<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>6326</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/04/2018 23:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/04/2018 23:20</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ยืนยัน “กล้องโกโปร” ยังอยู่ในตลาด สวนข่าวผู้ก่อตั้งขายกิจการ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ยืนยัน &amp;ldquo;โกโปร&amp;rdquo; ยังอยู่ในตลาด &amp;ldquo;เมนทาแกรม&amp;rdquo; เผยยังมีโอกาสและเติบโตต่อเนื่อง ล่าสุดเปิดตัว &amp;ldquo;GoPro Hero&amp;rdquo; เจาะตลาด Entry Level ชิงยอดจากแบรนด์จีน &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายณัฐพล ปัทมพงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เมนทาแกรม จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายกล้องโกโปรรายเดียวในประเทศไทย เปิดเผยว่า หลังจากมีกระแสข่าวว่านายนิค วู้ดแมน ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งและประธานบริหารของโกโปร (GoPro) ต้องการขายกิจการนั้น ในความเป็นจริงแล้วไม่ได้เป็นการขายกิจการแต่มองหาโอกาสใหม่ที่จะเข้ามาเสริมความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจของโกโปรมากกว่า แน่นอนว่าก็ต้องยกเลิกธุรกิจโดรนที่ไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญ และหันมาโฟกัสกับกลุ่มกล้องแอ็คชั่นแคม ซึ่งนับจากนี้จะมีไลน์อัพของสินค้าออกมาอีกมากมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับตลาดในประเทศไทยมองว่ายังมีช่องทางให้เติบโต แม้ว่าการเติบโตของภาพรวมตลาดจะเติบโตลดลงในปีที่ผ่านมาเหลือแค่ 5-10% หรือคิดเป็นมูลค่า 1,000 ล้านบาท แต่ในส่วนของบริษัทกลับมีออัตราการเติบโตมากถึง 22% สะท้อนดีมานด์ของตลาดที่ยังมีอยู่ เพียงแค่ต้องจับกลุ่มเป้าหมายและออกสินค้าให้ตรงความต้องการผู้บริโภค &amp;nbsp;โดยที่ผ่านมาบริษัทจับกลุ่มเป้าหมายระดับกลาง-บน มีส่วนแบ่งการตลาด 80%&amp;nbsp; ส่วนตลาดที่เหลืออีก 12% เป็นแบรนด์สินค้ามาจากประเทศจีน ที่เหลือเป็นอื่นๆ ประมาณ 8% โดยมากกล้องที่มาจากประเทศจีนจะอยู่ในกลุ่ม Entry Level ซึ่งเป็นส่วนที่บริษัทจะรุกหนักมากขึ้นในปีนี้ จึงได้ทำการเปิดตัวกล้องโกโปรฮีโร่ &amp;ldquo;GoPro Hero&amp;rdquo; ในราคาเพียง 7,200 บาท นับว่าถูกสุดตั้งแต่ทำตลาดในเมืองไทย &amp;nbsp;ขณะที่ GoPro HERO65 Blackอยู่ที่ 10,800 บาท และ GoPro HERO6 Black 14,500 บาท เบื้องต้นจำทำการจำหน่ายผ่านช่องทางของลาซาด้า เพราะมองว่ากลุ่มเป้าหมายหรือคนรุ่นใหม่มักชอบซื้อสินค้าผ่านออนไลน์มากกว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ในช่วงที่ผ่านมากลุ่มเด็กนักเรียนนักศึกษาอาจมองว่าบางฟีเจอร์ก็ไม่ได้มีความจำเป็นต่อการใช้งาน มีแค่เรื่องของฟูลเอชดี wifi และลงน้ำได้ก็พอแล้ว หากราคาอยู่ในระดับต่ำกว่า 1 หมื่นบ้าน ซึ่งสามารถจับต้องได้ง่ายกว่าเดิม ก็ยิ่งสร้างความน่าสนใจมากขึ้น&amp;rdquo; นายณัฐพล กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พร้อมกันนี้ บริษัทยังเปิดตัวโกโปร ฟิวชั่น (GoPro Fusion) ที่ตอบโจทย์ผู้ใช้งานระดับโปรเฟสชั่นนอลอีกด้วย เชื่อว่าหลังจากทำตลาดด้วยกล้องทั้ง 2 รุ่นแล้ว สัดส่วนรายได้ของบริษัทจะแบ่งเป็น GoPro HERO6 Black ประมาณ 50% GoPro HERO65 Black อีก 40% ส่วน GoPro Hero น่าจะอยู่ที่ 10% และอีก 10% เป็นโกโปร ฟิวชั่น หรือส่งผลให้ภาพรวมเติบโตไม่ต่ำกว่า 20%&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/6326</URL_LINK>
                <HASHTAG>GoPro, กล้อง, ณัฐพล ปัทมพงศ์, เมนทาแกรม, แอ็คชั่นแคม, โกโปร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180402/image_big_5ac257832064a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>4562</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/03/2018 17:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/03/2018 15:56</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;อรรถวิชช์&#039;จวกกรมศุลกากรออกกฎฝืนธรรมชาติ  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8 มี.ค.61 - นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี อดีตส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ &amp;nbsp;โพสต์เฟซบุ๊กถึงกรณี นายกุลิศ สมบัติศิริ อธิบกรมศุลกากร ออกประกาศกรมศุลกากรที่ 60/2561 เรื่อง การปฏิบัติพิธีการศุลกากรของติดตัวผู้โดยสาร ที่นำติดตัวเข้ามาหรือส่งออกไปนอกราชอาณาจักรพร้อมกับตนทางท่าอากาศยาน ว่า &amp;quot;งานเข้า ประชาชนที่จะเดินทางไปเที่ยวต่างประเทศซะแล้ว &amp;nbsp;ปกติขั้นตอนคือต่อคิวเช็คอินออกตั๋วโดยสาร แสดงหนังสือเดินทางผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง ตรวจค้นสัมภาระตามมาตรฐานรักษาความปลอดภัย แต่ประกาศกรมศุลกากรที่ 60/2561 ได้เพิ่มขั้นตอนที่จะเป็นภาระให้กับคนไทยอีก คือ ถ้าเราจะเอาของใช้ส่วนตัวไปใช้ต่างประเทศ เช่น นาฬิกา กล้องถ่ายรูป กล้องวีดีโอ คอมพิวเตอร์พกพา จะต้องแจ้งกับพนักงานศุลกากร ที่ห้องทำการศุลกากรบริเวณห้องผู้โดยสารขาออกก่อน โดยต้องแสดงของที่จะเอาไป แสดงเครื่องหมาย เลขหมาย (Serial number) แล้วยังจะต้องถ่ายภาพสิ่งของที่เราจะเอาไปอีก 2 ชุดให้กับพนักงานศุลกากร เพื่อออกหลักฐานที่เรียกว่า &amp;quot;ใบรับแจ้งของมีค่าที่ผู้โดยสารนำติดตัวออกไป&amp;quot; เพื่อเป็นหลักฐานยืนยันตอนเดินทางกลับมาประเทศไทย ว่าของที่เราเอาติดตัวไปเป็นของที่เราใช้และเป็นเจ้าของตั้งแต่ก่อนออกเดินทางอยู่แล้ว ไม่ต้องเสียอากร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทีนี้ขากลับเข้าประเทศ ปกติจะมีการตรวจสัมภาระ 2 ช่องทางคือกรณีสิ่งของต้องเสียอากร ให้เข้า&amp;quot;ช่องแดง&amp;quot; ที่เขียนว่า &amp;quot;มีของต้องสำแดง&amp;quot; โดยจะมีการตรวจสอบอย่างเข้มงวด แต่หากไม่มีสิ่งของที่เข้าข่ายให้ตรวจสอบให้เข้า &amp;quot;ช่องเขียว&amp;quot; ที่เขียนว่า &amp;quot;ไม่มีของต้องสำแดง&amp;quot; ซึ่งจะสุ่มตรวจสอบสัมภาระของผู้โดยสารบางคน ปกติคนส่วนใหญ่ก็จะเข้าช่องเขียวกันหมด ซึ่งเชื่อว่าจากนี้ไปหลายคนจะต้องเดินเข้าช่องแดง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรณีถ้าเราไม่แจ้งยืนยันสิ่งของที่เราเอาติดตัวไปนอกประเทศ เพราะคิดว่าเป็นสิ่งของที่ใช้ตามปกติอยู่แล้วจึงไม่แจ้งสำเนารูปภาพก่อนออกนอกประเทศ. ขากลับเข้าประเทศไทยเมื่อเจ้าหน้าที่กรมศุลกากร ตรวจพบโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟน กล้องถ่ายรูป แท็บเล็ต ที่เราพกไปด้วย รวมทุกอย่างแล้วมูลค่าเกิน 20,000 บาท ซึ่งไม่มีใบรับแจ้งว่าเป็นสิ่งของที่เรานำติดตัว ผลคือถ้าเดินเข้าช่องเขียว เราจะโดนปรับและแถมถูกดำเนินคดีอาญา แต่ถ้าเดินเข้าช่องแดง เจ้าหน้าที่จะมีดุลยพินิจตัดสินว่าไอโฟน กล้อง นาฬิกาของเราที่ไม่ได้แจ้งสำเนารูปถ่ายไว้ก่อนตอนออกนอกประเทศเนี่ยควรเสียภาษีมั้ย เพราะให้แจ้งแล้วไม่แจ้งก็เข้าข่ายต้องสงสัย เจ้าหน้าที่สามารถประเมินภาษีใหม่ให้เราชำระที่จุดตรวจได้ โดยชำระเป็นเงินสด หรือจะรูดจ่ายผ่านบัตรเครดิตก็ได้ เอาเข้าไปครับ...เรื่องนี้มันแปลกจริงๆ Thailand Only&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมขอฝากท่านอธิบดีกรมศุลกากรด้วยว่า จะออกกฎใหม่ทั้งที ทำไมยังฝืนธรรมชาติทำให้ทุกคนเข้าข่ายผิดได้หมด โดยมีเจ้าหน้าที่ใช้ดุลยพินิจตัดสินชี้ถูกผิด แบบนี้ไม่ควรนะครับ...โปรดเอาใจเค้า มาใส่ใจเราก่อนมีคำสั่งกับประชาชน&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อ่านข่าวประกอบ ศุลกากรออกประกาศเข้มแบก &amp;quot;โน้ตบุ๊ก-กล้อง-นาฬิกา&amp;quot; ไปนอก ต้องแจ้งทุกครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อ่านข่าวประกอบ แค่กฎหมายเก่า &amp;quot;ศุลกากร &amp;quot;โร่แจง ไม่ได้เข้มงวดตรวจสินค้า&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/4562</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมศุลกากร, กล้อง, บินนอก, ภาษี, สำแดง, อรรถวิชช์, ออกกฎ, โน้ตบุ๊ก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180308/image_big_5aa0f96258748.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>4468</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/03/2018 13:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/03/2018 13:08</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศุลกากรออกประกาศเข้มแบก &quot;โน้ตบุ๊ก-กล้อง-นาฬิกา&quot; ไปนอก ต้องแจ้งทุกครั้ง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศุลกากรออกประกาศ เข้มงวด ผู้โดยสาร ของติดตัวไปเมืองนอก &amp;ldquo;โน้ตบุ๊ก - กล้อง&amp;rdquo; ต้องแจ้งทุกครั้ง เว้นอากรของติดตัวไม่เกิน 2 หมื่น ถ้ามูลค่าไม่เกิน 2 แสน ชำระอากรแบบเหมาๆ ส่วนของดิวตี้ฟรีซื้อแล้วต้องใช้เมืองนอก ถ้านำกลับเข้าประเทศต้องเสียภาษี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7 มี.ค. 2561 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายกุลิศ สมบัติศิริ อธิบดีกรมศุลกากร ได้ลงนามในประกาศกรมศุลกากร 2 ฉบับ &amp;nbsp;และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 26 &amp;nbsp;ก.พ. 2561 ที่ผ่านมา ประกอบไปด้วย ประกาศที่ 59/2561 เรื่อง &amp;ldquo;หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการปฏิบัติการศุลกากรในการตรวจปล่อยผู้โดยสารและหีบห่อสัมภาระระหว่างสนามบินภายในประเทศ &amp;nbsp;โดยวิธีการ Check Through&amp;rdquo; ซึ่งใช้ในกรณีที่ผู้โดยสารเปลี่ยนเที่ยวบิน หรือโดยเที่ยวบินเดิม ระหว่างสนามบินในประเทศ เพื่อผ่านเข้ามาในหรือออกนอกราชอาณาจักร และ ประกาศที่ 60/2561 เรื่อง &amp;ldquo;การปฏิบัติพิธีการศุลกากรของติดตัวผู้โดยสารที่นำติดตัวเข้ามาในหรือส่งออกไปนอกราชอาณาจักรพร้อมกับตนทางอากาศยาน&amp;rdquo; ซึ่งใช้ในกรณีสัมภาระผู้โดยสารที่นำเข้ามาในหรือส่งออกไปนอกราชอาณาจักรพร้อมกับผู้โดยสารให้เป็นไปตามหลักสากล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้สำหรับประกาศกรมศุลกากรที่ 59/2561 สาระสำคัญ คือ เที่ยวบินขาเข้าจากต่างประเทศ เข้ามาในประเทศไทย แล้วต่อเครื่องไปยังสนามบินอื่นในไทย ไม่ว่าเที่ยวบินเดิมหรือเปลี่ยนเที่ยวบิน ให้ศุลกากรตรวจสัมภาระที่สนามบินแห่งแรก และตรวจหีบห่อสัมภาระที่บรรทุกใต้ท้องเครื่องบิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ในส่วนประกาศกรมศุลกากรที่ 60/2561 สาระสำคัญที่นักเดินทางจะต้องพึงรับทราบ ก็คือ กรณีเดินทางออกนอกประเทศ หากจะนำของมีค่าออกไป เช่น นาฬิกา กล้องถ่ายวีดีโอ กล้องถ่ายรูป คอมพิวเตอร์สำหรับพกพา ซึ่งมีเครื่องหมาย เลขหมายที่สามารถตรวจสอบได้ ให้แจ้งต่อพนักงานศุลกากร ณ ห้องที่ทำการศุลกากรบริเวณห้องผู้โดยสารขาออกระหว่างประเทศ โดยต้องนำภาพถ่ายของสิ่งของที่นำมาแจ้งจำนวน 2 ชุด &amp;nbsp;เจ้าหน้าที่จะมอบใบรับแจ้งของมีค่าที่ผู้โดยสารนำติดตัวออกไป เมื่อกลับมายังประเทศไทย ให้แสดงใบรับแจ้งของมีค่าต่อพนักงานศุลกากรช่องแดงในวันเดินทางกลับประเทศไทย เพื่อขอรับการยกเว้นอากรในฐานะของใช้ส่วนตัว โดยต้องเป็นของเก่าใช้แล้ว และมีจำนวนพอสมควรแก่การเดินทาง มีเครื่องหมาย เลขหมาย (Serial Number) หรือหลักฐานอื่นที่สามารถตรวจสอบได้ พนักงานศุลกากรอาจทำเครื่องหมาย หรือเลขหมายแสดงไว้เป็นหลักฐาน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หากเป็นของมีค่าหรือของส่วนตัวที่ผู้โดยสารนำติดตัวไปขณะเดินทางออกนอกประเทศ ที่ใช้เป็นปกติวิสัยในระหว่างการเดินทาง หรือเครื่องประดับการแต่งกายตามปกติ ไม่ต้องแจ้งต่อพนักงานศุลกากร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับผู้โดยสารขาเข้าจากต่างประเทศ ของส่วนตัวที่เจ้าของนำเข้ามาพร้อมกับตนทางอากาศยาน ที่จะสามารถได้รับการยกเว้นอากร คือ ของส่วนตัวที่เจ้าของที่นำเข้ามาพร้อมกับตน สำหรับใช้เองหรือใช้ในวิชาชีพและมีจำนวนพอสมควร มีราคารวมกันไม่เกิน 20,000 บาท ให้ได้รับยกเว้นอากร รวมทั้ง บุหรี่ 200 มวน หรือ ซิการ์ หรือ ยาเส้น อย่างละ 250 กรัม หรือหลายชนิดรวมกันมีน้ำหนักทั้งหมด 250 กรัม แต่บุหรี่ต้องไม่เกิน 200 มวน, สุรา 1 ลิตร หากนำของเข้ามาเกินกว่าปริมาณที่กำหนด ให้สละการครอบครอง โดยนำไปใส่ไว้ในกล่องโปร่งใส (Drop Box) ที่ทางศุลกากรได้จัดทำไว้ด้านหน้าช่องเขียว - ช่องแดง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หากสิ่งของที่ผู้โดยสารนำติดตัวเข้ามาพร้อมกับตน &amp;nbsp;ในวันเดินทางมาจากต่างประเทศ โดยไม่เป็นของต้องห้าม หรือของต้องจำกัดในการนำเข้า มีมูลค่ารวมกันไม่เกิน 200,000 บาท หรือเป็นของที่มีมูลค่าเกินกว่า 200,000 บาท และนำติดตัวเข้ามาเพียงชิ้นเดียว ให้อยู่ในอำนาจของพนักงานศุลกากรที่ดูแลโดยตรง จัดเก็บอากรปากระวาง ประกอบด้วย อากรขาเข้า ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีสรรพสามิต ภาษีเพื่อมหาดไทย และค่าธรรมเนียมอื่นๆ (ถ้ามี)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนสินค้าปลอดภาษี (Duty Free) ของที่ซื้อจากร้านค้าปลอดอากรขาออกในเมือง หรือร้านค้าปลอดอากรภายในอาคารผู้โดยสารขาออก ณ สนามบิน จะต้องนำออกไปนอกราชอาณาจักรเท่านั้น หากนำกลับเข้ามาให้ผ่านการตรวจที่ช่องแดง (Goods to Declare) และชำระอากร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดาวน์โหลดประกาศที่นี่&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/4468</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมศุลกากร, กล้อง, กุลิศ สมบัติศิริ, นาฬิกา, ประกาศ, ภาษี, อากร, โน้ตบุ๊ก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180129/image_big_5a6eaffcca492.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>2677</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/02/2018 15:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/02/2018 15:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> &quot;ไลก้า&quot;เล็งเปิดแฟลกชิปสโตร์ในไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;quot;ไลก้า&amp;rdquo; ประเทศไทยยอดแรงโตเท่าตัวขึ้นท็อป 5 ของเอเชียแค่ 2 ปี เผยสินค้าบางรุ่นไม่พอจำหน่าย เตรียมลุ้นบริษัทแม่อนุมัติเปิดแฟล็กชิพ สโตร์รูปแบบใหม่แห่ง 2 ของโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;8 ก.พ. 60 - นายดนัย สรไกรกิติกูล กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอลิส ไพรเวต จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์กล้องและเลนส์ ไลก้า (LEICA) ในไทย เปิดเผยว่า ยอดขายปี 2560 มากกว่า 300 ล้านบาท &amp;nbsp;ส่วนปีนี้ตั้งเป้าหมายไว้ที่ 500 ล้านบาท ซึ่งเติบโตจากสินค้าใหม่อย่างรุ่นลิมิเต็ดเอดิชั่นและไลก้าคิวมาเสริมทัพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;quot;บริษัทได้ขยายฐานลูกค้าออกไปยังกลุ่มอายุน้อยลง เนื่องจากก่อนหน้าผู้บริโภคชาวไทยอาจยังไม่รับข้อมูลว่าไลก้ามีกล้องระดับราคาหลักหมื่น โดยเฉพาะไลก้า ดีลักซ์ ราคา 3 หมื่นบาทมียอดจำหน่ายดีมาก &amp;nbsp;แต่เฉลี่ยแล้วระดับราคาที่ผู้บริโภคนิยมมากสุดจะเป็น 2 แสนกว่าบาท โดยที่ผ่านมาสินค้าบางรุ่นขาดตลาด ไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภคชาวไทย โดยยังต้องใช้เวลารอนานจากโรงงานผลิตอีกด้วย เพราะกล้องไลก้าเป็นสินค้าลักชัวรี่ที่มีการผลิตไม่มาก&amp;quot;นายดนัยกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามแผนการขยายสาขาอยู่ระหว่างรอการอนุมัติจากทางเยอรมัน เพื่อดำเนินงานเปิดแฟลกชิปสโตร์รูปแบบใหม่ ที่ไม่ใช่มีเพียงแค่การจำหน่ายสินค้าเท่านั้น &amp;nbsp;โดยรูปแบบใหม่ดังกล่าวหากสามารถเปิดได้ในเมืองไทย จะนับเป็นแห่งที่ 2 ของโลกโดยมีสาขาแรกตั้งอยู่ที่โรงงาน ณ ประเทศเยอรมัน เบื้องต้นน่าจะเป็นทำเลใจกลางเมืองติดรถไฟฟ้าบีทีเอส และมีประชากรจำนวนมาก น่าจะใช้เงินลงทุนประมาณ 15 ล้านบาท และเปิดได้ช่วงเดือน พ.ค. นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;ในเมืองไทยนับเป็นตลาดที่มีอัตราการเติบโตอย่างรวดเร็ว หรือจัดอยู่ในลำดับ 1 ใน 5 ของเอเชียรองจากประเทศจีน ญี่ปุ่น &amp;nbsp;เชื่อว่ามีความเป็นไปได้ว่าจะได้รับการอนุมัติเปิดแฟลกชิบสโตร์รูปแบบใหม่ เพราะจากยอดขายตั้งแต่ปีแรกที่เกินเป้าหมาย และปีที่ผ่านมาเติบโตเท่าตัว แสดงให้เห็นว่าเป็นตลาดที่สำคัญแห่งหนึ่ง โดยกล้องรุ่นที่ขายดีเป็นไลก้าเอสแอล ราคา 2.35 แสนกว่าบาท &amp;nbsp;รวมถึงไลก้าคิว ราคา 1.65 แสนบาท และไลก้าเอ็มราคาประมาณ 2.68 แสนบาท&amp;rdquo; นายดนัย กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/2677</URL_LINK>
                <HASHTAG>กล้อง, แฟลกชิปสโตร์, ไลก้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180208/image_big_5a7c0f0053705.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
