<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>96244</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/03/2021 16:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/03/2021 16:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;หอการค้า&#039; เสนอ 4 แนวทางบริหารจัดการวัคซีนรับมือเปิดประเทศ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16 มี.ค.2564 นายกลินท์ สารสิน ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ตลอดหลายปีที่ผ่านมา หอการค้าไทยได้เน้นจุดยืนขององค์กรในเรื่องการลดความเหลื่อมล้ำ และการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการมาโดยตลอด ซึ่งปัจจุบันได้เห็นพัฒนาการที่ดีขึ้นมาโดยลำดับ อย่างไรก็ตามผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ยังเป็นสิ่งที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด และยังมีความท้าทายอีกหลายอย่างที่ประเทศไทยต้องเผชิญในปี 2564 นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;หลายประเทศทั่วโลกมีการฉีดวัคซีนกันไปมากพอสมควร ซึ่งถือเป็นผลดีกับการฟื้นตัวของเศรษกิจโลก ในขณะเดียวกัน ประเทศไทยจำเป็นต้องมีแผนการเปิดประเทศที่ชัดเจน เพื่อรองรับการกลับมาของเศรษฐกิจ จึงฝากการบ้านไปถึงทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องว่าเศรษฐกิจโลกกำลังจะฟื้นแล้ว ประเทศไทยเตรียมพร้อมรับการฟื้นตัวดังกล่าวได้ทันหรือไม่&amp;rdquo; นายกลินท์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความสำคัญเร่งด่วนในขณะนี้ คือ แผนบริหารจัดการวัคซีนที่ชัดเจน โดยหอการค้าไทยเสนอ 4 แนวทางสำหรับเรื่องดังกล่าว ได้แก่ 1) การกระจายวัคซีนอย่างทั่วถึง โดยในภาคธุรกิจนั้น กลุ่มที่มีความเสี่ยงในธุรกิจบริการ ที่ต้องมีการติดต่อทั้งกับคนไทยและคนต่างชาติ ควรได้รับการฉีดเป็นลำดับต้น ๆ 2) รัฐต้องมีแผนกระจายวัคซีนที่ชัดเจน เพื่อให้เอกชนสามารถบริหารจัดการธุรกิจ ให้สอดคล้องกับแผนการกระจายวัคซีนได้อย่างมีประสิทธิภาพ 3)เร่งฉีดอย่างรวดเร็วซึ่งเอกชนสามารถร่วมทำแผนการกระจายวัคซีน เพื่อให้เข้าถึงประชาชนอย่างรวดเร็ว และบริษัทที่มีกำลัง ก็ยินดีจ่ายค่าวัคซีนให้พนักงานเอง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ตามที่รัฐบาลอยู่ระหว่างจัดหาและกระจายการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ให้แก่ประชาชน และสนับสนุนให้ภาคเอกชนจัดหาวัคซีนเพื่อฉีดให้แก่พนักงานของตนเอง โดยสถานพยาบาลของรัฐ หรือโรงพยาบาลเอกชนนั้น หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ได้ทำการสำรวจความต้องการของสถานประกอบการ ซึ่งขณะนี้รวมได้ประมาณ 750,000 คน และคาดว่าทั้งหมดประมาณ 1 ล้านคน ซึ่งเราจะนำปริมาณความต้องการนี้ ไปหารือกับภาครัฐในการจัดหาวัคซีน เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการเปิดประเทศปลอดภัยต่อไป และ 4) การสื่อสารสร้างความมั่นใจ โดยทุกฝ่ายต้องช่วยกันสื่อสารชี้แจงถึงความปลอดภัยของวัคซีน ซึ่งจะเป็นแนวทางในการฟื้นฟูเศรษฐกิจของไทยให้เร็วยิ่งขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้การทำงานร่วมกับภาครัฐถือเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างมากในการพลิกฟื้นเศรษฐกิจ ซึ่งหอการค้าไทยได้เข้าไปร่วมอยู่ในคณะกรรมการชุดต่าง ๆ ของภาครัฐ เพื่อผลักดันแนวทางการปฏิรูปเศรษฐกิจให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เช่น เรื่อง Vaccine Passport สำหรับชาวต่างชาติที่จะเดินทางเข้ามาในประเทศไทย การวางแผนรองรับการเปิดประเทศ เรื่องการปรับปรุงกฎระเบียบต่าง ๆ ที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจ (Ease of Doing Business) เรื่องการท่องเที่ยวคุณภาพสูง รวมไปถึงการประยุกต์ใช้ Happy Model หรือ โมเดลอารมณ์ดี มีความสุข (กินดี อยู่ดี ออกกำลังกายดี แบ่งปันสิ่งดี ๆ)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งได้นำเสนอต่อนายกรัฐมนตรีไปแล้ว สิ่งเหล่านี้จะมีการบูรณาการร่วมกันหลายหน่วยงาน เพื่อให้เกิดประโยชน์กับประเทศไทยมากที่สุด นอกจากนั้น ยังมีเรื่องเกษตรมูลค่าสูงที่จะต้องดําเนินการอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทั้งการท่องเที่ยวคุณภาพสูงและเกษตรมูลค่าสูงจะเป็นจุดแข็งของประเทศที่จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างรายได้ที่ยั่งยืนต่อไป โดยหอการค้าไทยก็มีแนวทางในการส่งเสริมและช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs และเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สิ่งที่ยังต้องจับตามองในปีนี้ก็คือเรื่อง อากาศสะอาด และการบริหารจัดการน้ำ โดยที่ผ่านมา หอการค้าไทยได้เสนอร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดต่อรัฐสภาไปแล้ว ซึ่งรอการพิจารณาอยู่ นอกจากนั้น เรื่องการบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูร้อนนี้ ก็เป็นสิ่งที่น่ากังวลมากพอสมควร ซึ่งจะต้องติดตามความคืบหน้ากันต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ปลายเดือนนี้ หอการค้าไทยจะมีการเลือกตั้งคณะกรรมการชุดใหม่ แทนชุดเดิมที่หมดวาระลง แต่ก็เชื่อมั่นว่า แนวทางที่หอการค้าไทยได้ดำเนินการมาโดยตลอดไม่ว่าจะยุคสมัยใด จะสร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม ดังนั้น ไม่ว่าใครจะมาเป็นประธาน หรือเป็นกรรมการก็ตาม ทุกคนจะร่วมมือกันเพื่อประเทศชาติต่อไป โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่จะเข้ามาช่วยเสริมและสานเจตนารมณ์ของหอการค้าต่อไป&amp;rdquo; นายกลินท์ กล่าวทิ้งท้าย
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/96244</URL_LINK>
                <HASHTAG>กลินท์ สารสิน, ฉีดวัคซีน, หอการค้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210316/image_big_60507bf19ecd8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>91648</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/02/2021 15:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/02/2021 15:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หอการค้ายื่น10ข้อวอนคลังดูแลช่วยเหลือเอกชน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1 ก.พ.2564 &amp;nbsp;นายกลินท์ สารสิน ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยภายหลังการนำคณะกรรมการเข้าพบ นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพื่อเสนอมุมมองของภาคเอกชนต่อการผลักดันเศรษฐกิจของประทศ ว่า ภาคเอกชนขอขอบคุณกระทรวงการคลังที่ได้ออกมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการ ได้แก่ ขยายเวลาการยื่นแบบแสดงรายการและชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี 2563 โดยขยายไปถึง 30 มิถุนายน 2564 การลดอัตราจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างรอบปี 2564 ลง 90% และให้จัดเก็บจริงเพียง 10% การสนับสนุนการลดหย่อนภาษีเงินได้สำหรับเอกชนผู้ปลูกป่าเศรษฐกิจ EXIM BANK ขยายระยะเวลาสินเชื่อเพื่อการลงทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต โดยให้บริการถึง วันที่ 30 มิถุนายน 2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับข้อเสนอที่หอการค้าไทยได้ร่วมหารือกับกระทรวงการคลัง ประกอบด้วย 1. การเตรียมความพร้อมเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยว ภายหลังสถานการณ์ โควิด 19 คลี่คลาย ขอให้สนับสนุนโครงการ Digital Tourism Platform (TAG THAI) เพื่อเป็นแหล่งข้อมูลด้านการท่องเที่ยว และอำนวยความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศ ในรูปแบบ One Stop Services ตลอดจน และขอให้มีการจัดเก็บภาษี OTA ต่างชาติ เพื่อให้เม็ดเงินไหลเวียนภายในประเทศ ซึ่งกระทรวงฯ แจ้งว่ากฎหมายภาษีออนไลน์ ได้ผ่านสภาฯ แล้ว คาดว่าจะมีผลบังคับใช้ประมาณไตรมาส 4 ของปีนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. การออกมาตรการสนับสนุนผู้ประกอบการภาคเอกชนเพื่อร่วมดูแลและป้องกันการระบาดโควิด 19 ขอให้ออกมาตรการลดหย่อนภาษีหรือสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการตรวจหาเชื้อโควิด 19 (Tax Break Active Testing) สำหรับนายจ้างที่ออกค่าใช้จ่ายให้ลูกจ้าง และสนับสนุนให้มีการฉีดวัคซีนในกลุ่มแรงงานต่างด้าว ซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยง โดยออกมาตรการลดหย่อนภาษีหรือสนับสนุนค่าใช้จ่ายบางส่วนในการฉีดวัคซีน กระทรวงฯ ได้ขอให้หอการค้าไทยได้นำเสนอเรื่องนี้ในที่ประชุม ศบค. ได้พิจารณา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.การจัดตั้งกองทุน Asset Warehousing และ กองทุน Real Estate Investment Trust (REIT) โดยขอให้สนับสนุนการจัดตั้งกองทุน Asset Warehousing และ รัฐบาลเป็นเจ้าภาพและจัดตั้งกองทุน REIT เพื่อให้ความช่วยเหลือธุรกิจโรงแรม เรื่องนี้ กระทรวงฯ อยู่ระหว่างการหารือในรายละเอียดร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คาดว่าจะมีความชัดเจนในระยะเวลาอันใกล้ (ไม่เกินสัปดาห์นี้ หรือสัปดาห์หน้า)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4.การเสริมสร้างขีดความสามารถของธุรกิจค้าปลีก อาทิ ขอให้ธนาคารปล่อยสินเชื่อให้ SME คู่ค้าซึ่งมีอยู่จำนวนมาก ผ่านแพลตฟอร์มค้าปลีก โดยผู้ค้าปลีกรายใหญ่ร่วมสนับสนุนการพิจารณาคุณสมบัติและติดตามการชำระสินเชื่อ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5.มาตรการด้านภาษีเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ อาทิ ขอให้เครดิตภาษีหรือผ่อนชำระภาษีได้ภายในระยะเวลา 1 ปี ขอให้มีการบรรเทาภาระภาษี เช่น การปรับลดอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้สอดคล้องกับอัตราภาษีนิติบุคคล และ คืนเงินภาษีมูลค่าเพิ่มให้เร็วขึ้นเพื่อเพิ่มสภาพคล่องทางการเงิน การปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตและภาษีท้องถิ่น การขยายระยะเวลาการจัดเก็บภาษีความหวานระยะที่ 2 สำหรับเครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์ โดยกระทรวงฯ ขอให้กรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับภาษี ได้นำข้อเสนอไปดูรายละเอียดต่อไป และขอให้กรมสรรพากรได้ดูเรื่องการขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะในส่วนของงานอีเว้นท์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6.มาตรการช่วยเหลือและกระตุ้นภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โดยหารือกับกระทรวงฯ ในมาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอน และค่าธรรมเนียมการจดจำนอง สำหรับที่อยู่อาศัยไม่เกิน 3 ล้านบาทต่อหน่วย ขอให้ระบุเพื่อให้มีความชัดเจนในรายละเอียดว่า เฉพาะในส่วนของมูลค่า 3 ล้านบาทแรก ของทุกระดับราคา ทั้งที่อยู่อาศัยใหม่ และบ้านมือสอง และขอให้เร่งประกาศกระทรวงมหาดไทย ให้มีผลบังคับใช้โดยเร็ว เพื่อไม่ให้เกิดภาวะชะลอการซื้อขายและโอนกรรมสิทธิ์ อีกทั้ง ขอสนับสนุนให้ยกเลิกการบังคับใช้มาตรการ LTV เป็นการชั่วคราว เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนที่มีกำลังซื้อ สามารถซื้อที่อยู่อาศัยเพื่อการลงทุนได้มากขึ้น ซึ่งกระทรวงฯ รับเรื่องไว้พิจารณา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7.มาตรการป้องกันการทุจริตในการจัดซื้อจัดจ้าง ตาม พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 อาทิ ขอให้มีการจัดหาทุนสนับสนุนดำเนินงานของโครงการข้อตกลงคุณธรรม (Integrity Pact) ให้เพียงพอ รวมทั้ง ผลักดันให้มาตรฐานการเปิดเผยฐานข้อมูลโครงการความโปร่งใสในการก่อสร้างภาครัฐ (Construction Sector Transparency Initiative : CoST) ใช้กับโครงการก่อสร้างทุกประเภท กระทรวงฯยินดีให้การสนับสนุนข้อเสนอของหอการค้าไทย เพื่อประโยชน์ของประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8.การเสริมสร้างขีดความสามารถธุรกิจพาณิชยนาวี ขอให้พิจารณาออกมาตรการ การอำนวยความสะดวกในการถ่ายลำ การพิจารณายกเว้นภาษี Input Tax สำหรับการนำเรือ Super Yacht เข้ามาทำการค้าชั่วคราวในน่านน้ำไทย ตลอดจน ขอให้ออกมาตรการทางการเงินเพื่อเสริมสภาพคล่องให้แก่ธุรกิจพาณิชยนาวี อาทิ มาตรการพักชำระหนี้ , มาตรการเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ , ยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) หรือภาษีนิติบุคคล ที่ใช้สำหรับการซ่อมบำรุงดูแลรักษาเรือ ท่าเทียบเรือ หรือ อู่เรือ นอกจากนี้ ขอให้มีการออกมาตรการเกี่ยวกับการตรวจคัดกรองเชื้อโควิด-19 ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจพาณิชยนาวี หากมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมขึ้นแก่ผู้ประกอบการ ขอให้ภาครัฐช่วยสนับสนุนค่าใช้จ่ายดังกล่าว เนื่องจากเป็นต้นทุนของผู้ประกอบการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9. แนวทางการพัฒนาด้านการค้าชายแดน ขอให้มีการกำหนดจุด Single Stop Inspection (SSI) และSingle Window Inspection (SWI) ณ ท่าเรืออเนกประสงค์คลองใหญ่ จังหวัดตราด เพื่ออำนวยความสะดวก สำหรับการเดินเรือชายฝั่งจากกัมพูชาและเวียดนาม ในด้านการพัฒนาจุดผ่านแดนถาวร ขอให้เร่งรัดและผลักดันงบประมาณการพัฒนาจุดผ่านแดนถาวรห้วยโก๋น อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.น่าน และ จุดผ่านแดนถาวรภูดู่ จ.อุตรดิตถ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10. การเพิ่มช่องทางให้เข้าถึงแหล่งหางานทำ ตามที่ กระทรวงการคลัง นำ Application มาใช้ในการลงทะเบียนรับสิทธิ์ และเป็นช่องทางจ่ายเงินให้ความช่วยเหลือแก่ภาคประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด 19 อาทิ เป๋าตัง ถุงเงิน นั้น ขอเสนอให้ใช้ Application เป็นช่องทางในการประชาสัมพันธ์การรับสมัครงานด้วย โดยเฉพาะการขาดแรงงานเก็บผลไม้ตามฤดูกาลของภาคตะวันออก ทั้งนี้ เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนที่ต้องการมีงานทำหรือต้องการหารายได้เพิ่ม สามารถเข้าถึงแหล่งข้อมูลการหางานทำได้ง่ายขึ้น กระทรวงฯ โดยสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) จะประสานงานกับกระทรวงแรงงานต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม กระทรวงการคลัง ได้รับข้อเสนอของหอการค้าไทย โดยจะให้มีการประสานงานและติดตามความคืบหน้าในเรื่องต่างๆ ของหน่วยงานที่รับผิดชอบ และจะรายงานผลให้ทราบภายใน 1 เดือนหลังจากนี้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/91648</URL_LINK>
                <HASHTAG>กลินท์ สารสิน, ยื่นข้อเสนอ 10 ข้อ, สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย, อาคม เติมพิทยาไพสิฐ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210201/image_big_6017b4aca5324.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>82274</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/10/2020 12:10</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/10/2020 12:10</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หอการค้าจับตาปัญหาการเมืองกระทบศก.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 ต.ค&amp;nbsp; 2563 นายกลินท์ สารสิน ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยถึงภาวะเศรษฐกิจในไตรมาสสุดท้ายว่า หอการค้าเตรียมจะหารือกับคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เพื่อประเมินสภาพเศรษฐกิจโดยรวม ซึ่งเติมทีคาดว่า จะฟื้นตัวดีขึ้น แต่หลังจากมีปัญหาการเมืองที่ยังไม่สามารถมีข้อยุติ ซึ่งหากเกิดความยืดเยื้อย่อมจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจภาพรวมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ขณะที่โครงการของรัฐอย่างคนละครึ่ง และ ช้อปดีมีคืน ที่นำออกมากระตุ้นการใช้จ่ายช่วงไตรมาสสุดท้ายนั้น ทางหอการค้ายังไม่มีตัวเลข แต่คงต้องติดตามการดำเนินการซักระยะว่า จะส่งผลให้มียอดจับจ่ายเพิ่มขึ้นมากแค่ไหน

&amp;quot;ในตอนนี้ได้สั่งการให้มหาวิทยาลัยหอการค้าไปทำการสำรวจสถานการณ์ของผู้ประกอบการทั่วประเทศว่าจะได้รับผลกระทบอะไรบ้าง หากความคลุมเครือทางการเมืองมีความยืดเยื้อย่อมส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจแน่นอน&amp;quot; นายกลินท์ กล่าว

ขณะเดียวกันเรื่องของนักลงทุนต่างชาติที่เคยสอบถามเกี่ยวกับสถานการณ์ลงทุนในไทยนั้น ตอนนี้กลุ่มนักลงทุนต่างชาติกำลังอยู่ในช่วงเฝ้าติดตามสถานการณ์ในไทยอย่างใกล้ชิด และกำลังดูว่า แนวทางการตั้งคณะกรรมการสมานฉันท์ปรองดองจะนำไปสู่การหาทางออกได้หรือไม่&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/82274</URL_LINK>
                <HASHTAG>#เศรษฐกิจไทย, กลินท์ สารสิน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181205/image_big_5c07434b710b7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>73497</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/08/2020 15:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/08/2020 15:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>การส่งออก-ท่องเที่ยวโคม่า&#039;กกร.&#039;ปรับลดจีดีพี63 ติดลบ9%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
5 ส.ค. 2563 นายกลินท์ สารสิน ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยในฐานะประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ว่าแม้เครื่องชี้เศรษฐกิจในเดือนมิ.ย. 2563 จะหดตัวน้อยลง แต่เศรษฐกิจไทยโดยรวมก็ยังอ่อนแออยู่มาก ไม่ว่าจะเป็นการส่งออก การท่องเที่ยว และการใช้จ่ายภายในประเทศ โดยในไตรมาสที่ 2 ปี 2563 เศรษฐกิจไทยคงจะหดตัวในอัตราเลขสองหลัก ที่ประชุมจึงมีความเป็นห่วงต่อเศรษฐกิจไทยในช่วงข้างหน้า ซึ่งยังขาดแรงขับเคลื่อนสำคัญจากภาคการท่องเที่ยวและการส่งออก ขณะที่มาตรการเยียวยาฯ กำลังจะสิ้นสุดลง และสถานการณ์การจ้างงานยังเปราะบาง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้จึงปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยในปี 2563 ลงมาเป็น -9.0% ถึง -7.0% จากเดิมที่คาดการณ์ว่าจะอยู่ที่ -8.0% ถึง -5.0% และปรับลดคาดการณ์การส่งออกลงมาที่ -12.0% ถึง -10.0% จากเดิมที่คาดการณ์ว่าจะอยู่ที่ -10.0% ถึง -7.0% ขณะที่ยังคงคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อทั่วไปไว้ตามเดิม ที่ -1.5% ถึง -1.0% &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ในช่วงที่เหลือของปี 63 เศรษฐกิจไทยยังมีแนวโน้มหดตัวต่อเนื่อง โดยมีแรงฉุดหลักจากเศรษฐกิจโลกที่ถดถอยหลังการระบาดของโควิดยังเพิ่มสูงขึ้นและบางประเทศพบจำนวนผู้ติดเชื้อรอบใหม่ ที่จีน ญี่ปุ่น เวียดนาม ฮ่องกง เป็นต้น ส่งผลให้การค้าและการเดินทางระหว่างประเทศคงยากที่จะฟื้นตัวกลับมาได้เร็ว ขณะเดียวกัน เงินบาทที่ผันผวนและเริ่มมีทิศทางแข็งค่า ก็ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออก นอกจากนี้ กำลังซื้อครัวเรือนและภาคธุรกิจที่ชะลอตัว ประกอบกับความไม่แน่นอนในตลาดการจ้างงาน ยังเป็นปัจจัยลบที่กดดันการใช้จ่ายในประเทศอย่างต่อเนื่อง&amp;rdquo;นายกลินท์ กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม กกร. จะมีการจัดตั้งคณะทำงาน กกร. ร่วมกับสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย และสภาธุรกิจตลาดทุนไทย เพื่อร่วมกันจัดเตรียมแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจ นอกจากนี้ยังมีคณะกรรมการปฏิรูปเศรษฐกิจโดยจะมีการผลักดันแผน 4 เรื่องเพื่อให้เกิดผลได้จริง ได้แก่ 1. การส่งเสริมและพัฒนาการท่องเที่ยวเชิง Wellness 2. การยกระดับการเกษตรมูลค่าสูง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;3. การเพิ่มโอกาสของผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็กในธุรกิจเป้าหมาย และ 4. การยกระดับสู่การเป็นศูนย์กลางด้านการค้าและการลงทุนของภูมิภาค ทั้งนี้ เมื่อได้ข้อสรุปแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจดังกล่าวแล้ว จะนำไปหารือและเสนอให้มีมาตรการช่วยเหลือจากทีมเศรษฐกิจชุดใหม่ในเร็วๆ นี้ นอกจากนี้ กกร. การจัดตั้งคณะกรรมการภาษีเพื่อจัดทำข้อเสนอมาตรการทางภาษี (ภาษีสรรพากร) เพื่อช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 และจะนำข้อเสนอดังกล่าวนำเสนอรัฐบาลให้ได้พิจารณาต่อไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/73497</URL_LINK>
                <HASHTAG>กกร., กลินท์ สารสิน, เศรษฐกิจไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200805/image_big_5f2a728fb38a1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>43134</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/08/2019 10:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/08/2019 10:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“จุรินทร์”ตั้งวอร์รูม ติดตามสถานการณ์สงครามการค้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 ส.ค.2562 นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการประชุมร่วมกับนายกลินท์ สารสิน ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และหอการค้าไทย และคณะว่า ได้มีการหารือเพื่อเพิ่มมูลค่าการค้าของประเทศ ท่ามกลางสถานการณ์สงครามการค้าว่าไทยจะเดินหน้าการค้าในตลาดโลกให้เพิ่มขึ้นได้ยังไง โดยมีความเห็นร่วมกันว่าจะตั้งวอร์รูมร่วมระหว่างกระทรวงพาณิชย์กับภาคเอกชน เพื่อติดตามสถานการณ์และหาทางออกร่วมกัน เพื่อเดินหน้าผลักดันการค้าไทยสู่ตลาดโลก รวมทั้งจะมีการตั้งคณะทำงานร่วมในการเจาะลึกการส่งออกทั้งรายสินค้า บริการ และรายตลาด เท่าที่กระทรวงพาณิชย์จะสนับสนุนภาคเอกชนในการเป็นทัพหน้าผลักดันการส่งออก เพื่อสร้างรายได้เข้าประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการค้าระหว่างประเทศ เห็นด้วยที่จะให้มีการเร่งรัดการเจรจาความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค หรืออาร์เซ็ป ให้จบภายในปีนี้ การเดินหน้าเจรจาความตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ที่ค้างอยู่อย่างเอฟทีเอไทย-สหภาพยุโรป (อียู) และการเจรจาทำเอฟทีเอกับอังกฤษ รวมถึงต้องหาข้อสรุปการเข้าร่วมความตกลงที่ครอบคลุมและก้าวหน้าสำหรับหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (ซีพีทีพีพี)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกัน จะเร่งรัดผลักดันการค้าชายแดน เพราะตลาดชายแดนเป็นตลาดสำคัญ มีขนาดใหญ่ และมีอัตราการขยายตัวที่ดี โดยทางภาคเอกชนต้องการให้รัฐบาลเร่งเปิดด่านที่ค้างอยู่ เพื่อให้สามารถเพิ่มยอดมูลค่าการค้าขายชายแดนให้เป็นรูปธรรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการปรับปรุงกฎระเบียบหรือกฎหมาย ได้ตั้งคณะทำงานร่วมกันในการพิจารณา เพื่อปรับปรุงกฎระเบียบ กฎหมาย ที่เป็นอุปสรรคทางการค้าหรือล้าสมัย และเมื่อได้ข้อสรุปแล้ว กระทรวงพาณิชย์จะดำเนินการแก้ไขและผลักดันให้ผ่านกระบวนการทางรัฐสภาต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ข้อเสนอทั้งหมดนี้ จะนำเข้าไปพูดคุยกันอีกครั้งในการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนในส่วนของกระทรวงพาณิชย์ หรือกรอ.พาณิชย์ในวันที่ 14 ส.ค.2562 อีกครั้ง เพื่อร่วมกันขับเคลื่อน&amp;rdquo;นายจุรินทร์กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกลินท์ สารสิน ประธานหอการค้าไทย กล่าวว่า สำหรับด่านชายแดนที่เสนอให้กระทรวงพาณิชย์ช่วยผลักดันให้เป็นด่านถาวร ประกอบด้วย จุดผ่อนปรนบ้านห้วยต้นนุ่น จังหวัดแม่ฮ่องสอน จุดผ่านแดนถาวร สะพานมิตรภาพไทย-เมียนม่า แห่งที่2 จุดผ่อนปรนพิเศษสิงขร จุดผ่อนปรนช่องอานม้า จังหวัดอุบลราชธานี จุดผ่อนปรนช่องสายตะกู จังหวัดบุรีรัมย์ และช่องทางการค้าทางธรรมชาติบ้านท่าเส้น จังหวัดตราด &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/43134</URL_LINK>
                <HASHTAG>)กระทรวงพาณิชย์, กลินท์ สารสิน, จุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์, ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190718/image_big_5d3035ad4fecb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>43066</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/08/2019 10:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/08/2019 10:49</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เอกชนตบเท้าพบธปท. อ้อนขอลดดอกเบี้ยอีก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 ส.ค. 2562 นายกลินท์ สารสิน ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ภาคเอกชนทั้งสภาหอการค้าฯ และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)ได้เข้าพบนายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) เพื่อหารือถึงปัญหาด้านการค้าการลงทุนต่าง ๆ โดยสภาหอการค้าฯ ได้มีข้อเสนอให้ ธปท. ลดอัตราดอกเบี้ยดอกเบี้ยเพิ่มเติม เพราะเงินบาทยังแข็งค่าอยู่ และให้ดูแลการเคลื่อนย้ายเงินทุน ดูเงินไหลเข้าไหลออก หากพบสัญญาเก็งกำไรให้มีมาตรการดูแล ซึ่ง ธปท.ชี้แจงว่า ค่าเงินเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจ คือดุลบัญชีเดินสะพัดไทยสูง และการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) มีมาก โดยจะทำอย่างไรให้โครงสร้างเศรษฐกิจเอื้อต่อการดูแลค่าเงินบาทในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ยังเสนอให้ ธปท. สนับสนุนไทยเป็นศูนย์กลางของการเงิน เพราะตอนนี้การค้าขายมีการใช้เงินลงทุนผ่านสิงคโปร์ มองว่าถ้าไทยยังไม่เป็นศูนย์กลางการเงิน ทำให้ยังใช้ดอลลาร์อยู่ดี รวมทั้งสนับสนุนสกุลเงินท้องถิ่นมากขึ้น และให้ใช้สกุลเงินบาทในการค้าขาย เช่นในหลายประเทศได้ใช้เงินบาทแล้ว โดยออสเตรเลียมีสัดส่วน 34% ด้านลาว 60% พม่า 50% ถือเป็นเรื่องที่ดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ต้องขอบคุณผู้ว่าการ ธปท.ที่ลดดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ถือเป็นเรื่องที่ดี แต่ต้องมีมาตรการอื่นมาเสริมด้วย โดยสภาหาการค้าฯได้มาเสนอมาตรการ รวมทั้งมารายงานปัญหา ซึ่งผู้ว่าการ ธปท.ก็ได้เห็นด้วย และรับไปพิจารณาศึกษาข้อเสนอต่าง ๆ โดยเป็นการหารือไม่ใช่ต้องทำตาม&amp;rdquo; นายกลินท์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามที่ผ่านมามีผู้ประกอบการร้องเรียนมาก โดยเฉพาะการส่งออกภาคเกษตร เพราะขีดความสามารถมีปัญหา จากเงินบาทแข็ง ซึ่งเมื่อเทียบคู่แข่งที่มีค่าเงินอ่อน แต่เงินบาทไทยก็แข็ง ทำให้มีความเป็นห่วง และจีนได้ปล่อยค่าเงินหยวนลดลงมาอ่อนอีก ทำให้ผู้ประกอบการไทยมีปัญหามาก จึงขอให้ธปท.ต้องดูมาตรการอื่นมาเสริมโดยด่วน เพื่อไม่ให้กระทบต่อความสามารถแข่งขัน และฝากรัฐบาลดูเรื่องค่าแรง ถ้าเพิ่มค่าแรงจะกระทบเพิ่มอีกมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอธิป พีชานนท์ นายกกิตติมศักดิ์ สมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร กล่าวว่า ได้มาเสนอตัวเลือกเพื่อช่วยลดผลกระทบจากมาตรการคุมสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ (แอลทีวี) ทั้งการไม่ใช้ราคาประเมินจากบริษัทประเมินราคาที่ดินหรือธนาคารซึ่งมีความน่าเชื่อถือ มาเป็นใช้ราคาซื้อขายจริงแทน ทำให้พบปัญหาได้ในอนาคต และเรื่องผู้กู้ร่วมหรือการค้ำประกัน ซึ่งได้รับผลกระทบแล้ว เพราะไม่อยากมีใครกู้ร่วม เนื่องจากหากขอกู้เองจะทำให้เป็นสัญญาที่ 2 ตามเกณฑ์ธปท.ซึ่งจะต้องมีเงินดาวน์ รวมทั้งขอขยายเวลาผ่อนดาวน์เพราะไม่สอดคล้องกับการก่อสร้าง โดยบ้านจัดสรรใช้เวลาก่อสร้าง 5-6 เดือนเท่านั้น ส่วนคอนโดใช้เวลา 2 ปี มองว่ามาตรการใช้ร่วมกันทั้งแนวราบและแนวสูงไม่ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ได้เสนอควรตั้งคณะทำงานทบทวนมาตรการแอลทีวีเป็นรายไตรมาส เพื่อดูผลกระทบและแก้ไข ซึ่งปัญหาคือระยะเวลาผ่อนดาวน์จนก่อสร้างเสร็จ ใช้เวลาไม่เท่ากัน เป็นการฝืนตลาด เป็นการฝืนธรรมชาติ ธปท.จะมีวิธีไหนผ่อนปรนให้ตลาดขยับได้ มาตรการแอลทีวีใช้รวมกันทั้งแนวราบ แนวสูงไม่ได้ เพราะแนวราบไม่พบเก็งกำไรมาหลายสิบปีแล้ว และยังทำให้อัตราการกู้ไม่ผ่านเพิ่มขึ้นเท่าตัว จากปกติกู้ไม่ผ่าน 20% แต่ตอนนี้กู้ไม่ผ่านถึง 40% อาจทำให้ตลาดทรุดลงไปอีก&amp;rdquo; นายอธิป กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/43066</URL_LINK>
                <HASHTAG>กลินท์ สารสิน, ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.), ลดอัตราดอกเบี้ย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181205/image_big_5c07434b710b7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>23545</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/12/2018 10:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/12/2018 10:18</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กกร. มั่นใจเศรษฐกิจไทยปี 61 ยังเติบโตตามกรอบ 4.4% แน่นอน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:12.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:12.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:12.0pt&quot;&gt;กกร.ชี้เศรษฐกิจไทยยังเติบโตมั่นคง จีดีพีรวมทั้งปียังคงกรอบล่างที่ 4.4% ส่งออกคาดยังสดใสโตที่ 8% ชี้ปีหน้ายังดีจากปัจจัยการลงทุนของรัฐ-เอกชนส่งผลจีดีพีอยู่ในกรอบ 4-4.3% แต่ยังต้องจังตาควทมผันผวนของสถานการณ์โลก &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:12.0pt&quot;&gt;นายกลินท์ สารสิน ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยถึงการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน(กกร.) ประกอบด้วย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) และสมาคมธนาคารไทย ประจำเดือนธ.ค. 2561ว่า กกร.ประเมินเศรษฐกิจไทยไตรมาสสุดท้ายของปีนี้น่าจะขยายตัวจากแรงหนุนมาตรการเศรษฐกิจภาครัฐและการส่งออกที่เติบโตจึงมีมติคงตัวเลขเศรษฐกิจ(จีดีพี)ปีนี้ที่กรอบล่างคือ เติบโต 4.4% ขณะที่การส่งออกปีนี้คาดว่าจะเติบโตถึง 8%เช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:12.0pt&quot;&gt;ขณะที่ปี 2562 ประเมินตัวเลขเศรษฐกิจขยายตัวไม่ต่ำกว่า4%แน่นอน หรืออยู่ในกรอบ 4.0-4.3% มีปัจจัยมาจากการลงทุนของภาคเอกชนที่จะได้รับอานิสงส์จากการลงทุนของภาครัฐที่มีอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนการใช้จ่ายของครัวเรือนภายหลังการเลือกตั้งทั่วไป บวกกับการทยอยฟื้นตัวของการท่องเที่ยวที่จีนกลับมาแล้ว อย่างไรก็ตามยอมรับว่าการส่งออกมีแนวโน้มชะลอตัวลง ตามการชะลอของเศรษฐกิจหลักๆของโลกที่เผชิญความไม่แน่นอนหลายเรื่อง ประกอบกับต้องติดตามประเด็นการค้าระหว่างสหรัฐฯและจีนที่หากคลี่คลายในทางที่ดีจะบรรเทาผลกระทบที่มีต่อการส่งออก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;สำหรับปัจจัยบวกในประเทศปีหน้ามีเรื่องการเลือกตั้ง ซึ่งคาดว่าจะส่งผลให้เงินสะพัดในช่วงต้นปีหน้า และเศรษฐกิจจะกลับมาฟื้นตัวปกติได้ในช่วงกลางปี 2562 ขณะเดียวกันยังมีมาตรการช็อปช่วยชาติที่จะเริ่มในวันที่ 15 ธ.ค.2561-15 ม.ค.2562 ที่จะช่วยให้เกษตรกรสวนยางมีรายได้จากการเพิ่มจำนวนการใช้ยางล้อมากขึ้นในช่วงมาตรการช็อปช่วยชาติด้วย คาดว่าจะส่งผลให้มีเม็ดเงินหมุนเวียนมากขึ้นประมาณ 1-1.5 หมื่นล้านบาท เพิ่มจีดีพีได้ประมาณ 0.1-0.2%&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานส.อ.ท.กล่าวว่า มาตรการกระตุ้นกำลังซื้อของรัฐบาล ทั้งมาตรการช้อปช่วยชาติ มาตรการคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม(แวต)5% ช่วงตรุษจีน เหล่านี้เป็นเรื่องที่ดี เพราะมีกลุ่มที่พร้อมซื้อสินค้าเพื่อลดหย่อนภาษีอยู่แล้ว โดยเฉพาะชนชั้นสูงและชนชั้นกลาง อย่างไรก็ตามสิ่งที่กกร.อยากฝากถึงรัฐบาลคือ ควรกำหนดเวลาในการประกาศมาตรการที่เหมาะสม ไม่ควรประกาศเร็วเกินไป อาทิ มาตรการคืนแวต ควรประกาศล่วงหน้าก่อนเริ่มมาตรการไม่นาน เพราะหากประกาศเร็วเกินไปจะทำให้ประชาชนชะลอกำลังซื้อ เพื่อรอซื้อในช่วงเวลาที่มาตรการบังคับใช้ ทำให้กำลังซื้อก่อนมาตรการประกาศใช้ชะลอตัวลง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/23545</URL_LINK>
                <HASHTAG>กกร., กลินท์ สารสิน, การประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน, ส่งออกโต 8%, เติบโต 4.4%, เศรษฐกิจไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181205/image_big_5c07434b710b7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
