<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>16519</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/03/2026 14:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/08/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เปิดใจไปเที่ยว 3 จังหวัดชายแดนใต้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(วิวยามเย็นแม่น้ำฮาลา-บาลา)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ท้องฟ้าโปร่ง แสงแดดที่แรงในยามเที่ยง เป็นสัมผัสแรกเมื่อคณะของเราเดินทางมาถึงยังสนามบินจังหวัดนราธิวาส กับทริปท่องเที่ยวตลอด 3 คืน 4 วัน 3 จังหวัดชายแดนใต้ ปัตตานี ยะลา นราธิวาส ทำให้หลายคนคงไม่กล้าวางโปรแกรมเลือกมากเที่ยวที่นี่ ด้วยเหตุผลที่รับรู้กันดี ก็คือ ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่นั่นเอง แม้ว่าในปัจจุบันสถานการณ์ไม่ได้รุนแรง หรืออาจจะเงียบๆ ไปบ้าง แต่ภาพความทรงจำในอดีตที่เกิดขึ้นใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ที่ผ่านมาคงไม่อาจจะลบหายไปได้โดยเร็ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่คงจะดีกว่าหากเรามาสร้างความทรงจำใหม่ ด้วยการเปิดใจไปเที่ยว 3 จังหวัดดูสักครั้ง ทิ้งความกลัว ลบภาพอดีต ออกไปพบปะผู้คนในพื้นที่ สัมผัสวิถีชีวิตอันเรียบง่าย และออกไปรับอากาศจากธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ สูดโอโซนเข้าให้เต็มปอด บางทีอาจจะทำให้เราได้เห็นความสุขเล็กๆ ที่ซ้อนอยู่ในพื้นที่สีแดงแห่งนี้ก็ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(พี่ลี ไกด์ท่องเที่ยว จ.ปัตตานี)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จะไปทั้งทีก็ต้องเตรียมตัว เรียนรู้เส้นทางหรือข้อปฏิบัติเล็กๆ น้อยๆ สักนิด ซึ่งเราก็ได้คนในพื้นที่อย่าง พี่ลี หรือนายสุไลมาน เจ๊ะแม เป็นไกด์นำเที่ยวจังหวัดปัตตานี ได้ให้คำแนะนำว่า การเดินทางมาท่องเที่ยวที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ไม่ว่าจะเป็นเดี่ยวหรือกลุ่ม อย่างแรกคือ การติดต่อเข้ามาที่สำนักงานการท่องเที่ยวของแต่ละจังหวัด หรือคนในพื้นที่ เพื่อให้คำแนะนำสถานที่ท่องเที่ยว ที่พัก และอื่นๆ ส่วนการพักในโรงแรมบริเวณในเขตตัวเมืองก็สามารถเข้าพักได้ตามเวลาปกติทั่วไป แต่ถ้าจะที่พักในอำเภอรอบนอกก็ควรจะเข้าที่พักไม่เกิน 2 ทุ่ม และในการเดินทางควรเช่ารถจากในพื้นที่พร้อมคนขับที่จะชำนาญเส้นทาง หรือหากสะดวกขับรถมาเอง แนะนำให้ใช้เส้นทางเดียวกับที่ชาวบ้านใช้สัญจร หากจำเป็นที่จะต้องใช้เส้นทางอื่นๆ ก็ควรขอคำแนะจากคนในพื้นที่ นอกนั้นก็เป็นเรื่องที่ทุกคนทราบ คือ การแต่งกายสุภาพเข้ามัสยิดที่ต้องสุภาพรัดกุม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คณะของเราได้เริ่มออกเดินทางด้วยรถตู้จากจังหวัดที่อยู่ใต้สุด นราธิวาส กับจุดหมายแรกที่ บ้านทอน ในอำเภอเมือง หมู่บ้านที่ไม่ได้มีดีแค่การทำประมงหรือชายหาดสวยเท่านั้น แต่เรือกอและที่ชาวบ้านใช้ทำการประมง แล่นอยู่ในท้องทะเลต่างหากที่กลายเป็นจุดเด่นและเอกลักษณ์ ที่นี่จึงเป็นศูนย์ทำเรือกอและ และเรือกอและจำลองบ้านทอน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(สีสันของเรือกอและที่นราธิวาส)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; นายอาหามัด สาและ ผู้ใหญ่บ้าน ออกมาต้อนรับพวกเรา พร้อมพาไปชมแหล่งทำเรือกอและขนาดใหญ่ ที่ในปัจจุบันเหลือเพียงไม่กี่แห่ง เรือลำขนาดใหญ่ถูกขึ้นโครงไว้รอการการแต่งแต้มสีสันเสน่ห์อันฉูดฉาด ประดับด้วยลวดลายที่ผสมผสานระหว่างลายมาลายู ลายชวา และลายไทย เพื่อให้เรือแต่ละลำมีจุดเด่น นอกจากจะมีเรือลำจริง ที่นี่ยังมีเรือลำจำลองที่ทำเพื่อจำหน่ายเป็นของที่ระลึกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(ปลากุเลา ราชาแห่งปลาเค็ม ของ อ.ตากใบ)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; มาถึงถิ่นปลากุเลา ราชาแห่งปลาเค็ม ใครจะพลาดได้ ต้องไปชิมให้ถึงที่อำเภอตากใบ ซึ่งเป็นสินค้าโอท็อปขึ้นชื่อที่ไม่ได้หาทานได้ตามฤดูกาล จะมีเฉพาะช่วงเดือนตุลาคม-กุมภาพันธ์ เราได้มาแวะที่ร้านป้าเอ็ง ที่คลุกคลีกับการทำและขายปลากุเลามากว่า 30 ปี เข้ามาขอส่องวิธีการทำปลากุเลาที่มีสูตรลับพิเศษในการหมัก การเลือกขนาดปลา หรือแม้กระทั่งขั้นตอนการนวดปลาเพื่อให้ได้เนื้อปลาละเอียด ปลากุเลาเค็มจึงเป็นที่นิยม ถึงขนาดต้องสั่งจองล่วงหน้ากันเลย และก็เป็นโอกาสดีที่เจ้าของร้านได้ทำยำปลากุเลาให้ได้ทาน บอกได้เลยรสชาติอร่อยสมคำร่ำลือจริงๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(เดินสกายวอล์ก รับลมชมวิว)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; อิ่มท้องแล้วก็ต้องมาย่อยสักหน่อย เราจึงเดินทางมารับลมทะเลที่เกาะยาว แต่ก่อนจะเดินไปถึงจุดหมายที่วางไว้ ก็ต้องข้ามสะพานคอยร้อยปีที่ยาว 345 เมตร พาดผ่านแม่น้ำตากใบที่มีทั้งที่เป็นสะพานปูนและสะพานไม้ หากจะเดินก็ควรเลือกสะพานไม้จะดีกว่า&amp;nbsp;


แทงบอลวันนี้ เพราะสะพานปูนชาวบ้านได้ใช้เป็นเส้นทางสัญจรรถจักรยานยนต์ หาดทรายที่ทอดยาวอาจจะดูไม่สวยเท่ากับจังหวัดที่มีทะเลยอดนิยม แต่กลับมีเสน่ห์กับบรรยากาศที่สงบเงียบ รอบๆ มีเพียงชาวบ้านในพื้นที่มานั่งเล่นกันแบบครอบครัว คู่รัก หรือแก๊งเพื่อน แต่ก็ไม่เหงาเลย เพราะชาวบ้านก็ต้อนรับพวกเราด้วยสายตาและรอยยิ้มอย่างอบอุ่น&amp;nbsp;


สล็อต789&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(เกาะยาว ทะเลอันเงียบสงบ)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; เช้าวันที่สอง เราได้เตรียมตัวออกเดินทางไปที่อำเภอเมือง จังหวัดยะลา ระหว่างที่รถตู้วิ่งไปตามท้องถนนสายตาที่มองออกไปนอกหน้าต่าง ทำให้เราได้เห็นการใช้ชีวิตของชาวบ้านแบบเรียบง่าย ทั้งค้าขาย ทำเกษตร และต้นไม้ตามข้างทาง ก็ดูเขียวชอุ่ม&amp;nbsp;


เว็บแทงหวย ตัดกับสีแดงขาวของบังเกอร์ จุดตรวจของทหารที่ดูจะเป็นสิ่งปกติไปแล้วสำหรับคนที่นี่ หากใครขับรถมาเองหรือมากับรถเช่า อย่าลืมแวะชมความงามของแม่น้ำฮาลา-บาลา ขนาดช่วงสี่โมงเย็นที่ทางคณะเดินทางได้แวะลงถ่ายรูป วิวยังสวย ริมสองฟากฝังถนนก็มีนักท่องเที่ยวคนอื่นๆ และชาวบ้านก็มาจอดรถเรียงรายยืนมองวิวแม่น้ำกันเยอะเชียว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(พิมพ์ลายผ้าปะลางิง)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ในที่สุดเราก็มาถึงแหล่งทอผ้าปะลางิงของกลุ่มศรียะลาบาติก โดย นายปิยะ สุวรรณพฤกษ์ เป็นผู้ก่อตั้งและพลิกฟื้นผ้าผืนนี้ให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง ผ้าปะลางิงมีลวดลายที่พิมพ์ด้วยเทียนและบล็อกไม้ที่มีลายจากกำแพงโบราณสถาน วังเก่าๆ ลายเล่นว่าวหรือขนมโบราณต่างๆ กว่า 200 ลาย ซึ่งแต่ละผืนที่ทอขึ้นก็ยังมีลายและสีที่ไม่ซ้ำกันอีกด้วย มีทั้งเป็นผ้าผืน เสื้อ กระเป๋า ให้ได้เลือกซื้อตั้งแต่ราคา 600 บาทขึ้นไป&amp;nbsp;


เว็บสล็อตเว็บทดลอง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(หอนาฬิกายามค่ำคืน เมืองยะลา)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; เราก็ได้มาเยือนถึงถิ่นที่อำเภอเบตง บรรยากาศที่ยังคึกคักไปด้วยผู้คนออกมาหาข้าวทาน ร้านอาหารก็วุ่นวายกับการต้อนรับลูกค้า หลังจากทานข้าวเย็น เวลาประมาณ 18.30 น. เราก็มาเดินย่อย ชมย่านในตัวเมืองแถวๆ หอนาฬิกา แลนด์มาร์คในตอนกลางคืนสว่างขึ้นด้วยแสงไฟหลากสีที่ตกแต่งโดยรอบ ด้านข้างก็มีตู้ไปรษณีย์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก เดินไปอีกหน่อยก็จะเจอกับร้านโรตี รถเข็นธรรมดาแต่รสชาติที่การันตีว่าอร่อยมาก และไปเดินดูอุโมงค์เบตงมงคลฤทธิ์ ใครได้มาแล้วห้ามพลาดเด็ดขาด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(ชมแสงแรกที่ทะเลหมอกอัยเยอร์เวง)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; เช้านี้ที่เบตง เรามีนัดไปชมพระอาทิตย์ขึ้นที่ทะเลหมอกอัยเยอร์เวง เวลา 04.30 น. พวกเราจึงเตรียมพร้อมออกเดินทาง เมื่อมาถึง ขึ้นบันไดไปยังจุดชมวิวก็พบว่ามีนักท่องเที่ยวอีกหลายคนทั้งชาวไทยและต่างชาติมารอชมแสงแรกกัน น่าเสียดายที่ในวันนั้นทะเลหมอกมีน้อยไปนิด แต่ก็ดีไปอีกแบบเพราะเราได้เห็นวิวของภูเขาที่มีป่าไม้อันอุดมสมบูรณ์ตัดกับแสงพระอาทิตย์ การยืนอยู่ทามกลางธรรมชาติแบบนี้ทำให้ร่างกายหายเหนื่อยจากการเดินทางได้ดีทีเดียว
&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(อุโมงค์ปิยะมิตร ร่องรอยคอมมิวนิสต์มลายา)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; เดินทางต่อไปที่ อุโมงค์ปิยะมิตร ร่องรอยประวัติศาสตร์ของคอมมิวนิสต์มลายาที่สร้างขึ้นเมื่อ 2519 ใช้เป็นที่ตั้งรับการโจมตีและสะสมเสบียง ปัจจุบันได้กลายมาเป็นแหล่งท่องเที่ยว มีทั้งพิพิธภัณฑ์ที่เล่าความเป็นมาของคอมมิวนิสต์ เราได้เดินเข้าชมอุโมงค์ด้านในที่ยาวประมาณ 1 กิโลเมตร ภายในก็จะมีป้ายบอกทางออก ซึ่งมีทั้งหมด 6 ทาง มีแสงไฟตลอดทาง และยังมีการจัดแสดงที่นอน หลุมที่ใช้ขนส่งของ หากเดินออกมาก็จะเจอกับแมกไม้นานาพันธุ์โดยรอบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้น เราก็เดินทางไปยังถนนอารมณ์ดี จังหวัดปัตตานี ย่านชุมชนคนจีน และไปยังเมืองท่าการค้าเก่าที่รุ่งเรืองอย่างมากในอดีต มีศาลเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว จุดศูนย์กลางของที่นี่ กาลเวลาทำให้ซบเซาลงไป คนในพื้นที่ออกไปทำงานต่างถิ่นกันมากขึ้น แต่ด้วยพลังรักบ้านเกิด กลุ่มมลายูลิฟวิ่ง กลุ่มคนรุ่นใหม่ก็ได้กลับมาพัฒนาถนนแห่งนี้ให้เป็นถนนคนเดิน ซึ่งเราก็ได้ พี่ลี มาเป็นไกด์พาเดินชม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การอยู่กันแบบสังคมพหุวัฒนธรรมทำให้เห็นความหลากหลายที่รวมอยู่บนถนน 3 สาย ถนนอาเนาะรู ถนนปัตตานีภิรมย์ และถนนฤาดี หลายคนอาจจะนึกภาพว่าถนนคนเดินอาจจะดูคล้ายๆ กันหมด มีสตรีทอาร์ต มีร้านกาแฟเช็กอินคูลๆ แต่ภาพของถนนอารมณ์ดีคือความเก่าจริงๆ ไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมากนัก ชาวบ้านในพื้นที่ยังคงใช้ชีวิตเหมือนเดิม มีบ้างที่หันมาเปิดร้านอาหาร บ้านเก่าหลายหลังในสมัยรัชกาลที่ 3 และรัชกาลที่ 5 ก็ยังคงมีอยู่ให้ได้ชม ตกเย็นเราก็ไปชมความสวยของมัสยิดกลางที่มีต้นแบบมาจากทัชมาฮาล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในเช้าสุดท้ายของการเดินทาง เราได้ไปยังจุดชมวิวสกายวอล์กในพื้นที่สวนแม่ลูก อำเภอเมือง ที่เปิดให้เข้าชมเมื่อปีที่แล้ว ทางเดินที่สูงราวๆ ตึก 5 ชั้น ระยะทางเดินประมาณ 400 เมตร มองเห็นวิวมุมสูงของหาดรูสะมีแล และสวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ เห็นนาเกลือและป่าชายเลน ถ้ามาตอนช่วงบ่ายๆ อากาศต้องดีมากแน่ๆ ก่อนกลับเราก็ได้ไปฝากท้องที่ชุมชนบ้านทรายขาว อาหารพื้นบ้านฝีมือชาวบ้าน จัดเรียงอยู่เต็มโต๊ะ ทั้งใบเหลียงผัดกะทิ ข้าวยำ แกงไก่ แกงส้ม ปลาทอด แต่ละเมนูอร่อยจนต้องเพิ่มข้าวรอบสองทีเดียว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จบทริปภาคใต้ที่ทางการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยได้พาคณะไปสัมผัสบรรยากาศยังพื้นที่สีแดง เปิดมุมมองและประสบการณ์ใหม่ๆ ตลอด 4 วันแห่งการเดินทางที่ทั้งสนุก ตื่นเต้น หลายความรู้สึก จนกลายเป็นความทรงจำ ภาพจำที่เราจะไม่มีทางลืมอย่างแน่นอน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/16519</URL_LINK>
                <HASHTAG>กลุ่มศรียะลาบาติก, นราธิวาส, ปัตตานี, ยะลา, สุไลมาน เจ๊ะแม, อาหามัด สาและ, เกาะยาว, เรือกอ, แม่น้ำฮาลา-บาลา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180830/image_big_5b880c47332a4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>14521</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/08/2018 19:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/08/2018 09:31</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ผ้าปะลางิง&#039; ภูมิปัญญาท้องถิ่นไม่สูญหาย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปิยะ สุวรรณพฤกษ์ ชาวยะลาผู้ชุบชีวิตภูมิปัญญาท้องถิ่น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ผ้าทอพื้นบ้านปะลางิง ภูมิปัญญาท้องถิ่นของชาวบ้านใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส ในอดีตนิยมนำมาใช้เป็นเครื่องนุ่งห่ม โพกศีรษะหรือนำมาคาดเอว อีกนัยหนึ่งเพื่อบอกสถานะทางสังคม หากเป็นชนชั้นขุนนางผ้าปะลางิงที่ใช้จะถักทอด้วยไหมแท้ทั้งหมด ส่วนสีจะพิมพ์ทับด้วยทอง ลวดลายเย็บตกแต่งด้วยแล่งเงินแล่งทองให้ดูสมฐานะ แต่ในกลุ่มชาวบ้านใช้เป็นผ้าฝ้าย &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผ้าชนิดนี้ถูกค้นพบว่ามีการใช้จริงตามหลักฐานทางภาพถ่ายในหอจดหมายเหตุ ในปี 2472 เมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาส จ.ปัตตานี โดยชาวบ้านที่มารอรับเสด็จได้แต่งกายด้วยผ้าปะลางิง หลังจากนั้นผ้าพื้นบ้านชนิดนี้ได้เลือนหายไปกว่า 80 ปี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผ้าโบราณที่ใช้แกะลวดลายเพื่อฟื้นฟูขึ้นอีกครั้ง&amp;nbsp;

&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ความพยายามฟื้นฟูผ้าปะลางิงเกิดขึ้นเมื่อ ปิยะ สุวรรณพฤกษ์ ผู้ก่อตั้งกลุ่มศรียะลาบาติก ได้ศึกษาค้นคว้าและถักทอผ้าปะลางิงขึ้น 2 ผืน เป็นลายผ้าจวนตานี ปัจจุบันเก็บรักษาอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ&amp;nbsp;พระนคร จ.กรุงเทพฯ พร้อมตัวแม่พิมพ์&amp;nbsp;ผู้ก่อตั้งกลุ่มศรียะลาบาติกผู้นี้ยังได้ผลิตผ้าปะลางิงลายโบราณต่างๆ จำนวน 32 ผืน แต่น่าเสียดายหลังจากนั้นผ้าทั้งหมดตกอยู่ในมือของชาวต่างชาติ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม การชุบชีวิตผืนผ้าปะลางิงให้กลับมาอีกครั้งยังไม่หยุดเท่านี้ นายปิยะ สุวรรณพฤกษ์ ผู้ก่อตั้งกลุ่มศรียะลาบาติกและเจ้าของผลิตภัณฑ์ผ้าปะลางิง&amp;nbsp;เล่าว่า หลังเรียนจบตนทำงานออกแบบอยู่ที่กรุงเทพฯ จนกระทั่งมีเหตุการณ์ทำให้กลับบ้านเกิด อ.เมือง จ.ยะลา ได้พบผ้าเก่าของยาย เป็นผ้าปะลางิงลายโบราณ สัมผัสแล้วรู้สึกได้ถึงความแตกต่างจากผ้าทอภาคใต้ทั่วไป ทำให้ตนได้เริ่มศึกษาความเป็นมา รวมถึงกระบวนการทำลวดลายต่างๆ ของผ้าชนิดนี้ ยิ่งมาพบภาพโบราณปี 2472 ทำให้ตนไปค้นคว้าข้อมูลเพิ่มเติมทั้งจากหอสมุดและผู้รู้ลายผ้าโบราณ ระยะเวลากว่า 8 ปี นับตั้งแต่ ปี 2552 ทำให้ตนเกิดความตั้งใจและมุ่งมั่นในฟื้นฟูและอนุรักษ์ พร้อมกับประกอบอาชีพเพื่อสร้างรายได้ด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชาวบ้านวาดลายของผ้าปะลางิงอย่างชำนาญ
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;จากการศึกษาค้นคว้าอย่างจริงจัง ทำให้ปิยะรู้ว่ากระบวนการทำผ้าปะลางิงมีความซับซ้อนและขั้นตอนยากกว่าผ้าบาติก ทั้งการทอ&amp;nbsp;การพิมพ์ลาย การมัดย้อม หรือแม้กระทั่งการสร้างบล็อกไม้พิมพ์ เหมือนรวบรวมเทคนิคการทำผ้าของภาคใต้มาอยู่ในผ้าหนึ่งผืน นับว่าเป็นเอกลักษณ์ของผ้าผืนนี้ หากจะเริ่มตั้งแต่ขั้นตอนแรกในการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมในพื้นที่ เพื่อนำเส้นใยมาทักทอ โอกาสเจริญเติบโตค่อนข้างน้อย เพราะสภาพภูมิอากาศที่มีฝนบ่อย อาจจะเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ผ้าปะลางิงไม่ได้ถูกสืบทอดด้วยเช่นกัน &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เหตุนี้ ปิยะจึงเดินทางไปยังกลุ่มทอผ้าใน อ.ชนบท จ.ขอนแก่น เพื่อเรียนรู้กระบวนการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม การทอผ้า ใช้ชีวิตอยู่กับชาวบ้านกว่า 3 เดือน &amp;nbsp;ขณะเดียวกันก็ได้ถ่ายทอดความรู้เรื่องการย้อมสีธรรมชาติของคนใต้ให้แก่ชาวบ้านที่ อ.ชนบท เป็นการแลกเปลี่ยน ที่กลุ่มศรียะลาบาติกเป็นแหล่งส่งเส้นไหมสำคัญเพื่อใช้ทอผ้าปะลางิงด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนลวดลายของผ้าปะลางิง เขาให้ข้อมูลว่า แรงบันดาลใจมาจากวัฒนธรรมท้องถิ่นและวิถีชีวิตใต้ เช่น ลายจากกระเบื้องโบราณ ลายจากช่องลมตามสถาปัตยกรรมเก่า ลายจากแม่พิมพ์ขนมโบราณ&amp;nbsp;ลายการละเล่นว่าว&amp;nbsp;หรือการแกะลายผ้าโบราณต่างๆ นอกจากนี้มีลวดลายที่ถูกพัฒนาขึ้นอีกกว่า 200 ลาย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ลวดลายผ้าปะลางิงบนบล็อกไม้ในการพิมพ์ผ้า&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เสน่ห์จับใจ ปิยะเน้นว่าเป็นเทคนิคการพิมพ์ลายด้วยเทียนจากบล็อกไม้ ทำให้ผ้ามีความพิเศษแตกต่างจากผ้าทั่วไป บล็อกต้องทำจากไม้ที่มีความแข็งและเหนียวอย่าง ไม้มะม่วงป่า ไม้ขาวดำ ส่วนของแป้นต้องเป็นไม้เนื้อแข็ง และด้ามจับที่ต้องทำจากไม้เตง ไม้สัก เพื่อเพิ่มน้ำหนักในการกดลาย และเทียนที่ใช้ต้องเป็นเทียนหัวเชื้อ เพื่อให้ได้ความคมของลาย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เนื้อผ้าก็มีส่วนสำคัญ เขาบอกถ้าเป็นผ้าฝ้าย เทียนที่ใช้ต้องมีความเหนียวมาก ผ้าคอตตอนเทียนมีความเหนียวปานกลาง หากเป็นผ้าไหมเทียนที่ใช้ไม่เหนียวเลย ทำให้ลวดลายที่ปรากฏบนผ้ามีความคมชัดและถูกต้องตามแม่พิมพ์ ความยากต้องฉับไวในการวางสีเพื่อใช้คู่สีที่ตัดกันอย่าง สีเขียวตัดสีม่วง สีแดงตัดสีเขียว เพื่อให้เกิดความสมบูรณ์ของสี และการเขียนดอก&amp;nbsp;ดังนั้น ในขั้นตอนนี้ตนเองจะเป็นคนขึ้นดอกก่อนจะส่งต่อผู้เขียนลาย ทำให้ผ้าแต่ละผืนมีลายและสีที่ไม่ซ้ำกัน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;กว่าผ้าปะลางิงจะเป็นที่ยอมรับและรู้จักแพร่หลาย กลายมาเป็นแบรนด์ศรียะลาบาติกของชุมชน ลูกค้าต้องจองกันข้ามปี เป็นผลจากความร่วมมือของชาวบ้านในชุมชนใกล้เคียง ไม่ว่ากลุ่มช่างไม้ ช่างทอผ้า ช่างย้อมผ้า เป็นสังคมแบบพหุวัฒนธรรม ทำงานกันแบบครอบครัว มีความอบอุ่น เป็นสิ่งที่อยากให้ผู้เที่ยวชมได้เข้ามาสัมผัส แล้วจะลืมภาพลบของสามจังหวัดชายแดนใต้ไป&amp;quot; ปิยะกล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พื้นที่สร้างสรรค์ผ้าปะลางิงของกลุ่มศรียะลาบาติก จ.ยะลา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;ผ้าปะลางิงมีการพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย มีกระเป๋า&amp;nbsp;เสื้อผ้า&amp;nbsp;เครื่องประดับตกแต่งบ้าน&amp;nbsp;ทางกลุ่มส่งออกผลิตภัณฑ์ไปจำหน่ายในห้างสรรพสินค้าชั้นนำ&amp;nbsp;สายการบิน&amp;nbsp;และรีสอร์ตต่างๆ&amp;nbsp;รวมถึงได้รับความนิยมในตลาดต่างประเทศ ทำให้ชาวยะลามีรายได้ ชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น ปัจจุบันมีการสืบทอดการทำผ้าปะลางิงควบคู่กับการอนุรักษ์และเผยแพร่ไปยังกลุ่มเยาวชน สถาบันการศึกษา สะท้อนให้เห็นการนำภูมิปัญญาวัฒนธรรมสร้างอาชีพ ซึ่งเป็นอีกแนวอนุรักษ์ผ้าปะลางิงไม่ให้สูญหาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/14521</URL_LINK>
                <HASHTAG>กลุ่มศรียะลาบาติก, จังหวัดยะลา, ปิยะ สุวรรณพฤกษ์, ผ้าปะลางิง, ภูมิปัญญาท้องถิ่น, สามจังหวัดชายแดนใต้, อนุรักษ์ผ้าทอปะลางิง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180801/image_big_5b61a032122e5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
