<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>114625</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/08/2021 14:48</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/08/2021 14:48</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชาติตะวันตกเตือนเลี่ยงสนามบินคาบูล หวั่นไอเอสบึ้มฆ่าตัวตาย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;รัฐบาลสหรัฐและหลายชาติตะวันตกเตือนพลเมืองของตนเองรีบออกจากพื้นที่โดยรอบสนามบินคาบูลทันทีเมื่อวันพฤหัสบดี ระบุมีภัยคุกคามจวนตัวจากการโจมตีก่อการร้ายโดยพวกรัฐอิสลาม รัฐมนตรีออสซี่ชี้ไอเอสส่งมือระเบิดฆ่าตัวตายเตรียมก่อเหตุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้คนจำนวนมากรออยู่ด้านนอกสนามบินฮามิดการ์ไซในกรุงคาบูลเมื่อวันพุธ หวังหนีออกนอกประเทศ (Photo by Haroon Sabawoon/Anadolu Agency via Getty Images)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; คำเตือนของรัฐบาลตะวันตกเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 26 สิงหาคม เกิดในช่วงเวลาที่หลายประเทศกำลังเร่งรีบอพยพคนของตนรวมถึงชาวอัฟกันที่เป็นพันธมิตรและกลุ่มเสี่ยง ออกจากอัฟกานิสถานภายในเส้นตายวันอังคารที่ 31 สิงหาคมนี้ รายงานเอเอฟพีกล่าวว่า การอพยพทางอากาศนับแต่วันที่ 14 สิงหาคม หนึ่งวันก่อนหน้ากลุ่มตอลิบันยึดกรุงคาบูลไว้อย่างเบ็ดเสร็จ มีชาวอัฟกันและชาวต่างชาติเดินทางออกจากสนามบินคาบูลแล้วเกือบ 90,000 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ดี ยังมีอีกหลายพันคนที่รอคอยอยู่ด้านนอกของสนามบินแห่งนี้ บางคนมีหนังสือเดินทางของต่างชาติ, มีวีซา หรือได้รับสิทธิในการเดินทางออกนอกประเทศ แต่คนส่วนใหญ่ไม่มีเอกสาร คนเหล่านี้ใกล้อับจนหนทางยิ่งขึ้นเมื่อรัฐบาลบางประเทศยุติปฏิบัติการหรือเตรียมยุติการอพยพก่อนถึงเส้นตาย ซึ่งประธานาธิบดีโจ ไบเดน ของสหรัฐและตอลิบันยืนยันไม่ยืดเวลาออกไปอีก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ประธานาธิบดีไบเดนและเจ้าหน้าที่ในรัฐบาลของเขาอ้างเหตุผลหนึ่งที่ต้องรีบอพยพคน ว่าเป็นเพราะมีภัยคุกคามจากการก่อการร้าย &amp;quot;ฉับพลัน&amp;quot; จากกลุ่มรัฐอิสลาม (ไอเอส) ในภูมิภาคนั้น แล้วในวันพฤหัสบดี รัฐบาลสหรัฐและชาติพันธมิตรได้เพิ่มการเตือนภัยอย่างพร้อมเพรียงกัน โดยเตือนพลเมืองของตนเองให้หลีกเลี่ยงสนามบินคาบูล ซึ่งเป็นสนามบินและประตูทางออกจากประเทศนี้เพียงแห่งเดียวที่ตอลิบันอนุญาตให้ชาติตะวันตกปฏิบัติการอพยพคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;พวกที่อยู่ที่ประตูแอบบี, ประตูตะวันออก หรือประตูเหนือ ควรออกจากที่นั่นทันทีเดี๋ยวนี้&amp;quot; กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐออกคำเตือนโดยอ้าง &amp;quot;ภัยคุกคามด้านความปลอดภัย&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กระทรวงการต่างประเทศของออสเตรเลียกล่าวว่า มีภัยคุกคามสูงมากจากการก่อการร้ายที่ยังคงดำเนินอยู่ &amp;quot;อย่าเดินทางไปยังท่าอากาศยานระหว่างประเทศฮามิดการ์ไซในคาบูล หากคุณอยู่ในพื้นที่สนามบิน ขอให้ย้ายไปอยู่สถานที่ปลอดภัยและรอคำแนะนำเพิ่มเติม&amp;quot; คำเตือนกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รัฐบาลอังกฤษก็ออกคำเตือนคล้ายกัน และยังเสริมด้วยว่า หากสามารถออกจากอัฟกานิสถานโดยปลอดภัยด้วยช่องทางอื่นๆ ก็ควรทำทันที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คำเตือนของประเทศเหล่านี้ไม่ได้ระบุว่าภัยคุกคามดังกล่าวคืออะไร แต่เอเอฟพีรายงานอ้างคำกล่าวของแอนดรูว์ เฮสตี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมออสเตรเลีย ที่บอกกับสื่อออสซี่ในเวลาต่อมาว่าเป็นระเบิดฆ่าตัวตาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;สถานการณ์เลวร้ายลงมาก ตอนนี้สหรัฐ, ออสเตรเลีย และประเทศอื่นๆ ต้องบอกกับประชาชนที่กำลังเดินทางมาสนามบินให้กลับไปเสีย เพราะมีความเสี่ยงสูงจากมือระเบิดฆ่าตัวตาย สถานการณ์คุกคามมากยิ่งขึ้น&amp;quot; เฮสตีกล่าวกับวิทยุ 6พีอาร์ ในออสเตรเลีย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กลุ่มรัฐอิสลามประจำอัฟกานิสถาน-ปากีสถานเคยก่อเหตุโจมตีนองเลือดหลายครั้งในสองประเทศนี้ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา พวกนี้ฆ่าหมู่พลเรือนที่มัสยิด, สุเหร่า, จัตุรัสสาธารณะ หรือแม้แต่โรงพยาบาล และมักเจาะจงเป้าหมายที่เป็นชาวมุสลิมต่างนิกายที่ถูกมองว่านอกรีต รวมถึงนิกายชีอะห์ แม้ไอเอสและตอลิบันต่างเป็นพวกอิสลามิสต์นิกายสุหนี่แข็งกร้าวเหมือนกัน แต่พวกเขาเป็นคู่แข่งและเป็นอริต่อกัน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114625</URL_LINK>
                <HASHTAG>กลุ่มรัฐอิสลาม, ตอลิบัน, มือระเบิดฆ่าตัวตาย, สนามบินคาบูล, สหรัฐเตือน, อัฟกานิสถาน, ไอเอสอัฟกานิสถาน-ปากีสถาน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210826/image_big_612746a6d3739.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>94934</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/03/2021 20:56</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/03/2021 20:54</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไอเอสอ้างผลงานฆ่า3สาวอัฟกันคนทำงานสื่อโทรทัศน์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;กลุ่มรัฐอิสลามประกาศแล้วว่าเป็นผู้ก่อเหตุโจมตีกลุ่มพนักงานหญิงสาวของสถานีโทรทัศน์เอนีกัสทีวีในภาคตะวันออกของอัฟกานิสถานเมื่อค่ำวันอังคาร ส่งผลให้เสียชีวิต 3 คน อีกคนบาดเจ็บสาหัส&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศพของสตรีทั้งสามคน ซึ่งมีอายุระหว่าง 18-20 ปี ถูกทำพิธีฝังแล้วในวันพุธ เจ้าหน้าที่เปิดเผยว่า พวกเธอโดนยิงเสียชีวิตหลังจากเลิกงานและกำลังเดินทางกลับบ้านในเมืองจาลาบาดเมื่อค่ำวันอังคารที่ผ่านมา หญิงคนที่ 4 ได้รับบาดเจ็บสาหัสกำลังรักษาตัวในโรงพยาบาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประธานาธิบดีอัชราฟ กานี ประณามการโจมตีที่เกิดขึ้น ซึ่งตอนแรกตำรวจโทษว่าเป็นฝีมือกลุ่มตอลิบัน แต่กลุ่มนี้ปฏิเสธว่าไม่เกี่ยวข้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รอยเตอร์รายงานเมื่อวันพุธว่า กลุ่มเฝ้าจับตาความเคลื่อนไหวของพวกนักรบญิฮาด ไซต์อินเทลลิเจนซ์ ตรวจพบว่า กลุ่มรัฐอิสลาม (ไอเอส) ประกาศว่า นักรบของพวกตนในอัฟกานิสถานโจมตีลูกจ้างที่เป็นผู้หญิงของสถานีโทรทัศน์แห่งนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ช่วงหลายเดือนมานี้ อัฟกานิสถานเผชิญกับเหตุการณ์รุนแรงมากขึ้น โดยคนทำงานสื่อและภาคประชาสังคมในเขตเมืองมักตกเป็นเป้าหมายการโจมตี ถึงแม้ว่ารัฐบาลและกลุ่มตอลิบันกำลังเข้าร่วมกระบวนการพูดคุยสันติภาพในกรุงโดฮาของกาตาร์.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/94934</URL_LINK>
                <HASHTAG>กลุ่มรัฐอิสลาม, ฆ่าคนทำงานทีวี, อัฟกานิสถาน, ไอเอส</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210303/image_big_603f94f627064.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>70242</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/07/2020 16:24</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/07/2020 16:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อิตาลียึดยาบ้าไอเอส 14 ตัน ลอบส่งจากซีเรีย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;ตำรวจอิตาลีแถลงเมื่อวันพุธว่า สามารถยึดแอมเฟตามีนหรือยาบ้าที่กลุ่มรัฐอิสลาม (ไอเอส) ผลิตในซีเรียน้ำหนักถึง 14 ตันที่ส่งขึ้นเรือมายังท่าเรือซาแลร์โน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เอเอฟพีรายงานอ้างคำแถลงของตำรวจอิตาลีเมื่อวันพุธที่ 1 กรกฎาคม 2563 ว่ายาบ้า 14 ตันที่พบนี้ถูกซุกซ่อนไว้ในรูปของยาเม็ดแคปตากอน (Captagon) 84 ล้านเม็ด คาดว่ามีมูลค่าประมาณ 1,000 ล้านยูโร (ราว&amp;nbsp; 34,750 ล้านบาท) ถือเป็นการยึดยาบ้าปริมาณมหาศาลที่สุดในโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เรารู้ว่ากลุ่มรัฐอิสลามหาแหล่งเงินทุนสนับสนุนกิจกรรมการก่อการร้ายส่วนใหญ่ด้วยการค้ายาเสพติดที่ผลิตในซีเรีย ซึ่งในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาได้กลายเป็นผู้ผลิตยาบ้ารายใหญ่ที่สุดในโลก&amp;quot; คำแถลงของตำรวจอิตาลีกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ยาบ้าเหล่านี้ซ่อนอยู่ในตู้คอนเทนเนอร์ 3 ตู้ พบที่ท่าเรือซาแลร์โน ทางใต้ของเมืองเนเปิลส์ ตำรวจอิตาลีเผยด้วยว่า เดิมยาแคปตากอนนี้เป็นชื่อยี่ห้อของยาทางการแพทย์ แต่รุ่นที่ผิดกฎหมายได้รับการขนานนามว่า &amp;quot;ยาเสพติดญิฮาด&amp;quot; หลังจากพวกนักรบไอเอสในสนามรบใช้กันอย่างแพร่หลาย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/70242</URL_LINK>
                <HASHTAG>กลุ่มรัฐอิสลาม, ยึดยาบ้า, อิตาลี, แอมเฟตามีน, ไอเอส</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191007/image_big_5d9b427aa8b1c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>51283</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/11/2019 21:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/11/2019 21:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>มาเลเซียเตือน ไอเอสอาจย้ายฐานมาภูมิภาคอาเซียน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;รัฐมนตรีมหาดไทยของมาเลเซียกล่าวเตือนระหว่างมาร่วมประชุมรัฐมนตรีอาเซียนที่กรุงเทพฯ เมื่อวันพุธว่า มาเลเซียยังไม่ตัดความเป็นไปได้ที่กลุ่มไอเอสจะย้ายฐานปฏิบัติการมายังภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ภายหลังอาบู บากัร อัลบักห์ดาดี สิ้นชีพในซีเรียเมื่อเดือนที่แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานของสำนักข่าวรอยเตอร์และสื่อของมาเลเซียเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2562 อ้างคำกล่าวของมูห์ยิดดิน ยัสซิน รัฐมนตรีมหาดไทยของมาเลเซียซึ่งมาร่วมการประชุมระดับรัฐมนตรีอาเซียนด้านอาชญากรรมข้ามชาติว่ามาเลเซียจะยังคงรักษาความระแวดระวังภัยคุกคามถึงแม้ว่าอาบู บากัร อัลบักห์ดาดี ผู้นำกลุ่มรัฐอิสลาม (ไอเอส) จะระเบิดฆ่าตัวตายไปแล้วระหว่างหน่วยรบพิเศษของสหรัฐบุกจู่โจมในซีเรียเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เราเชื่อว่าการตายของอัลบักห์ดาดีจะเปิดบทใหม่ของปฏิบัติการก่อการร้ายของพวกดาเอช (ไอเอส) ภายหลังสูญเสียดินแดนในซีเรียและอิรักไปแล้ว พวกดาเอชกำลังมองฐานฐานแห่งใหม่&amp;quot; สำนักข่าวเบอร์นามาอ้างคำพูดของมูห์ยิดดิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รัฐมนตรีผู้นี้ย้ำด้วยว่า ยังคงมีภัยคุกคามเพิ่มขึ้นจากพวกนักรบก่อการร้ายต่างชาติที่เดินทางกลับจากต่างประเทศ, การสร้างความคิดแบบหัวรุนแรงทางออนไลน์ และการก่อเหตุโจมตีโดยพวกที่ลงมือลำพังคนเดียว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขาเผยว่า ในช่วง 6 ปีที่ผ่านมา ตำรวจมาเลเซียสามารถขัดขวางความพยายามก่อการร้ายโดยกลุ่มไอเอสได้ 25 ครั้ง และจับกุมผู้ต้องสงสัย 512 คนที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมที่เชื่อมโยงถึงไอเอส&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานของฟรีมาเลเซียทูเดย์อ้างคำกล่าวของมูห์ยิดดินเพิ่มเติมว่า ทางการมาเลเซียได้เพิ่มมาตรการในการรับมือภัยคุกคามเหล่านี้ ซึ่งรวมถึงการใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่จากฐานข้อมูลของอินเตอร์โพลว่าด้วยหนังสือเดินทางที่สูญหายหรือโดนขโมย เพื่อมาใช้คัดกรองนักเดินทางป้องกันพวกอาชญากรหรือผู้ก่อการร้ายไม่ให้เดินทางเข้าประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การก่อตั้งศูนย์ต่อต้านการส่งข้อความที่ใช้ตรวจตราและขัดขวางกระบวนการสร้างความคิดแบบหัวรุนแรงทางออนไลน์ ยังช่วยให้มาเลเซียจับกุมผู้ต้องสงสัยหลายรายและชิงขัดขวางแผนการโจมตีได้ก่อน นอกจากนี้ มาเลเซียยังมีอีกหลายมาตรการ ซึ่งรวมถึงการเปิดเครือข่ายข่าวกรองด้านการเงิน ที่เป็นความร่วมมือของภาครัฐกับเอกชน ระหว่างตำรวจ, องค์ไฟแนนเชียลอินเทลลิเจนซ์ยูนิต และสถาบันทางการเงิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มาเลเซียเฝ้าระวังภัยก่อการร้ายขั้นสูงมาตั้งแต่เดือนมกราคม 2559 เมื่อกลุ่มมือปืนที่สวามิภักดิ์ไอเอสก่อเหตุโจมตีหลายระลอกในกรุงจาการ์ตาของอินโดนีเซีย ส่วนในมาเลเซียนั้น เมื่อเดือนมิถุนายน 2559 เกิดเหตุที่ไอเอสอ้างว่าอยู่เบื้องหลังการปาระเบิดมือใส่บาร์แห่งหนึ่งชานกรุงกัวลาลัมเปอร์ ทำให้บาดเจ็บ 8 คนซึ่งเป็นการโจมตีมาเลเซียครั้งแรกโดยไอเอส.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/51283</URL_LINK>
                <HASHTAG>กลุ่มรัฐอิสลาม, ตั้งฐานในอาเซียน, มาเลเซีย, มูห์ยิดดิน ยัสซิน, ไอเอส</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191007/image_big_5d9b427aa8b1c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
