<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>68374</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/06/2020 08:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/06/2020 08:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;สนธิ&#039; โพสต์ภาพสวมกอด &#039;ตั้ว ศรัณยู&#039; บอกเสียใจที่สุดเพราะรักเหมือนน้องชายแท้ๆ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 มิ.ย.63 - นายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย โพสต์รูปภาพสวมกอด ตั้ว-ศรัณยู วงษ์กระจ่าง พร้อมข้อความไว้อาลัยผ่านเพจเฟซบุ๊ก &amp;quot;คุยทุกเรื่องกับสนธิ&amp;quot; ว่า ในชีวิตผมมีความเสียใจมากที่สุดกับการเสียชีวิตของบิดาและมารดา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เสียใจมากที่สุดอีกครั้งกับการจากไปของภรรยา (คุณจันทน์ทิพย์ ลิ้มทองกุล) ที่ตัวเองไม่ได้มีโอกาสอยู่เคียงข้างตอนเธอสิ้นใจ และไม่ได้อยู่ในการฌาปนกิจเธอ เพราะติดอยู่ในเรือนจำ รู้แต่ว่าคนมางานศพเธออย่างล้นหลาม รวมทั้งน้องรักที่ชื่อตั้ว (ศรัณยู วงษ์กระจ่าง) ที่มีน้ำใจอย่างมากๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันนี้ก็เป็นอีกวันที่รู้สึกเสียใจที่สุดเช่นกัน เพราะตั้วเหมือนน้องชายแท้ ๆ และรู้สึกได้ที่จิตใจที่น่ารักซึ่งตั้วมีให้พี่ชายคนนี้อย่างจริงใจ และจริงจัง โดยไม่มีอะไรแอบแฝงอยู่เลยแม้แต่น้อย จากจิตใจที่บริสุทธิ์ของตั้วที่สามารถสัมผัสและรู้สึกได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตั้วเป็นมนุษย์ในความเป็นมนุษย์ เป็นคนที่มีจิตใจดีงามมาก ๆ และเป็นคนที่ไม่หน้าไหว้หลังหลอก ทุกคำพูดและการกระทำของตั้วต่อเพื่อนมนุษย์ทุกคนมีแต่ความจริงใจ และบริสุทธิ์ใจ ไม่มีเล่ห์เหลี่ยมใด ๆ ทั้งสิ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมกับตั้วไม่ค่อยได้เจอกันตั้งแต่ออกจากเรือนจำมา ได้รับแต่ข่าวการเจ็บไข้ได้ป่วย ด้วยความเป็นห่วงมาก ๆ อาจจะเป็นเพราะเราใจถึงใจกันมา ตั้งแต่การร่วมกันต่อสู้เพื่อชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์มาตั้งแต่ พ.ศ.2549 ทั้งหมดนี้ก็เลยไม่ได้เจอกัน และสังสรรค์กัน อาจจะเป็นเพราะตั้วยุ่ง และเขาก็เกรงใจผมมาก ในฐานะที่เป็นพี่และผู้ใหญ่ที่เขาเคารพจากใจจริงๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมรู้ดีว่าถ้าผมต้องการความช่วยเหลือจากตั้ว และถ้าเขาทำได้ เขาจะทำให้อย่างจริงใจ เต็มใจ และเขาก็จะสบายใจที่เขาได้ทำให้ผม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมก็เช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทุกวันนี้ผมทำบุญตักบาตรทุกวันเสาร์อาทิตย์ และสวดมนต์ ปฏิบัติธรรม ทำสมาธิภาวนาทุกๆเช้า จบลงทุกครั้งทุกวันก็จะแผ่เมตตา อุทิศกุศลผลบุญดังกล่าว ให้กับผู้ที่ล่วงลับไปแล้วที่ผมรักและเคารพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากวันนี้ก็ต้องเพิ่มตั้วเข้าไปอีกคนจากกลุ่มคนที่ผมแผ่เมตตาอุทิศส่วนกุศลให้ และก็คงจะต้องทำให้ตั้ว ทุกๆวันจนกว่าผมจะจากโลกนี้ไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในที่สุดชีวิตมันก็มีแต่ความว่างเปล่า เหมือนที่พ่อแม่ครูอาจารย์เคยสั่งเคยสอนไว้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้วยความรักและอาลัยอย่างที่สุดในกับน้องรักคนนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขอให้ตั้วไปที่ดี ๆ และมีความสุข และสงบ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/68374</URL_LINK>
                <HASHTAG>กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย, ศรัณยู วงษ์กระจ่าง, สนธิ ลิ้มทองกุล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200611/image_big_5ee187b3ca90c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>35481</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/05/2019 10:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/05/2019 10:08</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กลุ่มพธม.แห่รับ5แกนนำออกจากคุก ราชทัณฑ์เตรียมแผนรองรับผู้ได้รับอภัยโทษ3-5หมื่นคน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
10พ.ค.62-เมื่อเวลา08.30 ที่ด้านหน้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพ กลุ่มผู้สนับสนุนพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ทยอยเดินทางมายังที่หน้าเรือนจำตั้งแต่ช่วงเช้า เพื่อรอรับแกนนำ 5 ราย พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ,นายพิภพ ธงไชย &amp;nbsp;, นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ , นายสมศักดิ์ โกศัยสุข &amp;nbsp;และนายสุริยะใส กตะศิลา ที่จะได้รับพระราชทานอภัยโทษปล่อยตัวออกจากเรือนจำ ในเวลา 10.00น.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านพ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันทน์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ เปิดเผยว่า เนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานอภัยโทษแก่ผู้ต้องราชทัณฑ์ทั่วประเทศที่ความประพฤติดีให้ได้รับการลดหย่อนผ่อนโทษ และปล่อยตัว เพื่อให้โอกาสแก่บุคคลเหล่านั้นกลับตนเป็นพลเมืองดี อันจะเป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติสืบไป ตามพระราชกฤษฎีกา พระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2562 ถือเป็นพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงพระราชทานแก่ผู้ต้องราชทัณฑ์ และเป็นโอกาสอันสำคัญที่เรือนจำและทัณฑสถานทั่วประเทศ จะได้นำผู้ต้องราชทัณฑ์ที่ได้รับพระราชทานอภัยโทษ รวมถึงครอบครัวญาติพี่น้องของผู้ต้องราชทัณฑ์ ร่วมถวายความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อธิบดีกรมราชทัณฑ์ กล่าวว่า ในวันนี้ที่บริเวณหน้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ตนได้เดินทางไปเป็นประธาน ฝ่ายฆราวาส &amp;nbsp;ในการบรรพชาสามเณรหมู่ให้กับผู้ต้องขังที่ได้รับพระราชทานอภัยโทษรวม 20 ราย ที่สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ และขอบวชเพื่อถวายเป็นพระราชกุศล ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความสุขที่มีญาติพี่น้องมารอรับ สำหรับการปล่อยตัวกลับบ้านของทุกเรือนจำ จะได้มีการตั้งโต๊ะหมู่บูชา และพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อให้ผู้ที่ได้รับพระราชทานอภัยโทษ และญาติมิตรได้ร่วมถวายสักการะ และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ตลอดจนจะตั้งใจทำความดีสนองคุณพระองค์ท่านและแผ่นดิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พ.ต.อ.ณรัชต์ กล่าวด้วยว่า การพระราชทานอภัยโทษในครั้งนี้ กรมราชทัณฑ์คาดว่า จะมีผู้ที่ได้รับการปล่อยตัวประมาณ 3-5 หมื่นคน และได้รับการลดโทษอีกจำนวนมาก โดยกรมราชทัณฑ์ ได้ดำเนินการเตรียมความพร้อม &amp;nbsp;ก่อนปล่อย ได้แก่ การให้การศึกษา การพัฒนาจิตใจและส่งเสริมศีลธรรมจรรยาด้วยหลักสูตรสัคคสาสมาธิ &amp;nbsp; &amp;nbsp;ของหลวงพ่อวิริยังค์ สิรินธฺโร และการฝึกอบรมวิชาชีพในหลักสูตรระยะสั้นเพื่อเตรียมตัวกลับสู่สังคมได้อย่างมีคุณภาพ
นอกจากนี้ หลังจากพ้นโทษแล้ว ยังได้เตรียมแผนรองรับการช่วยเหลือผู้พ้นโทษ ซึ่งได้บูรณาการเครือข่ายภาครัฐ และสังคม ได้แก่ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงแรงงาน และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อติดตาม ดูแล และช่วยเหลือบุคคลเหล่านี้มิให้กลับไปกระทำผิดซ้ำอีก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;กรมราชทัณฑ์เชื่อว่า กระบวนการเตรียมความพร้อมก่อนปล่อย และเครือข่ายภาคสังคมที่เข้ามามีส่วนร่วมในครั้งนี้ จะสามารถทำให้ผู้พ้นโทษได้กลับสู่สังคมได้อย่างปกติสุข และหวังว่าสังคม ตลอดจนผู้ประกอบการหรือห้างร้านบริษัทต่างๆ จะให้โอกาสผู้พ้นโทษเข้าทำงานร่วมให้กำลังใจและเปิดใจยอมรับผู้ก้าวพลาด ให้ได้กลับตัวเป็นคนดีของสังคม เพื่อไม่ให้เขาเหล่านั้นหวนกลับไปกระทำผิดซ้ำอีก&amp;quot;พ.ต.อ.ณรัชต์ กล่าว &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับนักโทษในเรือนจำกลุ่มลาดยาวที่จะทำการปล่อยผู้ต้องขังที่ได้รับอภัยโทษรอบแรก ในวันที่ 10 พ.ค 62 มีจำนวนทั้งสิ้น 670 ราย &amp;nbsp;ประกอบด้วยเรือนจำพิเศษกรุงเทพ &amp;nbsp;238 คน ทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณท์ 72 ราย ทัณฑสถานหญิงกลาง 218 คน เรือนจำกลางคลองเปรม 49 คน ทัณฑสถานบำบัดพิเศษกลาง 102 คน
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/35481</URL_LINK>
                <HASHTAG>กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย, ขอพระราชทานอภัยโทษ, นายสุริยะใส กตะศิลา, พ.ต.อ.ณรัชต์  เศวตนันทน์, พล.ต.จำลอง ศรีเมือง, เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190510/image_big_5cd4ea2cf30b3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>30432</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/03/2019 14:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/03/2019 11:41</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> &#039;พธม.&#039;เฮ!ศาลยกฟ้องคดีล้อมสภา 7 ตุลาฯชี้ชุมนุมสงบ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 มี.ค.62- ที่ห้องพิจารณา 701 ศาลนัดพิพากษาคดี อ.4924/2555 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 10 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายสนธิ ลิ้มทองกุล อายุ 70 ปีเศษ อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) พร้อมอดีตแกนนำ พธม. - แนวร่วม รวม 21 คน เป็นจำเลยที่ 1-21 กรณีเคลื่อนการชุมนุมจากทำเนียบรัฐบาล ไปปิดล้อมรอบอาคารรัฐภา ช่วงวันที่ 7 ต.ค. 2551 ไม่ให้รัฐบาลสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ประชุมแถลงนโยบาย (จำเลยกลุ่มแกนนำ ถูกขังในเรือนจำ-แนวร่วมได้ประกันตัว)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในความผิด 5 ข้อหา ฐานร่วมกันกระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือหรือวิธีการอื่นใดอันมิใช่การกระทำภายในความมุ่งหมายของรัฐธรรมนูญ หรือมิใช่เพื่อแสดงความคิดเห็นหรือติชมโดยสุจริต เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในกฎหมายแผ่นดินหรือรัฐบาล โดยใช้กำลังข่มขืนใจหรือใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อให้เกิดความปั่นป่วนหรือ กระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชนถึงขนาดที่จะก่อความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร หรือเพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน, เป็นหัวหน้าหรือเป็นผู้มีหน้าที่สั่งการในการมั่วสุมกันตั้งแต่สิบคนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้ายขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายหรือกระทำการอย่างหนึ่ง อย่างใดทำให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง โดยผู้กระทำมีอาวุธ และเมื่อเจ้าพนักงานสั่งให้เลิกแล้วไม่เลิกมั่วสุม, ข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใด ไม่กระทำการใด หรือจำยอมต่อสิ่งใด โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ ชื่อเสียงหรือทรัพย์สินของผู้ถูกข่มขืนใจนั้นเองหรือของผู้อื่น หรือโดยใช้กำลังประทุษร้ายจนผู้ถูกข่มขืนใจต้องกระทำการนั้น ไม่กระทำการนั้น หรือจำยอมต่อสิ่งนั้น โดยมีอาวุธ หรือโดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่ห้าคนขึ้นไป, ร่วมกันหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่น หรือกระทำด้วยประการใดให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกาย&amp;rdquo; อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116, 215, 216, 309, 310&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตามฟ้องโจทก์เมื่อเดือน ธ.ค. 2555 บรรยายความผิดสรุปว่า เมื่อวันที่ 5 - 7 ต.ค. 2551 จำเลยและกลุ่มพันธมิตร ฯ จำนวนหลายพันคน ร่วมมั่วสุมภายในทำเนียบรัฐบาล ซึ่งตั้งเวทีปราศรัย และได้ยุยงปลุกปั่นให้กลุ่มพันธมิตร ฯ ทั้งประเทศไปรวมตัวปิดล้อมรัฐสภาไม่ให้ ส.ส. ส.ว.และ คณะรัฐมนตรี (ครม.) เข้าร่วมประชุมสภา โดยวันที่ 7 ต.ค. 2551 กลางวัน จำเลยกับพวกใช้รถยนต์บรรทุก 6 ล้อติดเครื่องขยายเสียงเคลื่อนพร้อมนำลวดหนามชนิดหีบเพลง และแผงกั้นเหล็กยางรถยนต์ผ่านไปลานพระบรมรูปทรงม้าเพื่อขวางบริเวณรอบรัฐสภาทำให้ประชาชนไม่สามารถผ่านไปได้ และปราศรัยปลุกระดมให้ล้อมรัฐสภา เป็นเหตุเหตุให้ ส.ส.และส.ว.บางส่วนเดินทางเข้าไปประชุมสภาไม่ได้ และจำเลยกับพวกยังร่วมกันข่มขืนใจนายสุริยา ปันจอร์ ส.ว.สตูล , นายมณฑล ไกรวัตนุสรณ์ ส.ส.สมุทรสาคร พรรคเพื่อไทย , นายปัญญา ศรีปัญญา ส.ส.ขอนแก่น พรรคภูมิใจไทย และข้าราชการฝ่ายการเมืองหลายคน โดยไล่ให้กลับบ้านและขู่ให้กลัวว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิต และยังมีการโห่ร้อง ด่าทอ ใช้หนังสติ๊ก อาวุธปืนยิง มีดฟันใช้ปลายธงทำด้วยเหล็กปลายแหลมแทงเจ้าหน้าที่รับบาดเจ็บสาหัส 1 คน แถมยังมีการนำโซ่ไปล็อกกุญแจทางเข้า &amp;ndash; ออกสภาทุกด้าน พร้อมประกาศขู่ว่าหากไม่ยุบสภาในเวลา 18.00 น.จะจับตัวประธานสภา และประธานวุฒิสภา รวมทั้งสมาชิกทั้งหมดซึ่งสมาชิกรัฐสภาบางส่วนได้ปีนกำแพงหนีออกทางด้านพระที่นั่งวิมานเมฆขณะที่เจ้าหน้าที่หลายคนถูกขังอยู่เป็นเวลาหลายชั่วโมง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมาเวลากลางคืน จำเลยกับพวกยังได้ปราศรัย ยุยงให้กลุ่มพันธมิตร ฯ จำนวนหลายพันคน โดยมีอาวุธ มีด ปืน ไม้กระบอง ธง หนังสติ๊ก ฯลฯ เคลื่อนไปหน้าอาคารรัฐสภาและปิดล้อมทางเข้าออก และได้นำน้ำมันราดบนถนนหน้ารัฐสภาและขู่ว่าจะใช้กำลังประทุบร้าย ส.ส.และ ส.ว. รวมทั้งใช้รถกระบะ ทะเบียน วพ1968 กทม. ที่ขับขี่โดยนายปรีชา ตรีจรูญ ขับรถพุ่งไล่ชนเจ้าหน้าที่ตำรวจที่กำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่ได้รับบาดเจ็บหลายราย ซึ่งอัยการได้แยกฟ้องจำเลยต่อศาลอาญาไปแล้ว ในชั้นสอบสวนจำเลยให้การปฏิเสธ โดยโจทก์ได้ขอให้ศาลพิพากษานับโทษ นายสนธิ จำเลยที่ 1 ต่อจากโทษในคดีหมิ่นประมาท 4 สำนวนและ พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 อีก 1 สำนวนด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จำเลยทั้งหมดให้การปฏิเสธ ขณะที่จำเลยบางส่วนได้ประกันตัวระหว่างพิจารณาคดี คนละ 200,000 บาท วันนี้ศาลเบิกตัวจำเลยที่ถูกคุมขังมาศาล ส่วนจำเลยที่ได้รับการประกันตัวเดินทางมาศาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลพิจารณาพยานหลักฐานโจทก์-จำเลย นำสืบหักล้างกันแล้ว เห็นว่า ระหว่างการชุมนุม พล.ต.จำลองศรีเมือง และจำเลยที่ 1-21 ได้ประกาศตลอดเวลาห้ามผู้ชุมนุมนำอาวุธ และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เข้ามาในพื้นที่การชุมนุม ขณะที่พยานโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ 4 ราย ซึ่งได้รับมอบหมายหน้าที่ให้มาสืบสวนหาข่าว ดูแลความปลอดภัยบริเวณชุมนุม ได้เบิกความตอบคำถามค้านของทนายจำเลยไปในทิศทางเดียวกันว่า ระหว่างการชุมนุมบริเวณสภาตั้งแต่ 5 ต.ค. จนถึงช่วงเช้า 7 ต.ค. ไม่พบว่ามีผู้ชุมนุมรายใดเข้าไปในอาคารรัฐสภาและทำลายทรัพย์สิน แต่การชุมนุมนั้นเป็นไปโดยสงบภายใต้เจตนาการคัดค้านการแถลงนโยบายรัฐบาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งการนำสืบยังฟังได้ว่า การชุมนุมของ พธม. ในครั้งนี้ การปราศรัยเป็นเพียงการให้ข้อมูลข้อเท็จริงที่น่าเชื่อว่ารัฐบาลของนายสมัคร สุนทรเวช และนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เป็นหุ่นเชิดของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ และยุคของนายสมัครยังได้เสนอให้แก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 237 309 เพื่อช่วยเหลือให้นายทักษิณพ้นจากการตรวจสอบคดีทุจริต 13 โครงการโดย คตส. และเพื่อช่วยเหลือให้พรรคพลังประชาชนพ้นจากคดียุบพรรค&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จึงฟังได้ว่า การชุมนุมดังกล่าวของกลุ่ม พธม.เป็นไปโดยสงบตามสิทธิของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 63 ซึ่งประชาชนในฐานะเจ้าของประชาธิปไตยได้ร่วมตรวจสอบนักการเมือง โดยแกนนำได้นำข้อมูลข้อเท็จจริงนั้นมาสื่อสารให้ประชาชนรับทราบ ซึ่งคดีเหล่านั้นมีบทพิสูจน์แล้วจากคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เช่น คดีซื้อที่ดินรัชดาฯ ของนายทักษิณ คดียุบพรรคโดยศาลรัฐธรรมนูญ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับความวุ่นวายที่เกิดขึ้นนั้น ก็เป็นภายหลังจากที่เจ้าหน้าที่ตำรวจยิงแก๊สน้ำตาสลายการชุมนุมที่เป็นไปอย่างทันด่วน โดยที่กลุ่มผู้ชุมนุมไม่คาดหมายและเตรียมตัวได้ทัน ซึ่งเป็นปกติธรรมดาที่เมื่อผู้ชุมนุมอยู่ในสถานการณ์ตรงหน้าที่มีความกดดันและเห็นมีเพื่อนผู้ชุมนุมได้รับบาดเจ็บ จึงได้วิ่งหลบหนี และบางส่วนก็ตอบโต้ด้วยความโกรธ ซึ่งเป็นกรณีเฉพาะรายบุคคล ไม่ใช่เกิดจากกรณีที่จำเลยได้ปลุกปั่นหรือยุยง การกระทำของจำเลยดังกล่าวไม่เป็นความผิดตามฟ้อง พิพากษายกฟ้องจำเลยทั้งหมดทั้ง 5 ข้อหา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับจำเลยทั้ง 21 คน ประกอบด้วย1.นายสนธิ ลิ้มทองกุล อายุ 70 ปีเศษ อดีตแกนนำ พธม. 2.นายพิภพ ธงไชย อายุ 72 ปีเศษ อดีตแกนนำ พธม. 3.นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ อายุ 68 ปีเศษ อดีตแกนนำ พธม. 4.นางมาลีรัตน์ แก้วก่า อายุ 65 ปีเศษ อดีต ส.ว.สกลนคร และอดีตแกนนำพธม.รุ่น 2 5.นายประพันธ์ คูณมี อายุ 61 ปีเศษ อดีต สนช. 6.นายสมศักดิ์ โกศัยสุข อายุ 72 ปีเศษ อดีตแกนนำ พธม. 7.นายสุริยะใส กตะศิลา อายุ 45 ปีเศษ อดีตผู้ประสานงาน พธม. 8.นายอมร อมรรัตนานนท์ หรือนายรัชต์ยุตม์ ศิรโยธินภักดี อายุ 58 ปีเศษ แนวร่วม พธม. 9.นายสำราญ รอดเพชร อายุ 60 ปีเศษ อดีตแกนนำ พธม. รุ่นที่ 2 10.นายศิริชัย ไม้งาม อายุ 57 ปีเศษ อดีตแกนนำ พธม. รุ่นที่ 2 11.นายสาวิทย์ แก้วหวาน อายุ 56 ปีเศษ อดีตแกนนำ พธม.รุ่นที่ 2 &amp;nbsp;12.นายพิชิต ไชยมงคล อายุ 37 ปีเศษ อดีตแนวร่วม พธม. 13.นายอำนาจ พละมี อายุ 52 ปีเศษ อดีตแนวร่วม พธม. 14.นายกิตติชัย ใสสะอาด อายุ 53 ปีเศษ อดีตแนวร่วม พธม. 15.นายประยุทธ วีระกิตติ อายุ 63 ปีเศษ อดีตแนวร่วม พธม. 16.นายสุชาติ ศรีสังข์ อายุ 58 ปีเศษ อดีตแนวร่วม พธม. 17.นายสมบูรณ์ ทองบุราณ อายุ 61 ปีเศษ อดีตแนวร่วม พธม. 18.นายศุภผล เอี่ยมเมธาวี อายุ 59 ปีเศษ อดีตแนวร่วม พธม. 19.น.ส.อัญชะลี ไพรีรัก อายุ 53 ปีเศษ อดีตแนวร่วม พธม. 20.นายพิเชฐ พัฒนโชติ อดีตรองประธานวุฒิสภาคนที่ 1 อายุ 64 ปีเศษ และ21. นายวีระ สมความคิด อายุ 61 ปีเศษ นักสิทธิมนุษยชน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/30432</URL_LINK>
                <HASHTAG>กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย, คดีปิดล้อมสภาฯ, รัฐบาลสมชาย, ศาล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190304/image_big_5c7cabe7d398f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>29678</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/02/2019 15:48</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/02/2019 08:36</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;สุภิญญา&#039;เผยชีวิตในห้องขัง&#039;พิภพ-สุริยะใส&#039;ตื่นตีห้านั่งสมาธิรับฟังปัญหาผู้ต้องขังมาช่วยเหลือต่อ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
22ก.พ.62-น.ส.สุภิญญา กลางณรงค์ อดีตกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กสทช.) โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กส่วนตัว เรื่อง&amp;nbsp; จากใจสู่เรือนจำ ภายหลังเข้าเยี่ยมนายพิภพ ธงไชย และนายสุริยะใส กตะศิลา อดีตแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ถูกศาลฎีกาสั่งจำคุก 8 เดือนคดียึดทำเนียบรัฐบาลขับไล่รัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช ปี2551 มีเนื้อหาดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในชีวิตคนเราจะมีโอกาสสักกี่ครั้งที่จะได้ไปเยี่ยมญาติสนิทมิตรสหายในเรือนจำ ฟังดูเป็นเรื่องน่ากลัว แต่เมื่อชีวิตมาถึงจุดนี้แล้วเรายอมรับความจริงได้ มันก็ไม่ยากจนเกินไป วิกฤตที่เกิดขึ้นทุกครั้งในชีวิตย่อมนำไปสู่โอกาสบางอย่างเสมอ อย่างน้อยก็ทำให้เราได้เข้าใจสัจธรรม เข้าใจโลกใบนี้มากขึ้น มาพร้อมกับความเข้มแข็งภายนอกและความอ่อนโยนภายใน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นั่นคือสิ่งที่เราสัมผัสได้จากการได้ไปเยี่ยมเพื่อนที่รักอย่างสุริยะใส กตะศิลา (จะขอเรียกว่ายะใสต่อจากนี้) และคุณพิภพ ธงไชย (หรือพี่เปี๊ยกที่เคารพรักของพวกเรา) ในทั้งสองครั้งที่เราได้พบกันผ่านกรงเหล็กที่กั้นด้วยกระจกแบบสัมผัสตัวไม่ได้ แต่ได้ยินกันและกันผ่านโทรศัพท์ที่คุณภาพเสียงแบบแอนะล็อก คงมีการบันทึกเทปด้วยและกล้องวงจรปิดที่จับความเคลื่อนไหวทุกจุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่คนไปเยี่ยมน้ำตาซึม แต่คนข้างในดูแจ่มใสเข้มแข็งดี แม้จะหน้าตาแปลกไปเพราะตัดผมเกรียนเลย ได้เห็นร่องรอยความอิดโรยและความเครียดซ่อนอยู่บ้างแต่ลึกมาก โดยเฉพาะยะใสซึ่งปรกติก็เป็นคนที่ไม่ค่อยแสดงอารมณ์ความรู้สึกมากอยู่แล้ว ตลอดเวลาของการสนทนากับญาติมิตรที่ไปเยี่ยมถ้าไม่แซวกันไปมาหรือเล่าเรื่องราวในเรือนจำอย่างอารมณ์ดีก็จะเป็นโหมดคุยสั่งงานกันจริงจัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เราทักทายยะใสว่า เป็นไงบ้าง เค้าตอบว่า โอเค ปรับตัวได้แล้ว มีนอนไม่หลับบ้าง เพราะกลางคืนไฟที่นี่สว่างและมีการเปิดทีวีเสียงดัง จากที่จะไม่ดูก็ต้องมานั่งดูกับเพื่อนที่อยู่ชายคาเดียวกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เราถามว่าถ้าได้ออกมาแล้วสิ่งแรกสุดอยากทำอะไรก่อน เค้าตอบติดตลกว่า จะดูละครเรื่อง &amp;ldquo;เมีย 2018&amp;rdquo; ให้จบ
เราแปลกใจ ยะใสเลยเล่าต่อว่าเพราะผู้คุมเปิดละคร &amp;ldquo;เมีย 2018&amp;rdquo; ให้ดู แต่เปิดไม่จบสักที มีการย้อนกลับไปฉายตอนเก่าอยู่เรื่อยเลย เลยไม่รู้ว่าก่อนออกจะได้ดูจบไหม 555 เราถามว่าชอบดูเรื่องนี้เหรอ เค้าตอบว่า เคยได้ยินนักศึกษาพูดถึงแต่ไม่เคยดู พอผู้คุมมาเปิดในนี้ เพื่อนร่วมเรือนพักดูกันแล้วส่งเสียงเฮกันอย่างกับเชียร์บอล นอนไม่ได้เลยต้องมาดูด้วย ดูไปก็สนุกดี ทำไมเรือนจำเค้าเปิดละครเรื่องนี้ล่ะ แปลกดีนะ ยะใสตอบว่าละครคงสนุกช่วยให้ไม่เครียดมั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การต้องไปอยู่ในที่ซึ่งไม่สามารถใช้เครื่องมือสื่อสารได้อย่างในเรือนจำ ว่าไปก็เป็นเรื่องที่พิเศษมากในยุคนี้ ถือเป็นการดีทอกซ์ ล้างใจตัวเองจากสื่อสังคมออนไลน์ทั้งหลายด้วย นัยหนึ่งช่วยทำให้เรากลับมามีสมาธิ ได้อยู่อย่างเงียบสงบ ให้เวลากับตัวเองอย่างจริงจังเป็นเวลายาวนาน เสมือนได้ฝึกกรรมฐานรูปแบบหนึ่งถ้าเราตั้งใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เราเลยถามว่าได้ปฏิบัติธรรมบ้างไหม ยะใสตอบว่าก็ได้นั่งสมาธิสวดมนต์ ตอนเช้าตีห้าทุกวันจะมีทีวีเปิดแนะนำการนั่งสมาธิ เราสาธุด้วย ดีจัง ไว้จะตื่นมานั่งสมาธิตอนตีห้าพร้อมกันบ้างจะได้แผ่มิตรไมตรีแบบเปิดเครื่องส่งเครื่องรับให้ตรงกันพอดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ยะใสเล่าต่อว่า ชีวิตในเรือนจำก็ไม่ได้ว่างเลยนะ เพราะเราถามว่าได้นอนกลางวันบ้างไหม เค้าตอบทันทีว่าไม่เลย เพราะมีกิจกรรมคุยกับผู้คนตลอดเวลา ไหนจะคุยกับพี่ๆแกนนำ พธม.ด้วยกัน คุยกับผู้คุม และ คุยกับผู้ต้องขังสารพัดหลากหลาย ยิ่งยะใสพอเป็นที่รู้จักอยู่แล้ว มีหลายคนมาเล่าปัญหาชีวิตให้ฟัง มีมาร้องทุกข์เรื่องคดีความด้วย ยะใสพูดติดตลกว่าจะเปิดห้องรับเรื่องร้องเรียนในเรือนจำแล้ว (ญาติมิตรที่มาเยี่ยมเล่าเสริมภายหลังว่า ยะใสรับเรื่องราวของคนข้างในมาส่งต่อทนายข้างนอกให้ช่วยตามต่อด้วย)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สรุปคือ เข้ามาพักกายพักใจในเรือนจำแล้ว ยังทำงานอีก รับฟังปัญหาของคนอื่นมาช่วยเคลื่อนไหวต่อ ซึ่งเป็นนิสัยและบุคลิกของยะใส จนบางครั้งก็คิดว่าเค้าให้เวลากับการเคลียร์ปัญหาในใจของตัวเองน้อยไปหรือเปล่า เพราะใช้สมาธิกับการช่วยคนอื่นแก้ปัญหามาก ไม่ว่าเรื่องนั้นสุดท้ายจะแก้ไขได้หรือไม่ก็ตาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลายท่านอาจจำภาพยะใสได้จากการเป็นแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) แต่สำหรับเราที่รู้จักกันมานานย้อนกลับไปตั้งแต่ก่อนมีรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๔๐ เนื่องจากเราเคยไปสัมภาษณ์ยะใสสมัยเค้าทำงานเคลื่อนไหวให้สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) แล้วต่อมาอะไรก็ไม่รู้จัดสรรให้เราต้องมาทำงานที่มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม (มอส.) ซึ่งเป็นตึกเดียวกับที่ทำงานของยะใสในเวลาต่อมาคือคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) เจอหน้ากัน ทำงานด้วยกันในตึกเดียวกันเป็นเวลานับสิบปี ก็นานพอจะได้เห็นวิถีชีวิตและการทำงานกันมากพอควร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เค้าเคลื่อนไหวช่วยเป็นปากเสียงให้กับพี่น้องภาคประชาชนมานานหลายปี หลายประเด็นมาก ไม่ใช่เคลื่อนไหวเฉพาะงานปฏิรูปการเมืองอย่างเดียว รู้จักเครือข่ายเยอะ คุยโทรศัพท์ประสานงานอะไรก็ไม่รู้ตลอดเวลา ถ้าว่างหน่อยก็แอบเล่นเกมไพ่คลายเครียด แล้วก็คุยเรื่องงานต่อ จากนั้นก็เคลื่อนไหวอีก อาทิ นัดประชุมวางแผน แถลงข่าว ไปยื่นหนังสือ ไปฟ้องศาล เวียนกันไปมาเช่นนี้โดยไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย และ มาชวนเราเคลื่อนไหวด้วย จากเริ่มทำงานเอ็นจีโอยุคแรกที่เรายังสายลมแสงแดด ยะใสก็ชวนมาทำงานเคลื่อนไหวเรื่องการปฏิรูปสื่อซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูปการเมือง และ ฝึกเราให้เป็นนักเคลื่อนไหวทางการเมือง จากที่เคยมีวันหยุดเสาร์อาทิตย์ ก็ต้องมาทำงานอีก เช่น มาประชุม แถลงข่าว สัมมนา เสวนา เคลื่อนไหวตลอดเวลาแบบไม่ได้หยุดหย่อน จนนำไปสู่การที่เราต้องมีคดีความถูกฟ้องร้องจากการทำงานต่อมาด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ก็นั่นล่ะ ถ้าไม่มียะใสช่วยเทรนนิ่งมา ก็คงไม่มีเรามาถึงทุกวันนี้ ยกเครดิตให้เลย ... อยากพูดประโยคนี้เหมือนกันตอนไปเยี่ยมที่เรือนจำว่าขอบคุณอีกครั้งนะ เพราะช่วงที่เราเจอปัญหาคดีความและความขัดแย้งจากงานต่างๆ ยะใสก็ช่วยเราอยู่เบื้องหลังตลอดเวลา แต่เจอกันก็พูดไม่ออก คงเพราะคนเยอะและคิดว่าเค้าก็คงพอรู้บ้างแล้ว เลยคุยถามไถ่เรื่องสัพเพเหระเพลินๆกันให้สบายใจมากกว่า บางทีชวนคุยเรื่องลึกซึ้งก็อาจทำให้เครียดมากขึ้นก็ได้ 555
....
ทิ้งท้ายยะใสฝากบอกทุกคนว่า สบายดี ปรับตัวได้แล้ว ผู้คุมดูแลดี เพื่อนร่วมแดนหนึ่งนิสัยดี เรือนจำสะอาดสะอ้าน มีนโยบายห้ามบุหรี่เด็ดขาดแล้ว แต่ผู้คุมหรือเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ที่เจอส่วนใหญ่เป็นคนใต้ร้อยละ80 ไม่ค่อยมีคนอีสานเลย (55 :)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ยะใสยังบอกต่อว่าการได้มาฟังเรื่องราวของเพื่อนที่ผุ้ต้องขัง ทำให้เห็นถึงชีวิตคนอื่นซึ่งต้องขาดอิสรภาพ มีปัญหามากกว่า การได้เห็นทุกข์ของผู้คน ทำให้สัมผัสได้ถึงความหวังของคนรายรอบที่จะได้ออกไปแล้วเริ่มต้นชีวิตใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เราบอกว่าดีแล้วล่ะที่ได้เรียนรู้ชีวิตของเพื่อนมนุษย์แต่ก็ดูแลใจตัวเองด้วย รับเรื่องราวคนอื่นมามากเกินไป ใจเราก็จะอมทุกข์เพิ่มขึ้น ดังนั้นการแวบออกมาคุยกับเพื่อนที่ไปเยี่ยมทุกวัน ก็คงทำให้ได้ผ่อนคลายบ้าง และการได้ปฏิบัติภาวนาก็เป็นเรื่องดีที่จะได้ชำระจิตใจที่วุ่นวายให้สงบลง เปลี่ยนเรือนจำให้เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรม สิ่งที่ตามมาจะดีงามเอง สาธุ
.......
ตัดกลับมาคุยกับพี่เปี๊ยกบ้าง ซึ่งดูยิ้มแย้มแจ่มใส นิ่งสงบกว่ายะใสตามวัยวุฒิและประสบการณ์ พี่เปี๊ยกบอกว่าทุกคนข้างในสบายดี มีเวลาอ่านหนังสือเยอะขึ้น เรือนจำก็เป็นแหล่งเรียนรู้ชั้นดี จำลองปัญหาสังคมทุกรูปแบบมาอยู่รวมกันทีเดียวทั้งเชิงโครงสร้างและอื่นๆ อยากให้ทุกคนได้เข้ามาสัมผัสประสบการณ์บ้าง 555 มีคนถามพี่เปี๊ยกว่าอยากได้อะไรมั้ย พี่เปี๊ยกตอบว่างาดำแบบไม่ต้องบด และ ผ้าปิดตา เพราะตอนกลางคืนไฟต้องเปิดตลอดก็มีปัญหาการนอนหลับบ้าง โดยเฉพาะผู้สูงอายุ แต่บรรยากาศโดยรวมในเรือนจำถือว่าดี สะอาด ผู้คนเป็นมิตร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เราถามว่าจะฝากอะไรไปถึงคนข้างนอกบ้าง พี่เปี๊ยก​หัวเราะแล้วบอกว่า คนข้างนอกก็อยู่กันให้มีความสุขเถอะ 55&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน สุขทุกข์​อยู่​ที่ใจจริงๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พี่เปี๊ยกมีความเมตตามากให้กับเรา ช่วยก่อตั้งคณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ (คปส.) เป็นที่ปรึกษา ช่วยเรื่องคดีความของเราจนชนะ และ อีกหลายเรื่องที่เล่าไม่หมดในขบวนการทำงานภาคประชาชน วันนี้พี่เปี๊ยกคงเป็นที่พึ่งสำคัญให้ยะใสตอนอยู่ข้างในด้วย ทั้งสองต่างเป็นความอบอุ่นใจซึ่งกันและกันโดยเฉพาะในยามยากนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดูเหมือนว่าการมีคนหมุนเวียนไปเยี่ยมเยอะก็ทำให้คนข้างในต้องตอบคำถามเดิมซ้ำหลายรอบเหมือนกัน แต่ก็มีพลังใจดี โดยเฉพาะตอนที่ต้องลากันเป็นโมเมนท์ที่ซึ้งมากเลย โบกมือกันจนลับตาเหมือนมาส่งขึ้นเครื่องบินจนเข้าประตูไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โลกข้างในกับโลกข้างนอกเสมือนโลกที่ซ้อนคู่ขนาน ต่างมีเรื่องราวของตนเอง แต่เชื่อมโยงกัน เป็นทวิภพในนัยหนึ่ง เมื่อคนข้างในออกมาแล้วคงต้องปรับตัวกับโลกข้างนอก ขึ้นอยู่กับเวลาที่อยู่โลกข้างในด้วย แต่เชื่อว่าจะทำให้ทุกคนเข้มแข็งขึ้น ได้ทบทวนเรื่องราวทั้งบวกและลบ มืดและสว่าง และอยู่กับความเป็นจริงได้มากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สิ่งหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นแน่ๆคือความรู้สึกที่จะไม่อยากมีคดีความอีก ขนาดคดีเราเองที่ศาลฎีกาให้ตัดสินรอการกำหนดโทษในคดีอาญาจากการชุมนุมค้าน สนช. ไม่ได้ติดคุกจริงๆ เรายังไม่อยากที่จะเสี่ยงในกิจกรรมแบบนั้นอีก จะว่าทำให้เรากลัวมากขึ้นก็คงใช่ มันคงเป็นวิถีที่โลกจะสอนเรา แม้ปัญหาสังคมจะเหมือนเดิม แต่เราคงไม่อาจแสดงบทบาทได้เหมือนเดิม เว้นแต่จะมีเหตุปัจจัยอย่างอื่นในอนาคตให้ทำงานที่ต้องมีความเสี่ยงอีกครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขออภัยที่ยังไม่ได้มีบทสนทนากับพี่ๆแกนนำพันธมิตรฯท่านอื่นโดยตรงด้วย ทั้งพลตรีจำลอง ศรีเมือง คุณ​สนธิ ลิ้มทองกุล อาจารย์​สมเกียรติ​ พงษ์​ไพบูลย์​ คุณ​สมศักดิ์​ โกศัยสุข&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันนี้เราได้เจอแค่สองคน เพราะการเข้าเยี่ยมต้องมีญาติของแต่ละคนมารอนำแขกเข้าไปในเรือนจำแต่ละวัน แต่ก็ขอส่งกำลังใจให้กับพี่ๆทุกท่านที่ต่างผ่านร้อนผ่านหนาวมามากแล้ว การขาดอิสรภาพครั้งนี้คงยิ่งทำให้ทุกท่านมีพลังใจเข้มแข็งขึ้น สิ่งที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านเลยไป อดีตไม่ย้อนกลับมาแล้ว การอยู่กับปัจจุบันได้ดีอย่างทุกท่านในเรือนจำวันนี้จึงมีความหมายยิ่งนัก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตลอดเส้นทางสายนี้เราอาจจะเห็นเหมือนเห็นต่างกันไปบ้าง แต่ทุกการต่อสู้ย่อมมีบาดแผลและบทเรียน ด้วยความหวังว่าความขัดแย้งทางความคิดกันในทางการเมืองคงทำให้สังคมไทยมีวุติภาวะมากขึ้นในระยะยาว ขอคารวะในจิตใจนักสู้ของทุกท่าน ด้วยความหวังว่าคงไม่ต้องมีใครต้องเข้าสู่เรือนจำเพราะการต่อสู้ทางการเมืองอีก พูดง่ายแต่เป็นไปได้ยาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แม้ขาดเสรีภาพแต่ขอให้ทุกท่านเป็นอิสระจากความกังวลใจใดๆ มีความสงบและรอยยิ้มได้เสมอแม้ทุกอย่างจะดูไม่เป็นไปอย่างที่เราตั้งใจ ยิ้มได้แม้ยามชีวิตยากลำบากที่สุด ดังบทกวีของElla Wheeler Wilcox ที่ว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;It is easy enough to be pleasant, when life flows by like a song,&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;But the man worth while is one who will smile, When everything goes dead wrong. For the test of the heart is trouble, And it always comes with years, And the smile that is worth the praises of earth is the smile that shines through tears.&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สุภิญญา กลางณรงค์
21 กุมภาพันธ์ 2562&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/29678</URL_LINK>
                <HASHTAG>กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย, ครป., จากใจสู่เรือนจำ, พิภพ ธงไชย, สุภิญญา กลางณรงค์, สุริยะใส กตะศิลา, เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180112/5a58c0cb707bc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>29048</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/02/2019 16:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/02/2019 16:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;สุริยะใส&#039;ขอบคุณทุกกำลังใจ ทำดีที่สุดแล้ว อย่าหมดศรัทธา </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13ก.พ.62- &amp;nbsp;สุริยะใส กตะศิลา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วน หลังฟังคำพิพากษาศาลฎีกาคดีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยบุกทำเนียบรัฐบาล เมื่อปี 2551 ว่า ขอบคุณทุกกำลังใจจากพี่น้องพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยและพี่น้องมวลมหาประชาชนทุกคนครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พวกเราทำดีที่สุดแล้ว อย่าหมดศรัทธา อย่าสิ้นหวัง ประเทศยังต้องการกำลังของแผ่นดินแบบพวกเราอยู่เสมอ
ผมไม่เสียใจ แค่เสียดาย ว่าไม่ได้อยู่ร่วมภารกิจเพื่อขาติบ้านเมืองกับพี่น้องในสถานการณ์ที่บ้านเมื่องยังไม่ปลอดภยดีนัก และประชาธิปไตยยังถูกบิดเบือนอยู่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พวกเราต้องข่วยกันต่อไป ขอให้พี่น้องทั้งพันธมิตรฯและมวลมหาประชาชนเดินหน้ารักษาบ้านเมืองช่วยกันต่อไปครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขอบคุณครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/29048</URL_LINK>
                <HASHTAG>กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย, ขอบคุณ, นายสุริยะใส กตะศิลา, อย่าหมดศรัทธา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190213/image_big_5c63e53020164.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>10949</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/06/2018 12:32</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/06/2018 11:13</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แกนนำพันธมิตรฯขอเจรจาทอท.อย่ายึดที่ดินมรดก&#039;ปู่-ย่า&#039;ให้ประเมินทั้งหมดแล้วหาร7ส่วนยอมจ่ายเป็นหนี้สินได้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8 มิ.ย.61-นายรัชต์ยุตม์ ศิรโยธินภักดี หรือ อมร อมรรัตนานนท์ อดีตแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.)ที่ถูกกรมบังคับคดียึดทรัพย์ที่ดินจากคดีพธม.ชุมนุมปิดสนามบิน เปิดเผยว่า ที่ดินดังกล่าวเป็นมรดกร่วม 7 พี่น้อง ซึ่งตนเป็นคนสุดท้อง เรายอมรับชะตากรรมที่ปัญหาไปผูกพันเดือดร้อนพี่น้องอีก 6 คน ที่ดินแปลงนี้ไม่ตั้งใจขาย เนื่องจากบิดามารดายกให้ไว้เป็นที่ใช้ประโยชน์ร่วมกัน นอกเหนือจากทรัพย์สินอื่นที่แบ่งกันแต่ละคนไปแล้ว ที่ดินแปลงนี้เรา 7 คน จึงไม่ขายและใช้รักษาร่วมกันมาตลอด แต่ขณะนี้ถูกบังคับขาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;สำหรับสภาพที่ดินในปัจจุบันนั้น เป็นที่ดินติดถนนขนาด 20 กว่าไร่ ยังไม่ได้ใช้ทำประโยชน์อะไร พี่น้องแต่ละคนแยกย้ายไปทำงาน ซึ่งก็ตั้งใจว่าจะใช้ปลูกบ้านให้ลูกหลานใช้ประโยชน์ในอนาคต ตรงกลางขุดสระน้ำก็ได้ ส่วนผมก็จะบอกลูกหลานให้เป็นที่เก็บกระดูกผมเมื่อเสียชีวิต เพราะเป็นที่ดินของปู่ของย่า&amp;quot;
&amp;nbsp;
เมื่อถามถึงแนวทางการสู้คดีต่อไป นายอมร บอกว่า ทางทนายความแนะนำว่าข้อเท็จจริงยึดที่ดินทั้งหมดไม่ได้ โดยมี 2 แนวทางในการเจรจาคือ 1.เจรจาความคิดเห็นร่วมกันกับพี่น้องอีก 6 คน ให้แบ่งที่ดินออกเป็น 7 ส่วน แล้วให้ยึดไป 1 ส่วนของตน ไม่ให้กระทบส่วนที่เหลือ 2.เจรจากับทางเจ้าหนี้ขอให้ประเมินมูลค่าทรัพย์สินของที่ดินนี้ทั้งหมด แล้วหารเป็น 7 ส่วน โดยตนจะนำเงิน 1 ส่วนที่ต้องชดใช้ไปจ่าย หรือ ถ้าทางเจ้าหนี้ไม่ยินยอม บังคับขายต้องยึดที่ดินทั้งแปลงขายทอดตลาด แล้วเอามูลค่าทรัพย์สินมาหาร 7 ส่วน คืนให้พี่น้องอีก 6 คน ก็ไม่เป็นผลดี เพราะการขายบังคับคดีได้ราคาต่ำกว่าราคาตลาด และไม่ได้อยากขายอยู่แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;หลังจากนี้ผมก็จะแต่งตั้งทนายความไปขอเจรจาอะลุ่มอล่วยต่อไปในการชดใช้ จะพยายามจัดการไม่ให้กระทบพี่น้อง ผมขอความเห็นใจจาก ทอท. ด้วย อยากให้ใช้แนวทางที่ 2 ที่ผมยอมจ่ายเป็นหนี้สินได้&amp;quot;นายอมร กล่าว
&amp;nbsp;
ก่อนหน้านี้ นายอมร โพสต์เอกสารของกรรบังคับคดีพร้อมความข้อความลงในเพจเฟซบุ๊ก ระบุว่า &amp;nbsp;&amp;quot;แจ็คพอต &amp;nbsp;รางวัลชืวิต กรมบังคับคดีทำงานดีมาก ไล่ล่ายึดทรัพย์ ที่ดินมรดกที่เป็นทรัพย์สินของคุณพ่อคุณแม่ ทิ้งไว้ให้ซึ่งผมมีชื่อร่วมอยู่กับพี่น้องผม ซึ่งผมตั้งใจไว้ว่าจะเป็นที่ดินที่ผมจะใช้เป็นที่ฝังกระดูกของผมในยามที่ต้องจากโลกนี้ไปงานนี้ผมพร้อมรับกับชะตากรรม แต่ทำไมต้องทำให้พี่น้องของผมต้องเดือดร้อนด้วย ใครมีความรู้ทางด้านกฎหมายขอคำแนะนำด้วย &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับคดีนี้ ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาให้แกนนำพธม. และแนวร่วมรวม 13 คน จำเลยร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายให้ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. เป็นเงิน 522,160,947.31 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 3 ธ.ค. 2551 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ซึ่งตกคนละประมาณ 40,166,226 บาท จากกรณีระหว่างวันที่ 24 พ.ย. &amp;ndash; 3 ธ.ค. 2551 พวกจำเลยร่วมกันนำผู้ชุมนุมหลายหมื่นคนไปบุกยึดท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและดอนเมือง เพื่อประท้วงรัฐบาลและขับไล่นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี ขณะนั้น ทำให้การให้บริการต่างๆ ภายในท่าอากาศยานทั้งสองต้องหยุดลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมาจำเลยไม่ได้ยื่นฎีกาภายในระยะเวลา จึงยื่นคำขออนุญาตขยายฎีกาโดยอ้างเหตุสุดวิสัยการปิดหมายแจ้งคดี ซึ่งศาลฎีกาพิจารณาแล้วยกคำร้องดังกล่าว ทำให้คดีถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ที่แกนนำและแนวร่วม พธม.ต้องชดใช้ค่าเสียหาย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/10949</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมบังคับคดี, กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย, คดียึดสนามบิน, ทอท., สมชาย วงศ์สวัสดิ์, อมร อมรรัตนานนท์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180606/image_big_5b17af9e32da5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
