัยรักษาระยะห่าง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 เม.ย. 64 - ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า &amp;quot;ถ้าจะกลัวเรื่องสายพันธุ์...ต้องถามตัวเองว่าขณะนี้ยังมีวินัยรักษาระยะห่างหรือไม่....เท่านั้นก็พอครับ
การที่กล่าวถึงสายพันธุ์ สายพันธุ์ใหม่จากอังกฤษ&amp;nbsp; และอย่างที่องค์การอนามัยโลกก็ออกมาเตือน ไวรัสกลายพันธุ์คู่ชอง อินเดีย และเราก็ทราบแล้วว่าฟิลิปปินส์เป็นกลายพันธุ์คี่ คือ 3 และมีอีกหลายท่อนที่เปลี่ยนแปลงรหัสพันธุกรรมไปยังมโหฬาร ทั้งนี้ทั้งหลายทั้งปวงเกิดจากการปล่อยให้มีการแพร่ระบาดอย่างกว้างขวางจนกระทั่งไวรัสมีการผันแปรของรหัสพันธุกรรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การศึกษาที่รองรับเรื่องการ ผันแปรของรหัสพันธุกรรม ว่ามีผลจริงๆ&amp;nbsp; คือต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าการผันแปรดังกล่าวส่งผลทำให้เกิดมีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นจริงหรือที่เรียกว่า Functional mutations เช่นรายงานจากประเทศจีนในเดือนมีนาคมและเมษายน 2563 ผู้ป่วยติดเชื้อ 11 ราย มีการผันของรหัสพันธุกรรมในตำแหน่งต่างๆของยีนของไวรัส อู๋ฮั่น อย่างน้อย 33 แห่งและเมื่อนำไวรัสไปศึกษาในเซลล์เพาะเลี้ยงพบว่ามีการเพิ่มจำนวนได้มากกว่าเดิมเป็น 100 เท่า หรือทำการศึกษาในหนูแฮมสเตอร์ หรือ ในตัวมิ้งค์ ที่มีการติดเชื้อ โควิด-19 จากคน และมีการแปรรหัสพันธุกรรมจนเป็นลักษณะเฉพาะตัวของมิ้งค์ และทำให้เกิดโรคได้หลายอวัยวะ เป็นต้น และมิ้งค์รวมทั้งสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอื่นๆ ที่ติดเชื้อจากคนก็สามารถส่งเชื้อกลับมายังคนได้ แต่ในปัจจุบันอาการอย่างน้อยมากหรือไม่รุนแรงเลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้การผันของรหัสพันธุกรรมของไวรัสในท่อนต่างๆ แม้จะอยู่ใน assemblage หรือ clade หรือที่ชอบเรียกว่า &amp;ldquo;สายพันธ์ุ&amp;rdquo; เดียวกัน ส่งผลให้มีการติดเชื้อซ้ำซ้อนครั้งที่สองได้แม้ว่าห่างกันจากการติดเชื้อครั้งแรกเพียงหกสัปดาห์โดยการติดเชื้อครั้งที่สองมีความรุนแรงกว่าครั้งแรก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การสรุปว่าติดได้เก่งขึ้น หรือรุนแรงขึ้น จำเป็นที่ต้อง พิจารณาถึงปัจจัยร่วมอย่างอื่น ในจุดผันแปรย่อยๆของยีนของไวรัสทั้งหมดด้วย และต้องประกอบกับลักษณะของมนุษย์ที่ติดเชื้อแต่ละบุคคล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัจจัยด้อยที่ทำให้เปราะบาง และมีการให้การรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ ทันท่วงทีหรือไม่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ตัวที่&amp;rdquo;ร้ายกาจที่สุด&amp;rdquo;ที่ทำให้ควบคุมไม่อยู่คือพฤติกรรมไม่ระวังตนเอง มีการแพร่ การรับเชื้ออย่างง่ายดาย ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญอาจจะที่สุด ที่ทำให้แพร่ระบาดวิบัติ&amp;nbsp; การผันแปรรหัสพันธุกรรม จะนำไปสู่การติดเชื้อใหม่ได้ การฉีดวัคซีนไม่ได้ผล และอาจส่งผลไปทำให้การตรวจหาเชื้อกระบวนการพีซีอาร์ไม่เจอด้วย&amp;quot;.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/99903</URL_LINK>
                <HASHTAG>กลายพันธุ์, ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา, แพทย์จุฬาฯ, โควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210419/image_big_607ce645d7e10.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>96836</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/03/2021 08:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/03/2021 08:14</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;หมอยง&#039;ชี้สายพันธุ์แอฟริกาใต้-ไนจีเรียมีผลต่อวัคซีน ต้องสกัดเข้าไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 มี.ค. 64 - ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า &amp;quot;โควิดวัคซีน กับการกลายพันธุ์ของไวรัส&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่ผ่านมาโควิดไวรัสได้มีการกลายพันธุ์มาโดยตลอด จากที่เราทราบดีว่าจุดกำเนิดอยู่ที่ประเทศจีน สายพันธุ์ตั้งต้นตั้งแต่เราเรียกว่าสายพันธุ์ S สายพันธุ์ L&amp;nbsp; แล้วไปเจริญเติบโตเป็นสายพันธุ์ G&amp;nbsp; ในยุโรป ได้แพร่กระจายอย่างรวดเร็ว แต่ไม่ได้เปลี่ยนแปลงความรุนแรง หรือมีผลในระบบภูมิต้านทาน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สายพันธุ์ G จึงพบเกือบทั่วโลกในปัจจุบัน และแตกแยกย่อยเป็นสายพันธุ์ต่างๆ เป็น GH GR และ GRY เรียกว่าการระบาดในครึ่ง ปีหลังทั่วโลกเป็นสายพันธุ์ G เป็นส่วนใหญ่แล้ว เพราะแพร่กระจายได้ง่าย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมาสายพันธุ์ GR&amp;nbsp; ได้มีการเปลี่ยนแปลงพันธุกรรม ที่เราเรียกสายพันธุ์อังกฤษ หรือ B.1.1.7&amp;nbsp; หรือถ้าเรียกตามกรดอะมิโน ก็จะเป็นสายพันธุ์ GRY (G = glycine, R = arginine, Y = tyrosine)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สายพันธุ์อังกฤษแพร่กระจายได้เร็ว เพราะเหมาะกับการจับที่ตัวจับบนเซลล์ ACE2 ขณะนี้แพร่กระจายอย่างมากในยุโรปและเข้าสู่อเมริกา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนอีก 2 สายพันธุ์ที่เราพูดถึงกันบ่อยคือสายพันธุ์แอฟริกาใต้และสายพันธุ์บราซิล ทั้ง 2 สายพันธุ์นี้มีการเปลี่ยนแปลงในตำแหน่งสำคัญของกรดอะมิโน ที่เกี่ยวข้องกับระบบภูมิต้านทาน ถึงแม้ว่าจะไม่ทำให้โรครุนแรงขึ้น แต่การแพร่กระจายก็สามารถเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว&amp;nbsp; เช่นกันกับสายพันธุ์อังกฤษ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพราะมีการเปลี่ยนแปลงของกรดอะมิโน ในจุดสำคัญเช่นเดียวกับสายพันธุ์อังกฤษ จึงเป็นที่ต้องระวัง เพราะจากการศึกษาประสิทธิภาพของวัคซีนที่ผ่านมา มีประสิทธิภาพลดลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การกลายพันธุ์ที่จะต้องคํานึงถึง คือ ทำให้ไวรัสหรือโรคแพร่กระจายได้ง่ายขึ้น&amp;nbsp; ลดประสิทธิภาพของวัคซีน เพิ่มหรือ ลดความรุนแรงของโรค ในแต่ละการกลายพันธุ์จึงจำเป็นต้องมีข้อมูลทางคลินิกและระบาดวิทยาเข้ามาทำการศึกษาร่วมด้วย โดยมีหลักการทางทฤษฎีสนับสนุน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเทศไทยการระบาดในครั้งแรกเป็นสายพันธุ์ S&amp;nbsp; แต่การระบาดในครั้งนี้ที่เรียกว่าระบาดรอบใหม่ เป็นสายพันธุ์ GH และถ้าระบาดไปนานๆ เข้า เราเองก็จะต้องจับตามองว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงไปในทางทิศทางใด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในขณะเดียวกันสายพันธุ์ที่มีผลต่อประสิทธิภาพของวัคซีน อย่างเช่นสายพันธุ์แอฟริกาใต้ รวมทั้งสายพันธุ์ที่กำลังตรวจสอบอย่างเช่นสายพันธุ์ไนจีเรีย ก็มีจุดสำคัญในตำแหน่งที่จะทำให้ประสิทธิภาพของวัคซีนลดลง จะต้องป้องกันไม่ให้มาระบาดในประเทศไทย
การให้วัคซีนเร็วที่สุดจะช่วยลดการระบาด และการกลายพันธุ์ได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะนี้งานวิทยาศาสตร์สามารถถอดรหัสพันธุกรรมของไวรัสได้อย่างรวดเร็ว และมีการทำกันมากทั่วโลกเป็นประวัติการ ของการศึกษาไวรัส เมื่อเทียบกับในอดีตที่ผ่านมา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไม่เคยมีไวรัสตัวไหนที่มีการถอดรหัสพันธุกรรมมากมายเท่ากับไวรัส covid-19 ที่ทำกันมากทุกวันนี้ มนุษย์เองก็ต้องการที่จะเอาชนะไวรัสให้ได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไวรัสเองก็พยายามที่จะเปลี่ยนแปลงเพื่อความอยู่รอดของตัวเอง และในที่สุด จะต้องอยู่ร่วมกัน โดยทำร้ายกันให้น้อยที่สุด.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/96836</URL_LINK>
                <HASHTAG>กลายพันธุ์, วัคซีน, ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ, โควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210322/image_big_6057eddd6ce45.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
