<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>120240</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/10/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/10/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กฎหมายกำกับและควบคุมการทำความดี  “เรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร?”</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การออกกฎหมายและการบังคับใช้กฎหมายของเรานั้น ย่อมต้องทำเพื่อประชาชนภายใต้บทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญอันถือเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ โดยต้องอาศัยการมีส่วนร่วมของประชาชน การจัดทำประชาพิจารณ์แสดงความคิดเห็นนำไปสู่ร่างกฎหมายที่เสนอต่อรัฐสภาเพื่อตราเป็นกฎหมายต่อไป
ในปัจจุบันและอดีตที่ผ่านมานั้น ต้องยอมรับว่าการบังคับใช้กฎหมายหลายกรณีมีความไม่เสมอภาค สองมาตรฐาน ขาดธรรมาภิบาล แต่บทความเรื่องนี้จะแสดงให้เห็นถึงการใช้อำนาจของรัฐในการตรากฎหมายที่แม้เพียงเป็นการเริ่มต้นก็เดินหลงทางบนความถูกต้องด้วยความผิดหลง สำคัญผิดว่าการใช้อำนาจรัฐสามารถทำได้ทุกอย่างภายใต้กฎหมายรวมถึง แต่ไม่จำกัดเพียงการกำกับและควบคุมการทำความดีในสังคม
เมื่อไม่นานมานี้ คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบหลักการของร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการดำเนินงานขององค์กรที่ไม่แสวงหารายได้ หรือกำไรมาแบ่งปันกัน พ.ศ&amp;hellip;..โดยในหลักการของร่างกฎหมายนั้น มีการระบุไว้ว่า ในปัจจุบันมีการจัดตั้งองค์กรที่ไม่แสวงหารายได้หรือกำไรมาแบ่งปันกันขึ้นในประเทศไทยเป็นจำนวนมาก บางส่วนจัดตั้งขึ้นตามกฎหมายเฉพาะ และบางส่วนดำเนินการในรูปคณะบุคคลที่มิได้จัดตั้งขึ้นตามกฎหมาย ทำให้ภาครัฐมีการกำกับดูแลไม่ทั่วถึง และมีองค์กรจำนวนมากที่อ้างว่า เป็นองค์กรที่ไม่แสวงหารายได้หรือกำไรมาแบ่งปันกัน แต่กลับดำเนินการในลักษณะที่เป็นการหารายได้มาแบ่งปันกันในระหว่างผู้ร่วมดำเนินการโดยหลีกเลี่ยงการเสียภาษี ซึ่งเป็นการหลอกลวงประชาชน และมีจำนวนมากที่รับเงินหรือทรัพย์สินของบุคคลธรรมดา นิติบุคคล หรือคณะบุคคล ซึ่งไม่มีสัญชาติไทย มาใช้ในการดำเนินกิจกรรมที่อาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างราชอาณาจักรไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน หรือที่ส่งผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อย สมควรที่จะต้องมีกฎหมายกลางขึ้นเพื่อกำกับการดำเนินงานขององค์กรที่ไม่แสวงหารายได้หรือกำไรเป็นไปอย่างถูกต้อง เปิดเผย โปร่งใส เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชนอย่างแท้จริง ซึ่งหลายประเทศได้กำหนดให้มีกฎหมายในลักษณะเดียวกัน จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้เพื่อให้มีกฎหมายกลางในระดับพระราชบัญญัติขึ้นเพื่อกำกับการดำเนินงานขององค์กรที่ไม่แสวงหารายได้หรือกำไร
การกำกับและควบคุมอย่างไรบ้างนั้น ขอนำมาเล่าสู่กันฟังว่า ในฐานะประชาชนคนหนึ่งที่มีสิทธิ์มีเสียงในการแสดงความคิดเห็นว่าเราควรจะแสดงความเห็นส่งต่อไปยังรัฐบาลและผู้เกี่ยวข้องพร้อมๆ กัน อย่างน้อยดังนี้
1.คำนิยาม
&amp;ldquo;องค์กรที่ไม่แสวงหารายได้หรือกำไรมาแบ่งปันกัน หมายความรวมถึง คณะบุคคลที่มิได้จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายเฉพาะ แต่ดำเนินกิจกรรมโดยไม่มีวัตถุประสงค์ในการแสวงหารายได้หรือกำไรมาแบ่งปัน&amp;rdquo;
เห็นได้ว่า คำว่า &amp;ldquo;คณะบุคคล&amp;rdquo; รวมทุกกลุ่มบุคคล ไม่ว่าจะเป็นมูลนิธิ สมาคม ชมรม กลุ่มเพื่อน กลุ่มจิตอาสาในภารกิจเพื่อสังคม หรือองค์กรทำความดีต่างๆ รวมถึงแพลตฟอร์มในโลกโซเชียล เช่น จส.100 ธนาคารเวลา องค์กรทำความดี เทใจดอทคอม ซ.โซ่อาสา ขนมปังเทวดา ร้านบ้านคุณตาคุณยาย เป็นต้น ที่จะต้องตกอยู่ภายใต้การบังคับตามร่างกฎหมายฉบับนี้ ซึ่งจะทำให้สังคมเกิดความวุ่นวายโกลาหล เพราะคำว่า &amp;ldquo;หมายความรวมถึง&amp;rdquo; คือการครอบจักรวาลเพื่อการที่รัฐต้องการเข้ามาจัดระบบแบบขึ้นทะเบียนกับทางราชการในการกำกับและควบคุมทุกๆ กลุ่มของผู้คนที่ต้องการทำความดี
2.การเข้ามากำกับและควบคุมการทำความดี&amp;nbsp;
ร่างกฎหมายฉบับนี้กำหนดให้ &amp;ldquo;คณะบุคคล&amp;rdquo; และอาจรวมถึง &amp;ldquo;บุคคล&amp;rdquo; ใดๆ ที่จัดตั้งองค์กรหรือในรูปโครงการ แต่ดำเนินงานโดยคณะบุคคลในการทำการกุศลขึ้นมาในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งก็ตามที่ตกอยู่ในคำนิยามให้มีหน้าที่ต้องไปจดแจ้งขึ้นทะเบียนการเป็นองค์กรที่ไม่แสวงหารายได้หรือกำไรมาแบ่งปันกันกับกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทยเพื่อการกำกับ ควบคุมต่างๆ แบบครบวงจร กล่าวคือ :
2.1 ต้องเปิดเผยแหล่งที่มาและจำนวนของเงินหรือทรัพย์สิน ที่ใช้ในการดำเนินกิจกรรมในแต่ละปี และต้องยื่นแบบรายการภาษีเงินได้ทุกปี&amp;nbsp;
2.2 ต้องเสนอรายงานการสอบบัญชีประจำปี โดยผู้สอบบัญชีที่ได้รับอนุญาตต่อผู้รับจดแจ้งภายใน 60 วัน นับแต่วันสิ้นปีบัญชี และให้ผู้รับจดแจ้งเผยแพร่ต่อสาธารณะ
2.3 กำหนดให้องค์กรที่ไม่แสวงหารายได้ จะรับเงินหรือทรัพย์สินจากบุคคลธรรมดา นิติบุคคล หรือคณะบุคคลที่ไม่มีสัญชาติไทย หรือไม่ได้จดทะเบียนจัดตั้งในไทย มาใช้ในการดำเนินกิจกรรมในไทยได้เฉพาะกิจกรรมที่กฎหมายกำหนด
3.โทษทางอาญา &amp;nbsp;
ร่างกฎหมายฉบับนี้มีการกำหนดโทษทางอาญา (จับกุม คุมขัง และโทษปรับ) อีกด้วย ซึ่งเป็นการผิดวิสัยของการที่รัฐต้องการเข้ามาสนับสนุนดูแลการทำงานของภาคประชาสังคม
ในเรื่องนี้มีความเห็นเพิ่มเติมว่า มีการเตรียมออกกฎหมายฉบับนี้เข้าไปยึดโยงเกี่ยวข้องกับประเด็นการเมืองอีกด้วย คือความเข้าใจว่ามีการระดมทุนทำกิจกรรมต่อต้านรัฐบาลผ่านกลไกขององค์กรที่ไม่แสวงหารายได้เหล่านี้ นอกจากนี้ยังได้ยินมาอีกว่า สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินได้ขอมีส่วนร่วมให้มีการเพิ่มเติมการกำกับและควบคุมเพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลด้านการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน การต่อต้านการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย การแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูงอีกด้วย ดังนั้นการทำความดีหรือการตั้งใจทำความดีอาจเป็นการทำคุณบูชาโทษได้ในอนาคตหากไม่มีการแก้ไขปรับปรุงร่างกฎหมายฉบับนี้
แม้ต่อมาทางรัฐบาลจะได้ออกมาชี้แจงผ่านสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาว่าร่างดังกล่าวเป็นเพียง &amp;ldquo;หลักการ&amp;rdquo; เท่านั้น และจะต้องมีการยกร่างขึ้นมาโดยสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งอาจจะไม่เหมือนของเดิมที่เป็นหลักการเลยก็ได้ แต่ความไม่แน่นอนย่อมทำให้ประชาคมจิตอาสาเกิดความกังวล ไม่สบายใจได้ อย่างไรก็ตาม ก็ขอฝากท่านผู้อ่านทุกคนโดยเฉพาะในภาคประชาสังคมว่าอย่าได้ท้อแท้ใจกับเรื่องนี้ ขอให้ทุกท่านทำความดีต่อไป เชื่อมั่นว่ากฎหมายที่ร่างด้วยความไม่สมเหตุสมผล ขาดการมีส่วนร่วม ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ธรรมาภิบาลและหลักสิทธิมนุษยชนย่อมจะต้องแพ้ภัยตัวเองในที่สุด &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
เทวัญ อุทัยวัฒน์ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;
กลุ่มนโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาล&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/120240</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฎหมายกำกับและควบคุมการทำความดี  “เรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร?”, กลุ่มนโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาล, เทวัญ อุทัยวัฒน์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211019/image_big_616ec6d82c0cc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>117606</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/09/2021 10:36</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/09/2021 10:36</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กับดักหนี้  กยศ.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา ( กยศ.) &amp;nbsp;มีวิสัยทัศน์ &amp;ldquo; &amp;nbsp;เป็นกองทุนหมุนเวียนที่ให้โอกาสทางการศึกษา เพื่อสร้างอนาคตที่มั่นคง มั่งคั่งและยั่งยืน &amp;ldquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กยศ.เริ่มดำเนินการตามพระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา พ.ศ. 2541. มีจำนวนผู้กู้ถึงปัจจุบันรวม 5.9 ล้านคนผู้กู้ที่ถูกคำพิพากษาศาล &amp;nbsp;1.2 ล้านคน * และที่ถูกบังคับคดีจำนวน &amp;nbsp;212556 &amp;nbsp;คน*จากจำนวนผู้กู้ที่ถูกคำพิพากษาร้อยละ 20 และที่ถูกบังคับคดีร้อยละ &amp;nbsp;5.5 &amp;nbsp;ของผู้กู้ทั้งหมด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จึงเกิดเป็นคำถามแรกต่อ วิสัยทัศน์ กยศ.ในการให้โอกาส เพื่อสร้างอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้กู้ที่ถูกคำพิพากษาและที่ถูกบังคับคดี คือเยาวชนวัยทำงาน &amp;nbsp; ควรจะเป็นกำลังสร้างชาติ แต่วันนี้ถูกฟ้องดำเนินคดีที่เกิดจากการให้กู้ยืมของ กยศ. เพื่อการศึกษา ซึ่งมีเป้าหมายช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยตาม พรบ.2541 &amp;nbsp;ในขณะเกิดวิกฤตต้มยำกุ้ง&amp;nbsp; จากข่าวการยึดทรัพย์สินของผู้ค้ำประกันหนี้ กยศ หนี้ของผู้กู้ไม่ถึงหมี่นบาท เดือดร้อนถึงกับยึดบ้านพ่อแม่ขายทอดตลาด หรือความหวังดีของครูต่อศิษย์ยอมเป็นผู้ค้ำประกันเงินกู้ ตกที่นั่งลำบาก จากลูกศิษย์ตกงานไม่มีรายได้ ต้องเป็นภาระจ่ายเงินกู้แทนจนตัวเองเกษียณ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ยังคงมีอีกหลายกรณีที่ยังไม่ปรากฏเป็นข่าวให้เห็น ที่แน่ชัด ผู้กู้ หรือน้อง ๆ วัยทำงานอีกประมาณ 1.2 ล้านคนที่ยังอาจต้องเผชิญกับการถูกหมายบังคับคดี และผู้ค้ำประกันอีก 2.8 ล้านคน *ที่รอคอยอาจถูกยึดทรัพย์ขายทอดตลาด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะนี้มองไม่เห็นอนาคต ของคน 4 ล้านคนที่เป็นผู้กู้หรือค้ำประกัน สิ่งที่คนเหล่านี้อาจจะต้องเผชิญอยู่เบื้องหน้าคือคำพิพากษาศาลและบังคับคดี น่าจะเรียกได้ว่าเป็น กับดักหนี้ กยศ.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มันเป็นฝันร้ายของประเทศไทยในยามที่เกิดวิกฤตโคโรน่าไวรัส 19 &amp;nbsp;ข้อมูลสำนักงานสถิติแห่งชาติมีผู้ว่างงาน สี่แสนคนก่อนโควิด น่าจะเพิ่มขึ้นในปัจจุบัน &amp;nbsp;บทบาทที่ภาครัฐกำลังเร่งมือระดมพลังสมองแรงกายแรงใจ พร้อมทั้งภาคเอกชน ประชาชน ก็ร่วมแรงร่วมใจ เพื่อฝ่าฟันให้พ้นช่วงวิกฤตชาติครั้งนี้ไปด้วยกัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่พลังของคนไทย 4 ล้านคนอาจกำลังถูกบั่นทอนอย่างรุนแรงจากผลการฟ้องร้องและบังคับคดีที่กำลังมา ยิ่งถ้ารอเวลาให้เนินนานออกไปในปีหน้าโดยไม่ทำอะไรเลย การบั่นทอนกำลังใจของประชาชน 4 ล้านคน เป็นการซ้ำเติมทำร้ายประเทศไทยให้บอบช้ำยิ่งขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่เขียนมาก็ไม่ได้หมายความว่า กยศ.ทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง หากตามไปดูข้อมูลใน พรบ.2541 มาตรา 38 (5) รับชำระหนี้เงินกู้ติดตามทวงถามและดำเนินคดีเพื่อบังคับชำระหนี้เงินกู้ การที่ระบุใว้ในพรบ.ชัดเจนว่า ดำเนินคดีเพื่อบังคับชำระหนี้ &amp;nbsp;คนทำงานก็ต้องปฎิบัติตามมิฉะนั้นก็กลายเป็นละเว้นไม่ปฎิบัติหน้าที่ &amp;nbsp;แล้วบวกกับอายุความของสัญญากู้ที่ไม่เกิน 10 ปี กยศ.จึงมีค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีสูงถึง &amp;nbsp; 639 &amp;nbsp;ล้านบาทในปี &amp;nbsp;2563 &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จึงเป็นที่มาของคำถามที่สองว่า.มาตรฐานในการติดตามและแก้ไขหนี้ให้ผู้กู้ดีเพียงพอหรือไม่ &amp;nbsp;เข้าใจสถานะผู้กู้หรือไม่ เมื่อถึงเวลาแล้วก็ให้ทนายดำเนินการ จึงปรากฏ มีค่าใช้จ่ายในการติดตามหนี้โดยการดำเนินคดีสูงมาก &amp;nbsp;ยิ่งหากนำมาเทียบกับรายได้ 6638 ล้านบาทในปี 2563 ประมาณ &amp;nbsp;ร้อยละ 10 ของรายได้ซึ่งไม่น้อยเลยทีเดียว &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เป็นที่น่าสังเกตอีกเช่นกันว่ารายได้ดอกเบี้ยรับ 5822 ล้านบาท เป็นร้อยละ 90ของรายรับในปี2563 ซึ่งดูเป็นปกติสำหรับกิจการให้กู้ &amp;nbsp;แต่หากไปดูในรายละเอียด ปรากฏเป็นเบี้ยปรับผิดนัดชำระหนี้สูงมากถึง 2520 &amp;nbsp;ล้านบาทหรือ ร้อยละ 40 ของดอกเบี้ยรับทั้งหมดซึ่งไม่น่าเป็นเรื่องปกติ &amp;nbsp;สะท้อนได้สองอย่างคือ ผู้กู้จ่ายหนี้มาไม่ทราบว่าเงินมาตัดดอกเบี้ยปรับที่สูงเงินที่ชำระมาไม่ลดเงินต้น สองกระบวนการติดตามเก็บชำระหนี้พึงพาการฟ้องร้องการบังคับคดีเป็นหลัก ซึ่งไม่น่าเป็นเรื่องที่ถูกต้องโดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อบทบาทของการให้โอกาสสร้างอนาคตต่อเยาวชนของชาติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดีอย่างน้อยมีผู้กู้ ของ กยศ.จำนวน 1.47 ล้านรายได้ชำระหนี้เสร็จสิ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เป็นที่น่ายินดีมีการแก้ไข พรบ กยศ 2560 ซึ่งตอบโจทย์ปัญหาดังกล่าวข้างต้นได้บ้าง เช่น ไม่มีข้อความดำเนินคดีเพื่อบังคับชำระหนี้เงินกู้ &amp;nbsp;( &amp;nbsp;แต่ในทางปฎิบัติการฟ้องดำเนินคดีก็ยังปรากฏ ) &amp;nbsp;การลดอัตราดอกเบี้ยปรับ จากร้อยละ 1.5 &amp;nbsp;ต่อเดือนหรือร้อยละ 18 ต่อปี เหลือไม่เกิน ร้อยละ 7.5 ต่อปี และนำเรื่องการชำระหนี้ผูกกับการมีรายได้ของผู้กู้ โดยนายจ้างมีหน้าที่หักเงินเดือนชำระหนี้ให้ เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประกอบกับ ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ปฎิรูปหลักการชำระหนี้ ในเรื่องการกำหนดอัตราดอกเบี้ยผิดนัดชำระหนี้ที่เหมาะสมพร้อมทั้งปรับฐานการคิดดอกเบี้ยปรับให้คิดเฉพาะเงินต้นที่ผิดนัดในงวดนั้น ๆแทนการคิดเงินต้นทั้งจำนวน ซึ่งลดภาระดอกเบี้ยปรับได้เป็นอย่างมาก เช่นเดิมดอกเบี้ยปรับ 27443 เหลือเพียง &amp;nbsp;8 บาท เท่านั้นรวมถึงลำดับการตัดหนี้ให้ตัดต้นเงินและดอกเบี้ยในงวดที่ค้างก่อน แทนที่จะไปตัดดอกเบี้ยปรับ เป็นการสร้างความเป็นธรรมให้ผู้กู้เงิน ในจังหวะเวลาที่เหมาะสม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อีกทั้งวันที่ &amp;nbsp;30 มิถุนายน 2562 &amp;nbsp;สนง.บังคับคดีจังหวัดเชียงใหม่ร่วมกับ กยศ. จัดมหกรรมไกล่เกลี่ยหนี้ข้อพิพาทชั้นบังคับคดี สามารถแก้ไขหนี้ได้ 613 รายจาก จำนวนผู้กู้ 736 ราย นั่นแสดงว่าน้อง ๆ วัยทำงานคงไม่มีใครอยากโดนคดีฟ้องยึดทรัพย์เป็นที่เดือดร้อนของพ่อแม่ผู้ค้ำประกัน &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัจจุบันผู้กู้ จำนวน 1.5 ล้านรายอยู่ในขบวนการทางศาล ส่วนหนึ่งอยุ่ในขั้นตอนยึดทรัพย์ขายทอดตลาด มาตรการประนีประนอมอย่างผ่อนปรนตามธนาคารแห่งประเทศไทย ย่อมถือเป็นการช่วยแก้ไขปัญหาสังคมได้ควรนำมาปฎิบัติอย่างเร่งด่วนในปีนี้ ก่อนที่จะสายเกินแก้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้กู้อยากเห็น รัฐเข้ามาเป็นหุ้นส่วนกับนักศึกษามากกว่าการมีบทบาทเจ้าหนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ท้ายที่สุด เราเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งกับ การสร้างภาพจำและสามารถนำไปสู่แนวทางปฎิบัติได้ด้วย การที่ &amp;nbsp;รัฐบาลโดย กยศ. จะอยู่ในฐานะที่เป็นหุ้นส่วนประคับประคองนักเรียนนักศึกษาให้ มีโอกาส สร้างอนาคตตอบโจทย์สร้างบุคลากรคุณภาพของไทย มากกว่าการมีบทบาทการเป็นเจ้าหนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อเสนอแนะ เครื่องมือของกระทรวงการคลังซึ่ง กยศ.อยู่ในกำกับ น่าจะช่วยเข้ามาตอบโจทย์การรู้จักผู้กู้ การติดตามผู้กู้ การสอดส่องพฤติกรรมการใช้จ่าย การชำระหนี้ เช่น application เป๋าตัง &amp;nbsp;เป็นการใช้ digital technology ในการบริหารติดตามผู้กู้ได้อย่างเป็นมิตรและใกล้ชิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หวังว่า 4 ล้านคนจะกลับมาเป็นพลังของชาติได้ในที่สุด ไม่ติดกับดับหนี้ กยศ.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หมายเหตุ &amp;nbsp; &amp;nbsp;* &amp;nbsp;แหล่งข้อมูลจาก &amp;nbsp;ธนาคารแห่งประเทศไทย และ รายงานทางการเงินของ กยศ.
วงศกร &amp;nbsp;พิธุพันธ์
กลุ่มนโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117606</URL_LINK>
                <HASHTAG>กยศ., กลุ่มนโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาล, กับดักหนี้  กยศ., วงศกร  พิธุพันธ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210923/image_big_614bf5c239b80.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>73959</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/08/2020 10:32</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/08/2020 10:31</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ธรรมาภิบาลของระบบยุติธรรมไทยมีอยู่จริง ?</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปรากฏการณ์ของคดีความต่างๆ ทางอาญาที่เกิดขึ้นในสังคมไทยตลอดมานั้นมักจะเกิดขึ้นด้วยเหตุปัจจัยที่คล้ายคลึงกันเช่น ความประมาท การเมาสุรา ยาเสพติด ความแค้นด้วยเจตนา &amp;nbsp;หรือการทะเลาะเบาะแว้งต่างๆ เป็นต้นซึ่งหลายคดีนั้นมักจบลงด้วยความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินที่แตกต่างกันไปในแต่ละเรื่องราว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อใดที่เกิดคดีความขึ้นแล้วจะต้องจบลงภายใต้ ระบบยุติธรรม (Justice System) ที่มีผู้เกี่ยวข้องรับผิดชอบอยู่หลายส่วนในกระบวนการยุติธรรมที่เริ่มจากต้นน้ำ กลางน้ำและปลายน้ำ ซึ่งขับเคลื่อนโดยตำรวจผู้ใช้อำนาจหน้าที่เป็น พนักงานสอบสวน ทำการสืบสวน สอบสวน ส่งพยานหลักฐานต่อให้ พนักงานอัยการที่จะเป็นผู้รวบรวมพยานหลักฐาน จัดทำคำฟ้องเพื่อฟ้องร้องต่อศาลให้พิจารณาพยานหลักฐานต่างๆในการลงโทษหรือยกฟ้องปล่อยตัวจำเลยเมื่อคดีถึงที่สุด แต่ก็มีหลายคดีที่พนักงานสอบสวนและ/หรืออัยการสั่งไม่ฟ้องด้วยหลายเหตุผลที่สังคมหรือคนส่วนใหญ่อาจสงสัยหรือไม่เห็นด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเด็นสำคัญที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยก็ตามมักจะมีเรื่องของธรรมาภิบาล เข้ามาเกี่ยวข้องกับระบบยุติธรรมทั้งกระบวนการ ซึ่ง ธรรมาภิบาล (Good Governance) นั้น ขออธิบายความอย่างย่อว่ามาจากคำว่า &amp;ldquo;ธรรม&amp;rdquo; มีความหมายว่า คุณความดี ความยุติธรรม ความถูกต้องและ &amp;ldquo;อภิบาล&amp;rdquo; หมายความว่า บำรุงรักษา &amp;nbsp;ปกครอง ซึ่งอาจแปลรวมความได้ว่า การรักษาความถูกต้อง &amp;nbsp;ด้วยคุณธรรม &amp;nbsp;ความโปร่งใส และหลักนิติธรรมซึ่งหมายถึง การใช้กฎหมายที่เคร่งครัด เสมอภาค มีมาตรฐานเดียวไม่ได้เป็นการใช้ตามอำเภอใจ และต้องไม่ตกอยู่ภายใต้การครอบงำของบุคคลหรือกลุ่มคนใดโดยเฉพาะ ระบบอุปถัมภ์ หรือการคอรัปชั่นที่ฝังรากลึกอยู่ในสังคมไทยมาช้านานหากมีคำถามเกิดขึ้นว่า ธรรมาภิบาลของระบบยุติธรรมไทยมีอยู่จริงหรือไม่นั้นควรต้องมองวิเคราะห์ในหลายๆ มิติรวมถึงมิติของความเหลื่อมล้ำทางสังคมที่มีคำพูดว่า &amp;ldquo;คุกมีไว้ขังคนจนเท่านั้น&amp;rdquo;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปรากฏการณ์ล่าสุดในคดีรถชนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตที่ใช้เวลากว่า 8 ปียังไม่สามารถยุติได้นั้นย่อมทำให้ธรรมาภิบาลของระบบยุติธรรม มีความสั่นคลอน เมื่อการรักษาความถูกต้องมีความไม่ถูกต้องเกิดขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อใดที่การปกครองของรัฐในการบังคับใช้กฎหมายกับประชาชนไม่เหมือนกัน ย่อมหมายถึงว่าการปกครองของรัฐขาดธรรมาภิบาลในระบบยุติธรรมซึ่งถือเป็นระบบที่สำคัญยิ่งของการปกครองภายใต้ระบอบประชาธิปไตยให้เกิดความผาสุก สถาพรแก่ประชาชนทุกคน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นระบบยุติธรรมที่ขาดธรรมาภิบาลย่อมส่งผลให้การปกครองประเทศขาดความน่าเชื่อถือในสายตาของประชาชนและประชาคมโลกและอาจส่งผลถึงความเป็นนิติรัฐ
ได้หากผู้ใช้กฎหมายเพื่อการปกครองไม่ได้ปฏิบัติตามกฎหมายเสียเอง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จึงเห็นได้ว่าตัวของระบบนั้นมีการออกแบบไว้ให้มีการถ่วงดุลอำนาจของผู้ใช้กฎหมายในหลายส่วนซึ่งหากใช้ไปในทางที่ผิด ขาดความชอบธรรม มีสองมาตรฐาน ย่อมทำให้กลไกของระบบเกิดการทำงานที่ผิดพลาด (malfunction) ได้ ซึ่งความผิดพลาดนั้นไม่ได้เกิดจากตัวระบบแต่เกิดจากผู้ใช้ระบบนั้นเองเป็นผู้กระทำ (human act) ที่มีคนเกี่ยวข้องร่วมกันกระทำอย่างเป็นระบบ มีการวางแผน เป็นขั้นเป็นตอน (organized crime) ซึ่งหลายต่อหลายคดีนั้นอาจเกิดขึ้นหรือมีอยู่จริงและจบไปแล้วเพียงแต่ไม่มีข่าวออกมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ธรรมาภิบาลของระบบยุติธรรมไทยมีอยู่จริงหรือไม่นั้น การปฏิบัติของผู้มีอำนาจในการบังคับใช้กฎหมาย ไม่ใช่ตัวของระบบยุติธรรมจะเป็นคำตอบที่อยู่ในตัวเอง ประชาชนทุกคนมีสิทธิในการมีส่วนร่วมตรวจสอบหาความจริง หากพบการกระทำความผิดอย่างใดแล้ว จงช่วยกันหาตัวผู้กระทำผิดมาให้ศาลลงโทษ และไม่ว่าช้าหรือเร็ว ความจริงจะปรากฏให้เห็นอย่างแน่นอน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เทวัญ &amp;nbsp; อุทัยวัฒน์ &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;กลุ่มนโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาล
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/73959</URL_LINK>
                <HASHTAG>กลุ่มนโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาล, ธรรมาภิบาลของระบบยุติธรรมไทยมีอยู่จริง ?, เทวัญ   อุทัยวัฒน์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200602/image_big_5ed5fa7e6644e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>66416</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/05/2020 11:07</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/05/2020 11:07</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>วิกฤตชีวิตตกงานในยุค Covid 19 และ New Normal</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แม้ว่าการแพร่เชื้อของไวรัส Covid 19 ในประเทศจะมีจำนวนลดลงอย่างต่อเนื่องและรัฐบาลได้ผ่อนคลายการควบคุมพื้นที่ในระยะที่สองแล้วแต่ประเด็นความท้าทายที่อยู่เบื้องหน้านั้นยังคงมีอยู่ให้ต้องแก้ไขในหลายมิติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในมิติของความเหลื่อมล้ำทางสังคมนั้น ต้องยอมรับว่าไวรัส Covid 19 &amp;nbsp;เป็นตัวเร่งให้ความเหลื่อมล้ำทางสังคมขยายวงถ่างออกอย่างกว้างขวาง &amp;nbsp;ผู้คนจำนวนมากต้องตกงานและกลายเป็นคนว่างงานแบบไม่ได้ตั้งตัว World Economic Forum ได้ประเมินว่าการแพร่ระบาดครั้งนี้อาจทำให้ประชากรของโลกครึ่งหนึ่งมีความเสี่ยงต่อการตกงาน &amp;nbsp;เห็นได้จากในอมริกาที่มีผู้คนยื่นขอความช่วยเหลือเพราะตกงานจากพิษของการแพร่ระบาดครั้งนี้ไม่น้อยกว่า 30 ล้านคนแล้วซึ่งทำให้หลายสำนักมีความกังวลว่าเศรษฐกิจของอเมริกากำลังเข้าสู่ภาวะถดถอยใกล้เคียงกับช่วงของ Great Depression แต่ก็ยังมีข้อถกเถียงทางเศรษฐศาตร์อยู่หลายประการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับประเทศไทยนั้น &amp;nbsp;คณะกรรมการร่วม 3 สถาบัน (กกร.) ได้ประเมินไว้ก่อนหน้าว่า ในเดือนมิถุนายนนี้อาจมีแรงงานตกงานถึงกว่า 7 ล้านคน (จำนวน 6.7 ล้านคนมีรายได้ต่ำกว่า 20,000 บาทต่อเดือนและจำนวนกว่า 50% &amp;nbsp;อยู่ในประเภทศูนย์การค้าและการค้าปลีก) จากจำนวนเกือบ 40 ล้านคนในภาคแรงงาน &amp;nbsp;ดังนั้นการปลดล๊อคการควบคุมพื้นที่ในระยะที่สองและระยะต่อๆไปจึงมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงส่งผลต่อจำนวนผู้ตกงานอย่างมีนัยสำคัญ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับภาคการเกษตรนั้น หากใช้คำจำกัดความของ &amp;ldquo;ครัวเรือนเกษตร&amp;rdquo; ว่าหมายถึง มีอย่างน้อย 1 คนในครอบครัวทำการเกษตรแล้ว จะมีครัวเรือนถึงกว่า 15 ล้านครัวเรือนที่เป็นครัวเรือนเกษตรและทั้งหมดหรือส่วนใหญ่นั้นอาจจะเข้าเงื่อนไขการได้รับการเยียวยาเหมือนผู้ได้รับผลกระทบร่วม 16 ล้านคนที่กระทรวงการคลังให้ความช่วยเหลือรายละ 15,000 บาท (และยังมีตกสำรวจเช่นกลุ่มเปราะบางและผู้ขอทบทวนสิทธิ์อีกจำนวนมาก) &amp;nbsp;ซึ่งเงินเยียวยาดังกล่าวก็จะประทังชีวิตได้เพียงระยะหนึ่งแต่ที่กำลังตามมาคือจำนวนผู้ตกงานที่เพิ่มมากขึ้นและจะส่งผลต่อปัญหาอื่นๆนานับประการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อเงินช่วยเหลือหมดลงก็จะนำไปสู่การกู้เงินทั้งในระบบและนอกระบบ ผู้คนได้ตัดสินใจกลับบ้านภูมิลำเนาเดิมที่อย่างน้อยก็มีอาหารประทังชีวิตแต่ก็พบเจอกับปัญหาภัยแล้งและผลผลิตที่ล้นตลาดเนื่องจากพิษเศรษฐกิจและปัญหาการส่งออกไม่ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แม้เมื่อสถานการณ์คลี่คลายแล้ว &amp;nbsp;การจ้างงานกลับเข้าตลาดแรงงานจะไม่ได้จำนวนเท่าเดิม เนื่องจากวิกฤตครั้งนี้เกิดมิติใหม่ในตลาดแรงงานว่ามีหลายตำแหน่งงานไม่มีความจำเป็นอีกต่อไปซึ่งหมายถึงว่าในหลายๆกิจการได้มีการเปลี่ยนแปลงไปสู่วิถีใหม่ (New Normal) และถูกเปลี่ยนไปแบบ disrupted ที่มีไวรัส Covid 19 เป็นตัวเร่งให้เกิดเร็วขึ้นและในหลายกิจการได้เกิดขึ้นแบบไม่ทันตั้งตัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความเหลื่อมล้ำทางสังคมเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างและฝังรากลึก &amp;nbsp;วิกฤตโรคระบาดครั้งนี้แม้จะส่งผลกระทบอย่างกว้างขวางถ้วนทั่วทั้งรวยจนแต่ต้องยอมรับว่าการตกงานว่างงานส่งผลให้สังคมไทยเปราะบางมากขึ้นแม้จะได้เห็นปรากฏการณ์การปันสุขของผู้คนในสังคมบ้างก็ตาม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แนวทางแก้ไขที่สำคัญในระยะสั้นขณะนี้คือต้องเน้นให้คนมีงานทำ มีรายได้ &amp;nbsp;เกษตรกรสามารถผลิตแข่งขันและขายได้ &amp;nbsp;ซึ่งในระยะยาวนั้นจะต้องเร่งให้มีการพัฒนาภาคการเกษตรให้เข้มแข็ง พึ่งพาตนเองได้ สนับสนุนส่งเสริมแรงงานไทยเป็นแรงงานมีฝีมือ เพิ่มทักษะตนเองอยู่เสมอ (upskill/reskill) และต้องเป็นนโยบายที่ต่อเนื่องในทุกๆรัฐบาลและกระทรวงทบวงกรมที่เกี่ยวข้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เทวัญ &amp;nbsp; อุทัยวัฒน์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กลุ่มนโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาล&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/66416</URL_LINK>
                <HASHTAG>กลุ่มนโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาล, คนตกงาน, วิกฤตชีวิตตกงานในยุค Covid 19 และ New Normal, เทวัญ   อุทัยวัฒน์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200326/image_big_5e7c7847c9292.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>63911</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/04/2020 12:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/04/2020 12:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“จะเปิดหรือปิดต่อ”</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมขอร่วมให้ความเห็นประเด็น &amp;ldquo;จะเปิดหรือจะปิดต่อ&amp;rdquo; นโยบายระยะห่างสังคมด้วยข้อมูลและข้อสังเกตุเหล่านี้นะครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในสภาวะที่ดูเหมือนการติดเชื้อหรือการแพร่เชื้อโควิท19 ในประเทศไทยจะอยู่ในระดับที่ควบคุมได้ แม้จะยังไม่มีความชัดเจนจากฝ่ายนโยบายว่า กำลังใช้อะไรเป็นตัวชี้วัดว่า เราจะ &amp;ldquo;เปิดหรือปิด&amp;rdquo; ต่อไป มีเสียงจากหลายฝ่ายตั้งคำถามว่ามาตรการที่เป็นอยู่ในปัจจุบันจะสามารถยกเลิกหรือผ่อนปรนได้หรือไม่อย่างไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มีทั้งที่เสนอให้ยกเลิก แต่ยกเว้นบางกิจการที่เข้าข่ายกิจกรรมหรือกิจการเสี่ยง อย่างสนามมวย สถานบันเทิง ซึ่งนอกจากจะเป็นที่พบผู้ป่วยหรือผู้ติดเชื้อสูงในช่วงที่ผ่านมา ก็ยังเป็นกิจกรรมที่มีประโยชน์น้อยต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อีกด้านหนึ่งมองว่าน่าจะค่อยๆ อนุญาตให้หน่วยการผลิตบางหน่วยกลับมาทำการผลิตได้ โดยเฉพาะที่จะทำให้ผู้ยากไร้หรือผู้มีรายได้น้อยสามารถกลับมาทำงานมีรายได้ แทนที่จะปล่อยให้รัฐบาลต้องแบกรับภาระในการช่วยเหลือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถ้าไปดูประเทศต่างๆทั้งที่ผ่านการสู้กับโควิท จนอยู่ในสภาวะที่ดูจะควบคุมได้ รวมทั้งที่กำลังเผชิญปัญหาอย่างหนัก ก็น่าจะได้บทเรียน และแนวทางมาประกอบการตัดสินใจของฝ่ายต่างๆ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเทศจีนและเกาหลีมักถูกอ้างถึงในฐานะประเทศที่ผ่านการต่อสู้จนควบคุมได้อยู่ในขณะนี้ ซึ่งชัดเจนว่า มาตรการที่เข้มงวดจำนวนหนึ่งยังคงมีอยู่ ในขณะที่ผ่อนปรนมาตรการเดิมลงไปจำนวนหนึ่ง แต่ทั้งหมดทำด้วยความไมประมาท ค่อยเป็นค่อยไป โดยมีระบบการติดตามและข้อมูลที่เป็นตัวช่วยเตือนว่า สถานการณ์อาจกลับมารุนแรงได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อีกสองประเทศที่ทำให้หลายฝ่ายแปลกใจ หรือถึงขั้นตกใจ เพราะยังอยู่ในสภาวะที่ผู้ป่วยยังเพิ่มมากในแต่ละวัน แต่เริ่มผ่อนปรน หรือพูดถึงการผ่อนปรน หรือยกเลิกมาตรการที่ทำอยู่ อย่างสเปนที่จำนวนผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยใหม่ยังแกว่งอยู่ที่ 3000-6500ต่อวันในช่วง 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา รัฐบาลได้ผ่อนให้ประชาชนสามารถออกมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ แต่ให้เว้นระยะห่าง และมีการแจกจ่ายหน้ากากอนามัยรวมทั้งเครื่องมือเครื่องใช้ที่จำเป็นในการป้องกันตัวเอง ส่วนในอเมริกาที่ยังเป็นประเทศอันดับหนึ่งในแง่ผู้ติดเชื้อและเสียชีวิต มีผู้ป่วยใหม่วันละ 2.5-3 หมื่นรายต่อวันในช่วงส้ปดาห์ที่ผ่านมา รัฐบาลกลางประกาศว่าน่าจะสามารถยกเลิกมาตรการที่เข้มงวดหลายอย่างได้ในหลายรัฐก่อนสิ้นเดือนเมษายน พร้อมกับออกแนวทางการยกเลิกมาตรการ ให้รัฐต่างๆนำไปพิจารณาในขณะที่ผู้ว่าการรัฐที่ประสบปัญหาหนัก เช่นนิวยอร์กและฟลอรีดาออกมาให้ความเห็นว่า รัฐบาลกลางไม่ควรจะเข้ามายุ่งและควรจะปล่อยให้แต่ละรัฐตัดสินใจเอง มิฉะนั้นอาจสร้างวิกฤติรัฐธรรมนูญว่าด้วยการถ่วงดุลย์อำนาจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ล่าสุดรัฐบาลกลางออกแนวทาง &amp;ldquo;เปิดอเมริกาอีกครั้ง (open america again)&amp;rdquo; เมื่อวันที่19 เมษายน ซึงโดยรวมก็ชัดเจนว่า ให้กระทำด้วยความระมัดระวัง แต่ที่สำคัญกว่าคือให้ประเมินและสร้างความพร้อมและความเข้มแข็งของมาตรการ ติดตามและตรวจแยกกลุ่มเสี่ยง อย่างจริงจัง และการเปิดกิจการต่างๆ ก็ต้องทำเป็นขั้นเป็นตอน พร้อมจะกลับไปคุมเข้มแบบเดิมได้ โดยใช้ข้อมูลสถานการณ์และความพร้อมของระบบบริการสาธารณสุขเป็นฐานสำคัญ และแน่นอนว่า ภายใต้แนวทางที่ออกมาอำนาจการตัดสินใจอยู่ที่รัฐ ไม่ใช่รัฐบาลกลาง&amp;nbsp;
สำหรับประเทศไทย แนวคิดที่ทางสหรัฐฯ ออกมาน่าสนใจ อย่างน้อยใน 3 มิติต่อไปนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การมองว่าสถานการณ์กำลังดีขึ้นหรือไม่ ไม่ได้มองแค่ตัวชี้วัดเดียว และที่สำคัญไม่ได้มองแต่จำนวนคนไข้หรือผู้ติดเชื้อที่ลดลง แต่ต้องดูความพร้อมและภาระที่มีอยู่ของระบบบริการสาธารณสุข (ถ้ายังยุ่งกับโควิตเป็นหลัก หรือขาดแคลนอุปกรณ์ หรืออยู่ในภาวะปริ่มน้ำก็แปลว่ายังไมพร้อม)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต้องมีระบบข้อมูลที่ติดตามสถานการณ์ได้อย่างใกล้ชิด และอาจต้องแยกแยะรายละเอียดได้ โดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยง ไม่ใชแค่ภาพรวมระดับประเทศ และระบบข้อมูลนี้ต้องสะท้อนสถานการณ์ที่เป็นจริง และบอกความผิดปกติได้ &amp;ldquo;ล่วงหน้า&amp;rdquo; ไม่ใช่เฉพาะเมื่อมีผู้ป่วยปรากฎตัวขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่อาจจะสำคัญมาก เป็นมิติที่ 3 คือต้องมีระบบและวิธีการทำงานที่เข้มข้นในการติดตามและจัดการกับ &amp;ldquo;กลุ่มเสี่ยงสูง&amp;rdquo; ที่ &amp;ldquo;อาจเป็นผู้แพร่เชื้อ&amp;rdquo; ได้ &amp;lsquo;ทันการณ์&amp;rsquo; ซึ่งหากเจาะลงไปในรายละเอียด จะพบว่ามีอยู่อย่างน้อย 2 อย่างที่จำเป็นต้องสร้างและทำให้เกิดขึ้นอย่างจริงจังในบริบทไทย คือ การทำให้สามารถตรวจหาการติดเชื่อใน &amp;ldquo;กลุ่มผู้สงสัย&amp;rdquo; ได้เร็วและมากขึ้น ด้วยการปรับเกณฑ์ และทำให้การส่งตรวจหาเชื้อเป็นไปได้ง่ายขึ้น นี่ไม่นับกลไกที่จะมาช่วยสอดส่องหากลุ่มเสี่ยง ที่ต้องเกิดขึ้นอย่างจริงจังและทั่วถึงในระดับพื้นที่ &amp;nbsp;ซึ่งแม้มีอยู่แต่ก็ยังเข้มแข็งและเข้มข้นแตกต่างกันมาก และอีกส่วนหนึ่งที่สำคัญ คือ สถานที่กักแยก &amp;ldquo;ผู้ต้องสงสัย&amp;rdquo; แทนการพึ่งมาตรการ การแยกตัวเองที่บ้าน อย่างที่ทำกันอยู่ในช่วงที่ผ่านมา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลักคิดที่บอกว่า ต้องดูความพร้อมของกลไกพื้นฐาน และต้องมีระบบข้อมูลที่ดีเพือให้ปรับตัวได้ทันเวลา (ไม่นับความสามารถของกลไกนโยบายที่จะหันกลับไปใช้มาตรการเข้มงวดขึ้น เมื่อจำเป็น) น่าจะสำคัญมากสำหรับการตัดสินใจในขั้นตอนต่อไป มากกว่าการมองเพียง ข้อมูลการแพร่ระบาดที่อาจจะกำลังดีขึ้นเรื่อยๆ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การสร้างความพร้อมที่สำคัญ นอกจากโรงพยาบาลที่ต้องดูแลคนไข้ น่าจะคือการระดมกำลังจากภาคประชาชชนและชุมชน ทำงานร่วมกับภาครัฐ (ที่ไม่ใช่เพียงภาคสาธารณสุข) ในการเฝ้าระวัง ตจรวจหาการติดเชื้ออย่างรวดเร็วและเหมาะสม ตลอดไปถึงแยกดูแลผู้มีความเสี่ยงสูงที่จะแพร่เชื้อ ให้เขามีความมั่นใจและเกิดความรู้สึกว่าได้ช่วยลดความเสี่ยงของคนอื่น ไม่ใช่ผู้โชคร้าย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทราบว่าขณะนี้ฝ่ายสาธารณสุขกำลังปรับรายละเอียดของมาตรการติดตามและตรวจหากลุ่มเสี่ยง เพื่อให้พบผู้เข้าข่ายเสี่ยงได้มากขึ้นและเร็วขึ้น เชื่อว่า บทบาทของชุมชน ก็จะสำคัญมากขึ้น โดยเฉพาะในส่วนที่จะช่วยชี้เป้า และคอยช่วยเหลือผู้อยู่ในข่ายต้องแยกดูแล
ความพร้อมอีกส่วนหนึ่งคือ ระบบดูแลป้องกันกลุ่มเปราะบางไม่ให้เสี่ยงต่อการติดเชื้อ เช่นกลุ่มผู้สูงอายุ ซึ่งที่ผ่านมาแม้จะมีผู้ป่วยกลุ่มนี้ไม่มากก็ไม่ได้แปลว่า เรามีระบบที่เน้นการป้องกันกลุ่มเหล่านี้ที่มั่นใจได้ และคงต้องช่วยกันสร้างโดยกลไกชุมชน&amp;nbsp;
ความท้าทายสำคัญจะอยู่ในพื้นที่เมือง หรือในที่ชุมชนยังไม่เข้มแข็งเท่าที่ควร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หากมั่นใจว่าพร้อม การจะเปิดหรือผ่อนปรนมาตรการใด ในกลุ่มใด หรือพื้ที่ใด ก็คงเป็นเรื่องที่ต้องใช้ข้อมูลที่มีคุณภาพ โดยตระหนักว่า ไม่ว่าจะมีคุณภาพเพียงใดก็เป็นเพียงตัวช่วย ไม่ใช่ความจริงสุดท้าย ที่ไม่มีใครเถียงได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในท้ายที่สุด ต้องยอมรับว่า การสร้างพฤติกรรมและความเคยชินใหม่ๆ ซึ่งอาจรวมถึงการสร้างรูปแบบการผลิตทางเศรษฐกิจใหม่ๆ คงเป็นเรื่องที่ปฎิเสธไม่ได้ เพราะเราคงต้องอยู่กับการควบคุมการระบาดของโรคนี้ไปอีกนาน และถือโอกาสหารูปแบบการผลิตทางเศรษฐกิจ ที่ไม่ขึ้นกับการรวมตัว หรือการเคลื่อนที่ของประชากรจำนวนมากๆ หรือการกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตที่ดีไปสู่เมืองเล็ก &amp;nbsp;แทนที่จะไปตั้งความหวังว่า จะมีวัคซีนมาช่วยเพื่อที่เราจะได้กลับไปมีชีวิตแบบเดิมๆ เสมือนหนึ่งว่านี่เป็นเพียงฝันร้าย และเรากำลังรอที่จะตื่นจากฝันร้าย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายแพทย์สมศักดิ์ &amp;nbsp;ชุณหรัศมิ์
กลุ่มนโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/63911</URL_LINK>
                <HASHTAG>กลุ่มนโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาล, จะเปิดหรือจะปิดต่อ, นายแพทย์สมศักดิ์  ชุณหรัศมิ์, โควิด19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200419/image_big_5e9bf46b25c09.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
