<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>106802</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/06/2021 14:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/06/2021 14:06</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘จุรินทร์’ รองนายกฯ เดินสายทัวร์อุดรธานี-ขอนแก่นเยี่ยม ‘บ้านมั่นคง’ ตั้งเป้าแก้ปัญหาที่ดิน-ที่อยู่อาศัยคนจน 1.3 ล้านหลังภายในปี 2579</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธานยกเสาเอกสร้างบ้านมั่นคงที่จังหวัดขอนแก่น&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;ภาคอีสาน / ระหว่างวันที่ 17-18 มิถุนายน &amp;nbsp;นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ &amp;nbsp;รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมคณะได้เดินทางมาที่จังหวัดอุดรธานีและขอนแก่น&amp;nbsp; เพื่อเยี่ยมเยียนกลุ่มเกษตรกร&amp;nbsp; และติดตามความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยตามโครงการ &amp;lsquo;บ้านมั่นคง&amp;rsquo; และการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนที่มีรายได้น้อย&amp;nbsp; โดยตั้งเป้าภายในปี 2579 จะแก้ปัญหาให้คนจนมีที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินเป็นของตัวเอง 1.3 ล้านหลัง&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;โดยในวันที่ 17 มิถุนายน&amp;nbsp; นายจุรินทร์ได้เดินทางมาที่อำเภอกุมภวาปี&amp;nbsp; จ.อุดรธานี&amp;nbsp; เพื่อติดตามความคืบหน้าการพัฒนาที่อยู่อาศัยตามโครงการบ้านมั่นคงที่ชุมชนบ้านมั่นคงทรัพย์เพิ่มพูน &amp;nbsp;ตำบลพันดอน &amp;nbsp;อ.กุมภวาปี &amp;nbsp;ซึ่งมีการจัดงาน &amp;ldquo;บ้านมั่นคงพัฒนาคุณภาพชีวิต สร้างเศรษฐกิจชุมชน&amp;rdquo; และเป็นประธานในพิธีมอบบ้านมั่นคงทรัพย์เพิ่มพูนที่สร้างเสร็จแล้วจำนวน 37 &amp;nbsp;จากทั้งหมด 107 หลัง&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยมีนายสยาม ศิริมงคล ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี &amp;nbsp;นายปฏิภาณ&amp;nbsp; จุมผา รองผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) พร้อมหัวหน้าส่วนราชการ&amp;nbsp; และพี่น้องประชาชนให้การต้อนรับ&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;รองนายกรัฐมนตรี (ขวา) ทักทายประชาชน จ.อุดรธานี&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;ตั้งเป้าแก้ปัญหาที่ดินที่อยู่อาศัยคนจน 1.3 ล้านหลังภายในปี 2579&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.25in&quot;&gt;นายจุรินทร์&amp;nbsp; กล่าวว่า โครงการบ้านมั่นคงเป็นงานที่ต่อเนื่องมาตั้งแต่สมัยรัฐบาลนายชวน&amp;nbsp; หลีกภัย&amp;nbsp; ในปี&amp;nbsp; 2543 ซึ่งในขณะนั้นตนเป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบโครงการ โดยมีเป้าหมายให้คนจนหรือคนที่ไม่มีบ้านอยู่อาศัยหรือมีแต่ไม่มีที่ดินเป็นของตนเอง &amp;nbsp; ได้มีโอกาสมีบ้านอยู่&amp;nbsp; มีที่ดินเป็นของตนเอง&amp;nbsp; และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น&amp;nbsp;&amp;nbsp; โครงการบ้านมั่นคงจึงก่อกำเนิดขึ้นภายใต้หลักการที่มีองค์กรขึ้นมาบริหารจัดการเป็นการเฉพาะ &amp;nbsp; โดยรัฐบาลช่วยหาแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำและสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐาน&amp;nbsp; โดยให้ประชาชนที่ไร้บ้านไร้ที่ดินรวมตัวกันเป็นสหกรณ์&amp;nbsp;&amp;nbsp; และใช้เงินของสหกรณ์เช่าซื้อหรือซื้อที่ดิน เพื่อสร้างบ้านราคาพิเศษให้สมาชิก&amp;nbsp; โดยสมาชิกผ่อนชำระเพื่อจะได้มีบ้านและที่ดินเป็นของตนเอง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.25in&quot;&gt;นายจุรินทร์กล่าวต่อไปว่า&amp;nbsp; ตั้งแต่ปี พ.ศ.2543 &amp;nbsp; จนถึงปัจจุบัน&amp;nbsp; สร้างบ้านเสร็จแล้วประมาณ  200,000 หลัง&amp;nbsp; แต่ขณะนี้ได้มีการกำหนดเป้าหมายใหม่ &amp;nbsp; เพื่อเร่งรัดดำเนินการภายใน 15 ปี&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยภายในปี 2579&amp;nbsp; จะต้องสร้างบ้านให้ได้&amp;nbsp; 1,300,000 หลัง เพื่อให้คนจนได้มีที่ดินทำกินและมีบ้านอยู่อาศัยเป็นของตนเอง&amp;nbsp; นอกจากนี้ยังมีโครงการบ้านพอเพียงชนบท&amp;nbsp; ซึ่งเป็นโครงการซ่อมแซมปรับปรุงบ้านเรือนที่มีฐานะยากจน&amp;nbsp; โดยรัฐบาลสนับสนุนงบประมาณผ่านทางสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ &amp;lsquo;พอช.&amp;rsquo; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.25in&quot;&gt;&amp;ldquo;จังหวัดอุดรธานีได้ดำเนินโครงการบ้านมั่นคงทั้งหมด 18 โครงการ  สร้างบ้านเสร็จแล้ว  1,700 หลัง วันนี้มาทำหน้าที่มอบบ้านมั่นคงที่สร้างเสร็จแล้ว 37 หลัง และมอบเงินสร้างบ้านเพิ่มอีก 70 หลัง  ช่วยให้พี่น้องมีบ้านรวม 107 หลัง และมอบเงินช่วยซ่อมแซมบ้านพอเพียงอีก 104 หลัง&amp;nbsp; เป็นเงิน 2 ล้านบาท &amp;nbsp; มอบเงินสวัสดิการชุมชนเพื่อช่วยสมาชิก 7,500 คนอีก 2 ล้านบาท มอบงบพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนเรื่องผลิตภัณฑ์ตามความต้องการของตลาด 5 แสนบาท และมอบถุงยังชีพให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากโควิดอีก 300 ครัวเรือน&amp;rdquo; นายจุรินทร์กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.25in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.25in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.25in&quot;&gt;รองนายกฯ มอบเงินสนับสนุนกองทุนสวัสดิการชุมชนจังหวัดอุดรธานี 12 กองทุน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.25in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:6.0pt; margin-right:0in; margin-bottom:0in; margin-left:0in&quot;&gt;ทั้งนี้ที่ผ่านมา&amp;nbsp; รัฐบาลมีแผนแม่บทการพัฒนาที่อยู่อาศัยระยะ 20 ปี (พ.ศ.2560-2579)&amp;nbsp; โดยมีเป้าหมายผู้มีรายได้น้อยทั่วประเทศ&amp;nbsp; ประมาณ 3 ล้านครัวเรือน&amp;nbsp; โดยมอบหมายให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ดำเนินการ&amp;nbsp; โดยมีวิสัยทัศน์ว่า &amp;ldquo;คนไทยทุกคนจะมีที่อยู่อาศัยถ้วนทั่ว&amp;nbsp; และมีคุณภาพชีวิตที่ดีในปี 2579&amp;rdquo;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:6.0pt; margin-right:0in; margin-bottom:0in; margin-left:0in&quot;&gt;แยกเป็น&amp;nbsp; 1.การเคหะแห่งชาติดำเนินการในรูปแบบการเช่าหรือเช่าซื้อประมาณ 2 ล้านครัวเรือน&amp;nbsp; 2.สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ สนับสนุนการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยผู้มีรายได้น้อยทั้งในเมืองและชนบท&amp;nbsp; รวมทั้งกลุ่มคนไร้บ้าน&amp;nbsp; ตามโครงการบ้านมั่นคงเมืองและชนบท&amp;nbsp; การพัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลองลาดพร้าว-คลองเปรมประชากร&amp;nbsp; บ้านพอเพียงชนบท (ซ่อมสร้างบ้านเรือนที่มีฐานะยากจน&amp;nbsp; สภาพทรุดโทรม)&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; รวม 1,050,000 ครัวเรือนทั่วประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;บ้านมั่นคงทรัพย์เพิ่มพูนแก้ปัญหาที่อยู่อาศัย 5 ชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;โครงการบ้านมั่นคงทรัพย์เพิ่มพูน &amp;nbsp;เกิดจากการรวมกลุ่มของชาวบ้าน 5 ชุมชนในเขตเทศบาลตำบลพันดอน&amp;nbsp; อำเภอกุมภวาปีที่มีปัญหาความเดือดร้อนเรื่องที่อยู่อาศัยและมีฐานะยากจน&amp;nbsp; โดยชาวบ้านเริ่มรวมกลุ่มกันตั้งแต่ปี 2557 จัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์เพื่อเป็นทุนในการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัย&amp;nbsp; มีการแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาดำเนินงาน&amp;nbsp; ช่วยกันสำรวจข้อมูล&amp;nbsp; พบว่า มีผู้เดือดร้อนจำนวน 732 &amp;nbsp;ราย จาก 5 ชุมชน&amp;nbsp; แบ่งเป็น&amp;nbsp; กลุ่มบุกรุกที่ดินเอกชน 29 ครัวเรือน&amp;nbsp; กลุ่มเช่าที่ดินราชพัสดุสร้างบ้าน &amp;nbsp;15 ครัวเรือน &amp;nbsp;&amp;nbsp;กลุ่มบ้านเช่า 16 &amp;nbsp;ครัวเรือน&amp;nbsp; &amp;nbsp;และกลุ่มครอบครัวขยาย &amp;nbsp;รวม 107 ครัวเรือน&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;ต่อมาในปี 2559&amp;nbsp; ได้จดทะเบียนเป็นสหกรณ์เคหสถาน&amp;nbsp; ใช้ชื่อว่า &amp;lsquo;สหกรณ์เคหสถานทรัพย์เพิ่มพูน จำกัด&amp;rsquo;&amp;nbsp; เพื่อเตรียมจัดทำโครงการบ้านมั่นคง&amp;nbsp; มีชาวบ้านที่มีความเดือดร้อนเรื่องที่อยู่อาศัยเข้าเป็นสมาชิกจำนวน 106 ครัวเรือน&amp;nbsp; และต่อมาได้รับการสนับสนุนจากสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ หรือ &amp;lsquo;พอช.&amp;rsquo; จัดทำโครงการบ้านมั่นคง &lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;บ้านมั่นคงชุมชนทรัพย์เพิ่มพูน &amp;nbsp;ตำบลพันดอน &amp;nbsp;อ.กุมภวาปี&amp;nbsp; ส่วนที่กำลังก่อสร้าง&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;โดยสหกรณ์ฯ ขอใช้สินเชื่อจาก พอช. เพื่อซื้อที่ดิน&amp;nbsp; เนื้อที่&amp;nbsp; 4 ไร่ 2 งานเศษ&amp;nbsp; และปลูกสร้างบ้านใหม่&amp;nbsp; รวม 107 หลัง&amp;nbsp; โดย พอช.สนับสนุน 1.สินเชื่อเพื่อซื้อที่ดินและปลูกสร้างบ้าน&amp;nbsp; รวม 24 ล้านบาทเศษ&amp;nbsp; 2.อุดหนุนการพัฒนาที่อยู่อาศัย&amp;nbsp; พัฒนาด้านสาธารณูปโภค &amp;nbsp;และงบบริหารจัดการชุมชน &amp;nbsp;รวม&amp;nbsp; 8.5&amp;nbsp; ล้านบาทเศษ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;ส่วนแบบบ้านมี 2 แบบ&amp;nbsp; คือ 1.บ้านแถวชั้นเดียว &amp;nbsp;ขนาด 10 และ 16.5 ตารางวา &amp;nbsp;ราคาก่อสร้างหลังละ &amp;nbsp;181,312 บาท &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;ผ่อนชำระเดือนละ 2,055 บาท&amp;nbsp; จำนวน 30 หลัง &amp;nbsp;และ 2. บ้านแถวสองชั้น &amp;nbsp;ขนาด 11 ตารางวา &amp;nbsp;ราคาก่อสร้างหลังละ 277,137 บาท &amp;nbsp;ผ่อนชำระเดือนละ 2,155 บาท&amp;nbsp; จำนวน 76 &amp;nbsp;หลัง &amp;nbsp;(ผ่อน 15 ปี) &amp;nbsp;เริ่มก่อสร้างบ้านในเดือนธันวาคม 2562 &amp;nbsp;ขณะนี้ก่อสร้างแล้วเสร็จจำนวน 37 หลัง&amp;nbsp; อยู่ในระหว่างการก่อสร้าง 70 หลัง&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตามแผนงานจะก่อสร้างแล้วเสร็จทั้งหมดภายในปีนี้&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;รองนายกฯ ยกเสาเอกบ้านมั่นคงแก่นนคร&amp;nbsp; จ.ขอนแก่น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.25in&quot;&gt;นอกจากภารกิจที่จังหวัดอุดรธานีแล้ว&amp;nbsp; ในวันนี้ (18 มิถุนายน) นายจุรินทร์&amp;nbsp; รองนายกรัฐมนตรี และคณะได้เดินทางมาที่จังหวัดขอนแก่น&amp;nbsp; เพื่อร่วมพิธียกเสาเอกสร้างบ้านมั่นคงสหกรณ์เคหสถานแก่นนคร&amp;nbsp; จำกัด &amp;nbsp;อ.เมือง&amp;nbsp; จ.ขอนแก่น&amp;nbsp; เพื่อก่อสร้างบ้านมั่นคงเฟสสุดท้าย&amp;nbsp; จำนวน&amp;nbsp; 46 หลัง&amp;nbsp; โดยก่อนหน้านี้สร้างบ้านเสร็จไปแล้วจำนวน&amp;nbsp; 287 หลัง &amp;nbsp;&amp;nbsp;ทำให้ผู้มีรายได้น้อยมีบ้านและที่อยู่อาศัยที่มั่นคง&amp;nbsp; รวม 333 ครัวเรือน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.25in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.25in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.25in&quot;&gt;รองนายกฯ ยกเสาเอกบ้านมั่นคงสหกรณ์เคหสถานแก่นนคร จ.ขอนแก่น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.25in&quot;&gt;นายปฏิภาณ จุมผา &amp;nbsp;รองผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ &amp;nbsp;กล่าวว่า&amp;nbsp; พอช. เป็นองค์กรในการกำกับดูแลโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ &amp;nbsp;ดำเนินโครงการบ้านมั่นคงอย่างเป็นทางการตั้งแต่ปี 2546&amp;nbsp; เพื่อแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยของผู้มีรายได้น้อย &amp;nbsp;สร้างความมั่นคงในการอยู่อาศัยและการพัฒนาคุณภาพชีวิตชุมชนคนจนในเมือง ครอบคลุมทั้งมิติด้านกายภาพ &amp;nbsp;เศรษฐกิจ &amp;nbsp;สังคม&amp;nbsp; และความเข้มแข็งของชุมชน &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;ldquo;พอช.มียุทธศาสตร์การดำเนินงาน&amp;nbsp; โดยส่งเสริมให้ชุมชนและเครือข่ายเป็น &amp;lsquo;เจ้าของโครงการ&amp;rsquo; &amp;nbsp;ทำงานร่วมกับหน่วยงานท้องถิ่นและภาคีที่เกี่ยวข้อง&amp;nbsp; โดยเน้นการมีส่วนร่วมของชุมชนและท้องถิ่น &amp;nbsp;ตั้งแต่กระบวนการรวมกลุ่ม &amp;nbsp;การจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์ &amp;nbsp;การหาที่ดินรองรับ &amp;nbsp;&amp;nbsp;การออกแบบบ้านและผังชุมชน &amp;nbsp;&amp;nbsp;รวมถึงการบริหารจัดการโครงการ &amp;nbsp;และการบริหารการเงินด้วยระบบกลุ่มออมทรัพย์และสหกรณ์&amp;nbsp; โดยมีหน่วยงานท้องถิ่นทำหน้าที่สนับสนุนการดำเนินการ&amp;rdquo; &amp;nbsp;รอง ผอ.พอช.กล่าวถึงกระบวนการสนับสนุนการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยตามโครงการบ้านมั่นคง &lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;รอง ผอ.พอช. กล่าวว่า &amp;nbsp;พอช.จะสนับสนุนงบประมาณในการพัฒนาระบบสาธารณูปโภค &amp;nbsp;และสินเชื่อเพื่อการพัฒนาที่อยู่อาศัย &amp;nbsp;ซึ่งรูปแบบในการดำเนินโครงการบ้านมั่นคงมีความหลากหลายตามสภาพปัญหาและความต้องการของชุมชน &amp;nbsp;เช่น &amp;nbsp;การปรับปรุงที่อยู่อาศัยในที่ดินเดิมการรื้อย้ายสร้างชุมชนใหม่ &amp;nbsp;การแบ่งปันที่ดินสร้างชุมชนใหม่ ฯลฯ &amp;nbsp;โดยขณะนี้ พอช.ได้สนับสนุนการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยในภาคตะวันออกเฉียงเหนือแล้ว 19 จังหวัด &amp;nbsp;84 เมือง &amp;nbsp;537 ชุมชน &amp;nbsp;รวม 28,912&amp;nbsp; ครัวเรือน&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;ldquo;เฉพาะจังหวัดขอนแก่น &amp;nbsp;พอช.ได้สนับสนุนการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยภายใต้โครงการบ้านมั่นคง รวม 75 โครงการ 163&amp;nbsp; ชุมชน &amp;nbsp;จำนวน 7,057&amp;nbsp; ครัวเรือน &amp;nbsp;&amp;nbsp;และดำเนินการปรับปรุงซ่อมแซมที่อยู่อาศัยให้ครัวเรือนยากจน &amp;nbsp;กลุ่มคนเปราะบางที่มีปัญหาความเดือดร้อนด้านที่อยู่อาศัยตามโครงการบ้านพอเพียงชนบท&amp;nbsp; ตั้งแต่ปี 2560 &amp;nbsp;ถึงปัจจุบัน &amp;nbsp;จำนวน&amp;nbsp; 831ครัวเรือน &amp;nbsp;ใน 81 ตำบล &amp;nbsp;รวมทั้งเกิดการประสานความร่วมมือกับภาคีพัฒนามากกว่า &amp;nbsp;10 &amp;nbsp;องค์กร&amp;rdquo; &amp;nbsp;รอง ผอ. พอช.กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;บ้านมั่นคงสหกรณ์เคหสถานแก่นนคร&amp;nbsp; จำกัด &amp;nbsp;อ.เมือง&amp;nbsp; จ.ขอนแก่น&amp;nbsp; สร้างเสร็จแล้ว 287 หลัง&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/106802</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์, กระทรวงพาณิชย์, กลุ่มเกษตรกร, การพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนที่มีรายได้น้อย, ขอนแก่น, ตั้งเป้าแก้ปัญหาที่ดินที่อยู่อาศัยคนจน, นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์, นายปฏิภาณ  จุมผา, นายสยาม ศิริมงคล, บ้านมั่นคงทรัพย์เพิ่มพูน, บ้านมั่นคงพัฒนาคุณภาพชีวิต สร้างเศรษฐกิจชุมชน, ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี, รองนายกรัฐมนตรี, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์, สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน), สหกรณ์เคหสถานทรัพย์เพิ่มพูน จำกัด, อุดรธานี, โครงการ ‘บ้านมั่นคง’, โครงการบ้านมั่นคงทรัพย์เพิ่มพูน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210618/image_big_60cc46ed2e51e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>103494</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/05/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/05/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘ฟักทอง’ราคาตก พ่อค้ากดเหลือ2บ.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; เกษตรกรชาวไร่ฟักทองเดือดร้อนถูกพ่อค้าคนกลางเอาเปรียบกดราคาเหลือกิโลกรัมละ 2 บาท ศุภชัย&amp;nbsp; โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่สอง ยื่นมือเข้าแทรกแซงรับซื้อจากกลุ่มเกษตรกรประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ จากผลผลิตทั้งหมดในราคากิโลกรัมละ 5 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ณ ห้องประชุมชั้น 2 ที่ว่าการอำเภอบ้านแพง จ.นครพนม นายชยณัฐ ประทุมมาตย์ ปลัดอำเภอหัวหน้ากลุ่มงานบริหารงานปกครอง รักษาราชการแทนนายอำเภอบ้านแพง เป็นประธานการประชุมปรึกษาหารือเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกฟักทอง กรณีราคาผลผลิตทางการเกษตรตกต่ำ มีผู้เข้าร่วมประชุมประกอบด้วย นายสุพรรณ โกศล นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลบ้านแพง, นายชิงชัย อภัยโส กำนัน ต.บ้านแพง และตัวแทนเกษตรกรผู้ปลูกฟักทอง จำนวน 14 หมู่บ้าน โดยมีนายศุภชัย โพธิ์สุ หรือครูแก้ว รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง, นางสาวกัญณฐา อภินันท์ธนา เกษตรจังหวัดนครพนม, นายวินัย คงยืน หัวหน้ากลุ่มส่งเสริมและพัฒนาการผลิต พร้อมคณะเข้าร่วมรับทราบปัญหาดังกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายชยณัฐเปิดเผยต่อที่ประชุมว่า ด้วยทางอำเภอบ้านแพงได้รับรายงานปัญหาความเดือดร้อนจากเกษตรกรในพื้นที่ ว่าในช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคมของทุกปี เป็นฤดูการเก็บเกี่ยวผลผลิตทางการเกษตรของเกษตรกรในพื้นที่ตำบลบ้านแพง โดยเฉพาะเกษตรกรที่ทำอาชีพปลูกฟักทอง ซึ่งจากสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบันประกอบกับสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (covid-19) ทำให้ราคาซื้อขายฟักทองมีอัตราค่อนข้างต่ำกว่าปีที่ผ่านมาเป็นอย่างมาก จึงได้เชิญส่วนราชการมาประชุมปรึกษาหารือเพื่อหาทางออกร่วมกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางศรีตระกูล ภูฉายยา อายุ 59 ปี ราษฎรหมู่ 6 บ้านนายาง ต.บ้านแพง กล่าวกับผู้ร่วมเข้าประชุมว่า ได้ปลูกฟักทองบนเนื้อที่ 14 ไร่ มีค่าใช้จ่ายเช่นจ้างไถ 2 ครั้ง ครั้งละ 700 บาท/ไร่ ค่าเมล็ดพันธุ์กระป๋องละ 450 บาท จำนวน 17 กระป๋อง ต้องใช้ปุ๋ยไร่ละกระสอบครึ่ง ราคากระสอบละ 1,000 บาท ยังไม่รวมค่าแรงคนงานวันละ 300 บาท เฉลี่ยตกไร่ละ 5,000-6,000 บาท แต่ได้ผลผลิตเพียง 7 ไร่ ปรากฏว่าปีนี้มีพ่อค้าคนกลางมารับในราคาเพียงกิโลกรัมละ 2 บาท ที่สำคัญถูกพ่อค้าเอาเปรียบด้วยการคัดเกรด ด้วยการคัดของดีเป็นของเสีย และขอซื้อในราคาถูก ซึ่งแตกต่างจากปีที่ผ่านมา มีราคากิโลกรัมละ 11 บาท จึงวิงวอนให้หน่วยงานภาครัฐและเอกชนยื่นมือเข้ามาช่วยพยุงราคาให้ได้ในกิโลกรัมละ 5-6 บาท ก็พอจะคืนทุนได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายสุพรรณ โกศล นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลบ้านแพง เปิดเผยว่า ตนเป็นเกษตรกรในระดับต้นๆ ที่นำร่องการปลูกฟักทองในพื้นที่อำเภอบ้านแพง ช่วงนั้นประสานกับทางตลาดไทและหอการค้าไทยในการขอทุนมาทำการเกษตร ปัญหาที่เกิดขึ้นส่วนหนึ่งมาจากการที่เกษตรกรไม่รวมกลุ่มกันต่างคนต่างทำ ถ้าราคาฟักทองมีราคาก็ไม่เป็นไร แต่ราคาตกถึงจะมารวมตัวกันเรียกร้อง ตนจึงขอแนะนำให้เกษตรกรรวมตัวกันตั้งเป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชน และศึกษาข้อดี-ข้อเสียในการตั้งกลุ่ม เพราะในพื้นที่ไม่ใช่จะมีแค่ฟักทองเท่านั้น ยังมีมะเขือเทศ ข้าวโพดหวาน พริก ฯลฯ เป็นต้น แต่ในฐานะที่ตนเป็นนายกเทศมนตรี ก็ใคร่อยากให้ภาครัฐและเอกชนช่วยเหลือ เนื่องจากมีพ่อค้าคนกลางในพื้นที่ร่วมกับต่างจังหวัด กดราคาฟักทองจนเหลือเพียงกิโลกรัมละ 2 บาท แต่นำไปขายในราคาแพง สร้างรายได้ให้เฉพาะตนเอง แต่เกษตรกรขาดทุนย่อยยับ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ฟักทองกิโลกรัมละ 2 บาท 2 ตัน 2,000 กก. กลุ่มผู้ปลูกฟักทองได้เงินแค่ 4,000 บาทเท่านั้น อีกทั้งเอาเปรียบคัดเกรดจนแทบไม่เหลือของดี ต่างจากปีที่ผ่านมาซื้อโดยคละเกรด ราคาเคยพุ่งสูงถึงกิโลกรัมละ 25 บาท และไม่เคยประสบปัญหาหนักเช่นนี้มาก่อน อีกอย่างฟักทองบ้านแพงได้รับการการันตีจากผู้มารับซื้อว่ามีรสชาติกรอบหวานและเหนียว เพราะปลูกบนหาดดอนแพงที่มีการสะสมด้วยตะกอนดินแม่น้ำโขง มีแร่ธาตุธรรมชาติที่พืชต้องการจำนวนมหาศาล&amp;rdquo; นายสุพรรณกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายศุภชัย โพธิ์สุ หรือครูแก้ว หลังรับทราบปัญหาของเกษตรกรผู้ปลูกฟักทองแล้ว เปิดเผยว่า เพิ่งไปช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกสับปะรดหวานที่อำเภอโพนสวรรค์และท่าอุเทนมา โดยที่นั่นได้ตั้งกองทุนสำหรับรับซื้อจำนวน 400,000 บาท โดยขอความร่วมมือจาก ส.อบจ.นครพนม ทั้ง 30 เขต ช่วยกันคนละตันสองตัน นำไปจำหน่ายในพื้นที่ของตน ในราคาตันละ 8,000 บาท ซึ่งเงินจำนวนดังกล่าวได้รับความร่วมมือจากนายก อบจ. 1 แสน, ตนเอง 1 แสน และภาคเอกชนสมทบอีก 2 แสน และไม่มีการสูญหาย เพราะเงินยังคงเหลือคือเก่า เพื่อเก็บไว้ใช้พยุงราคาพืชผลเกษตรชนิดอื่นต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;เมื่อผมทราบปัญหาแล้วก็จะหาทุนจำนวน 100,000 บาท เป็นกองทุนเบื้องต้นเพื่อเข้าแทรกแซงรับซื้อฟักทองจากกลุ่มเกษตรกรประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์จากผลผลิตทั้งหมดในราคากิโลกรัมละ 5 บาท และหาตลาดมารับซื้อช่วยกัน หากราคาขยับขึ้นมาในระดับเกษตรกรยอมรับราคาได้ ก็จะปล่อยให้เป็นไปตามกลไกของตลาดต่อไป จึงขอมอบภารกิจนี้ให้นายกเทศมนตรีร่วมกับกำนันผู้ใหญ่บ้านหาช่องทางช่วยเหลือในระยะยาว โดยจะมีการแปรรูปเป็นน้ำฟักทอง หรือขนมกรุบกรอบวางจำหน่ายทั่วๆ ไปด้วย&amp;rdquo; รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง กล่าว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/103494</URL_LINK>
                <HASHTAG>กดราคา, กลุ่มเกษตรกร, พ่อค้าคนกลางเอาเปรียบ, ฟักทองราคาตก, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เกษตรกรชาวไร่ฟักทอง, เอ็กซ์ไซต์, เอ็กซ์ไซต์ไทยโพสต์, แทรกแซงรับซื้อ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210519/image_big_60a52488d1c62.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>96361</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/03/2021 14:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/03/2021 06:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>มกอช. เดินหน้าติวเข้มกลุ่มเกษตรกรทำเกษตรอินทรีย์ เรียนรู้ เข้าใจใช้ระบบ PGS พร้อมพัฒนาผู้ตรวจประเมินเบื้องต้น มุ่งสร้างความเข้มแข็งเกษตรกร เพิ่มประสิทธิภาพบริหารจัดการสินค้าเกษตรตลอดห่วงโซ่อาหาร</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพิศาล พงศาพิชณ์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เปิดเผยว่า มกอช. ในฐานะที่เป็นหน่วยงานกลางด้านมาตรฐานมีหน้าที่ในการกำหนด ตรวจสอบรับรอง ควบคุม รวมถึงส่งเสริมและสนับสนุนการผลิตสินค้าเกษตรที่ปลอดภัยและมีคุณภาพ เพื่อยกระดับสินค้าเกษตรตั้งแต่ไร่นาจนถึงผู้บริโภค ด้วยนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตามยุทธศาสตร์ชาติ มีความประสงค์ที่จะทำให้จำนวนเกษตรกร/กลุ่มเกษตรกร ได้เข้าสู่ระบบการรับรองแบบมีส่วนร่วม (PGS) เพิ่มขึ้นอย่างน้อย ร้อยละ 20 ต่อปีซึ่งการดำเนินการด้านการผลิต ตรวจสอบและรับรองสินค้าในระบบการรับรองแบบมีส่วนร่วม (PGS) นั้น จำเป็นต้องสร้างกลุ่มเกษตรกรให้มีความเข้มแข็ง และมีการพัฒนา ให้มีความรู้ ความชำนาญในการตรวจสอบรับรองระบบการรับรองแบบมีส่วนร่วม (PGS) เพื่อผลักดันให้สินค้าเกษตรของชุมชนได้รับการรับรองตามระบบการรับรองแบบมีส่วนร่วม (PGS) ที่เพิ่มขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น มกอช. โดยกองรับรองมาตรฐาน ได้จัดการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ เรื่องการพัฒนาผู้ตรวจประเมินภายในของกลุ่มเกษตรกรที่ทำเกษตรอินทรีย์แบบมีส่วนร่วม ให้แก่กลุ่มเกษตรกรที่ทำเกษตรอินทรีย์แบบมีส่วนร่วมในพื้นที่จังหวัดนครนายก สระแก้ว จันทบุรี และระยอง (ตั้งเป้า 4 จังหวัด ให้ได้ 220 ราย จัดสัมมนาที่ จ. นครนายก ได้ 50 ราย สระแก้ว ได้ 90 ราย จันทบุรีและระยอง กำลังจะจัดสัมมนา ) เพื่อทบทวนความรู้ความเข้าใจของเกษตรกรเกี่ยวกับกระบวนการการรับรองแบบมีส่วนร่วม พร้อมพัฒนาผู้ตรวจประเมินของกลุ่มเกษตรกรในระบบการรับรองแบบมีส่วนร่วม และรวบรวมข้อมูลการขึ้นทะเบียนเกษตรกรที่ยื่นขอการรับรองกับมูลนิธิเกษตรอินทรีย์ โดยกองรับรองมาตรฐานจะนำข้อมูลดังกล่าวมาใช้ประโยชน์ในการพัฒนาด้านเกษตรอินทรีย์ที่เกี่ยวข้องต่อไป ที่ผ่าน มกอช. ได้ดำเนินโครงการยกระดับเกษตรอินทรีย์แบบมีส่วนร่วมเข้าสู่ระบบการรับรองมาตรฐาน (PGS) ในพื้นที่ 6 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเชียงราย ลำปาง ขอนแก่น มหาสารคาม กำแพงเพชร และนครสวรรค์ ซึ่งมีเกษตรกรที่มีความสนใจในการทำเกษตรอินทรีย์แบบ PGS มาร่วมโครงการ รวมจำนวน 393 ราย &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ทั้งนี้ มกอช. มุ่งหวังให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาจะสามารถนำความรู้ ความเข้าใจ ไปใช้ในการดำเนินการตามระบบการรับรองแบบมีส่วนร่วม (PGS) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีคนที่สามารถเป็นผู้ตรวจประเมินเบื้องต้นได้ โดยตรวจทั้งในแปลงของกลุ่มตนเอง และแปลงของกลุ่มสมาชิกภายในจังหวัด ซึ่งจะสร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกร และเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการสินค้าเกษตรตลอดห่วงโซ่อาหาร&amp;rdquo;เลขาธิการ มกอช. กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/96361</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, กลุ่มเกษตรกร, นายพิศาล พงศาพิชณ์, มกอช., สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ, เกษตรอินทรีย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210317/image_big_6051b467d96be.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>79415</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/10/2020 21:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/10/2020 21:42</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รับฟังเกษตรกร! จุรินทร์ นำทีมจิบกาแฟคุยเกษตรกร แจ้งเตรียมความพร้อมประกันรายได้ปาล์มปี2 </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายวัฒนศักดิ์ เสือเอี่ยม รองอธิบดีรักษาราชการแทนอธิบดีกรมการค้าภายใน นายวันชัย วราวิทย์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ และคณะร่วมทวง&amp;quot;จิบกาแฟและเสวนาสถานการณ์ปาล์มนำ้มัน&amp;quot; กับตัวแทนเกษตรกรต่อสถานการณ์ปาล์มน้ำมันในปัจจุบัน&amp;nbsp;
ณ Sky Hill Bar &amp;amp; Restaurant อําเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยแกนนำเกษตรกรแสดงความพอใจต่อนโยบายรัฐบาล เรื่องโครงการประกันรายได้และขอให้ยืนยันว่าจะมีต่อไป นอกจากนั้น มาตรการเสริมสำหรับการดึงปริมาณปาล์มออกไปใช้ตามมาตรการต่างๆหรือเป็นที่พอใจแต่อยากให้ส่งเสริมการใช้น้ำมัน บี 20 เป็นนโยบายคู่ขนานต่อไปด้วยนอกจากนั้นยังสะท้อนปัญหาเกี่ยวกับการจัดเก็บภาษีรายได้และอยากให้ผลักดันนโยบายพระราชบัญญัติปาล์มน้ำมันให้รวดเร็วขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นายวัฒนศักย์ &amp;nbsp;เสือเอี่ยม รองอธิบดีกรมการค้าภายใน รักษารักษาราชการแทนอธิบดีกรมการค้าภายใน ได้ชี้แจงเกษตรกรว่า นายจุรินทร์เดินหน้าโครงการประกันรายได้สำหรับปาล์มน้ำมันนั้น ผ่านที่ประชุมนโยบายปาล์มแล้วเตรียมเข้าคณะรัฐมนตรี ขณะนี้ให้เกษตรกรเตรียมตัว ขั้นตอนการลงทะเบียนตามกฎเกณฑ์โดยจะประกันรายได้ที่ราคา 4 บาท ที่เปอร์เซ็นต์น้ำมัน 18% ไม่เกิน 25 ไร่ต่อราย และมาตรการเชิงรุกทุกด้านทั้งการใช้บี 10 และให้ B20 ไบโอดีเซลเป็นทางเลือก การติดตั้งเครื่องวัดปริมาณปาล์มน้ำมัน การบริหารการนำเข้าโดยกำหนดด่านศุลกากร และการผลักดันนโยบายปาล์มยั่งยืน นอกจากนั้นยังปรับสมดุลน้ำมันปาล์มในประเทศซึ่งขณะนี้ราคาทางการอยู่ที่ 4.20-5 บาทต่อกิโลกรัมซึ่งเป็นที่พอใจของเกษตรกรและเชื่อว่าจะยืนระยะยาวต่อไปได้อีก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมันปีที่สองนี้เกษตรกรผู้มีสิทธิ์เข้าร่วมโครงการประมาณ 3.7 แสนครัวเรือน รอบนี้ใช้งบประมาณที่บอร์ดเห็นชอบ 8,807 ล้านบาทและได้มีการปรับปรุงการจ่ายเงินชดเชยส่วนต่างทุก 30 วัน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/79415</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงพาณิชย์, กลุ่มเกษตรกร, จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์, นางมัลลิกา บุญมีตระกูล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201003/image_big_5f788f0cf101a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>51137</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/11/2019 13:31</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/11/2019 13:31</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>มาไง!ม็อบหนุนสารพิษบุกทำเนียบ ขู่ฟ้องรัฐบาลทำขัดรธน. ตะเพิด&#039;มนัญญา&#039;พ้นรัฐมนตรี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 พ.ย.62- ที่หน้ากระทรวงศึกษาธิการ กลุ่มคัดค้านการแบน 3 สารเคมีอันตราย ประมาณ 2,000 คน ที่นัดหมายสวมใส่เสื้อผ้าสีดำ ประกอบด้วย กลุ่มเกษตรกรปลอดภัย นำโดย นายสุกรรณ์ สังข์วรรณะ เลขาธิการสมาพันธ์เกษตรกรปลอดภัย กลุ่มเครือข่ายคนรักแม่กลอง นำโดยน.ส.อัญชุลี ลักษณ์อำนวยพร กลุ่มเครือข่ายเกษตรกรและแนวร่วมผู้ได้รับผลกระทบจากการเเบน 3 สารเคมีเกษตร นำโดย นายชัยภัฏ จันทร์วิไล ประธานเครือข่าย และกลุ่ม 3 สมาคม นำโดย ดร.วีระวุฒิ กตัญญูกุล ประธานสมาคมไทยธุรกิจเกษตร ดร.เสาวลักษณ์ พรกุลวัฒน์ ประธานสมาคมอารักขาพืชไทย และดร.วรณิกา นาควัชระ บีดิงเฮ้าส์ ประธานสมาคมการค้าวัตกรรมเพื่อการเกษตรไทย และเกษตรกรกว่า &amp;nbsp;1,000 คน เดินเท้าไปยังบริเวณประตู 4 ทำเนียบรัฐบาล เพื่อยื่นหนังสือคัดค้านการแบน 3 สารเคมี ถึงพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพื่อให้ทบทวนมติการแบนสารเคมีดังกล่าว โดยมีนายสมพาศ นิลพันธ์ ที่ปรึกษาสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ออกมารับหนังสื่อร้องเรียนจากกลุ่มดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ กลุ่มผู้ชุมนุมดังกล่าว ได้ออกแถลงการณ์ร่วม คัดค้านการยกเลิกการใช้พาราควอต คลอร์ไพริฟอสเซต และไกลโฟเซต ในภาคการเกษตร เพื่อเป็นการป้องกันและแก้ไขผลกระทบต่อเกษตรกรและเศรษฐกิจของประเทศ และจนถึงขณะนี้คณะกรรมการวัตถุอันตรายยังมิได้มีมาตรการรองรับผลกระทบจากการยกเลิกต่อเกษตรกร อุตสาหกรรมเกษตรและอาหารและ ตลอดจนผู้บริโภคที่จะได้รับผลกระทบ นอกจากนี้การยกเลิกการใช้สารทั้ง 3 ชนิดอย่างเร่งรีบและไม่มีมาตรการรองรับ เป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญปี พ.ศ.2560 มาตรา 73 เนื่องจากการยกเลิกส่งผลกระทบทำให้เกษตรกรจำนวนมากกว่า 2 ล้านครัวเรือน ไม่สามารถแข่งขันในตลาดได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามจากการที่ผลผลิตในประเทศลดลง 20-30 เปอร์เซ็นต์ในขณะที่ต้นทุนเกษตรกรเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่า และการยกเลิกการใช้สารทั้งสองชนิดอย่างเร่งรีบและไม่มีมาตรการรองรับยังส่งผลกระทบต่อเนื่องถึงอุตสาหกรรมอาหารและอาหารสัตว์ที่นอกจากจะประสบภาวะขาดแคนวัตถุดิบจัดการที่ผลผลิตในประเทศลดลงยังไม่สามารถนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศได้เนื่องจากเงื่อนไขในการประกาศกระทรวงสาธารณสุขเลขที่ 387 พ.ศ.2560 อันจะนำไปสู่วิกฤติการขาดแคลนอาหารทั้งในประเทศและเพื่อการส่งออก สร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศคิดเป็นมูลค่า 1.7 ล้านล้านบาท และการจ้างงานในอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารจำนวนกว่า 12 ล้านคน ฉะนั้น ทางกลุ่มจึงขอให้รัฐบาลดำเนินการยุติการยกเลิกศาลทั้งสามชนิดจนกว่าจะมีผลการศึกษาทบทวนข้อมูลหลักฐานทางวิทยาศาสตร์และผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างถี่ถ้วน รอบคอบและเปิดเผยให้ประชาชนรับทราบผลการศึกษาอย่างชัดเจน และให้บังคับใช้มาตรการจำกัดการใช้ตามประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในระหว่างมีการศึกษาทบทวน เพื่อส่งเสริมการใช้สารเคมีเกษตรอย่างถูกต้อง และปลอดภัยภายใต้แนวทางของเกษตรกรปลอดภัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายชัยภัฏ กล่าวว่า ตามรัฐธรรมนูญปี 2560 มาตรา 73 ระบุว่า รัฐพึงจัดให้มีมาตรการหรือกลไกที่ช่วยให้เกษตรกรประกอบเกษตรกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ได้ผลผลิตที่มีปริมาณและคุณภาพสูง มีความปลอดภัยโดยใช้ต้นทุนต่ำ และสามารถแข่งขันในตลาดได้ ซึ่งสิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่าวันนี้ใครหรือหน่วยงานใดก็ตาม ถ้ากระทำการที่ให้เกิดกติกาทางรัฐธรรมนูญ ตนถืออาจจะมีความผิด ซึ่งเกษตรกรอาจจะไปฟ้องได้ &amp;nbsp;ทั้งนี้ที่ผ่านมาเราต่อสู้กันแบบต่างคนต่างเดินหน้า แต่วันนี้เราเราบวมปวดชัดเจนโดยมีเป้าหมายสุดท้ายคือการจำกัดการใช้ 3 สารเคมีเกษตร &amp;nbsp;ตามที่คณะกรรมการวัตถุอันตรายเพื่อพิจารณาแบน 3 สารเคมี เคยลงมติไว้ ซึ่งเราเชื่อว่าการลงมติของคณะกรรมการวัตถุอันตรายฯ เมื่อวันที่ 22 ต.ค.ที่ผ่านมา อาจจะมีแรงกดดันและข้อมูลบางอย่างที่ไม่ครบถ้วนในทุกด้าน ตนจึงอยากให้นายกรัฐมนตรีต้องทบทวนเรื่องนี้และยุติการพิจารณาแบบเร่งด่วน รวดเร็ว ซึ่งอาจจะบกพร่องได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านน.ส.อัญชุลี เรียกร้องไปยัง พล.อ.ประยุทธ์ ด้วยกัน 5 ข้อ 1. เกษตรกรขอใช้สิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญปี 2560 ในมาตรา 43 (3) ประกอบมาตรา 77 ทวงสิทธิ์ผลการรับฟังความคิดเห็นว่าเสียงส่วนใหญ่คัดค้านการแบน 3 สาร 2.ขอให้ตระหนักถึงผลกระทบของเกษตรกรที่ได้รับความเดือดร้อน โดยในมติหรือการให้ความเห็นของคณะกรรมการ &amp;nbsp;การให้ความเห็นชอบของรัฐมนตรีผู้รักษาการตามกฏหมายอื่น และการออกประกาศของรมว.อุตสาหกรรมหรือรัฐมนตรีผู้รับผิดชอบ ให้คำนึงถึงสนธิสัญญาและข้อผูกพันระหว่างประเทศอื่นประกอบด้วย3.ขอเรียกร้องให้ น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ หยุดปฎิบัติหน้าที่ เพื่อแสดงความรับผิดชอบที่สร้างความเดือดร้อนอย่างร้ายแรงให้แก่เกษตรกรทั้งประเทศตนนำมาสู่การชุมนุมคัดค้านในวัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4.ขอเรียกร้องให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.สาธารณสุข ตลอดจนข้าราชการในกระทรวงสาธารสุข และผู้อำนวยการศูนย์พัฒนานโยบายด้านสารเคมีแห่งชาติ ซึ่งเป็นกลุ่มบุคคลที่เสนอการแบนสารเคมีทางเกษตรทั้ง 3 ชนิด ให้นำข้อมูลทางวิทยาศาสตร์โดยเฉพาะใบรายงานการตรวจสอบที่ยืนยันว่า ตรวจสารตกค้างของสารทั้ง 3 ชนิด ออกมายืนยัน 5.ขอเรียกร้องให้นักวิชาการแสดงความรับผิดชอบและยืนยันว่างานวิชาการที่ตนวิจัยนั้นมีความถูกต้องตามหลักวิชาการจริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เกษตรกรใคร่ขอความเป็นธรรม และขอความเมตตาจากท่านนายกรัฐมนตรี ได้เห็นถึงความจำเป็นในการใช้สารเคมีทั้ง 3 ชนิด เพราะเป็นปัจจัยการผลิตของเกษตรกร &amp;nbsp;ขนาดนี้เกษตรกรทุกคนต้องประสบปัญหาความทุกข์ยากเดือดร้อน อีกทั้งยังมีวิกฤติที่จะเป็นห่วงโซ่อาหารทั้งระบบ&amp;quot; น.ส.อัญชุลี &amp;nbsp;กล่าว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/51137</URL_LINK>
                <HASHTAG>3สารเคมีอันตราย, กลุ่มเกษตรกร, ชุมนุม, ทำเนียบรัฐบาล, บิ๊กตู่-พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, เลิกการแบน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191126/image_big_5ddcc242a240a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>49022</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/10/2019 14:07</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/10/2019 14:07</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เกษตรกร6จว.ร้องศาลปค.เพิกถอนมติ&#039;กก.วัตถุอันตรายแบน3สารพิษ&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;28 ต.ค.62-ที่สำนักงานศาลปกครอง ถ.แจ้งวัฒนะ น.ส.อัญชุลี ลักษณ์อำนวยพร ประธานเครือข่ายอาสารักแม่กลอง เป็นตัวแทนกลุ่มเกษตรกรที่ประกอบอาชีพปลูกผลไม้ และพืชไร่ คน ใน 6 จังหวัด จากจังหวัดจันทบุรี ราชบุรี สมุทรสงคราม ระยอง สุพรรณบุรี และนครราชสีมา จำนวน 1,091คน เดินทางมายื่นฟ้องคณะกรรมการวัตถุอันตราย คณะกรรมการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่มีความเสี่ยงสูง และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ &amp;nbsp;ต่อศาลปกครองกลาง ว่าเลือกปฏิบัติไม่เป็นธรรมในการ มติยกเลิกการใช้สารเคมีเกษตร 3 ชนิด คือ พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส โดยให้มีผลวันที่ 1 ธ.ค.2562 และไม่มีแผนรองรับผลกระทบทำให้เกษตรกรได้รับผลกระทบต่อต้นทุนและประสิทธิภาพในการกำจัดวัชพืช เป็นการละเมิดสิทธิเกษตรกรทั่วประเทศ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้เพิกถอนกฎมติของคณะกรรมการวัตถุอันตราย และมติของคณะกรรมการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่มีความเสี่ยงสูง ที่ระงับการผลิต จำหน่าย นำเข้า และครอบครอง หรือสารเคมีเกษตร พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริชนิด ให้กลับไปเป็นวัตถุอันตรายประเภทที่ 3 รวมทั้งขอให้ศาลมีคำสั่งให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สั่งให้กรมวิชาการเกษตร หน่วยงานในสังกัด กำหนดแผนหรือมาตรการรองรับแก้ไขปัญหาให้เกษตรกรไม่ได้รับผลกระทบจากมติให้ยกเลิกการใช้สารเคมีดังกล่าว รวมถึงให้คณะกรรมการวัตถุอันตราย คณะกรรมการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่มีความเสี่ยงสูง และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กำหนดการบริหารจัดการสารเคมี 3 ชนิด เพื่อไม่ก่อผลกระทบต่อเกษตรกรผู้บริโภคอย่างเป็นธรรม หรือตามที่ศาลเห็นสมควร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.อัญชุลี กล่าวว่า การที่คณะกรรมการวัตถุอันตราย คณะกรรมการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่มีความเสี่ยงสูง มีมติยกเลิกการใช้สารพาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส โดยให้มีผลวันที่ 1 ธ.ค.2562 นั้นเป็นลงมติโดยไม่มีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่มีความน่าเชื่อถือเกี่ยวกับการตกค้างของสารพาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส ในสินค้าเกษตรมาแสดงชัดเจน และเป็นการใช้อำนาจโดยไม่มีมาตรการออกรองรับหรือแก้ปัญหาให้เกษตรกรไม่ให้ได้รับผลกระทบอย่างไร สะท้อนให้เห็นว่า เป็นการใช้ดุลพินิจโดยมิชอบ วันนี้ จึงต้องมาร้องขอความเป็นธรรมขอให้ศาลพิจารณาเพื่อมีคำสั่งระงับมติยกเลิกการใช้สารพาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอสของคณะกรรมการวัตถุอันตราย คณะกรรมการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่มีความเสี่ยงสูง เป็นการชั่วคราวจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษา โดยพวกตนได้นำเอกสารงานวิจัยผลกระทบการใช้สารเคมีเกษตร 3 สาร ผลการตรวจการตกค้างของสารเคมีเกษตรในผักผลไม้ ที่ประกอบการพิจารณาของคณะกรรมการชุดต่างๆ ส่งให้ศาลพิจารณาด้วย และหลังจากนี้จะทำหนังสือเพื่อขอเข้าพบนายกรัฐมนตรีที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อสะท้อนผลกระทบที่เกิดขึ้นจากมติการยกเลิกใช้สารเคมีทั้ง 3 ชนิด และขอให้มีการทบทวนมติดังกล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/49022</URL_LINK>
                <HASHTAG>กลุ่มเกษตรกร, ศาลปกครอง, เอ็นจีโอจ่อฟ้องคณะกรรมการวัตถุอันตราย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190508/image_big_5cd2aecfc1e0b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
