<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>42396</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/07/2019 14:48</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/07/2019 14:48</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เซ็นทรัลรีเทล จัดทัพพร้อมยื่นไฟลิ่ง สู้ศึกค้าปลีกยุคใหม่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;31 ก.ค. 62- นายทศ จิราธิวัฒน์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด เปิดเผยว่า หลังจากได้ทำการปรับโครงสร้างเพื่อเตรียมเข้าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยมาเป็นเวลา 3 ปี ขณะนี้กลุ่มเซ็นทรัลอยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อมในการยื่นไฟลิ่ง โดยที่ผ่านมาเซ็นทรัลไม่ได้หยุดการพัฒนา ทั้งนวัตกรรมทางด้านค้าปลีกและการขยายธุรกิจในไทย รวมถึงต่างประเทศ ทำให้มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง สามารถสร้างรายได้รวม 240,297 ล้านบาทในปีที่ผ่านมา โดยเมื่อช่วงประมาณ 29 ปีก่อนได้นำกลุ่มธุรกิจโรงแรมเข้าตลาดหลักทรัพยฯ และมูลค่าเพิ่มขึ้น 29 เท่า จากมาร์เก็ตแคป 1,600 ล้านบาท เป็น 46,575 ล้านบาท ขณะที่ธุรกิจศูนย์การค้าของซีพีเอ็นที่อยู่ในตลาดมา 24 ปีก็เพิ่มขึ้น 37.3 เท่า จาก 8,900 ล้านบาท เพิ่มเป็นกว่า 3.3 แสนล้านบาท

นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ประธานกรรมการ บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด เปิดเผยว่า สำหรับปัจจัยที่มองว่าจะสนับการเข้าตลาดฯ คงมีอยู่ด้วยกันหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจมหภาค ซึ่งแม้ว่าจะคาดการณ์กันว่าเศรษฐกิจของไทยและโลกจะค่อนข้างชะลอตัว แต่ธุรกิจของเซ็นทรัลยังมีอยู่ในเวียดนาม ที่กำลังมีการขยายตัวดีทางด้านเศรษฐกิจ รวมถึงอิตาลีที่มีจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นตี่อเนื่อง และธุรกิจในไทยเองก็ยังเติบโตเช่นกัน

ส่วนทางด้านจีดีพีในอีก 5 ปีข้างหน้า ก็ยังมีแนวโน้มขยายตัวที่ดี โดยประชากรหนุ่มสาวที่อยู่ในช่วงทำงานก็มีมากถึง 40% ขณะที่การท่องเที่ยวของไทยในปีที่ผ่านมาก็พบว่ามีนักเดินทางมาเยือนมากถึง 37 ล้านคน และคาดการณ์กันอีกว่าในปี 2566 จะเพิ่มเป็น 52 ล้านคน เนื่องจากประเทศไทยมีจุดหมายปลางทางที่ติดท็อป 20 ของโลก ไม่ว่จะเป็นกรุงเทพฯ ภูเก็ต และพัทยา นับว่าเป็นปัจจัยที่ช่วยหนุนภาพรวมเศรษฐกิจของไทย

นายญนน์ โภคทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด เปิดเผยว่า การนำธุรกิจครอบครัวเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ฯ นับเป็นอีกหนึ่งช่องทางของการสร้างความเชื่อมั่นกับพาร์ทเนอร์ชิพระดับโลก โดยตลอดระยะเวลา 3 ปี ได้ดำเนินการปรับโครงสร้างธุรกิจ เสริมสร้างความแข็งแกร่งของธุรกิจ รวมทั้งการขยายธุรกิจรูปแบบใหม่ จากการมองเห็นโอกาสทางธุรกิจที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงไปของเทคโนโลยี และพฤติกรรมของลูกค้า เพื่อเป็นรากฐานที่แข็งแกร่งให้กับเซ็นทรัล รีเทลในการเตรียมพร้อมเข้าตลาดหลักทรัพย์ ฯ ภายใต้วิสัยทัศน์และพันธกิจที่มุ่งหวังความเป็นเลิศในธุรกิจค้าปลีกที่สร้างความพึงพอใจ และประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าผ่านช่องทางที่หลากหลาย

อย่างไรก็ดี ธุรกิจค้าปลีกครอบคลุม 3 กลุ่มหลัก คือ แฟชั่น ฮาร์ดไลน์ และอาหาร ในหลากหลายรูปแบบ โดยได้ครอบคลุม 51 จังหวัดทั่วประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นห้างสรรพสินค้า ร้านค้า และจุดขายรวมกัน 3,795 แห่ง มีห้างสรรพสินค้า 9 แห่งใน 8 เมืองยุทธศาสตร์ของอิตาลี รวมทั้งมีไฮเปอร์มาร์เก็ต และร้านขายสินค้าเฉพาะทางรวม 125 แห่ง ใน 37 เมืองในเวียดนาม&amp;nbsp;&amp;nbsp;
&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/42396</URL_LINK>
                <HASHTAG>กลุ่มค้าปลีก, กลุ่มเซ็นทรัล, ขายหุ้น, ธุรกิจค้าปลีก, ยื่นไฟลิ่ง, สู่ธุรกิจค้าออนไลน์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190731/image_big_5d4147984cd98.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>5295</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/03/2018 08:36</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/03/2018 08:36</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โบรกฯชี้หุ้นกลุ่มค้าปลีกน่าเก็บ หลังจีนเข้ามาช็อปเครื่องสำอางไทยทะลัก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
โบรกชี้ผลิตภัณฑ์ความงามไทย ขวัญใจชาวจีน แห่ช็อปปิ้งขนกลับประเทศ คุณภาพดี ราคาไม่แพง ดันรายได้หุ้นกลุ่มค้าปลีกพุ่งกระฉูด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพบชัย ภัทราวิชญ์ ผู้จัดการสายงานวิจัย บล.เอเซีย พลัส เปิดเผยว่า ภาพรวมหุ้นกลุ่มค้าปลีก โดยเฉพาะกลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมความงาม มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง เพราะปัจจุบันได้รับปัจจัยสนับสนุนจากกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวจีนที่เดินทางมาท่องเที่ยวในไทยให้ความสนใจเลือกซื้อผลิตภัณฑ์เสริมความงามของไทยเป็นจำนวนมาก เนื่องจากคุณภาพดีใกล้เคียงกับผลิตภัณฑ์แบรนด์ดังและราคาไม่แพงมากนัก ทำให้ช่วยผลักดันรายได้ของกลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมความงามให้ขยายตัวเพิ่มขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ที่ผ่านมาจำนวนนักท่องเที่ยวจีนมากเป็นอันดับ 1 จากช่วงเทศกาลตรุษจีนและวันหยุดต่าง ๆ ทำให้มีจำนวนเงินจากนักท่องเที่ยวดังกล่าวเพิ่มขึ้น ประกอบกับผู้ประกอบการได้ออกผลิตภัณฑ์ความงามและคิดค้นสินค้าใหม่ ๆ ที่มีคุณภาพและน่าสนใจ รวมถึงขยายตลาดของบริษัทต่าง ๆ ด้วยการส่งออกสินค้าไปจำหน่าย เพราะเห็นโอกาสในการขยายฐานลูกค้าไปยังประเทศจีน รองรับกำลังซื้อของชาวจีนยังมีอย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;นักท่องเที่ยวชาวจีนให้ความสนใจผลิตภัณฑ์เสริมความงามของไทย เพราะราคาไม่แพงมากนักและมีคุณภาพดี เมื่อเดินทางมาท่องเที่ยวก็จะซื้อกลับไปด้วย ส่วนเศรษฐกิจในประเทศที่เริ่มฟื้นตัวดี ทำให้มีกำลังซื้อกลับมา และกระแสรักสุขภาพและเสริมความงามของวัยรุ่นและวัยทำงาน ช่วยผลักดันรายได้ของกลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมความงามในปีนี้ขยายตัวต่อเนื่อง&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับบริษัทที่ได้รับประโยชน์ คือ บมจ.อาร์เอส (RS) ที่ปรับเปลี่ยนธุรกิจ โดยการหันมาเน้นธุรกิจความงามมากขึ้น และมีทิศทางเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากอาร์เอสมีช่องทีวีดิจิทัลเป็นของตนเอง ทำให้ลดต้นทุนการซื้อสื่อโฆษณาได้มาก เมื่อรวมกับธุรกิจด้านสื่อโฆษณาของช่องยังคงแรงต่อเนื่อง และการขยายธุรกิจในประเภทสินค้าเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันมากขึ้น ทำให้รายได้ของบริษัทจะปรับตัวเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ บมจ.บิวตี้ คอมมูนิตี้ (BEAUTY) ยังคงเติบโตได้ดี มีแรงหนุนจากฐานลูกค้าคนจีนมาก รวมถึงมีต้นทุนต่ำจากการจ้างผลิต (โออีเอ็ม) ทำให้ไม่มีต้นทุนในเรื่องของโรงงานของตนเอง ซึ่งเป็นโมเดลธุรกิจที่ดี และอัตรากำไรขั้นต้นจะดีกว่าบริษัทอื่นๆ ที่มีโรงงานผลิตเอง ส่วนบมจ.ดู เดย์ ดรีม (DDD) หลังจากขยายฐานลูกค้าไปจีน ในช่วงต้นปีที่ผ่านมาโดยเริ่มจำหน่ายสินค้าผ่าน จูไห่ ดิวตี้ฟรี นับว่าเป็นช่องทางการจำหน่ายสินค้าแห่งใหม่ เชื่อว่าจะช่วยกระตุ้นยอดขายจากการส่งออกได้ดียิ่งขึ้น และจะนำไปสู่การขายสินค้าแบบออฟไลน์ในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บทวิเคราะห์บล.ฟิลลิป ระบุว่า RS ยังเน้นธุรกิจผลิตภัณฑ์เสริมความงาม แต่เพิ่มไลน์การขายสินค้าในชีวิตประจำวัน และเพิ่มช่องทางขายแบบสมาชิก ขณะที่ธุรกิจเพลงและจัดกิจกรรมจะลดบทบาทลง ซึ่งธุรกิจสื่อโดยเฉพาะช่อง 8 (ทีวีดิจิตอลช่อง 27) และทีวีดาวเทียม จะปรับให้มาสนับสนุนการขายผลิตภัณฑ์เสริมความงามและสินค้าโฮมแอนด์ไลฟ์สไตล์มากขึ้น นอกจากนี้ อยู่ระหว่างขายหุ้นที่ซื้อคืน 43.27 ล้านหุ้น ในระหว่างวันที่ 8 มี.ค. 61- 30 พ.ค. 62 โดยต้นทุนซื้อคืนอยู่ที่หุ้นละ 10.752 บาท ทําให้ได้เงินกลับประมาณ 1,250 ล้านบาท (อิงราคา 30 บาท) เงินที่ได้จะนําไปคืนเงินกู้ ส่งผลให้ดอกเบี้ยจ่ายลดลง และสามารถจ่ายปันผลได้สูงขึ้นในปีนี้ เนื่องจากไม่ต้องกันสำรองกำไรสะสมไปเป็นสํารองหุ้นซื้อคืนที่ 465 ล้านบาท&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/5295</URL_LINK>
                <HASHTAG>BEAUTY, DDD, RS, กลุ่มค้าปลีก, ความงาม, จีน, นักท่องเที่ยวจีน, หุ้น, เครื่องสำอาง, เอเซีย พลัส, โบรกเกอร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180319/image_big_5aaf13c15ca76.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
