<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>106532</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/06/2021 09:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/06/2021 09:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชาวไทยเชื้อสายเวียดนามในอีสานกับนโยบายชาวเวียดนามโพ้นทะเลของรัฐบาลเวียดนาม </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในช่วงต้นปี 2564 เป็นห้วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งสำคัญในเวียดนามเนื่องจากเป็นฤดูแห่งการผลัดใบของผู้นำทางการเมืองทั้งในระดับพรรคคอมมิวนิสต์และรัฐบาลเวียดนาม &amp;nbsp;การประชุมใหญ่ของพรรคคอมมิวนิสต์ฯ ที่จัดขึ้นในรอบ 5 ปี ในปลายเดือนมกราคม 2564 มีมติให้ นายเหงียน ฝู จ่อง ดำรงตำแหน่งเลขาธิการใหญ่ของพรรคฯ ต่อไปอีกหนึ่งวาระ โดยเขาได้กล่าวอย่างมั่นใจในพิธีเปิดการประชุมว่า &amp;ldquo;ประเทศของเรากำลังยืนอยู่ในจุดที่เต็มเปี่ยมไปด้วยศักยภาพ ความเชื่อมัน และความน่าเชื่อถือในระดับสากลอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน&amp;rdquo; &amp;nbsp;ในขณะที่การประชุมสภาแห่งชาติสมัยที่ 14 ครั้งที่ 11 ระหว่างวันที่ 24 มีนาคม - 5 เมษายน 2564 มีมติให้นายฝ่าม มิง จิ๋ง ก้าวขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนใหม่แทนที่นายเหงียน ซวน ฟุ๊ก ที่ก้าวขื้นสู่ตำแหน่งประธานประเทศ ท่ามกลางปัญหาเชื้อไวรัสโควิด 19 ที่กำลังโจมตีอย่างหนักหน่วงทั่วโลก &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีเวียดนามได้ถือโอกาสนี้ประกาศความสำเร็จในสิ่งที่รัฐบาลเรียกว่า &amp;ldquo;เป้าหมายคู่&amp;rdquo; อันหมายถึงความสำเร็จในการป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสโควิด 19 ไปพร้อมๆ กับความสำเร็จในการฟื้นฟูเศรษฐกิจท่ามกลางภาวะปกติใหม่ &amp;nbsp;ทั้งนี้ ในปี 2563 อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของเวียดนามอยู่ที่ระดับ 2.9% ท่ามกลางประเทศเพื่อนบ้านที่ระดับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจติดลบกันอย่างถ้วนหน้า&amp;nbsp; 

&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หากย้อนกลับไปทบทวนถึงความสำเร็จในการพัฒนาเศรษฐกิจของเวียดนามนับตั้งแต่การประกาศนโยบายการปฏิรูป &amp;ldquo;โด่ยเหมย&amp;rdquo; ในปี 2529 เป็นต้นมาจะพบว่า เวียดนามมิเพียงแต่จะให้ความสำคัญกับทรัพยากรมนุษย์จำนวนกว่า 90 ล้านคนที่อาศัยอยู่ภายในประเทศเพียงเท่านั้น หากแต่กลุ่มประชากรเชื้อสายเวียดนามที่อาศัยอยู่ในต่างประเทศหรือที่ในภาษาเวียดนามเรียกว่า &amp;ldquo;เกี่ยวบ่าว&amp;rdquo; จำนวนกว่า 4.5 ล้านคนในกว่า 110 ประเทศ ยังเป็นอีกหนึ่งเป้าหมายสำคัญในการรณรงค์ให้พวกเขาได้หวนกลับไปมีปฏิสัมพันธ์กับแผ่นดินแม่ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงของรัฐ &amp;nbsp;ทั้งนี้ นโยบายเกี่ยวกับชาวเวียดนามโพ้นทะเลได้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญภายหลังการประชุมสมัชชาพรรคคอมมิวนิสต์ครั้งที่ 6&amp;nbsp;ในเดือนธันวาคม 2529 เป็นต้นมา &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม การที่จะดึงเกี่ยวบ่าวในต่างแดนกลับไปมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศนั้นอาจจะต้องประสบปัญหาบางประการ โดยเฉพาะปัญหาด้านความแตกต่างทางการเมืองที่เกิดจากสงครามเวียดนามจนส่งผลให้เกิดการอพยพครั้งใหญ่นับตั้งแต่ปี 2518 &amp;nbsp;ด้วยเหตุนี้ ในเดือนพฤศจิกายน 2536 พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามจึงได้เผยให้เห็นความพยายามในการสร้างความสมานฉันท์ทางชาติพันธุ์ โดยการปรับเปลี่ยนทัศนคติที่มีต่อมวลชนเกี่ยวบ่าวในต่างแดนผ่านคำขวัญเชิงวาทกรรมว่า &amp;ldquo;ชาวเวียดนามในต่างแดนถือเป็นองคาพยพที่ไม่สามารถแยกออกไปจากชุมชนชาติพันธุ์เวียดนามได้&amp;rdquo; &amp;nbsp;จากนั้น ในเดือนพฤศจิกายน 2538 ก็ได้มีการจัดตั้งให้ &amp;ldquo;คณะกรรมการกิจการชาวเวียดนามโพ้นทะเล&amp;rdquo; ให้เป็นองค์กรในกำกับของกระทรวงการต่างประเทศ &amp;nbsp;อีกทั้งยังได้กำหนดให้กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการขับเคลื่อนชาวเวียดนามโพ้นทะเลเป็น 1 ใน 4 พันธกิจหลักทางด้านการต่างประเทศ

&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; กล่าวได้ว่า การเปลี่ยนแปลงแนวคิดและนโยบายที่มีต่อชาวเวียดนามโพ้นทะเลได้ส่งผลลัพธ์ในแง่บวกต่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจภายในประเทศเวียดนามอยู่ไม่น้อย &amp;nbsp;ข้อมูลจากพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามระบุว่า เกี่ยวบ่าวในต่างแดนกว่า 500,000 คน จาก 4.5 ล้านคน เป็นผู้ที่สำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาตรีขึ้นไปจากประเทศต่างๆ ทั่วโลก&amp;nbsp; หลายคนยังเป็นผู้ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี&amp;nbsp; เศรษฐกิจ และการเงินในระดับโลก &amp;nbsp;ทั้งนี้ รัฐบาลเวียดนามได้แต่งตั้งเกี่ยวบ่าวในต่างแดนจำนวน 5 คน ให้เป็นที่ปรึกษาทางด้านเศรษฐกิจของอดีตนายกรัฐมนตรีเหงียน ซวน ฟุ๊ก &amp;nbsp;นอกจากนั้น การที่รัฐบาลได้ปรับปรุงกฎหมายการลงทุนและหยิบยื่นสิทธิพิเศษให้แก่นักธุรกิจเชื้อสายเวียดนามยังส่งผลให้เกี่ยวบ่าวจำนวนมากหันกลับไปลงทุนในเวียดนามจนเกิดแบรนด์ธุรกิจขนาดใหญ่ เช่น Techcombank และ Vpbank บริษัท Eurowindow ผู้ประกอบการวัสดุก่อสร้างรายใหญ่ บริษัท Masan Consumer ผู้ประกอบการทางด้านสินค้าอุปโภคและบริโภค บริษัท Sun Group Vietnam ผู้ลงทุนทางด้านอสังหาริมทรัพย์ โดยโครงการที่มีชื่อเสียง เช่น InterContinental Danang Sun Peninsula Resort, Novotel Danang Premier Han River หรือ Ba Na Hills Mountain Resort ฯลฯ บริษัท Vingroup Joint Stock Company ที่ดำเนินธุรกิจทางด้านอสังหาริมทรัพย์ และยังเป็นผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติเวียดนามรายแรกภายใต้แบรนด์ Vinfast &amp;nbsp;ยิ่งไปกว่านั้น แม้ว่าจะเกิดวิกฤติทางเศรษฐกิจอันสืบเนื่องมาจากไข้หวัดโควิด 19 แต่มูลค่าโดยรวมของเงินที่ถูกส่งกลับสู่ประเทศเวียดนาม (remittance) โดยเกี่ยวบ่าวในต่างแดนในปีที่ผ่านมายังคงขยายตัวเพิ่มขึ้นเกือบ 3% เมื่อเทียบกับปี 2562 คิดเป็นมูลค่า 17.2 พันล้านเหรียญสหรัฐ และอยู่ในอันดับ 3 ของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก รองจากจีน และฟิลิปปินส์

&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับในประเทศไทย ในปัจจุบันคาดว่าจะมีประชากรเชื้อสายเวียดนาม หรือ &amp;ldquo;เกี่ยวบ่าวถายลาน&amp;rdquo; จำนวนประมาณ 100,000 คน อาศัยอยู่ในหลายพื้นที่ของประเทศ โดยเฉพาะจังหวัดที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ชายแดนไทย-ลาวในภาคอีสาน &amp;nbsp;ในอดีต หน่วยงานของรัฐมักจะแบ่งชาวเวียดนามออกเป็นสองกลุ่ม ได้แก่ กลุ่มชาวเวียดนามเก่า และ กลุ่มชาวเวียดนามใหม่ &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันประชากรเชื้อสายเวียดนามส่วนใหญ่ต่างก็ได้รับสัญชาติและเป็นพลเมืองไทยโดยถูกต้องตามกฎหมาย &amp;nbsp;แต่เดิมชาวไทยเชื้อสายเวียดนามส่วนใหญ่จะประกอบธุรกิจขนาดย่อม เช่น ค้าขาย เปิดอู่ซ่อมรถ รับจ้างทั่วไป รับเหมาก่อสร้าง หรือ เปิดร้านอาหาร &amp;nbsp;จากนั้น เมื่อได้รับสัญชาติไทยแล้ว เกี่ยวบ่าวถายลานก็ได้ประกอบอาชีพที่หลากหลายยิ่งขึ้น &amp;nbsp;หลายคนยังได้พัฒนากิจการของตนให้กลายเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ และกลายเป็นภาคส่วนสำคัญในการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจและสังคมในท้องถิ่นที่ตนอาศัยอยู่&amp;nbsp; ในขณะที่รัฐบาลเวียดนามมองว่า กลุ่มชาวไทยเชื้อสายเวียดนามเป็นมวลชนที่มีความใกล้ชิดกับแผ่นดินมาตุภูมิและยังเป็นสะพานเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างไทย-เวียดนาม&amp;nbsp; ในปี 2550 ประธานประเทศเวียดนามได้มอบเหรียญเชิดชูเกียรติเอกราชชั้นสูงสุดให้แก่ประชาคมเกี่ยวบ่าวในเมืองไทยเพื่อยืนยันถึงสายสัมพันธ์อันใกล้ชิดระหว่างเกี่ยวบ่าวในเมืองไทยและประเทศเวียดนาม &amp;nbsp;กลุ่มคนเหล่านี้เป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการทูตภาคประชาชน โดยการมีส่วนร่วมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างจังหวัดชายแดนของไทยกับจังหวัดในภาคกลางของเวียดนามจนเกิดการจัดตั้งกรอบความร่วมมือในระดับท้องถิ่นข้ามพรมแดนขึ้นหลายกลุ่ม อาทิ กลุ่ม 9 จังหวัด 3 ประเทศ (ไทย-ลาว-เวียดนาม) ที่ใช้เส้นทางหมายเลข 8 และ 12&amp;nbsp; นอกจากนั้น พวกเขายังมีส่วนร่วมในการกระชับความร่วมมือในระดับพหุภาคีกับจังหวัดต่างๆ ของเวียดนาม เช่น เหงะอาน ห่าติ๋ง และกว่างบิ่ง &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;

&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ชาวไทยเชื้อสายเวียดนามที่ประสบความสำเร็จทางธุรกิจหลายคนยังได้มีส่วนร่วมทางการค้า การลงทุน การถ่ายทอดองค์ความรู้ และการสร้างความเชื่อมโยงทางธุรกิจระหว่างไทยและเวียดนาม โดยในปัจจุบันได้มีการจัดตั้งสมาคมนักธุรกิจไทย-เวียดนามขึ้นในจังหวัดต่างๆ โดยเฉพาะในภาคอีสานรวม 13 แห่ง&amp;nbsp; ทั้งนี้ นักธุรกิจชาวไทยเชื้อสายเวียดนามยังได้มีโอกาสพบปะกับนักธุรกิจเชื้อสายเวียดนามจากทั่วโลกในเวทีการสัมมนาเพื่อสร้างโอกาสทางการค้าและการลงทุนที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีโดยคณะกรรมการกิจการชาวเวียดนามโพ้นทะเล&amp;nbsp; ในปี 2562 สมาคมนักธุรกิจไทย-เวียดนามแห่งประเทศไทยยังได้รับมอบหมายให้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมส่งเสริมการค้าไทย-เวียดนาม และนานาชาติที่ศูนย์ประชุมวีทีแหนมเนืองคอมมูนิตี้ อันเป็นศูนย์ประชุมขนาดใหญ่ที่บริหารงานโดยนักธุรกิจชาวไทยเชื้อสายเวียดนามจังหวัดอุดรธานี &amp;nbsp;การประชุมครั้งนี้มีนักธุรกิจชาวไทย-เวียดนามเข้าร่วมประชุมถึงกว่า 600 คน โดยมีตัวแทนจากแนวร่วมปิตุภูมิแห่งชาติเวียดนาม กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ และองค์กรส่วนท้องถิ่นเข้าร่วมกิจกรรมเป็นจำนวนมาก &amp;nbsp;ในช่วงเกือบสองทศวรรษที่ผ่านมา นักธุรกิจชาวไทยเชื้อสายเวียดนามหลายคนยังได้หวนกลับไปลงทุนในประเทศเวียดนาม อาทิ บริษัทบุญทะพานฟาร์มจำกัด จังหวัดนครพนมที่ได้รับการเชิญชวนให้ไปถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านการเลี้ยงสุกรในจังหวัดห่าติ๋ง และยังได้เข้าไปลงทุนจัดตั้งฟาร์มเลี้ยงสุกรขนาดใหญ่อีกหลายแห่งในประเทศเวียดนาม &amp;nbsp;นอกจากนั้น ยังมีนักธุรกิจเชื้อสายเวียดนามจากภาคอีสานอีกหลายคนที่ได้กลับไปทำการค้าการลงทุนในประเทศเวียดนามโดยอาศัยความรู้ความเข้าใจทางด้านภาษา วัฒนธรรม สิทธิประโยชน์ของการมีเชื้อสายเวียดนาม และศักยภาพของการเชื่อมโยงตามระเบียงเศรษฐกิจ และเส้นทางคมนาคมระหว่างประเทศที่ได้รับการยกระดับขึ้นเป็นอย่างมากในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา

&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; กล่าวโดยสรุปได้ว่า การเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ของพรรคคอมมิวนิสต์และรัฐบาลเวียดนามที่มีต่อชาวเวียดนามโพ้นทะเลจากการให้ความสำคัญทางด้านการเมือง และความมั่นคง ไปสู่การให้ความสำคัญทางด้านเศรษฐกิจได้ส่งผลในแง่บวกต่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจของเวียดนามเป็นอย่างสูง&amp;nbsp; สำหรับในเมืองไทย กลุ่มชาวไทยเชื้อสายเวียดนามโดยเฉพาะในภาคอีสานที่นับวันจะมีความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจมากขึ้นก็ได้กลายเป็นขุมกำลังสำคัญในการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจในท้องถิ่นที่ตนอาศัย&amp;nbsp; นอกจากนั้น กลุ่มชาวไทยเชื้อสายเวียดนามที่มีความรู้ความเข้าใจในภาษา วัฒนธรรม อุปนิสัย รวมถึงรสนิยมในการบริโภคของชาวเวียดนามอาจจะเป็นหนึ่งในสะพานที่เชื่อมโยงไปสู่ตลาดการค้าการลงทุนในเวียดนาม ซึ่งเป็นประเทศที่กำลังมีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง &amp;nbsp;อีกทั้งยังเป็นตลาดการค้าขนาดใหญ่ที่มีประชาการกว่า 90 ล้านคน&amp;nbsp; สำหรับประเทศไทยนั้น อาจถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องหันมาให้ความสำคัญกับทรัพยากรชาวไทยในต่างแดนซึ่งมีจำนวนประมาณ 1.5 ล้านคน รวมถึงการให้ความสำคัญกับพลเมืองไทยที่มีเชื้อสายจากประเทศต่างๆ ให้กลายเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนการทูตภาคประชาชน และการทูตเชิงเศรษฐกิจที่มีประสิทธิภาพต่อไปในอนาคต

บทความคอลัมน์ เวทีพิจารณ์นโยบายสาธารณะ

ดร.สุริยา คำหว่าน อาจารย์ประจำสาขามานุษยวิทยาวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว คณะศิลปะศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนครพนม&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/106532</URL_LINK>
                <HASHTAG>กลุ่มนโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมภิบาล, คอลัมน์เวทีพิจารณ์นโยบายสาธารณะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201218/image_big_5fdc7dbc2ce77.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>101268</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/04/2021 11:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/04/2021 11:58</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ส่องเศรษฐกิจโลกปี 2564</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p class=&quot;p1&quot; style=&quot;margin:0cm; margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;p1&quot; style=&quot;margin:0cm; margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;p1&quot; style=&quot;margin:0cm; margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ในปี 2563 GDP รวมของโลกติดลบที่ -3.3% เป็นภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่รุนแรงที่สุดในหลายทศวรรษที่ผ่านมา จากข้อมูล 195 ประเทศที่ IMF รายงาน มี 27 ประเทศที่ยังมีการขยายตัวของ GDP เป็นบวก ในกลุ่มนี้ 6 ประเทศอยู่ในเอเชีย ได้แก่ จีน (2.3%) ไต้หวัน (3.1%) เวียดนาม (2.9%) บังคลาเทศ(3.8%) พม่า (3.2%) และบรูไน (1.2%) นอกนั้นส่วนใหญ่เป็นประเทศในแอฟริกาและตะวันออกกลาง ในยุโรปมีสองประเทศซึ่งมี GDP เป็นบวกคือไอร์แลนด์ (2.5%) และตุรกี (1.8%) ประเทศไทยนั้น GDP ติดลบที่ -6.1% ซึ่งไม่ถึงกับอยู่ท้ายแถวในเอเชีย ยังมีฟิลิปปินส์ (-9.5%) อินเดีย (-8%) เป็นสองประเทศที่รั้งท้าย ในยุโรปหลายประเทศมี GDP ติดลบสูงเป็นพิเศษ เช่น สหราชอาณาจักร (-9.9%) อิตาลี (-8.9%) ฝรั่งเศส (-8.2%) ส่วนเยอรมันติดลบไม่สูงนักที่ -4.9% สหรัฐอเมริกาซึ่งมีผู้ป่วยโรคโควิดสูงที่สุดในโลกมี GDP ติดลบที่ -3.5% หลายประเทศที่ยังมี GDP เป็นบวก หรือติดลบไม่สูงนัก มักจะเป็นประเทศที่มีการพึ่งพาอุปสงค์ (demand) ในประเทศค่อนข้างสูง จึงสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้ง่ายกว่าประเทศที่พึ่งพาอุปสงค์จากต่างประเทศสูง&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;p2&quot; style=&quot;margin:0cm; margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;p1&quot; style=&quot;margin:0cm; margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;สถิติที่กล่าวมานี้เป็นอุทาหรณ์ว่าถึงแม้ความสำเร็จทางสาธารณสุขในการควบคุมโรคติดต่อเป็นพื้นฐานที่ดี การประคับประคองเศรษฐกิจให้ดำเนินไปได้ยังต้องพึ่งปัจจัยอื่นอีกหลายประการ เช่นโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ความแข็งแกร่งทางการเงินทั้งของภาครัฐและภาคครัวเรือน ความเชื่อมั่นในศักยภาพระยะยาวของประเทศนั้นๆ รวมถึงมาตรการช่วยเหลือประชาชนและภาคธุรกิจต่างๆ&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;p2&quot; style=&quot;margin:0cm; margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;p1&quot; style=&quot;margin:0cm; margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ไตรมาสแรกของปี 2564 ได้ผ่านไปแล้ว การผ่อนคลายมาตรการล็อคดาวน์จะมีสะดุดบ้างในหลายประเทศแต่แนวโน้มว่า GDP จะกลับมาเป็นบวกในประเทศส่วนใหญ่ดูชัดเจนขึ้น การขยายตัวของ GDP ประเทศต่างๆจะเร็วช้าไม่เท่ากัน ตัวเลขจากไตรมาสแรกของปีแสดงความแตกต่างชัดเจน GDP ของจีนซึ่งมีศักยภาพของเศรษฐกิจภายในประเทศสูง ขยายตัวถึง 18.3% (เทียบกับไตรมาสแรก ปี 2563) ในขณะที่สิงคโปร์ซึ่งพึ่งพาอุปสงค์จากต่างชาติสูง ขยายตัว 0.2% IMF ทำนายว่าหลายประเทศจะมี GDP ที่เติบโตสูงในปีนี้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะฐานเปรียบเทียบที่ต่ำเนื่องจากการล็อคดาวน์ของปี 2563 สิ่งที่สำคัญคือเมื่อไหร่กิจกรรมทางเศรษฐกิจหรือขนาดของ GDP จะกลับไปสู่ระดับเดียวกับก่อนมีโควิด บทความนี้ขอกล่าวถึงประเด็นสำคัญซึ่งจะมีผลกระทบทางเศรษฐกิจในวงกว้างที่ควรจับตาดูดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;p2&quot; style=&quot;margin:0cm; margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;p1&quot; style=&quot;margin:0cm; margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ความก้าวหน้าในการฉีดวัคซีนสร้างภูมิคุ้มกันโควิดเป็นตัวแปรหลัก แม้ว่าวัคซีนจะไม่แก้ปัญหาได้ 100% แต่ก็จะช่วยลดการแพร่กระจาย และความรุนแรงของโรคอย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยป้องกันไม่ให้เกิดวิกฤติทางสาธารณสุข อันจะเสริมสร้างความมั่นใจในการจับจ่ายใช้สอยของภาคครัวเรือน และความมั่นใจในการลงทุนผู้ประกอบการ ทำให้วัฏจักรธุรกิจกลับสู่ภาวะปกติ ประเทศที่สามารถฉีดฉีดให้ประชากรได้เร็ว จนเกิดภูมิต้านทานหมู่ จะได้เปรียบ ภาคธุรกิจจะสามารถกลับมาดำเนินงานได้ใกล้เคียงกับก่อนมีวิกฤติเร็วขึ้น ข้อมูลการฉีดวัคซีนช่วงกลางเดือนเมษายนแสดงว่ามีหลายประเทศในโลกที่มีความก้าวหน้าสูงในการฉีดวัคซีนให้ประชากรแล้วอย่างน้อยหนึ่งโดส เช่นสหรัฐฯ (40% ของประชากร) สหราชอาณาจักร (49%) อิสราเอล (62%) ประเทศในเอเชียมีสิงคโปร์ (23%)  ฮ่องกง (10%) อินเดีย (8%) อินโดนีเซีย (4%) แต่โดยรวมแล้วประเทศในเอเชียส่วนใหญ่รวมทั้งไทย (0.8%) ไม่มีความก้าวหน้ามาก อัตราการฉีดวัคซีนอยู่ในราว 1%-2% ของจำนวนประชากร&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;p2&quot; style=&quot;margin:0cm; margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;p1&quot; style=&quot;margin:0cm; margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;การกระตุ้นเศรษฐกิจจะค่อยๆแผ่วลงเมื่อเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว ในปี 2564 ในหลายประเทศภาครัฐจะยังดำเนินนโยบายการเงินการคลังอย่างผ่อนคลายจนกว่าภาคธุรกิจจะกลับมาดำเนินการได้ใกล้เคียงปกติ แต่การกระตุ้นเศรษฐกิจจะเป็นไปอย่างระมัดระวังขึ้น ดอกเบี้ยจะยังคงอยู่ในระดับต่ำแต่ไม่น่าจะมีการลดดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นในปีนี้ มาตรการเยียวยาช่วยเหลือประชาชนผู้ได้รับผลกระทบและผู้ประกอบการจะมีการเลือกสรรมากขึ้น ภาครัฐจะเพิ่มความระมัดระวังฐานะทางการคลังและการก่อหนี้สาธารณะยิ่งขึ้น ดังนั้นจะมีการตีกรอบการให้มาตรการเยียวยาประชาชนและภาคธุรกิจที่แคบลงเรื่อยๆ&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;p2&quot; style=&quot;margin:0cm; margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;p1&quot; style=&quot;margin:0cm; margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ภาวะเงินเฟ้อจะกลับมาเมื่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจชัดเจนขึ้น นักลงทุนจะระมัดระวังมากขึ้นและใส่ใจในความแตกต่างของคุณภาพสินทรัพย์และความน่าเชื่อถือของผู้กู้ แม้ว่าธนาคารกลางหลักของโลกจะยังช่วยประคองสภาพคล่องในตลาดเงินอยู่ การอัดฉีดสภาพคล่องมีแนวโน้มจะค่อยๆลดลง ในสหรัฐฯมีการวิพากษ์วิจารณ์ว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดยักษ์ของประธานาธิบดีไบเดนจะนำไปสู่ภาวะเงินเฟ้อที่สูงขึ้นอย่างรวดเร็วในภายหลัง พร้อมทั้งภาระหนี้สาธารณะที่จะเพิ่มขึ้นมากมาย ซึ่งจะทำให้ธนาคารกลางของสหรัฐฯเฝ้าระวังมากขึ้น คอยติดตามข้อมูลทางเศรษฐกิจต่างๆประกอบการตัดสินใจมาตรการสภาพคล่อง สินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงและตลาดตราสารหนี้เริ่มมีความผันผวนมากขึ้น และการประเมินราคาหลักทรัพย์มีแนวโน้มเข้มข้นยิ่งขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;p2&quot; style=&quot;margin:0cm; margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;p1&quot; style=&quot;margin:0cm; margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;นิวนอร์มัล รูปแบบการดำเนินธุรกิจ ชีวิตการทำงานจะไม่กลับไปเหมือนยุคก่อนวิกฤติโควิด ภาคธุรกิจมีการประเมินรูปแบบของการดำเนินการ พนักงานบริษัทไม่จำเป็นต้องกลับไปทำงานที่ออฟฟิศทุกวัน สามารถลดวันเข้าออฟฟิศสลับกับการทำงานจากบ้านได้เป็นต้น ดังนั้นความต้องการการใช้พื้นที่ออฟฟิศจะลดลง ธุรกิจดิจิตัลจะมีบทบาทสูงขึ้น และขยายตัวต่อไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง บริการทางการเงินเป็นต้น เมื่อประกอบกับปัจจัยเรื่องการประหยัดพลังงานและดูแลสิ่งแวดล้อมแล้ว การเดินทางและการใช้พลังงานมีแนวโน้มที่จะขยายตัวช้ากว่าในอดีต การบริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์และระบบการขนส่ง โลจิสติกส์ก็จะเปลี่ยนไป การปรับตัวของภาคธุรกิจและภาคครัวเรือนต่อนิวนอร์มัลนี้ จะมีผลต่อการวางผังเมือง การคมนาคม การใช้ทรัพยากร และรูปแบบการดำเนินธุรกิจต่างๆในระยะยาว&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;p2&quot; style=&quot;margin:0cm; margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;p1&quot; style=&quot;margin:0cm; margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;การค้าและห่วงโซ่การผลิตจะพึ่งการตกลงร่วมมือระหว่างประเทศสูงขึ้น ประสบการณ์จากวิกฤติโควิด ประกอบกับปัญหาความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯกับจีนจะทำให้ประเทศต่างๆ เตรียมทางหนีทีไล่ในการค้าระหว่างประเทศอย่างระมัดระวังขึ้นโดยเฉพาะห่วงโซ่การผลิตและการซื้อสินค้าที่จำเป็น ประเทศที่พึ่งพาการค้าสูงจะพยายามทำความตกลงกับกลุ่มประเทศคู่ค้าที่สำคัญเพื่อเตรียมการบริหารความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต เช่น RCEP (Regional Comprehensive Economic Partnership) การรวมกลุ่มของประเทศในภาคพื้นเอเชียแปซิฟิคเพื่อช่วยให้การค้าและความร่วมมือทางเศรษฐกิจเป็นไปอย่างราบรื่นขึ้น สหรัฐฯภายใต้ประธานาธิบดีไบเดนก็มีทีท่าที่จะพิจารณาการกลับมาร่วมกลุ่ม CPTPP (Comprehensive and Progressive Agreement for Trans-Pacific Partnership)&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;p2&quot; style=&quot;margin:0cm; margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;p1&quot; style=&quot;margin:0cm; margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;เศรษฐกิจไทยนั้นมีแนวโน้มจะฟื้นตัวช้ากว่าประเทศอื่นๆในปี 2564 เนื่องมาจากความล่าช้าในการฉีดวัคซีน อย่างไรก็ตามภาครัฐและภาคธุรกิจควรตระหนักถึงประเด็นต่างๆเหล่านี้เพื่อนำมาประกอบการตัดสินใจในเชิงนโยบาย เพื่อปรับตัวให้ทันกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ไทยควรเร่งสร้างความพร้อมช่วยให้เศรษฐกิจเข้าสภาวะปกติ รวมทั้งปรับโครงสร้างเพื่อพึ่งอุปสงค์ในประเทศให้สูงขึ้น และเตรียมความพร้อมของทรัพยากรมนุษย์และระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานเพื่อที่จะปรับตัวเข้าสู่นิวนอร์มัลได้ ไม่ล้าหลังนานาประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;p2&quot; style=&quot;margin:0cm; margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;คอลัมน์เวทีพิจารณ์นโยบายสาธารณะ วันพุธที่ 28 เมษายน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;สายธาร หงสกุล&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;กลุ่มนโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมภิบาล&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/101268</URL_LINK>
                <HASHTAG>กลุ่มนโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมภิบาล, สายธาร หงสกุล, เศรษฐกิจโลก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210430/image_big_608b8e1ee1f86.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>69546</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/06/2020 10:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/06/2020 10:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จะใช้เงินกู้ 400,000 ล้านบาทเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างไรดี?</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กว่าบทความฉบับนี้จะออกมา โครงการที่ยื่นเสนอเข้ามาเพื่อขอใช้เงินกู้จำนวน 400,000 ล้านบาท คงจะผ่านการคัดกรองไปบ้างแล้ว แต่ผู้เขียนก็ยังอยากจะเสนอการใช้เงินจำนวนนี้ให้คุ้มค่าสมกับเป็นเงินกู้ที่จะเป็นภาระแก่ผู้เสียภาษีอยู่ดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พ.ร.ก.กู้เงินที่ผ่านสภาฯ ไปเมื่อปลายเดือนพฤษภาคม จำนวน 1 ล้านล้านบาท จะจัดสรรเพื่อแผนงานทางการแพทย์และสาธารณสุข 45,000 ล้านบาท และเป็นการช่วยเหลือเยียวยาและชดเชยประชาชน เกษตรกรและผู้ประกอบการ 550,000 ล้านบาท ส่วนอีก 400,000 ล้านบาท ที่กำลังพูดถึงนี้ จะเป็นการดูแลและสนับสนุนเศรษฐกิจชุมชนเพื่อสร้างศักยภาพให้ชุมชน และพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ ทำให้หน่วยงานราชการต่างๆ โดยเฉพาะกระทรวงมหาดไทยและสำนักนายกฯ ยื่นเสนอโครงการเพื่อใช้เงินส่วนนี้ในการฟื้นฟูเศรษฐกิจสังคมมาที่สภาพัฒน์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จึงไม่น่าแปลกใจที่มีการเสนอโครงการและงบประมาณโครงการเข้ามาจำนวนมาก เพียง 1 สัปดาห์นับจากวันแรก ก็มีผู้เสนอโครงการเข้ามาถึง 34,263 โครงการ รวมวงเงิน 841,269 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นับเป็นเรื่องที่น่าเห็นใจคณะอนุกรรมการและกรรมการกลั่นกรอง ที่จะต้องคัดเลือกโครงการเหล่านี้ให้อยู่ในงบประมาณ 400,000 ล้านบาท ในช่วงเวลาเพียง 15 วัน เพื่อเสนอ ครม. ในวันที่ 7 กรกฎาคม 2563&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คณะอนุกรรมการและกรรมการกลั่นกรองได้วางเงื่อนไขโครงการที่จะทำว่า จะต้องเป็นโครงการที่เน้นการฟื้นฟูและสร้างศักยภาพภายในประเทศหลัง Covid 19 โดยให้ความสำคัญกับ sector ที่ประเทศยังคงมีความได้เปรียบและต่างประเทศต้องการ เช่น เกษตรมูลค่าสูง เกษตรแปรรูป อุตสาหกรรมอาหาร พัฒนาแหล่งท่องเที่ยวและบริการท่องเที่ยวที่เน้นคุณภาพที่ยั่งยืน รวมทั้งให้ความสำคัญต่อกิจกรรมและธุรกิจชุมชนที่มีโอกาสและศักยภาพในการสร้างงาน สร้างอาชีพ รองรับแรงงานส่วนเกินที่อพยพกลับท้องถิ่นและชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่เอาเข้าจริง โครงการส่วนใหญ่ที่เข้ามาก็ยังคงเป็นการสร้างถนนสายสั้นๆ ในชุมชนถึง 12,182 โครงการ มีโครงการที่เน้นเรื่องการสร้างงานและแก้ไขความยากจนเพียง 117 และ 9 โครงการตามลำดับเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โครงการเหล่านี้กระจายอยู่ตามพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ เป็นโครงการเล็กๆ ที่ยากที่จะมีผล ในการกระตุ้นเศรษฐกิจและแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศ ส่วนใหญ่น่าจะเป็นแผนงานที่เคยมีมาก่อนหน้านี้แล้ว นำมาปัดฝุ่นเสียใหม่เพื่อเสนอของบประมาณ ในลักษณะ &amp;quot;งบล้างท่อ&amp;quot; ไม่ใช่โครงการใหม่ที่คิดขึ้นตามจุดประสงค์ของการใช้เงิน ซึ่งก็เป็นเรื่องที่พอจะเข้าใจได้ เพราะระยะเวลาที่ต้องการให้เสนอโครงการเพื่อการใช้เงินกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชนอย่างรวดเร็วนั้นสั้นมาก การคิด วิเคราะห์และคัดเลือกในแต่ละหน่วยงานจึงทำไม่ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แทนที่เราจะใช้เงินกู้ 400,000 ล้านบาท ไปในโครงการเล็กๆ ที่กระจัดกระจายไปในที่ต่างๆ ที่ไม่สามารถคาดได้ว่าเป็นการใช้เงินที่คุ้มค่า ซึ่งเป็นการใช้เงินแบบเบี้ยหัวแตกหัวแหลก ควรหรือไม่ที่จะใช้งบส่วนใหญ่เพื่อการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบทั่วประเทศ เพื่อให้มีประสิทธิผลในการพัฒนาและแก้ไขปัญหาความยากจนและสร้างงาน สร้างรายได้แบบยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในเวลาเดียวกัน ก็แก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศไปด้วย เพราะในแต่ละปีเราต้องเสียเงินงบประมาณหลายหมื่นล้านเพื่อการชดเชยภัยแล้งและเยียวยาผู้ประสบภัยน้ำท่วม เงินชดเชยเทียบไม่ได้กับความเสี่ยง ในเรื่องน้ำที่เกษตรกรเผชิญอยู่ดังนั้นแม้การลงทุนบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบทั่วประเทศแบบบูรณาการจะใช้เงินลงทุนสูง แต่จะประหยัดงบประมาณในการชดเชยและเยียวยาในแต่ละปี โครงการเช่นนี้จึงน่าจะคืนทุนได้ในระยะเวลาไม่นาน ยังไม่นับประโยชน์ที่เกิดจากการผลิต การสร้างงาน สร้างรายได้ และเพิ่มคุณภาพของชีวิต รวมทั้งยังเป็นการเตรียมรับมือกับปัญหา climate change ที่ถือเป็นความเสี่ยงที่สำคัญของเศรษฐกิจโลกในระยะต่อไป ประเทศที่ประชากรจำนวนมากยังพึ่งภาคเกษตร การบริหารจัดการน้ำในระยะต่อไปจึงเป็นเรื่องที่จำเป็นมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แผนการลงทุนในเรื่องการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบทั่วประเทศจะต้องทำในลักษณะ Master plan ที่มีโครงการใหญ่และเล็กกระจายอยู่ทั่วประเทศ ในลักษณะ &amp;quot;ปูพรม&amp;quot; มีการสร้างพัฒนา ปรับปรุงแหล่งน้ำ ที่กักเก็บน้ำ อ่างเก็บน้ำ คลอง ฝาย และอื่นๆ เชื่อมโยงกัน การมี master plan ในเรื่องนี้จะดูแลเรื่องผล กระทบภายนอกในทางลบ (negative externalities) ได้ดีกว่าต่างคนต่างทำตามกำลังงบประมาณ และสามารถประสานผลประโยชน์ของผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียจากการบริหารจัดการน้ำทั่วประเทศ และชดเชยผู้ที่เสียประโยชน์จากโครงการอย่างเป็นธรรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โครงการบริหารจัดการน้ำน่าจะมีส่วนที่จะทำให้เราบรรลุถึงจุดประสงค์ของการใช้เงินตามแผนงานทั้ง 4 แผน (แผนงาน 3.1-3.4) คือ เป็นการลงทุนที่สามารถฟื้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจ (แผนงาน 3.1) เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น และชุมชน (แผนงานที่ 3.2) เป็นการกระตุ้นการบริโภคภาคครัวเรือนและเอกชน (แผนงาน 3.3) และสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานและสนับสนุนกระบวนการผลิต (แผนงานที่ 3.4)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความยากลำบากของการทำโครงการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบแบบบูรณาการอยู่ที่ทุกขั้นตอนของการทำโครงการ ตั้งแต่การมี master plan ที่ครอบคลุมทุกภาคส่วนจากผู้เชี่ยวชาญในเรื่องน้ำทั้งระดับประเทศและระดับพื้นที่ เมื่อมีโครงการย่อยๆ กระจัดกระจายอยู่ทั่วประเทศ การบริหารจัดการในเรื่องการก่อสร้าง การประมูล การจัดซื้อจัดจ้าง และการบริหารโครงการให้เป็นไปตามเป้าหมายและภายในกำหนดเวลาเป็นเรื่องท้าทาย ที่สำคัญต้องบริหารความขัดแย้งหรือการขัดกันของผลประโยชน์ในแต่ละพื้นที่และหน่วยงาน ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากลำบากไม่ใช่เล่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม วิกฤติครั้งนี้ประเทศมีหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นมาก หากไม่แก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศ และปัญหาความยากจน เราจะไม่สามารถเจริญเติบโตอย่างยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถึงตรงนี้คงมีคนแย้งว่า ภาวะวิกฤติครั้งนี้ต้องการการใช้จ่ายออกไปอย่างรวดเร็ว เพื่อจะกระตุ้นเศรษฐกิจตามแผนงานที่เสนอเข้ามา การทำโครงการบริหารจัดการน้ำต้องใช้เวลา ซึ่งประเด็นนี้ก็พอจะเข้าใจได้ แต่การใช้เงินออกไปแบบเบี้ยหัวแหลกหัวแตกจะไม่มีประสิทธิผลมาก อย่างน้อยตัวทวีคูณทางการคลังในปัจจุบันต่ำมาก ในทุกประเทศการคาดหวังว่าเงินที่ใช้ไปจะกระตุ้นเศรษฐกิจได้นั้น อาจจะไม่เกิดขึ้น ในขณะเดียวกันหนี้สาธารณะของประเทศที่สูงขึ้นมากนี้น่าจะทำให้เราต้องใช้การคิดวิเคราะห์ให้ถี่ถ้วนกว่าเดิม หรืออย่างน้อย หากไม่สามารถทำเรื่องการบริหารจัดการน้ำอย่างเต็มรูปแบบจากเงินกู้ 400,000 ล้านบาทได้ทั้งหมด ก็ควรจะมีโครงการบริหารจัดการน้ำเป็นหลักและต่อเนื่องในปีงบประมาณหน้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โครงการบริหารจัดการน้ำนี้น่าจะเป็นการใช้เงินที่คุ้มค่าและสามารถแก้ไขปัญหาความยากจนของประเทศ นอกจากนี้โครงการดังกล่าวจะเพิ่มการจ้างงานในหลายระดับและพื้นที่ ทั้งผู้เชี่ยวชาญ ผู้บริหารโครงการ แรงงานในระดับฝีมือ และไร้ฝีมือจำนวนมากกระจายอยู่ในพื้นที่ต่างๆ รวมไปถึงควรมีการจ้างบัณฑิตจบใหม่ทำหน้าที่เหมือนอาสาสมัครในกรณี Covid 19 เพื่อตรวจสอบและดูแลให้การทำโครงการย่อยๆ ในแต่ละพื้นที่เป็นไปตามเป้าหมาย มีความโปร่งใส และตรวจสอบได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก็หวังที่จะเห็นนักการเมืองมีวิสัยทัศน์ที่ยาวไกลสักหน่อยเพื่อผลประโยชน์ระยะยาวของประเทศและประชาชน ไม่เน้นแต่การใช้เงินที่หวังผลทางการเมืองระยะสั้นๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คอลัมน์ เวทีพิจารณ์นโยบายสาธารณะ
ดร. อัจนา ไวความดี
กลุ่มนโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมภิบาล&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/69546</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระตุ้นเศรษฐกิจ, กลุ่มนโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมภิบาล, อัจนา ไวความดี, เงินกู้ 4 แสนล้าน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200223/image_big_5e5256ab75f5d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>67076</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/05/2020 12:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/05/2020 12:54</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เด็กนักเรียนภายใต้วิกฤตโควิด 19 </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพราะ &amp;ldquo;เด็ก&amp;rdquo; ไม่ใช่ผู้ใหญ่ตัวเล็ก การบริหารจัดการเรื่องของเด็กภายใต้วิกฤตการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด 19 จึงต้องมีความละเอียดอ่อนรอบคอบเป็นพิเศษ เพราะอนาคตที่ดีของเด็กก็คือความสำเร็จของประเทศด้วย &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การแพร่ระบาดในวงกว้างของเชื้อโควิด 19 ทำให้หลายประเทศซึ่งรวมประเทศไทยด้วย จำเป็นต้องใช้มาตรการล็อกดาวน์เพื่อป้องกันทั้งเด็กและผู้ใหญ่จากภัยโควิด ผู้ใหญ่จำนวนหนึ่งก็ต้องหันมาทำงานที่บ้านแทนการไปทำงานที่สำนักงาน ในขณะที่เด็ก ๆ ก็ต้องหันมาเรียนหนังสือออนไลน์กันที่บ้านเพราะโรงเรียนปิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แม้ว่าทางการจะบอกว่า การเรียนออนไลน์ในระยะที่ผ่านมาเป็นเพียงแค่การทดลองเท่านั้น แต่นักเรียนจำนวนไม่น้อยก็ต้องเผชิญกับปัญหาขลุกขลักหลายประการโดยเฉพาะในกลุ่มของเด็กด้อยโอกาส &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด 19 ได้ช่วยตอกย้ำถึงปัญหาของความเหลื่อมล้ำในโอกาสทางการศึกษาของเด็กให้ได้เห็นกันอย่างเด่นชัดมากขึ้น ไม่เฉพาะในประเทศไทยแต่ในอีกหลาย ๆ ประเทศทั่วโลกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การปิดโรงเรียนเพื่อหนีโควิดตลอดช่วงสองเดือนที่ผ่านมา ได้ส่งผลกระทบต่อเด็กที่มาจากครอบครัวที่ยากจนมากกว่าเด็กที่มาจากครอบครัวที่มีฐานะดีในหลาย ๆ ด้าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แม้แต่ในสหรัฐอเมริกาเอง ก็ยังมีชาวอเมริกันอีกราว 21 ล้านคนที่ไม่สามารถเข้าถึงบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ตได้ในปี ค.ศ. 2019 ซึ่งก็เป็นอุปสรรคสำหรับเด็ก ๆ ในครอบครัวเหล่านี้ที่ต้องหันมาเรียนในระบบออนไลน์ที่บ้าน เพราะมีข้อจำกัดในเรื่องการเข้าถึงระบบคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตที่บ้าน (the digital divide) &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ งานวิจัยในสหรัฐอเมริกาในอดีตก็ยังพบว่า การปิดเทอมของโรงเรียนในช่วงฤดูร้อนประมาณ 3 เดือนของทุกปีตามปกตินั้น มีผลทำให้ทักษะและความรู้ของนักเรียนทั่วไปลดน้อยลงในช่วง 3 เดือนที่มีการหยุดโรงเรียน (เมื่อเทียบกับช่วงเวลาที่เท่ากันที่มีการเปิดภาคเรียน) และกลุ่มนักเรียนที่ด้อยโอกาสที่มาจากครอบครัวที่มีฐานะยากจน จะมีปัญหาเรื่องทักษะและความรู้ที่ลดลง (โดยเฉพาะในด้านคณิตศาสตร์) มากกว่าเมื่อเทียบกับเด็กกลุ่มที่มาจากครอบครัวที่มีฐานะดีกว่า เนื่องจากเด็กกลุ่มหลังนี้จะมีโอกาสใช้เวลาในการเรียนเพิ่มเติมพิเศษได้มากกว่า ซึ่งผลวิจัยดังกล่าวนี้มีนัยยะที่แสดงให้เห็นว่า ยิ่งโรงเรียนต้องปิดนานมากขึ้นเท่าไหร่อันเป็นผลมาจากมาตรการล็อกดาวน์เพื่อความปลอดภัยแล้ว ก็ยิ่งจะมีผลเสียต่อผลการเรียนและพัฒนาการด้านการเรียนของกลุ่มเด็กด้อยโอกาสที่มาจากครอบครัวที่ยากจนมากขึ้นเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากข้อเท็จจริงเหล่านี้ จึงไม่น่าแปลกใจกับข่าวที่สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) เตรียมจะเสนอให้ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) พิจารณาให้โรงเรียนนานาชาติจำนวน 216 แห่งได้เปิดเรียนในวันที่ 1 มิถุนายนนี้เลย โดยให้เหตุผลว่ามีความจำเป็นที่จะต้องเปิด-ปิดเทอมให้สอดคล้องกับต่างประเทศ แต่ความพยายามที่จะให้มีการเปิดโรงเรียนนานาชาติให้นักเรียนได้กลับไปเรียนโดยเร็ว ทั้ง ๆ ที่โรงเรียนเหล่านี้ก็มีความพร้อมในการจัดการเรียนการสอนออนไลน์กันมาได้สักระยะหนึ่งแล้วก็ตาม ย่อมเป็นการยืนยันถึงข้อดีของการเรียนหนังสือที่โรงเรียนที่เหนือกว่าการเรียนในระบบออนไลน์ที่บ้านเพียงอย่างเดียวอย่างชัดเจน (อย่างน้อยก็ในช่วงเวลานี้) ดังนั้น ทางเลือกที่ดีกว่านี้ก็คือการใช้ระบบการเรียนแบบผสมผสานของทั้งสองระบบนี้เข้าด้วยกัน เช่นในกรณีของ การเรียนของนักศึกษาแพทย์โดยทั่วไป ที่จะมีการเรียนภาคทฤษฎีบางส่วนจากระบบออนไลน์ และมีการเรียนภาคปฏิบัติจริงที่โรงพยาบาลโดยแบ่งเป็นกลุ่มย่อยภายใต้การควบคุมแนะนำโดยอาจารย์แพทย์เพื่อพัฒนาทักษะความรู้และประสบการณ์การแก้ปัญหาจากสถานการณ์จริง เป็นต้น &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ซึ่งข้อสังเกตข้างต้นนี้ ก็ยังสอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่พบเห็นในต่างประเทศ ที่หลายประเทศได้เริ่มทยอยเปิดให้เด็กนักเรียนได้กลับไปเรียนหนังสือในโรงเรียนกันแล้ว เช่น จีน เดนมาร์ก และฝรั่งเศส เป็นต้น เพราะประเทศเหล่านี้ก็มีความเชื่อว่า เด็กเล็กจะมีโอกาสน้อยกว่าผู้ใหญ่ที่จะป่วยด้วยเชื้อไวรัสโควิด 19 &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเป็นโรคอุบัติใหม่ จึงยังไม่มีความรู้เกี่ยวกับโรคนี้ที่มากพอ การเปิดโรงเรียนในช่วงเวลานี้ จึงมีความกังวลเรื่องความเสี่ยงเรื่องความไม่ปลอดภัยที่แตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ด้วย &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อเร็ว ๆ นี้เอง ก็มีข่าวว่า มีเด็กเล็กในหลายประเทศที่เมื่อได้รับเชื้อไวรัสโควิด 19 เข้าไปแล้วเป็นระยะเวลาหนึ่ง ก็เริ่มจะมีอาการป่วยคล้ายโรค Kawasaki หรือโรค Toxic shock syndrome มากกว่าที่จะป่วยเป็นโรคโควิด 19 ข่าวคราวใหม่เหล่านี้ ได้มีผลทำให้ประเทศฝรั่งเศสได้สั่งปิดโรงเรียนจำนวน 7 แห่งในเมืองฮูเบ (Roubaix) อีกครั้งภายหลังจากที่พบว่ามีเด็กนักเรียนติดเชื้อโควิด 19 อย่างน้อย 1 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะนี้ รัฐบาลของหลายประเทศกำลังเผชิญกับปัญหาที่ค่อนข้างยากและมีความละเอียดอ่อนสูงเกี่ยวกับเรื่องการกำหนดระยะเวลาที่เหมาะสมในการเปิดโรงเรียน เพราะเริ่มเห็นแล้วว่า ระบบการเรียนการสอนแบบออนไลน์คงไม่สามารถทดแทนการสอนปกติที่โรงเรียนได้อย่างที่เข้าใจกันตั้งแต่ต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทางออกสุดท้ายที่มีความเป็นไปได้สูง จึงหนีไม่พ้นที่จะต้องยอมให้มีการเรียนการสอนที่โรงเรียนภายใต้เงื่อนไขสำคัญที่ว่า โรงเรียนจะต้องมีมาตรการด้านการบริหารจัดการที่ดีพอเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด 19 ได้จนเป็นที่วางใจของผู้ปกครองของเด็กนักเรียนทั้งหลาย เช่น ต้องมีการเว้นระยะห่างทางสังคม (social distancing) ทั้งในห้องเรียนและสนามเด็กเล่น ต้องมีการแนะนำให้นักเรียนสวมหน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันตนเอง ต้องมีการควบคุมและแนะนำให้เด็กนักเรียนทำความสะอาดล้างมือบ่อย ๆ ต้องมีการวางระบบคัดกรองและติดตามข้อมูลของนักเรียนที่เริ่มมีอาการป่วยด้วยเชื้อไวรัสโควิด และต้องมีการจัดห้องเรียนใหม่เพื่อลดจำนวนนักศึกษาต่อห้องให้เหลือน้อยลง และ/หรือลดจำนวนวิชาเรียนที่ไม่จำเป็นให้เหลือน้อยลงเพื่อจะได้เหลื่อมเวลาการเรียนให้ทำการเรียนการสอนได้มากกว่าหนึ่งรอบ เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับกรณีของประเทศไทยนั้น ยังมีโจทย์ยากเพิ่มเติมอีกหนึ่งข้อใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับแผนการปฏิรูประบบโรงเรียนด้วย ซึ่งก่อนหน้านี้ได้มีหน่วยงานในกระทรวงศึกษาธิการบางส่วนที่เห็นด้วยกับวิธีการเพิ่มประสิทธิภาพของระบบโรงเรียนในประเทศด้วยวิธียุบโรงเรียนขนาดเล็กทั้งหลาย แล้วย้ายนักเรียนในโรงเรียนขนาดเล็กเหล่านั้นไปเรียนในโรงเรียนขนาดใหญ่ที่อยู่ในพื้นที่ใกล้เคียง โดยเชื่อว่าวิธีนี้จะสามารถจัดการเรียนการสอนและระบบการบริหารงบประมาณให้มีประสิทธิภาพและคุณภาพที่ดีขึ้น แนวคิดดังกล่าวนี้จะยังคงมีความเป็นไปได้หรือไม่ หรือควรจะทำในทิศทางตรงกันข้าม เช่นให้ลดจำนวนโรงเรียนขนาดใหญ่ให้เหลือน้อยลงแทน และหันไปเพิ่มจำนวนโรงเรียนขนาดกลางและเล็กให้เพิ่มมากขึ้น แล้วนำระบบการสอนออนไลน์มาเสริมแบบผสมผสานกับระบบการสอนที่โรงเรียนที่มีขนาดกลางและเล็กให้เหมาะสมมากขึ้น ทั้งนี้นอกจากว่า จะมีประโยชน์ทั้งในเรื่องของการทำระยะห่างทางสังคม (social distance) แล้ว ก็ยังเป็นประโยชน์ต่อการปรับเพิ่มคุณภาพการเรียนการสอนของโรงเรียนให้ดีขึ้นได้ด้วย เพราะคุณครูจะสามารถดูแลนักเรียนได้อย่างทั่วถึงมากขึ้น เนื่องจากห้องเรียนจะมีขนาดเล็กลง ซึ่งนโยบายการปฏิรูปโรงเรียนแนวใหม่นี้ก็จะสอดคล้องกับความเป็นจริงของยุคโควิดที่ต้องการเน้นทั้งเรื่องคุณภาพการเรียนการสอนในโรงเรียนและความปลอดภัยจากเชื้อไวรัสโควิด 19 ที่อาจมีการระบาดครั้งใหม่ได้เสมอ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศ.ดร อารยะ ปรีชาเมตตา
กนิศฐา หลิน
กลุ่มนโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมภิบาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/67076</URL_LINK>
                <HASHTAG>กนิศฐา หลิน, กลุ่มนโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมภิบาล, ศ.ดร อารยะ ปรีชาเมตตา, เด็กนักเรียนภายใต้วิกฤตโควิด 19, เรียนออนไลน์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200513/image_big_5ebbbf0561a46.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
