<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>25712</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/01/2019 21:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/01/2019 21:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;หมอธี&quot;ซักซ้อมผอ.รร.-สพท.ศธจ.รับประเมินคุณภาพแบบใหม่ ย้ำตอบคำถาม3ข้อให้ได้  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3ธ.ค.62- &amp;ldquo;หมอธี&amp;rdquo; ประชุมวีดีโอคอนเฟอร์เรนซ์ &amp;nbsp;ผอ.สพท.-ศธจ.-ผู้บริหารโรงเรียนเอกชนทั่วประเทศ ซักซ้อมความเข้าใจการประกันคุณภาพแบบใหม่ ย้ำผอ.รร.ทำเพียงแค่ตอบคำถาม 3ข้อให้ได้และส่งให้สมศ.พิจารณา &amp;nbsp;ส่วนการรับเด็กปฐมวัยรร.อนุบาลสังกัดสพฐ.ให้รับอนุบาล 2 4ปีขึ้นไปส่วนระดับ 3ขวบหลักทางให้รร.เอกชนในพื้นที่รับไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวภายหลังการประชุมทางไกลผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอร์เรนซ์ เรื่องแนวทางบูรณาการการจัดการศึกษาในระดับพื้นที่ ให้แก่ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) &amp;nbsp;ศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) และผู้บริหารโรงเรียนเอกชนทั่วประเทศ ว่า ในที่ประชุมตนได้ย้ำแนวปฏิบัติในการดำเนินการขับเคลื่อนการศึกษาในปีการศึกษา 2562 นี้ ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม โดยในเรื่องการประกันคุณภาพการศึกษาแนวใหม่ จะให้สถานศึกษาที่เข้ารับการประกันคุณภาพการศึกษา ประเมินของตนเองให้ผู้อำนวยการโรงเรียนเป็นผู้ประเมินโรงเรียนและเขียนรายงาน เพื่อตอบคำถาม 3 ข้ออย่างสั้นที่สุด คือ ปัจจุบันโรงเรียนมีมาตรฐานการศึกษาในระดับใด มีหลักฐานหรือข้อพิสูจน์ใดที่แสดงว่าโรงเรียนมีคุณภาพหรือมาตรฐานในระดับนั้น และโรงเรียนมีแนวทางในการพัฒนาคุณภาพให้มีมาตรฐานที่สูงขึ้นอย่างไร จากนั้นส่งรายงานให้ต้นสังกัดส่งต่อให้สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) เข้าไปติดตาม ตรวจสอบ เพื่อพัฒนาก่อนส่งผลการประเมินต่อไป ซึ่งสถานศึกษาเอกชนก็ให้ดำเนินการตามรูปแบบนี้เช่นกัน ทั้งนี้ในส่วนของนโยบายและแนวปฏิบัติการรับนักเรียนปี 2562 ย้ำให้สถานศึกษาของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) รับเด็กชั้นอนุบาล 2 (อายุ 4 ปี) และ อนุบาล 3 (อายุ 5 ปี) เข้าเรียนในสถานศึกษาเป็นหลัก และการรับเด็กอนุบาล (อายุ 3 ปี) จะต้องคำนึงถึงบริบทของพื้นที่ถ้าในพื้นที่ใดมีโรงเรียนเอกชนให้เอกชนรับก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.ธีระเกียรติ กล่าวต่อว่า ที่ประชุมยังได้หารือถึงการแก้ไขปัญหาสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลผู้อำนวยการ ครู และบุคลากรทางการศึกษาของโรงเรียนเอกชน สามารถใช้สิทธิรักษาพยาบาลจาก สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ได้ตาม มาตรา 9 แห่ง พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ โดยจะต้องไปทั้งระบบ ไม่สามารถเลือกไปรับบริการจาก สปสช. เฉพาะกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งได้ รวมถึงหารือเกี่ยวกับแนวทางส่งเสริมสนับสนุนการจัดการศึกษาเอกชน เช่น การลดขั้นตอนการดำเนินงาน ปรับแก้ไขกฎระเบียบการยื่นเรื่องขอจัดตั้งโรงเรียนเอกชน การจัดทำหลักเกณฑ์ออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพสำหรับครูโรงเรียนเอกชนที่ได้รับการผ่อนผันครบ 3 รอบ เพราะไม่อยากสูญเสียครูดีๆเก่งๆที่ไม่สามารถขอต่อใบอนุญาตได้ ดังนั้นจึงมอบคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ (กมว.) ไปดูรายละเอียดในการขอใบอนุญาตฯดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;นอกจากนี้ผมยังมอบหมายให้ สพฐ.กลับไปจัดทำปฏิทินการบรรจุข้าราชการครู เช่น กำหนดให้มีการบรรจุครูในช่วงต้นสัปดาห์แรกของเดือน ตุลาคมและเมษายน เป็นต้น ซึ่งปีที่ผ่านมาเราก็มีการจัดสอบและมีการบรรจุครูในช่วงเวลานั้น แต่ก็ยังมี ศธจ. บางแห่งปฏิบัติไม่ได้ ดังนั้นผมจึงมอบเป็นโยบายกำหนดปฏิทินการบรรจุข้าราชการครูออกมา เพื่อให้ทุกเขตและทุก ศธจ.ถือเป็นแนวปฏิบัติให้ชัดเจนต่อไป เพราะไม่เช่นนั้นจะส่งผลกระทบโรงเรียนเอกชน สอนนักเรียนอยู่ก็ต้องทิ้งการสอนไปบรรจุครูแล้ว&amp;rdquo;รมว.ศธ.กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/25712</URL_LINK>
                <HASHTAG>#ผอ.สพท., #ศธจ., กลุ่มผอ.รร., การประเมินคุณภาพการศึกษาแบบใหม่, ซักซ้อมผู้บริหารการศึกษาทั่วประเทศ, นพ.ธีระเกียรติ จริญเศรษฐศิลป์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190103/image_big_5c2e218dcafcc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>23569</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/12/2018 16:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/12/2018 16:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชงอัพเกรด&quot;ผอ.สพท.-ศธจ.-ผอ.รร.&quot;ต้องสอบสัมภาษณ์เป็นภาษาอังกฤษ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;

5ธ.ค.61-นายเอกชัย กี่สุขพันธุ์ ประธานคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ (กมว.) ในฐานะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ (ด้านการบริหารการศึกษา) ของคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวว่า ในการประชุม กพฐ. ที่จะมีขึ้นในเร็วๆ นี้ ตนได้เตรียมที่จะเสนอให้ที่ประชุม กพฐ. พิจารณาเรื่องการสอบสัมภาษณ์นักบริหารการศึกษาตั้งแต่ตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) ผู้อำนวยการโรงเรียน ว่า จะต้องมีการสอบสัมภาษณ์ทักษะการใช้ภาษาอังกฤษด้วย &amp;nbsp;ซึ่งการสอบสัมภาษณ์ดังกล่าวจะต้องทำการถาม ตอบ โดยภาษาอังกฤษทั้งหมด แต่ไม่ได้เป็นการสอบเพื่อให้สอบได้หรือสอบตก เป็นเพียงการสัมภาษณ์เพื่อใช้เป็นมาตรฐานวัด ว่า นักบริหารการศึกษาแต่ละคนยังอ่อนทักษะสื่อสารภาษาอังกฤษมากน้อยแค่ไหน และทำให้พวกเขารู้จักตัวเอง นำไปสู่การพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษอย่างเข้มข้น โดยการดำเนินการดังกล่าว ตนต้องการให้มีการต่อยอดการใช้ภาษาอังกฤษเชื่อมโยงไปถึงโรงเรียน เพราะหากผู้อำนวยการโรงเรียนเองไม่รู้ทักษะการใช้ภาษาอังกฤษแล้วเด็กนักเรียนหรือครูจะพัฒนาให้ก้าวทันต่อโลกอนาคตได้อย่างไร เนื่องจากทุกวันนี้การใช้ภาษาอังกฤษของเด็กไทยต่ำกว่าเด็กจากประเทศเวียดนามค่อนข้างมาก หากเราไม่มีการทำอะไรเลย เราก็จะยังคงอยู่ที่เดิมไม่ขยับไปไหน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เราต้องวางรากฐานแบบนี้เปิดมิติใหม่ตั้งแต่นักบริหารการศึกษาทำเครื่องหมายไว้เลย ว่า หากต้องการจะขยับตัวเองไปตำแหน่งที่สูงขึ้นเด็กและครูในโรงเรียนของตัวเองจะต้องมีทักษะภาษาอังกฤษดีเยี่ยม อีกทั้งแบบรายงานจะต้องใช้เป็นข้อความภาษาอังกฤษทั้งหมด ผมเชื่อว่าถ้าเราทำได้จะทำให้ภาษาอังกฤษของเด็กไทยและครูไทยและทุกๆ คนดีขึ้นมากได้อย่างแน่นอน เพราะทุกวันนี้เราเสียโอกาสทางการภาษาไปค่อนข้างมาก เรียนภาษาอังกฤษแล้วต้องใช้จริงในชีวิตประจำวันด้วย และในอนาคตผมมองว่าการเข้าสู่ตำแหน่งต่างๆ ของ สพฐ.จะต้องมีสอบสัมภาษณ์ภาษาอังกฤษ เหมือนกับสมัยก่อนที่สำนักนายกรัฐมนตรีออกประกาศไว้ว่า หากข้าราชการคนไหนจะขยับขึ้นเป็นข้าราชการระดับ 5 หรือ 6 จะต้องใช้โปรแกรมไมโครซอฟเวิรด์และโปรแกรมเอกเซลเป็น&amp;quot;กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ของ กพฐ.กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/23569</URL_LINK>
                <HASHTAG>#ผอ.สพท., #ศธจ., กลุ่มผอ.รร., การสอบสัมภาษณ์ผู้บริหารการศึกษาเป็นภาษาอังกฤษ, คณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ (กมว.), นายเอกชัย กี่สุขพันธุ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/mid/20181205/image_mid_5c07958e9a9b5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>16026</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/08/2018 18:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/08/2018 07:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หมอธีสั่งก.ค.ศ.ช่วยผอ.รรได้รับผลกระทบจาก&quot;ว.24&quot; </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
24ส.ค.61-&amp;quot;หมอธี&amp;quot; ห่วง กลุ่มผอ.รร.ได้รับผลกระทบ ว24 สั่ง ก.ค.ศ. รวมข้อมูลหลักเกณฑ์ เหตุผลที่ไม่สามารถย้ายได้ทันเวลา และข้อร้องเรียนหารือ 29 ส.ค.นี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นายพินิจศักดิ์ สุวรรณรังค์ เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (เลขาฯ ก.ค.ศ.) กล่าวว่า ตามที่มีกลุ่มผู้บริหารโรงเรียนยื่นหนังสือถึงนพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เพื่อขอความเป็นธรรมในการแก้ไขเกณฑ์ย้ายตามหนังสือที่ ศธ. 0206.4/ว 24 หลักเกณฑ์และวิธีการย้ายผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน หรือ ว 24/2560 &amp;nbsp;เนื่องจากทำให้ผู้บริหารทั่วประเทศกว่า 3,000 คนเสียสิทธิ์ขอย้ายในปี 61 ไม่ได้ เพราะมีการกำหนดทำงานต่อเนื่อง 24 เดือนนับถึง 31 ตุลาคม ขาดเพียง 1 วันก็ไม่ได้รับพิจารณา และขอให้ขยายเวลาเป็นวันที่ 30 พฤศจิกายนตามเดิม ว่า ขณะนี้ตนได้รายงานเรื่องดังกล่าวต่อ นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) แล้ว ซึ่งรมว.ศธ.มีความเป็นห่วง และขอให้ทาง ก.ค.ศ.สรุปข้อมูลทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น เรื่องหลักเกณฑ์ต่างๆ ทั้งของเดิม ของใหม่ ทำไมถึงย้ายในเดือนตุลาคม รวมถึงเหตุผลที่ทำให้บางคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.) ไม่สามารถย้ายผู้บริหารได้ทันเวลา รวมถึงข้อร้องเรียนของกลุ่มผู้บริหารต่างๆ มาหารือในที่ประชุม ก.ค.ศ. 29 สิงหาคมนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
สำหรับข้อเรียกร้องของกลุ่มผู้บริหารโรงเรียนที่มายื่นหนังสือต้องการให้ ว24 ดังกล่าวขยายไปถึงเดือนพฤศจิกายนนั้น ตนขอชี้แจงว่าเกณฑ์ใหม่ดังกล่าวได้มีการขยายเวลาจากเดิมคือ เดือนกันยายน มาเป็นตุลาคมแล้ว ซึ่งถ้าผู้บริหารทุกท่านคิดถึงประโยชน์ของสถานศึกษา และนักเรียนที่จะได้รับ จะพบว่าวันที่ 1 พฤศจิกายน สถานศึกษาควรมีผู้บริหารเข้าไปปฎิบัติหน้าที่ ส่วนสาเหตุที่ทำให้กศจ.ไม่สามารถย้ายผู้บริหารเข้าไปปฏิบัติหน้าที่ได้นั้น อาจจะมีปัญหาเรื่องเชิงธุรการ หรือขั้นตอนกระบวนการต่างๆ ซึ่งไม่ได้เป็นเพราะเกณฑ์ ว24 และจากการสอบถาม กศจ. ส่วนใหญ่ จะย้ายทันในเดือนตุลาคมนี้ มีเพียงบาง กศจ.เท่านั้นที่ไม่สามารถย้ายทันได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพินิจศักดิ์ กล่าวต่อว่า สำหรับกรณีที่ผู้ได้รับผลกระทบในหลายจังหวัดได้ยื่นร้องขอความเป็นธรรมต่อศาลปกครองนั้น หาก ก.ค.ศ.มีมติเยียวยาก็จะไปเพิกถอนคำร้องต่อไปนั้น เรื่องนี้ ก.ค.ศ.ยังไม่ได้รับหนังสือจากศาลแต่อย่างใด และขณะนี้ผ่านมาครึ่งเดือนแล้ว ซึ่งหากมีการยื่นร้องขอความเป็นธรรมต่อศาลปกครอง ก็คงต้องดูรายละเอียดว่าร้องขอเรื่องใดบ้าง และทาง ก.ค.ศ.ก็พร้อมพิจารณาเรื่องดังกล่าว แต่อย่างไรก็ตาม อยากให้กลุ่มผู้บริหารเข้าใจว่าการดำเนินการของเกณฑ์ว24ใหม่นั้น ต้องการให้ได้ผู้บริหารเข้าไปปฎิบัติหน้าที่ในสถานศึกษาเดือนพฤศจิกายน ดังนั้น ต้องดำเนินการทุกอย่างให้สิ้นสุดภายใน เดือนตุลาคมนี้ ส่วนเรื่องไหนที่ร้องขอนั้น คงต้องพิจารณาว่าเรื่องใดสามารถทำได้และไม่ได้ .&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/16026</URL_LINK>
                <HASHTAG>ก.ค.ศ., กลุ่มผอ.รร., ว.24</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180226/image_big_5a94040690a55.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>11772</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/06/2018 19:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/06/2018 19:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> กลุ่มผอ.รร.ร้องเกณฑ์ว.13เลื่อนวิทยฐานะสุดหินครูขอ5พันรายผ่านนิดเดียว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20มิ.ย.61-กลุ่มผอ.รร. ร้อง ก.ค.ศ. ได้รับผลกระทบจากการประเมินวิทยฐานะ ว13 &amp;nbsp;ยื่นขอไปกว่า 5,000 แต่ผ่านน้อยมาก &amp;ldquo;ธีระเกียรติ&amp;rdquo; ยัน ไม่ทบทวนเกณฑ์ &amp;nbsp;หากได้รับผลกระทบจริงร้องขอความเป็นธรรมได้ จะพิจารณาเป็นรายกรณี &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) -มีกลุ่มผู้อำนวยการโรงเรียนที่ได้รับผลกระทบจากการยื่นคำขอรับการประเมินเพื่อขอวิทยฐานะและเลื่อนเป็นวิทยฐานะชำนาญการพิเศษและวิทยฐานะเชี่ยวชาญ ประจำปี 2559 ประมาณ 10 คน ได้เดินทางมายื่นหนังสือ เรื่องร้องทุกข์ ขอความเป็นธรรมเกี่ยวกับการให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาผู้มีผลงานดีเด่นที่ประสบผลสำเร็จเป็นที่ประจักษ์ที่มีวิทยฐานะหรือเลื่อนเป็นวิทยฐานะชำนาญการพิเศษและชำนาญการเชี่ยวชาญในทุกตำแหน่ง โดยมีพล.ท.โกศล ประทุมชาติ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ที่ปรึกษา รมว.ศธ.) เป็นผู้รับเรื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยนางสาวจินตนา ศรีสารคาม ผู้อำนวยการโรงเรียนสตรีศรีสุริโยทัย กล่าวว่า ตามที่สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ได้ออกหนังสือ ที่ ศธ. 0206.3/ว13 ลงวันที่ 1 สิงหาคม 2556 กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาผู้มีผลงานดีเด่นเป็นที่ประสพผลสำเร็จ เป็นที่ประจักษ์ที่มีวิทยฐานะหรือเลื่อนวิทยฐานะชำนาญการพิเศษและวิทยฐานะเชี่ยวชาญทุกตำแหน่ง และต่อมาตามหนังสือสำนักงาน ก.ค.ศ. ที่ ศธ. 0206.3/ว1 &amp;nbsp;ลงวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2559 ได้รับรองรางวัลสูงสุดระดับชาติขึ้นไปจำนวน 203 รางวัลและกำหนดให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่มีรางวัลและผลงานเทียบเคียง &amp;nbsp;สามารถยื่นคำขอรับการประเมิน เพื่อขอมีวิทยฐานะและเลื่อนเป็นวิทยฐานะชำนาญการพิเศษและวิทยฐานะเชี่ยวชาญ การประจำปี 2559 ในระหว่างวันที่ 1-30 เมษายน 2559 นั้น ขณะนี้เป็นระยะเวลา 2 ปีกว่าแล้ว ทาง ก.ค.ศ.เพิ่งตอบให้ผู้ยื่นขอรับการประเมินได้ทราบ ซึ่งผู้ขอส่วนใหญ่ได้รับแจ้งแต่เพียงว่าเป็นผู้ไม่มีคุณสมบัติ โดยไม่ได้แจ้งเหตุใดๆ ให้ทราบ ดังนั้นตนและผู้ที่ไม่มีคุณสมบัติจึงได้จัดกิจกรรมประชุมสัมมนาวิชาการแลกเปลี่ยนเรียนรู้การพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษา เพื่อเลื่อนวิทยฐานะในวันที่ 9 มิถุนายน ที่ผ่านมา และที่ประชุมได้มีมติว่าจะร้องทุกข์ขอความเป็นธรรมในเรื่องดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวจินตนา กล่าวต่อว่า สำหรับประเด็นที่กลุ่มของตนต้องการร้องขอความเป็นธรรมมีทั้งหมด 3 ประเด็น ได้แก่ 1.เรื่องผลงานดีเด่นที่ประสบผลสำเร็จเป็นที่ประจักษ์ของผู้ขอรับการประเมิน เช่น กรณีที่คณะกรรมการ ก.ค.ศ. มีมติให้ผู้ที่ได้รับรางวัลสูงสุดระดับประเทศถูกต้องครบถ้วนตามที่ก.ค.ศ. เป็นผู้ไม่มีคุณสมบัติเข้ารับการประเมิน และกรณีที่ผู้ขอรับการประเมินเคยผ่านการรับรองรางวัลจาก ก.ค.ศ.เมื่อปี 2556 แต่กลับไม่ผ่านการรับรองในปี 2559 ทั้งที่ใช้หลักเกณฑ์เดียวกัน เป็นต้น 2.ผู้มีคุณสมบัติเข้ารับการประเมิน และ 3.ระยะเวลาในการดำเนินการ ที่ล่าช้าเป็นเวลาถึง 2 ปี ดังนั้นตนและกลุ่มผู้อำนวยการโรงเรียนที่ได้รับผลกระทบฯ จึงได้เดินทางมาเพื่อร้องขอความเป็นธรรมในกรณีนี้ ซึ่งหากยื่นเรื่องแล้วยังไม่มีความคืบหน้าก็จะมีการรวมผู้ที่ได้รับผลกระทบมาติดตามเรื่องที่ ศธ.อีกครั้ง อย่างไรก็ตาม ขณะนี้มีผู้ที่ได้รับผลกระทบ จำนวนกว่า 5,000 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวว่า ที่ประชุม ก.ค.ศ.ได้พิจารณาเรื่องวิทยฐานะตามที่มีผู้ได้รับผลกระทบร้องเรียน ซึ่ง ก.ค.ศ.ยืนยันที่จะไม่ทบทวนเกณฑ์ แต่เห็นว่าผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเกณฑ์ดังกล่าวมีสิทธิที่จะขอความเป็นธรรม โดยมีทางออกคือจะรับทบทวนเป็นรายกรณี โดยให้ผู้ไม่ผ่านการพิจารณามีหนังสือขอทบทวนพร้อมเหตุผลผ่านต้นสังกัด และหากขอทบทวนแล้วผลไม่เป็นที่พอใจก็สามารถที่จะฟ้องศาลปกครองได้ตามสิทธิ แต่การจะให้ทบทวนยกล็อตโดยกฏหมายแล้วทำไม่ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายพินิจศักดิ์ สุวรรณรังค์ เลขาธิการ ก.ค.ศ. กล่าวว่า ขณะนี้มีผู้เสนอขอมีหรือเลื่อนวิทยฐานะตาม ว.13 จำนวน 5,337 ผ่านการพิจารณา 364 ราย ไม่ผ่านการพิจารณา 1,524 ราย ซึ่งสำนักงาน ก.ค.ศ.แจ้งว่าไม่ผ่านการพิจารณาแต่ไม่ได้แจ้งเหตุผล ดังนั้นสำนักงาน ก.ค.ศ.จะแจ้งเหตุผลที่ไม่ผ่านการพิจารณาให้ทราบ จากนั้นให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบสามารถเสนอขอให้ทบทวนผลการพิจารณาเป็นรายบุคคล ยืนยันว่า ก.ค.ศ.จะไม่มีการแก้ไขหลักเกณฑ์ระหว่างทาง แต่หลังจากเสร็จสิ้นกระบวนการแล้วจะเปิดโอกาสให้เสนอทบทวนหลักเกณฑ์ได้ ส่วนที่เกรงว่าขั้นตอนดังกล่าวจะล่าช้าส่งผลกระทบต่อผู้ที่จะเกษียณอายุราชการนั้น สำนักงาน ก.ค.ศ.จะเร่งดำเนินการให้ทัน เพื่อไม่ให้คนที่จะเกษียณฯเสียโอกาส.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/11772</URL_LINK>
                <HASHTAG>กลุ่มผอ.รร., ร้องเกณฑ์ว.13 มีปัญหา, ว.13, เกณฑ์เลื่อนวิทยฐานะ, เลื่อนวิทยฐานะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180620/image_big_5b2a47c1c89a8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
