<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>86913</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/12/2020 12:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/12/2020 12:49</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ซีพีเอฟฟุ้งเครดิตเทอม30วันช่วยคู่ค้าSMEs ติดปีกธุรกิจ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 ธ.ค. 2563&amp;nbsp; บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ทยอยรับประโยชน์จากโครงการชำระค่าสินค้าและบริการ เครดิตเทอมภายใน 30 วัน (Faster Payment) ปรับการบริหารเงินทุนหมุนเวียนให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด มุ่งรักษาธุรกิจและการจ้างงานต่อเนื่อง ร่วมเป็นกลไลขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศไทย

คู่ค้าหลายรายของซีพีเอฟ มีความพึงพอใจจากโครงการเครดิตเทอม 30 วันอย่างเต็มที่ โดยยอมรับว่านโยบายการลดระยะการจ่ายเงินค่าสินค้าของบริษัทฯ ช่วยให้มีกระแสเงินสดมาช่วยบริหารจัดการธุรกิจไม่หยุดชะงักและช่วยต่ออายุให้การดำเนินงานมีความคล่องตัวขึ้นและสามารถเดินหน้าธุรกิจได้รต่อเนื่อง แม้สถานการณ์โควิด-19 ยังต้องจับตาเฝ้าระวัง&amp;nbsp;

นายเสกภณ บุญเตชะธนาวัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ขอบคุณ 2562&amp;nbsp; ผู้จัดจำหน่ายสินค้าสำหรับห้องปฏิบัติการ&amp;nbsp; จ.สระบุรี กล่าวว่า โครงการเครดิตเทอม 30 วันของซีพีเอฟ ช่วยสนับสนุนทางการเงินให้กับผู้ประกอบการ SMEs ขนาดเล็กอย่างบริษัทขอบคุณ ได้เป็นอย่างดี&amp;nbsp; ช่วยให้สภาพคล่องของบริษัทดีขึ้นกว่าเดิม เอื้อให้บริษัทสามารถปรับเปลี่ยน การจัดจำหน่าย และวางแผนการนำเข้าสารเคมีได้คล่องตัวขึ้น ช่วยให้ต้นทุนในการนำเข้าสินค้าต่ำลง และมีความมั่นใจที่จะขยายธุรกิจต่อไปได้

นายกฤษฎา สิงหเดชา บริษัท ไวภพ วิศวกรรม จำกัด บริษัทรับเหมาก่อสร้างเป็นคู่ค้า ซีพีเอฟ มานานหลายปี กล่าวว่า โครงการเครดิตเทอม 30 วัน ของ ซีพีเอฟ มีประโยชน์มากกับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่อยู่ระหว่างการฟื้นตัว หลังปริมาณงานและยอดสั่งซื้อลดลงมาก การได้รับเงินเร็วขึ้นช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจ มีเงินใช้จ่ายในธุรกิจและลงทุนมากขึ้นในช่วงสภาพที่เศรษฐกิจขาลง
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;
นางสาวนฤมล แสงมณี กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดีเอ็มพี ยูนิฟอร์ม จำกัด อยู่จังหวัดสระบุรี ผู้ผลิตชุดยูนิฟอร์มให้อุตสาหกรรมอาหารทั่วประเทศ กล่าวว่า ซีพีเอฟเป็นหนึ่งในลูกค้าหลักในช่วงโควิด-19 และได้รัผลกระทบยอดสั่งซื้อลดลง ไม่ต่างจากผู้ประกอบการรายอื่น ขณะนี้แม้ว่ายอดสั่งซื้อจะเริ่มกลับมาบ้างแล้ว แต่ยังไม่เท่ากับก่อนที่เกิดโควิด เพราะลูกค้าหลายรายพยายามลดต้นทุนการผลิตโดยไม่สั่งซื้อใหม่ การได้รับเครดิตเทอมที่เร็วขึ้นช่วยสร้างโอกาสในการเพิ่มยอดสั่งซื้อและลูกค้าใหม่ๆ ได้โดยไม่ต้องกู้เงิน ไม่มีภาระดอกเบี้ย

ด้านนายพิชิต กาญจนประพิณ เจ้าของกิจการ หจก.ไทยรัตน์วัสดุภัณฑ์ (1997) ผู้จัดจำหน่ายเครื่องมือและอุปกรณ์ใช้ในโรงงาน จ.นครราชสีมา กล่าวว่า ในช่วงวิกฤติโควิด-19 ยอดสั่งซื้อสินค้าของบริษัทลดลงมาก เครดิตเทอม 30 วันเป็นโครงการที่ดี ช่วยซัพพลายเออร์ เอสเอ็มอี ได้รับผลกระทบจากยอดขายลดลง การที่เอสเอ็มอีรายเล็กๆ มีเงินเข้ามาหมุนเวียนในธุรกิจเร็วขึ้น ช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินงาน และมีกำลังในการรักษาธุรกิจให้เดินหน้าต่อได้ และสามารถรักษาคนงานอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลดีต่อครอบครัวของลูกจ้างได้อีกด้วย

ผู้ประกอบการ เอสเอ็มอี เป็นหัวใจสำคัญในห่วงโซ่การผลิตและส่งมอบผลิตภัณฑ์อาหารคุณภาพ ปลอดภัย มาตรฐานสากล แก่ผู้บริโภค ของ ซีพีเอฟ นอกจากนี้ ยังมีบทบาทสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ ทั้งการผลิต การจ้างงาน การลงทุน ซึ่งช่วยกระตุ้นให้เกิดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ โครงการ Faster Payment จึงเป็นอีกหนึ่งแนวทางที่ซีพีเอฟจับมือคู่ค้าเพื่อเดินหน้าฝ่าวิกฤติครั้งนี้ไปได้อย่างมั่นคงและเติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน ที่สำคัญเป็นแนวทางช่วยหนุนให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวได้อย่างแข็งแกร่งหลังสถานการณ์โควิด-19 โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

ซีพีเอฟ ร้านค้าและแบรนด์สินค้าในกลุ่มของซีพีเอฟ ทั้ง CP, CP Freshmart, ห้าดาว เชสเตอร์ ดัค กาลบี้ CP-HiLai เป็นต้น ประกาศชำระเงินค่าสินค้าภายใน 30 วัน ตั้งแต่เดือนตุลาคม เป็นต้นมา โดยมีเป้าหมายช่วยเหลือคู่ค้า SMEs ที่มีทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5 ล้านบาท รวมทั้งคู่ค้าที่เป็นรายบุคคลกว่า 6,000 รายทั่วประเทศ เพื่อรักษาธุรกิจให้ดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง และเป็นการร่วมสนับสนุนฟื้นฟูเศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศตามนโยบายของรัฐบาล./&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/86913</URL_LINK>
                <HASHTAG>กลุ่มเอสเอ็มอี, ซีพีเอฟ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201215/image_big_5fd84e29e14e8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>84384</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/11/2020 15:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/11/2020 15:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>มาตรการรัฐกระตุ้นดัชนีเชื่อมั่นเอสเอ็มอีฟื้น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 พ.ย. 2563 นายวีระพงศ์ มาลัย ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขขนาดกลางและขนาดย่อม(สสว.) เปิดเผยรายงานดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม(เอสเอ็ทอี) ประจำเดือนก.ย. 2563 ว่าดัชนีความเชื่อมั่นฯ ปรับเพิ่มขึ้นจาก เดือนส.ค. 2563 ที่ระดับ 51.2 มาอยู่ที่ระดับ 52.9 โดยปรับตัวเพิ่มขึ้นอีกครั้งหลังจากลดลงเล็กน้อยในเดือนที่ผ่านมา เนื่องจากมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐ โดยเฉพาะกลุ่มการท่องเที่ยวและสาขาที่เกี่ยวเนื่อง ทั้งบริษัทจำหน่ายตั๋วเดินทาง โรงแรมและที่พัก ร้านอาหาร และบริการรถเพื่อท่องเที่ยว ทำให้ธุรกิจปรับตัวดีขึ้น อย่างค่อยเป็นค่อยไป


ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจในประเทศกำลังฟื้นตัว จากการขยายตัวของกำลังซื้อในทุกภูมิภาค เนื่องจากประชาชนสามารถปรับตัวและดำเนินชีวิตได้เป็นปกติมาก ขึ้น อีกทั้งการลดลงของความกังวลเกี่ยวกับรายได้ในอนาคต ส่งผลให้ความเชื่อมั่นผู้ประกอบการเอสเอ็มอีปรับตัวดีขึ้นทั้งในปัจจุบันและอนาคต โดยปัจจัยที่ส่งผลดัชนีความเชื่อมั่นฯ ปรับเพิ่มขึ้น เนื่องจากองค์ประกอบด้านคำสั่งซื้อ ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 56.8 ปริมาณการผลิต 57.9 การค้าและการบริการ กำไร 56.3 การลงทุน 52.1 และการจ้างงานปรับตัวขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 49.8 ส่วนองค์ประกอบด้านต้นทุน ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 44.4 โดยเป็นผลจากราคาวัตถุดิบและสินค้าหลายรายการเพิ่มขึ้น


สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นฯ คาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ระดับ 57.9 ปรับเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า ที่ระดับ 56.9 แนวโน้มความเชื่อมั่นฯ คาดการณ์เพิ่มขึ้น จากการขยายตัวของกำลังซื้อในปัจจุบัน และความคาดหวังในมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐเพิ่มเติม แม้จะยังมีความกังวลเกี่ยวกับรายได้ในอนาคตและผลกระทบต่อการระบาดรอบใหม่ แต่ผลกระทบคาดว่าจะอยู่ในวงจำกัดและไม่รุนแรงเท่ากับช่วงวิกฤตก่อนหน้า&amp;nbsp;ส่วนปัจจัยสำคัญที่มีผลกระทบต่อกิจการเอสเอ็มอีประเทศในเดือนนี้ 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. ภาวะเศรษฐกิจในประเทศและอำนาจซื้อของประชาชน 2. การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภค 3. มาตรการในด้านต่างๆ ของรัฐบาล 4. การแข่งขันในตลาด และ 5. ราคาต้นทุนสินค้า/ค่าแรงงาน
&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/84384</URL_LINK>
                <HASHTAG>กลุ่มเอสเอ็มอี, ดัชนีเชื่อมั่น, สสว.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200915/image_big_5f603434aec3e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>82339</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/10/2020 07:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/10/2020 07:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ออมสิน&#039;ทุ่ม3พันล้านปล่อยกู้ช่วยธุรกิจท่องเที่ยว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;31 ต.ค. 2563 นายวิทัย รัตนากร ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ธนาคารออมสินได้ร่วมกับสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย&amp;nbsp;(สทท.)&amp;nbsp;จัดสรรวงเงิน&amp;nbsp;3,000&amp;nbsp;ล้านบาท ตามโครงการสินเชื่อเอสเอ็มอี มีที่ มีเงิน สำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในธุรกิจท่องเที่ยวที่ประสบปัญหาสภาพคล่องเนื่องจากขาดรายได้&amp;nbsp;และยังไม่สามารถเข้าถึงแหล่งทุนที่จะใช้ประคับประคองกิจการให้ดำเนินต่อได้ เนื่องจากข้อจำกัดของเงื่อนไขกระบวนการปล่อยสินเชื่อที่ต้องมีการวิเคราะห์รายได้และพิจารณาภาระของผู้กู้

โดยผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในธุรกิจท่องเที่ยว&amp;nbsp;สามารถนำที่ดินมาเป็นหลักประกันการกู้ ด้วยเงื่อนไขผ่อนปรน&amp;nbsp;โดยธนาคารจะไม่พิจารณาภาระผู้กู้และไม่วิเคราะห์รายได้ พร้อมให้กู้สูงถึง&amp;nbsp;70%&amp;nbsp;ของราคาประเมินที่ดินของทางราชการ ให้วงเงินกู้สูงสุด&amp;nbsp;10&amp;nbsp;ล้านบาท สำหรับบุคคลธรรมดา และ&amp;nbsp;50&amp;nbsp;ล้านบาท สำหรับนิติบุคคล ในอัตราดอกเบี้ยเงินกู้&amp;nbsp;5.99%&amp;nbsp;ต่อปี ให้ผู้กู้มาไถ่ถอนที่ดินคืนเมื่อไหร่ก็ได้ที่พร้อม ภายในเวลา&amp;nbsp;3&amp;nbsp;ปี ซึ่งการที่ธนาคารออมสินได้รับการสนับสนุนให้สามารถปล่อยกู้ด้วยเงื่อนไขผ่อนปรน เชื่อว่าจะช่วยผู้ประกอบการท่องเที่ยวที่เดือดร้อนจากผลกระทบการระบาดโควิด-19&amp;nbsp;ให้ได้รับวงเงินกู้ไปหมุนเวียนประคับประคองกิจการต่อไป

นายชัยรัตน์ ไตรรัตนจรัสพร ประธาน สทท.&amp;nbsp;กล่าวว่า จากวิกฤตการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19&amp;nbsp;ที่ส่งผลกระทบทำให้ภาคการท่องเที่ยวชะงักงัน ประเมินว่าธุรกิจท่องเที่ยวมีแนวโน้มปิดกิจการถาวรเป็นสัดส่วนกว่า&amp;nbsp;30%&amp;nbsp;ของธุรกิจท่องเที่ยวทั้งหมดในไทย ซึ่งถือเป็นสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วง โดยเริ่มเห็นผู้ประกอบการท่องเที่ยวบางรายประกาศขายกิจการแล้ว&amp;nbsp;โดยผู้ประกอบการคาดหวังว่าสถานการณ์ท่องเที่ยวในไตรมาสที่&amp;nbsp;4/2563จะดีขึ้นได้บ้าง เนื่องจากเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยว&amp;nbsp;แม้ว่าที่ผ่านมามีหลายหน่วยงานเร่งหามาตรการให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการ&amp;nbsp;แม้จะยังไม่สามารถชดเชยรายได้ที่ขาดหายไป&amp;nbsp;แต่ก็คาดหวังว่าจะสามารถช่วยให้ธุรกิจอยู่รอดจนกว่าสถานการณ์จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ

สำหรับความร่วมมือกับธนาคารออมสินในครั้งนี้ เป็นความพยายามช่วยเหลือผู้ประกอบการให้ได้มีทุนเสริมสภาพคล่องในการทำธุรกิจให้เดินหน้าต่อได้โดยไม่ต้องปิดกิจการ โดยสามารถใช้ที่ดินเป็นหลักประกันขอกู้เงื่อนไขผ่อนปรน&amp;nbsp;โดยสมาชิกของ สทท.&amp;nbsp;ที่ประสงค์ขอสินเชื่อโครงการสินเชื่อเอสเอ็มอีมีที่ มีเงิน สามารถติดต่อได้ที่&amp;nbsp;สทท.&amp;nbsp;และธนาคารออมสินทุกสาขาทั่วประเทศ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/82339</URL_LINK>
                <HASHTAG>กลุ่มเอสเอ็มอี, ธ.ออมสิน, ธุรกิจท่องเที่ยว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201028/image_big_5f9950c11c01f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>71295</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/07/2020 13:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/07/2020 13:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ธพว.อัดสินเชื่อพิเศษดอกเบี้ย 3% อุ้มเอสเอ็มอีหนุนจ้างงาน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 ก.ค. 2563 นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยในการเป็นประธานเปิดโครงการ &amp;ldquo;เติมพลัง SMEsไทย ก้าวไปด้วยกัน&amp;rdquo;&amp;nbsp; ณ เทศบาลตำบลแพรกษา จังหวัดสมุทรปราการ ว่า รัฐบาล&amp;nbsp; โดยการนำของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี&amp;nbsp; ห่วงใยและเล็งเห็นถึงปัญหาของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19&amp;nbsp; เนื่องจากเอสเอ็มอีเปรียบเสมือนฟันเฟืองที่สำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศไทย&amp;nbsp; จึงมอบหมายนโยบายให้ช่วยเหลือเอสเอ็มอีเร่งด่วน ด้วยการจัดสรรเงินทุนให้กระทรวงอุตสาหกรรมเป็นผู้ดำเนินการ&amp;nbsp; ดังนั้น กระทรวงอุตสาหกรรม จึงสั่งการให้ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank ดำเนินโครงการ &amp;ldquo;เติมพลัง SMEsไทย ก้าวไปด้วยกัน&amp;rdquo; ในพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการ เพื่อสนับสนุนให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีจังหวัดสมุทรปราการและใกล้เคียงที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 เข้าถึงสินเชื่อดอกเบี้ยพิเศษจาก ธพว. ได้สะดวกครบถ้วนในจุดเดียว&amp;nbsp; เพื่อให้มีเงินทุนไปใช้หมุนเวียน เสริมสภาพคล่อง ฟื้นฟูธุรกิจ&amp;nbsp; และส่งเสริมการจ้างงานในพื้นที่&amp;nbsp; นอกจากนั้น ยังเป็นการประชาสัมพันธ์ให้เอสเอ็มอีทั่วประเทศรับรู้ถึงบริการสินเชื่อดอกเบี้ยพิเศษจาก ธพว. เพื่อเข้ามาใช้บริการอย่างกว้างขวาง


ทั้งนี้ จังหวัดสมุทรปราการ&amp;nbsp; เป็นจังหวัดที่มีศักยภาพและมีความสำคัญทางเศรษฐกิจสูง เพราะมีโรงงานอุตสาหกรรมระดับเอสเอ็มอีตั้งอยู่เป็นจำนวนมาก&amp;nbsp; การลงพื้นที่จัดโครงการในครั้งนี้ ธพว.ได้จัดเตรียมทีมงานให้คำแนะนำและช่วยบริการพาเข้าถึงสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยพิเศษต่างๆ ได้ทันที&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; สินเชื่อรายเล็ก Extra Cash เพื่อกลุ่มนิติบุคคลธุรกิจท่องเที่ยว วงเงินกู้สูงสุด 3 ล้านบาทต่อราย อัตราดอกเบี้ยเพียง 3% ต่อปี&amp;nbsp; ไม่ต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน และ สินเชื่อเพื่อยกระดับเศรษฐกิจชุมชน อัตราดอกเบี้ยเริ่มต้น 2.875% ต่อปี ใน 3 ปีแรก เป็นต้น


ภายในงาน ยังมีพิธีมอบป้ายสินเชื่อให้แก่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี จ.สมุทรปราการ ที่ได้รับอนุมัติสินเชื่อจาก ธพว. ในโครงการ &amp;ldquo;เติมพลัง SMEsไทย ก้าวไปด้วยกัน&amp;rdquo;&amp;nbsp; รวม 41 ราย วงเงิน 62,319,000 บาท&amp;nbsp; โดยนับแต่ต้นปีที่ผ่านมา ธพว.&amp;nbsp; สนับสนุนสินเชื่อให้แก่เอสเอ็มอีในพื้นที่ จ.สมุทรปราการ จำนวน 431 ราย วงเงิน 565&amp;nbsp; ล้านบาท&amp;nbsp; &amp;nbsp; โดยเป็นการอนุมัติเพื่อช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19&amp;nbsp; จำนวน 250 ราย&amp;nbsp; วงเงิน 285 ล้านบาท


นายสุริยะ เผยด้วยว่า ก่อนหน้านี้ กระทรวงอุตสาหกรรม มอบหมายให้ ธพว.&amp;nbsp; ช่วยเหลือเอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19&amp;nbsp; โดยดำเนินมาตรการพักชำระหนี้เงินต้น สูงสุด 12 เดือน ควบคู่กับเติมทุนใหม่เสริมสภาพคล่อง วงเงิน 1,700 ล้านบาท คิดอัตราดอกเบี้ยเพียง 1% ต่อปี อายุสัญญา 5 ปี ให้แก่เอสเอ็มอีในโครงการสินเชื่อประชารัฐต่างๆ&amp;nbsp; เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย และเป็นทุนหมุนเวียน&amp;nbsp; โดย ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2563 มีเอสเอ็มอีเข้าร่วมมาตรการพักชำระหนี้เงินต้น รวม 3,123 ราย วงเงิน 6,230.27 ล้านบาท&amp;nbsp; และได้รับอนุมัติสินเชื่อใหม่ 2,364 ราย วงเงิน 534.62 ล้านบาท


นางสาวนารถนารี รัฐปัตย์ กรรมการผู้จัดการ ธพว. กล่าวว่า จากที่นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม&amp;nbsp; มอบนโยบายให้ ธพว. ดำเนินโครงการ &amp;ldquo;เติมพลัง SMEsไทย ก้าวไปด้วยกัน&amp;rdquo;&amp;nbsp; เพื่อผลักดันสินเชื่อเงื่อนไขพิเศษของ ธพว. ไปสู่เอสเอ็มอี&amp;nbsp; โดยเฉพาะรายย่อยทั่วประเทศ ดังนั้น&amp;nbsp; ตั้งแต่ต้นเดือนมิถุนายน 2563 เป็นต้นมา&amp;nbsp; ธพว. ได้จัดกิจกรรม &amp;ldquo;SME D Services Extra Cash&amp;rdquo; ในหลายพื้นที่&amp;nbsp; เช่น กรุงเทพฯ&amp;nbsp; เชียงใหม่ ระยอง น่าน และนครราชสีมา เป็นต้น สามารถสร้างประโยชน์ให้เอสเอ็มอี&amp;nbsp; 276 ราย พาเข้าถึงแหล่งทุนแล้ววงเงินกว่า 326 ล้านบาท และจะดำเนินการจัดอย่างต่อเนื่องทั่วประเทศต่อไป


สำหรับการลงพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการครั้งนี้ เป็นความร่วมมือระหว่างกระทรวงอุตสาหกรรม ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร ภาครัฐและเอกชน ประกอบด้วย หอการค้าจังหวัดสมุทรปราการ สภาอุตสาหกรรมจังหวัดสมุทรปราการ&amp;nbsp; เทศบาลตำบลแพรกษา จังหวัดสมุทรปราการ และ ธพว. ภายในงานมีกิจกรรม &amp;ldquo;SME D Services Extra Cash&amp;rdquo; ซึ่งเป็นบริการ ONE Stop Services สนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเข้าถึงแหล่งเงินทุนอัตราดอกเบี้ยพิเศษของ ธพว.ได้ครบถ้วนในจุดเดียว


&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/71295</URL_LINK>
                <HASHTAG>กลุ่มเอสเอ็มอี, ธพว., นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ, สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200713/image_big_5f0bfa3eda5e1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>71267</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/07/2020 09:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/07/2020 09:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;สุริยะ&#039;ลุยฟื้นฟูผู้ประกอบการเอสเอ็มอี เน้นสร้างงานในพื้นที่  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 ก.ค.2563 นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่าเมื่อวันที่ 12 ก.ค. 2563 นี้ ได้สั่งการให้อุตสาหกรรมจังหวัดทั่วประเทศ เร่งขับเคลื่อนการส่งเสริมและสนับสนุนอุตสาหกรรมในภูมิภาค เพื่อรองรับการทำงานวิถีใหม่(นิว นอร์มอล) โดยจะเน้นการเร่งฟื้นฟูผู้ประกอบการ โดยเฉพาะกลุ่มเอสเอ็มอี และรายย่อย ให้กลับมาพลิกฟื้นดำเนินธุรกิจโดยเร็ว ให้เจาะลึกถึงปัญหาในการดำเนิน เพื่อให้แก้ปัญหาได้ตรงจุด เช่น การแก้ไขสภาพคล่อง การหาสินเชื่อให้คลอบคลุมทุกกลุ่ม การให้ความรู้ในการปรับธุรกิจให้อยู่รอด ปรับการตลาดรูปแบบใหม่ การใช้นวัตกรรมเข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ให้ส่งเสริมกลุ่มคนว่างงาน และนักศึกษาจบใหม่ ให้สามารถสร้างธุรกิจของตัวเองให้ได้ รวมทั้งส่งเสริมการจ้างงานคนในพื้นที่ เนื่องจากผลกระทบจากโควิด &amp;ndash; 19 ครั้งนี้ ทำให้พนักงานบางส่วน ต้องว่างงาน จากการที่ผู้ประกอบการธุรกิจหยุดชะงัก รวมทั้งให้ยกระดับการทำเกษตร แบบดั้งเดิมให้เป็นเกษตรอุตสาหกรรม ส่งเสริมการใช้เครื่องจักรกล หรือเทคโนโลยีการผลิตสมัยใหม่ ให้เป็นนักธุรกิจเกษตร เพื่อทำให้เศรษฐกิจฐานรากแข็งแรงอย่างยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกันให้เน้นการดูแลสิ่งแวดล้อม ในการประกอบการของผู้ประกอบการอุตสาหกรรมต่างๆ อย่างเคร่งครัด เนื่องจากที่ผ่านมาภาคอุตสาหกรรมมักตกเป็นจำเลยในเรื่องการก่อให้มลภาวะต่าง ๆ แม้ความเป็นจริงจะไม่ได้เกิดจากภาคอุตสาหกรรมทั้งหมดก็ตาม ให้ใช้เทคโนโลยีตรวจติดตาม และรายงานผล นำหลักเศรษฐกิจหมุนเวียนมาบริหารทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการยกระดับกระบวนการผลิต การบริโภคสมัยใหม่ การจัดการของเสียและการนำกลับมาใช้ใหม่โดยปล่อยของเสียสู่สภาพแวดล้อมน้อยที่สุด &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามการให้บริการประชาชนนั้น ต้องปรับตัวสู่ความเป็นดิจิทัล ซึ่งสถานการณ์โควิด -19 ทำให้เห็นว่า งานประเภทใดที่ไม่ต้องเข้าออฟฟิศก็สามารถทำงานได้ ช่วยให้องค์กรเกิดการจัดสรรทรัพยากรในรูปแบบใหม่ ช่วยอำนวยความสะดวกให้กับผู้ประกอบการในการเข้ามาใช้บริการมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การให้นโยบายครั้งนี้ จะทำให้ผมให้พบกับอุตสาหกรรมทั่วประเทศ ซึ่งหากใครมีปัญหาติดขัดในการทำงานในเรื่องอะไร ก็สามารถมาแจ้งปัญหาได้โดยตรง เพื่อได้ร่วมกันแก้ไขปัญหาได้ เพราะบางครั้งปัญหาแต่ละพื้นที่ ก็ไม่เหมือนกัน แตกต่างกันไป ก็เหมือนกับปัญหาผู้ประกอบการ แต่ละรายก็ไม่เหมือนกัน จึงอยากให้ผู้บริหารกระทรวงอุตสาหกรรม เข้าไปดูเข้าแก้ปัญหาให้ยาถูกกับโรค ไม่ใช่เป็นการหว่านๆ ไม่เช่นนั้นก็รักษาไม่หายเสียที โดยเรามีหน่วยงานในสังกัดที่สามารถเข้าไปช่วยแก้ได้ตรงจุดอยู่แล้ว เช่น ถ้ามีปัญหาเรื่องการปล่อยสินเชื่อ ก็มีธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขยาดย่อมแห่งประเทศไทย(ธพว.)ในการเข้าไปช่วยเหลือได้อยู่แล้ว เรื่องการพัฒนาประสิทธิภาพการผลิต ก็มีศูนย์ไอทีซี ทุกภูมิภาค ที่ไปใช้บริการได้&amp;rdquo;นายสุริยะ กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/71267</URL_LINK>
                <HASHTAG>กลุ่มเอสเอ็มอี, นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ, ฟื้นฟูเอสเอ็มอี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200205/image_big_5e3a659b4c32f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>70211</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/07/2020 10:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/07/2020 10:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ขวากหนามของ SME ในยุคโควิด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พรก. เงินกู้ช่วย SME 500,000 ล้านบาท: ลูกค้าเดิมไม่มีทางเลือก ลูกค้าใหม่ไม่มีที่ไป ธุรกิจที่เดือดร้อนเข้าไม่ถึง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ Covid-19 ได้ก่อให้เกิดผลกระทบอย่างกว้างขวางทั้งทางด้านสุขอนามัยและทางด้านสังคมและเศรษฐกิจอันเนื่องมาจากการหยุดชะงักของกิจกรรมการผลิตการบริโภคในหลายสาขา ความอ่อนแอและความเสี่ยงในระบบเศรษฐกิจที่ทวีความรุนแรงขึ้นเป็นลำดับ ทำให้รัฐบาลออกมาตรการเพื่อช่วยเหลือ ฟื้นฟู และเยียวยา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หนึ่งในมาตรการที่รัฐบาลได้กำหนดขึ้นเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจที่มีจำนวนมากที่สุดในประเทศไทย คือความช่วยเหลือภายใต้ &amp;ldquo;พระราชกำหนดการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ประกอบวิสาหกิจที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พ.ศ. 2563&amp;rdquo; หรือ พรก. SME โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท. หรือ แบงค์ชาติ) เป็นผู้กำกับดูแล สรุปสาระสั้นๆ คือ ธปท. ให้สถาบันการเงินกู้ในอัตราดอกเบี้ย 0.01% ต่อปี ให้สถาบันการเงินปล่อยกู้ต่อในอัตราดอกเบี้ยไม่เกิน 2 % ต่อปี มีระยะปลอดดอกเบี้ย 6 เดือน คือไม่เรียกเก็บดอกเบี้ยจากผู้กู้เป็นระยะเวลา 6 เดือนแรก ระยะเวลาให้กู้ตามเงื่อนไขนี้ 2 ปี &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การที่ ธปท. เป็นผู้กำกับดูแลการดำเนินการภายใต้ พรก. นี้ สร้างความมั่นใจให้สังคมในระดับหนึ่งเนื่องจากวางใจในความสามารถและธรรมาภิบาลขององค์กร ธปท. เป็นหน่วยงานที่น่าเชื่อถือมีธรรมาภิบาลและความเชี่ยวชาญชำนาญ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี เมื่อพิจารณารายละเอียดของระเบียบและการดำเนินการ โดยเปรียบเทียบกับวัตถุประสงค์ของ พรก. ฉบับนี้แล้ว ทำให้มีข้อกังวลหลายประการดังนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. ลูกค้าเดิมไม่มีทางเลือก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เหตุที่ลูกค้าไม่มีทางเลือก เพราะระเบียบระบุว่าวงเงินที่ให้กู้ต้องเป็นการให้สินเชื่อเพิ่มเติมจากยอดหนี้เดิมไม่เกิน 20% ของยอดหนี้คงค้าง ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2562&amp;nbsp;และวิสาหกิจที่จะขอกู้จะต้องมีวงเงินสินเชื่อกับสถาบันการเงินแต่ละแห่งไม่เกิน 500 ล้านบาท นั่นหมายความว่าผู้กู้จำเป็นจะต้องเป็นลูกค้าเดิม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น หากเจ้าหนี้สร้างเงื่อนไขเพิ่มเติม หรือคิดค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม &amp;nbsp;ผู้กู้จะไม่มีอำนาจต่อรองใดๆ ทางเลือกที่จะเปลี่ยนไปขอกู้จากสถาบันการเงินอื่นไม่มี นอกจากจะมีประวัติที่สถาบันการเงินอื่นอยู่แล้วเท่านั้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เรื่องนี้อาจมีข้อถกเถียงว่า SME ประมาณ 90% เป็นลูกค้าของธนาคารอยู่แล้ว จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะให้ธนาคารเดิมเป็นผู้ดูแล แต่เงื่อนไขของการอนุมัติเงินกู้และการให้สินเชื่อเพิ่มเติมจากยอดหนี้เดิมนั้น &amp;nbsp;เป็นการเพิ่มอำนาจผูกขาดให้แก่เจ้าหนี้หรือธนาคารพาณิชย์ &amp;nbsp;
จริงอยู่ การกู้จากธนาคารเดิมมีความสะดวก ความสัมพันธ์ที่ดีอาจมีอยู่แล้วและการรู้จักลูกค้า (know your customer) ทำให้ลดต้นทุนในการติดต่อ (transactions cost) แก่ทั้งสองฝ่าย แต่เงื่อนไขดังกล่าวทำให้ลูกค้าหมดหนทาง &amp;nbsp;ขาดทางเลือกนอกจากจะต้องกู้จากธนาคารเดิม ขาดอิสระที่จะหาแหล่งกู้อื่นและไม่มีอำนาจต่อรองใดๆ &amp;nbsp;การดำเนินการลักษณะนี้ไม่น่าจะส่งเสริมให้เกิดประสิทธิภาพและความเป็นธรรมในการช่วยเหลือ หรือส่งเสริมให้สถาบันการเงินสร้างความแข่งแกร่งให้ตนเองโดยแข่งขันกันในการให้บริการ เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ของ พรก.&amp;nbsp;
&amp;nbsp;
2. กู้ได้ในอัตราดอกเบี้ยไม่เกิน 2 % จริงหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เนื่องจากลูกค้าที่ต้องการกู้ไม่มีอำนาจต่อรอง ปัญหาจึงเกิดได้ง่าย &amp;nbsp;จากการสำรวจอย่างไม่เป็นทางการ พบว่ามีผู้ประกอบการจำนวนมากระบุว่าต้องเสียอัตราดอกเบี้ยสูงถึง 3-4% เมื่อ ธปท. กวดขันเรื่องดอกเบี้ย ลูกหนี้จำนวนหนึ่งก็ระบุว่า จำเป็นจำยอมต้องทำสัญญาเงินกู้โดยเสียค่าธรรมเนียมต่างๆ ทั้งๆที่ ธปท. ระบุชัดว่าสถาบันการเงินจะคิดค่าธรรมเนียมไม่ได้ &amp;nbsp;สถาบันการเงินเองก็ได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมการจดทะเบียน การจำนองอสังหาริมทรัพย์และอาคารชุด และการจดทะเบียนหลักประกันทางธุรกิจ อันเนื่องมาจากการให้กู้ยืมเงินตามมาตรการใน พรก. นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้ประกอบการหลายรายตอบแบบสำรวจว่าไม่สามารถกู้ในอัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารแห่งประเทศไทยตั้งไว้คือ 2% ต่อปี เพราะสิ่งที่ผู้กู้จะต้องเสีย นอกเหนือจากดอกเบี้ยเงินกู้ 2% แล้ว ยังมีค่าธรรมเนียมการจัดการให้กู้ &amp;nbsp;เบี้ยประกันชีวิต ค่าธรรมเนียมค้ำประกัน และ ค่าจัดการการค้ำประกันอีกด้วย ซึ่งไม่อยู่ภายใต้การควบคุมของ ธปท. รวมแล้วอาจกลายเป็นดอกเบี้ยสูงถึง 20% ต่อปี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แม้ว่า ธปท. จะกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์รายงานต่อธนาคารแห่งประเทศไทยทุกสัปดาห์ ว่าได้มีการปล่อยกู้ให้ผู้ประกอบการใด เป็นจำนวนเงินเท่าไร อัตราดอกเบี้ยเท่าใด เป็นระยะเวลาเท่าใด &amp;nbsp;แต่การรายงานนั้นไม่ครอบคลุมถึงรายละเอียดที่มิได้อยู่ในการดูแลของ ธปท. เมื่อมีผู้ท้วงติงก็จะได้รับคำตอบจากธนาคารพาณิชย์ว่าเป็นไปตามสัญญาที่ต่างฝ่ายต่างยินยอม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อนึ่ง หากการปล่อยกู้ไม่เป็นไปตามเงื่อนไขหรือเจตนารมณ์ของ พรก. ผู้กู้จะต้องเป็นผู้ร้องเรียนเอง ซึ่งน่าจะมีผลเสียต่อการขอกู้จากธนาคารในวาระต่อไป หลายรายจึงตัดปัญหาโดยไม่ร้องเรียน ยอมจ่าย หรือว่ายอมไม่ยื่นขอกู้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. ธุรกิจที่เดือดร้อนเข้าไม่ถึง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วิกฤติคราวนี้กำลังส่งผลกระทบต่อธุรกิจโดยเฉพาะภาคบริการอย่างรุนแรง&amp;nbsp;ซึ่งผู้ประกอบการส่วนใหญ่เป็นธุรกิจขนาดกลางและเล็ก มีการจ้างแรงงานมากโดยรวม ธุรกิจเหล่านี้บางส่วนต้องปิดกิจการ เลิกจ้างงาน ทำให้มีคนตกงานจำนวนมาก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พรก. SME ระบุชัดเจนว่า มีวัตถุประสงค์ที่จะให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ประกอบวิสาหกิจที่ได้รับผลกระทบจากโรคระบาด Covid-19 โดยให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ประกอบวิสาหกิจในลักษณะของการให้สินเชื่อเพิ่มเติมเพื่อเสริมสภาพคล่อง รวมถึงชะลอการชำระหนี้เพื่อให้สอดคล้องกับความสามารถในการชำระหนี้ของผู้ประกอบวิสาหกิจที่คาดว่าจะลดลงเนื่องจากสถานการณ์ดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี การกำหนดคุณสมบัติของผู้ประกอบวิสาหกิจที่จะได้รับความช่วยเหลือต้องเป็นลูกค้าเดิมของสถาบันการเงินและไม่มีหนี้เสีย (NPL) &amp;nbsp;ทำให้ผู้ประกอบวิสาหกิจหลายรายที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์นี้ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำได้ แม้ว่าจะเป็นลูกค้าเดิมก็ตาม สถาบันการเงินอาจใช้ดุลพินิจในการพิจารณาให้ความช่วยเหลือวิสาหกิจซึ่งอาจไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของ พรก.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จริงอยู่ การปล่อยกู้ให้เฉพาะลูกค้าชั้นดี เป็นสิ่งที่มีเหตุผล เพื่อลดความเสี่ยงของเจ้าหนี้และรักษาเสถียรภาพของระบบการเงิน แต่วัตถุประสงค์ของ พรก. นี้ก็คือการให้ความช่วยเหลือ จำเป็นต้องพิจารณาชั่งน้ำหนักระหว่างการให้ความช่วยเหลือและการรักษาเสถียรภาพ เพราะหากเศรษฐกิจไม่ฟื้น เสถียรภาพก็ไร้ความหมาย คาดว่าปัจจุบันหนี้ของ SME กว่า 1 ล้านราย มีมูลค่าหนี้กว่า 2.2 ล้านล้านบาท แม้ว่าจะปล่อยกู้ได้ครบ 5 แสนล้านบาท ก็เป็นจำนวนที่ไม่เพียงพออยู่ดี &amp;nbsp;และตัวเลขสินเชื่อที่ปล่อยได้จริงขณะนี้ยังไม่ถึง 1 แสนล้านบาท หรือ 20% ของงบประมาณที่ตั้งไว้ด้วยซ้ำ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
4. ลูกค้าใหม่ไม่มีที่ไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ธุรกิจสองกลุ่มไม่มีที่ไป คือ SME ที่ไม่เคยกู้ ซึ่งมีอยู่ 10% และธุรกิจรายใหม่ที่ต้องการทุน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การกำหนดระเบียบและเงื่อนไขให้ผู้กู้ต้องเป็นลูกค้าเดิม ทำให้ง่ายต่อการบริหารจัดการเพราะประเมินลูกหนี้ได้จากประวัติเดิม แต่ในการลงทุนใดๆ ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนให้กู้ หรือลงทุนประกอบกิจการ ประวัติเดิมเป็นเพียงองค์ประกอบเดียว เป็นเพียงแนวทางที่ช่วยในการพิจารณาความคุ้มทุน &amp;nbsp;สิ่งที่สำคัญกว่าคือศักยภาพและความสามารถในการสร้างมูลค่าและประสบความสำเร็จในอนาคต&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ระเบียบที่กำหนดให้ผู้กู้นั้นเป็นลูกค้าเดิม (ชั้นดี) เป็นการตัดโอกาสของ &amp;nbsp;SME ที่ไม่เคยกู้มาก่อนแต่โดนผลกระทบจากการระบาดของโควิดอย่างเฉียบพลันจนขาดสภาพคล่อง และ SME ใหม่ซึ่งมีความคิดสร้างสรรค์แต่ขาดแคลนทุนทรัพย์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภาวะสังคมเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน มีการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ &amp;nbsp;โรคระบาด &amp;nbsp;วิกฤตเศรษฐกิจ ความเสี่ยงรูปแบบใหม่ เช่น การโจมตีทางไซเบอร์ ตลอดจนภัยคุกคามจากการเผชิญหน้ากันของมหาอำนาจ ล้วนต้องการนวัตกรรมจากนักคิดที่สร้างสรรค์สามารถคิดนอกกรอบ แหวกแนวไปจากแนวปฏิบัติเดิมๆ ซึ่งอาจจะเป็นกลุ่มนักประดิษฐ์เล็กๆ ลักษณะ startup &amp;nbsp;ที่ยังไม่มีทุนทรัพย์ &amp;nbsp;วิกฤติที่เกิดขึ้น ทำให้โลกเรียกหากระบวนทัศน์การพัฒนาชุดใหม่ ที่เน้นความยั่งยืนของธรรมชาติ อนุรักษ์ป่าฝน ไลฟ์สไตล์รักษ์โลก สร้างความคุ้มกันจากโรค แก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำของรายได้ สินทรัพย์และโอกาส &amp;nbsp;ให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการผลิตและรังสรรค์นวัตกรรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เข้าใจได้ ว่ามาตรการช่วยเหลือธุรกิจรายย่อยนั้น ต้องคำนึงถึงความมั่นคงและเสถียรภาพของระบบการเงินด้วย มิให้มีหนี้เสียมากจนเกินไป &amp;nbsp; &amp;nbsp;การประเมินโครงการ การตรวจสอบโครงการ การประเมินความเสี่ยงก็ย่อมต้องกระทำอยู่แล้ว จำเป็นหรือไม่ที่จะต้องกำหนดเงื่อนไขว่าจะต้องเป็นลูกค้าเดิม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มีข้อถกเถียงว่า หากไม่จำกัดการปล่อยกู้ให้เฉพาะ SME ที่เป็นลูกค้าเก่า จะทำให้มี &amp;ldquo;SME จัดตั้ง&amp;rdquo; ที่มาหลอกรับเงิน แต่การตรวจเรื่องนี้ไม่น่าที่จะเกินความสามารถของธนาคารพาณิชย์ที่จะประเมินและป้องกันได้ &amp;nbsp;โดยใช้ความเชี่ยวชาญที่มีอยู่ในการประเมินโครงการประเมินแผนงาน เช่น จากประวัติผู้จดทะเบียน SME ความเป็นไปได้ทางเทคนิคและทางด้านการเงิน และในภาวะปัจจุบัน อาจผนวกเรื่อง intangibles ต่างๆ เช่น นอกจากลงทุนไปแล้วสร้างรายได้คุ้มหรือไม่ ถ้าไม่คุ้มแต่เป็นไปตามหลักการที่ว่า &amp;lsquo;ขาดทุนคือกำไร&amp;rsquo; คือต้องยอมก่อนเพื่อสร้างคน พัฒนาคน ได้หรือไม่ &amp;nbsp;เป็นครั้งแรก ที่โลกการเงินให้ความสำคัญอย่างจริงจัง กับเรื่อง สิ่งแวดล้อม ความรับผิดชอบต่อสังคม และธรรมาภิบาล ในการประกอบธุรกิจ (environmental, social and governance: ESG) &amp;nbsp;ปัจจัยเหล่านี้ ควรเป็นองค์ประกอบในการประเมินโครงการหรือไม่ และตีมูลค่าประโยชน์และต้นทุนความเสียหายจากโครงการออกมาชัดๆ เหมือนที่อุตส่าห์เรียนกันในห้องเรียน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จริงหรือไม่ ว่าลูกค้าเก่าก็ต้องเคยเป็นลูกค้าใหม่ในอดีต ซึ่งก็ต้องผ่านการประเมินศักยภาพจากข้อมูลที่มีและการคาดการณ์ในอนาคต งบประมาณ &amp;nbsp;500,000 ล้านบาท ธปท. คิดดอกเบี้ย 0.01% ให้ปล่อยกู้ 2% มีส่วนต่างเป็นค่าบริหารจัดการเกือบ &amp;nbsp;10,000 ล้านบาท น่าจะเพียงพอสำหรับประเมินโครงการของผู้ประกอบการรายใหม่ที่ไม่เคยกู้มาก่อน และหากเกิดความเสียหาย รัฐก็ยังชดเชยให้ตามที่กล่าวมาแล้ว และหลังจาก 2 ปี ก็ยังสามารถปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ระเบียบยังกำหนดให้สถาบันการเงินได้รับเงินชดเชยจากรัฐในส่วนที่สถาบันการเงินไม่ได้เรียกเก็บดอกเบี้ยจากวิสาหกิจในช่วง 6 เดือนแรก และได้รับเงินชดเชยหากสถาบันการเงินได้รับความเสียหายจากการให้ผู้ประกอบวิสาหกิจกู้ &amp;nbsp;ไม่น้อยกว่า 70% ของจำนวนเงินที่สถาบันการเงินต้องกันสำรองเพิ่มเติมจากยอดหนี้รวมของลูกหนี้คูณด้วยอัตราส่วนของยอดหนี้ใหม่ตาม พรก. กับยอดหนี้รวม สำหรับผู้ประกอบวิสาหกิจที่มีวงเงินสินเชื่อไม่เกินห้าสิบล้านบาท ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2562 และ 60% ของจำนวนเงินที่สถาบันการเงินต้องกันสำรองเพิ่มเติมจากยอดหนี้รวมของลูกหนี้คูณด้วยอัตราส่วนของยอดหนี้ใหม่ตาม พรก. กับยอดหนี้รวม สำหรับผู้ประกอบวิสาหกิจที่มีวงเงินสินเชื่อเกินห้าสิบล้านบาทขึ้นไป ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2562 การที่รัฐแบกรับภาระค่าใช้จ่ายส่วนนี้ ก็เป็นประโยชน์แก่สถาบันการเงิน
การปล่อยกู้ให้ลูกค้าใหม่ได้ ยังอาจเป็นโอกาสที่จะสนับสนุนให้ธุรกิจจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลมากขึ้น หลายธุรกิจเกรงเรื่องหลักเกณฑ์เงื่อนไขที่ยุ่งยากและเรื่องเสียภาษี แต่ถ้าหากว่ายกเว้นเรื่องนี้ไปช่วงหนึ่ง และให้เริ่มเสียภาษี &amp;nbsp;15% เมื่อสถานการณ์คลี่คลายแล้ว &amp;nbsp;ก็น่าจะได้ธุรกิจเข้ามาจดทะเบียนจัดตั้งเป็นนิติบุคคลมากขึ้น &amp;nbsp;ถือโอกาสประชาสัมพันธ์ให้รับรู้ว่า กำไรสุทธิไม่เกิน 3 แสนบาทก็ได้รับการยกเว้นภาษี และสามารถหักค่าใช้จ่ายของกิจการเป็นพิเศษได้ &amp;nbsp;2 เท่า (เช่น ค่าจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท ค่าทำบัญชี ค่าสอบบัญชี เป็นต้น) เป็นโอกาสที่จะให้ธุรกิจต่างๆเข้าระบบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แม้ว่า ธปท. จะออกมาตรการเพิ่มเติมระยะที่ 2 เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อย เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน ที่ผ่านมา แต่ก็ยังไม่ตอบโจทย์และบรรลุวัตถุประสงค์ ของ พรก. &amp;nbsp;คงจะต้องชั่งน้ำหนักระหว่าง
การช่วยเหลือกับการรักษาเสถียรภาพของสถาบันการเงิน ซึ่งถ้าหากว่าเศรษฐกิจหยุดชะงักเพราะธุรกิจส่วนใหญ่ต้องปิดกิจการลง เสถียรภาพก็คงไร้ความหมาย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คอลัมน์ เวทีพิจารณ์นโยบายสาธารณะ
กลุ่มนโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมภิบาล
ดร. สิริลักษณา คอมันตร์&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/70211</URL_LINK>
                <HASHTAG>SME, กลุ่มเอสเอ็มอี, กู้เงิน, ขวากหนามของ SME ในยุคโควิด, สิริลักษณา คอมันตร์, เวทีพิจารณ์นโยบายสาธารณะ, โควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200701/image_big_5efc072d952e1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>63917</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/04/2020 14:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/04/2020 14:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สมคิดถกเอกชนระดมสมองช่วยเอสเอ็มอีเน้นสร้างเศรษฐกิจชุมชนให้เข้มแข็ง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 เม.ย.63-นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ตรวจเยี่ยมกระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมเป็นประธานในการประชุมหารือมาตรการให้ความช่วยเหลือเอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19&amp;nbsp;โดยมีนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม รวมถึงภาครัฐและภาคเอกชนหลายที่เกี่ยวข้องร่วมประชุม&amp;nbsp;

นายสมคิด กล่าวว่า ปัจจุบันสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด -19 ดีขึ้นโดยลำดับ ตัวเลขผู้ติดเชื้อลดลง ด้านเศรษฐกิจไทยขณะนี้ไม่อาจพึ่งส่งออก การท่องเที่ยวที่ยอดนักท่องเที่ยวตกลงได้ จึงหวังได้แต่เพียงเศรษฐกิจในประเทศจาก 2 ส่วน คือ การบริโภคภายในประเทศและการใช้จ่ายภาครัฐ ซึ่งภาครัฐเดินหน้าเร่งรัดการใช้จ่ายอย่างเต็มที่ในขณะนี้ และขอให้ทุกฝ่ายช่วยกันดูแลฟื้นฟูเศรษฐกิจประเทศให้ผ่านพ้นช่วง 3-4 เดือนข้างหน้าและช่วยกันประคองให้ผ่านปีนี้ไปให้ได้

สำหรับมาตรการในการดูแลและเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจ ได้สั่งการให้กระทรวงการคลัง ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.)&amp;nbsp; ไปทำงานร่วมกับภาคเอกชน และท้องถิ่นต่างๆในการทำโครงการเกี่ยวกับการสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจชุมชน (Local Economy)&amp;nbsp;

อย่างไรก็ตามซึ่งรัฐบาลได้ออกมาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม วงเงิน 400,000 ล้านบาทอยู่แล้ว&amp;nbsp; มาตราการนี้เน้นในประเทศฐานราก หรือ โลคัลอีโคโนมี่ ครอบคลุมโครงการดูแลสนับสนุนเศรษฐกิจในพื้นที่ สนับสนุนและสร้างความเข้มแข็งในเศรษฐกิจชุมชน สนับสนุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระดับพื้นที่ โดยขณะนี้อยู่ระหว่างหารือกับกระทรวงการคลังและธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่กลับต่างจังหวัดมีการผลิตมีรายได้ ซึ่งกระทรวงอื่น ๆ สามารถเข้ามาร่วม และส่วนนี้ภาคเอกชนสามารถเข้ามามีส่วนร่วมได้ และเป็นทางรอดของเศรษกิจไทย เพราะขณะนี้เศรษฐกิจต่างประเทศต่างก็ย่ำแย่&amp;nbsp;

นายสมคิด กล่าวถึงการส่งออกของไทยว่า ขณะนี้เริ่มมีคำสั่งซื้อสินค้าบางกลุ่มกลับเข้ามาบ้างแล้ว จะต้องช่วยกันดูแลอย่าให้เสียเปรียบประเทศเวียดนาม พร้อมมอบหมายให้ตัวแทนกรมสรรพากรนำเรื่องที่ภาคเอกชนต้องการให้ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ทุกธุรกิจ 3 ปี คือ ระหว่างปี 2563-2565 โดยมีเงื่อนไขว่าผู้ประกอบการจะเข้าสู่ระบบ e-filling ว่า จะทำได้หรือไม่
&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/63917</URL_LINK>
                <HASHTAG>กลุ่มเอสเอ็มอี, ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200402/image_big_5e85ea1aae9e9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
