<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>17401</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/09/2018 19:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/09/2018 16:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ดับฝันพยาบาล&#039;หมอปิยะสกล&#039;ยืนยันให้แค่3วิชาชีพเท่านั้นที่จ่ายยาได้  เสนอครม.ภายในเดือนนี้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
12 ก.ย.61-ที่โรงแรมปางสวนแก้ว จ.เชียงใหม่ ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงการยกร่างพ.ร.บ.ยา พ.ศ....หลังจากที่มีการหารือร่วมกับกลุ่มเภสัชกร และกลุ่มพยาบาลถึงข้อกังวลในร่างพ.รบ.ดังกล่าว &amp;nbsp;ว่า หลังจากมีการหารือกับทางวิชาชีพเภสัชกรรมและเมื่อวานได้มอบหมายให้ นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ พร้อมด้วย รองเลขา อย.หารือกับวิชาชีพพยาบาลเกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ.ยา พ.ศ....ซึ่งเป็นบรรยากาศที่ดีทุกคนต้องการให้การยกร่างผ่าน เพื่อประโยชน์โดยรวมของประเทศ โดยมีอยู่ 2 อย่างที่ยังเห็นไม่ตรงกันคือใครจะเป็นคนจ่ายยาและเรื่องของการจัดแบ่งประเภทของยา ทั้งนี้เรื่องการอนุญาตว่าจะให้วิชาชีพใดจ่ายยานั้นกระทรวงยืนยันจะปรับแก้โดยให้ยึดตามพ.ร.บ.ยาพ.ศ.2510 มี 3 วิชาชีพประกอบด้วยแพทย์ ทันตแพทย์ และสัตวแพทย์ ส่วนพยาบาลนั้นมีกฎทรวงรองรับให้สามารถจ่ายยาได้ตามใบสั่งแพทย์ ขอให้พยาบาลไปคุยกันให้เข้าใจ เช่นเดียวกับการจัดแบ่งประเภทยาก็ให้แบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ 1.ยาควบคุมพิเศษ 2.ยาอันตราย และ 3.ยาสามัญประจำบ้าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ. ปิยะสกล กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ในการยกร่างจะเร่งดำเนินการและเสนอเข้าครม.ได้ในเดือนก.ย.เพราะสภานิติบัญญัติแห่งชาติระบุว่าการจะส่งกฎหมายเข้าพิจารณาต้องส่งภายในต.ค. อย่างไรก็ตามข้อเสนอแนะอื่นๆก็ไม่ได้ละทิ้งแต่จะแนบไปพร้อมกับร่างกฎหมายดังกล่าวด้วยและขอยืนยันว่าสธ.และสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.)ไม่มีอะไรแอบแฝงทุกอย่างทำตรงไปตรงมาทำเพื่อประโยชน์ประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่าหลังจากที่ สธ.มีการหารือร่วมกับกลุ่มเภสัชกร และกลุ่มพยาบาล แล้วต่างฝ่ายต่างยังคงยืนยันในข้อเสนอของตัวเอง สำหรับข้อสรุปจากการหารือร่วมกันของกระทรวงสาธารณสุข และกลุ่มวิชาชีพเภสัชกรรม เมื่อวันที่ 4 ก.ย.ในประเด็นข้อกังวลต่อร่างพ.ร.บ.ยา พ.ศ....ที่ประชุมมีการสรุปประเด็นที่ขอปรับแก้ คือมาตรา 22 (5) ให้กลับไปใช้ข้อความเดิมตามพ.ร.บ.ยา พ.ศ. 2510 โดยคง 3 วิชาชีพที่สามารถจ่ายยาได้ส่วนพยาบาลในหน่วยงานรัฐสามารถจ่ายยาได้ตามที่กำหนดในกฎกระทรวง และการโฆษณายาใน มาตรา 137 ให้ใช้ ตาม พ.ร.บ.ยาปี 2510 สำหรับคำนิยามตาม มาตรา 4 ให้แบ่งประเภทยาตามหลักสากล คือ เป็นยาตามใบสั่งยา (Prescription only) ยาจ่ายโดยเภสัชกร (Pharmacist only) ยาสามัญประจำบ้าน และกำหนดร้านขายยา ประเภท ขย.2 ให้ชัดเจน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และเมื่อวันที่ 11 ก.ย. จาการหารือกับวิชาชีพพยาบาลผลหารือ โดยมีการสรุปข้อเสนอใน 3 ประเด็น คือ มาตรา 22(5)เรื่องการจ่ายยา ขอให้มีการบรรจุพยาบาลเป็นวิชาชีพที่ 4 ที่สามารถจ่ายยาได้ และการแบ่งประเภทยา ตามนิยามใน มาตรา4 ขอ ให้แบ่งประเภทยาออกเป็น 4 ประเภท คือ คือยาควบคุมพิเศษ ยาอันตราย ยาแผนปัจจุบันที่ไม่ใช่ยาอันตรายและยาควบคุมพิเศษ &amp;nbsp;และ3. กรณีภาวะฉุกเฉิน วิกฤต กับชีวิตประชาชน ผู้ป่วยให้พยาบาลสามารถให้ยาเพื่อช่วยชีวิตฉุกเฉินได้ โดยมีการยกตัวอย่างว่าตาม รพสต.ไม่มีแพทย์หรือเภสัชอยู่เลย.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/17401</URL_LINK>
                <HASHTAG>3วิชาชีพเท่านั้นจ่ายยา, กลุ่มพยาบาลจ่ายยา, นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร, พ.ร.บ.ยา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180802/image_big_5b62ed27afd1e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>17308</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/09/2018 15:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/09/2018 15:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กลุ่มพยาบาลยื่นข้อเสนอสามารถจ่ายยา กรณีฉุกเฉิน ภาวะวิกฤต เพื่อช่วยชีวิตได้ ด้านสธ.ขอไปปรึปษาผู้บริหารก่อนสรุป</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
11 ก.ย.61- ที่กระทรวงสาธารณสุข นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วย นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ รองปลัด สธ. ว่าที่เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) คนใหม่ นพ.สุรโชค ต่างวิวัฒน์ รองเลขาธิการ อย. ได้ประชุมรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ. ยา พ.ศ. ...ร่วมกับวิชาชีพพยาบาล โดยใช้เวลากว่า 3 ชั่วโมง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวภายหลังการประชุมหารือว่า ในการประชุมเพื่อขอความคิดเห็นร่วมกับตัวแทนวิชาชีพพยาบาลต่างๆ &amp;nbsp;อาทิ สภาพยาบาล &amp;nbsp;สมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทย สมาคมผู้บริหารการศึกษาพยาบาล พยาบาลด้านบริหารพยาบาล และ พยาบาลผู้ปฏิบัติงานใน รพสต.และ 3จังหวัดชายแดนภาคใต้ เกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ.ยา พ.ศ.... ในภาพรวมวันนี้ถือว่าวิชาชีพพยาบาลที่เข้าร่วมหารือเห็นพ้องกันว่าร่างดังกล่าวมีประโยชน์ต่อประเทศ &amp;nbsp;ซึ่งมีความมีความเห็นพ้องทั้งการคุ้มครองผู้บริโภค การวางมาตรการขายยาออนไลน์ &amp;nbsp;การวางมาตรการเพื่อสนับสนุนการผิตยาในประเทศ ที่เป็นเนื้อหาหลักของตัวร่าง พ.ร.บ. ฉบับใหม่ที่มีการพูดถึงกันน้อยส่วนประเด็นที่มีความเห็นต่างกัน ก็คงเป็นประเด็นเดิม ซึ่ง สธ.ก็รับฟังความคิดเห็น และสามารถสรุปออกมาได้เป็น 3 ประเด็น คือ 1.ประเด็นเห็นต่างในมาตรา22(5) ที่กำหนดเรื่องการจ่ายยา โดยพยาบาลต้องการให้เพิ่มวิชาชีพพยาบาลเข้าไปด้วย โดยขอย้ำว่า การจ่ายยาและ ขายยาไม่เหมือนกัน 2. การแยกประเภทยา ที่นิยามตามมาตรา4 เดิมกำหนดให้มี 3 ประเภท ซึ่งทางสภาพยาบาลมีความเห็นว่า หากจะให้การทำงานของพยาบาลเป็นไปได้ในปัจจุบัน ควรมีการแยกประเภทที่ชัดเจน ซึ่งอาจต้องมี 4 ประเภทและ3. กรณีภาวะฉุกเฉิน วิกฤต กับชีวิตประชาชน ผู้ป่วยให้พยาบาลสามารถให้ยาเพื่อช่วยชีวิตฉุกเฉินได้ โดยมีการยกตัวอย่างว่าตาม รพสต.ไม่มีแพทย์หรือเภสัชอยู่เลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวถามว่า ดูเหมือนว่ายังคงเป็นความคิดเห็นที่ไม่ตรงกันกับกลุ่มวิชาชีพเภสัชกรที่มีมีการหารือกันก่อนหน้านี้ ฉะนั้นทางออกต้องทำอย่างไรต่อไป นพ.โอภาส กล่าวว่า ได้มีการพูดคุยกับที่ประชุมในประเด็นนี้ ว่า ตามขั้นตอนออกกฎหมาย ต้องมีการเสนอเข้า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) เพื่อให้ความเห็นชอบในหลักการ ก่อนจะดำเนินการในขั้นตอนต่อไปคือ เข้าสู่คณะกรรมการกฤษฎีกาตีความ ซึ่งก็จะมีการเชิญผู้เกี่ยวข้องไปชี้แจง และกลับมาสู่ ครม. และเข้าสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ต่อไป โดยยังต้องใช้เวลาอีกนาน เพราะฉะนั้น การที่มีความเห็นต่างกันหรือมีข้อขัดแย้งการนำเข้าสู่ ครม.ก็คงลำบาก เพราะฉะนั้นต้องหาข้อสรุปโดยเร็ว ก่อนนำเรื่องเข้าสู่ ครม.ดังนั้นทางกระทรวงจะได้นำข้อเสนอ ทั้ง 3 ข้อของวิชาชีพพยาบาล เข้าหารือกับผู้บริหารให้รับทราบ และส่งเรื่องเข้าคณะกรรมการร่าง พ.ร.บ. อีกครั้ง ในประเด็นที่เห็นต่างกันว่าจะทำอย่างไรให้ได้ข้อสรุปก่อนส่งเรื่องเข้า ครม.ต่อไป ซึ่งหากหาข้อสรุปไม่ได้ จนเสนอ ครม.ไม่ได้ทุกฝ่ายเห็นพ้องกันว่า สุดท้ายก็ต้องกลับไปใช้ พ.ร.บ. พ.ศ.2510 &amp;nbsp;ซึงแปลว่าประเทศชาติจะเสียประโยชน์ในข้อดีของกฎหมายที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศในข้ออื่นๆต่อไป เพราะกฏหมายใหม่จะส่งเสริมการผลิตยาในประเทศ และขอย้ำในในประเด็นที่หลายคนไม่ค่อยพูดถึง &amp;nbsp;คือการทำให้การคุ้มครองผู้บริโภคโดยเฉพาะเรื่องการโฆษณาทางออนไลน์ โซเชียลมิเดียมีประสิทธิภาพมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่า ผลการสำรวจของสำนักโพลแห่งหนึ่ง พบว่าประชาชนยังมีความมั่นใจให้เภสัชกรเป็นคนจ่ายยา และยังไม่มีความมั่นใจในวิชาชีพอื่น ในข้อนี้ได้มีการพูดคุยกันอย่างไรบ้าง &amp;nbsp;นพ.โอภาส กล่าวว่า โดยหลักการเห็นพ้องว่า แต่ละวิชาชีพมีความเชี่ยวชาญที่ต่างกัน แต่บางทีในสถานการณ์ที่อยู่ชายแดน ต่างจังหวัด เช่น 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่สามารถหาวิชาชีพไปอยู่ได้ครบเพราะฉะนั้นบางครั้ง ดังนั้นต้องดูบริบทที่เป็นจริงและปรับให้สอดคล้องกัน ก็ต้องอนุญาตให้บางวิชาชีพดำเนินการจ่ายยาบางอย่างทดแทนได้ เพื่อประโยชน์ประชาชน ซึ่งที่ผ่านมาวิชาชีพพยาบาลก็ทำหน้าที่แทนและเกิดผลดีกับประชาชน แต่โดยหลักการสากลที่ให้แยกวิชาชีพก็เห็นด้วย เพียงแต่จะเหมาะกับประเทศไทยและมีขั้นตอนอย่างไรก็คงต้องหารือกัน และพิจารณาอย่างรอบคอบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รศ.ดร.ทัศนา บุญทอง นายกสภาการพยาบาล กล่าวว่า วันนี้พยาบาลเรามา 10 องค์กรด้วยกัน ก็ได้ทำความเข้าใจกับทาง สธ.ถึงภารกิจในการรักษาโรคเบื้องต้น ซึ่งเป็นไปตามกฎหมายวิชาชีพ ส่วนร่าง พ.ร.บ. ยาฉบับใหม่ ภาพรวมเกิดประโยชน์ต่อประเทศหลายด้าน ซึ่งปัจจุบันสภาพสังคมเปลี่ยนแปลงไปมาก การปรับปรุงกฎหมายจึงควรครอบคลุมถึงการประกอบวิชาชีพการพยาบาลในการรักษาโรคเบื้องต้นด้วย เราจึงสนับสนุนร่าง พ.ร.บ. ยา ฉบับใหม่ที่ผ่านการประชาพิจารณ์แล้ว โดยเฉพาะมาตรา 4 ที่แบ่งยาแผนปัจจุบัน 4 ประเภท จะครอบคลุมยาแผนปัจจุบันที่พยาบาลจะจ่ายได้ตามที่กำหนดไว้ในการรักษาโรคเบื้องต้น ซึ่งเรามีข้อกำหนดการรักษาโรคเบื้องต้นสำหรับพยาบาลและคู่มือการใช้ยารักษาโรคเบื้องต้น โดยได้รับความเห็นชอบจากแพทยสภา ทันตแพทยสภา และสภาเภสัชกรรม ส่วนมาตรา 22(5) ก็สนับสนุนให้วิชาชีพพยาบาลเป็นอีกชาชีพหนึ่งนอกจาก 3 วิชาชีพทีจ่ายยาได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;นางประภัสสร พงศ์พันธุ์พิศาล ผู้ช่วยเลขาธิการสภาการพยาบาล กล่าวว่า การแบ่งยาเป็น 4 ประเภทที่พยาบาลเสนอ คือ เป็นไปตามร่าง พ.ร.บ. ยา ฉบับใหม่ คือ ยาควบคุมพิเศษ ยาอันตราย ยาแผนปัจจุบันที่ไม่ใช่ยาอันตรายและยาควบคุมพิเศษ ซึ่งยากลุ่มนี้จะเป็นยาที่วิชาชีพพยาบาลและวิชาชีพอื่นสามารถจ่ายได้ และยาสามัญประจำบ้าน ซึ่งเราไม่เห็นด้วยกับสภาเภสัชกรรมที่ให้เหลือเพียง 3 ประเภท โดยยาแผนปัจจุบันที่ไม่ใช่ยาอันตรายหรือยาควบคุมพิเศษ ก็สามารถออกกฎกระทรวงออกมารองรับได้ว่า เป็นยาอะไรบ้าง อย่างไรก็ตาม ตนไม่เข้าใจว่าทำไมเรื่องการจ่ายยาถึงบิดกลายเป็นเรื่องการขายยา เพราะการขายยาหรือเปิดร้านยานั้นในกฎหมายระบุชัดอยู่แล้วว่า จะต้องเป็นเภสัชกร และพยาบาลคงไม่ไปเปิดร้าน แต่เราแค่จ่ายยาในผู้ป่วยที่เราดูแลรักษาโรคเบื้องต้น ซึ่งมียา 18 กลุ่ม และจ่ายยาตามใบสั่งแพทย์ที่ให้ผู้ป่วยมารับ เช่น มารับที่ รพ.สต. เท่านั้น.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/17308</URL_LINK>
                <HASHTAG>กลุ่มพยาบาลจ่ายยา, การจ่ายยากลุ่มภาวะวิกฤต ฉุกเฉิน, พ.ร.บ.ยา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180911/image_big_5b977696e77eb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
