<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>82605</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/11/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/11/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กางความเห็น ส.ส.-ส.ว. ค้านยกร่าง รธน.ใหม่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แนวโน้มการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ส่วนใหญ่ค่อนไปในทางจะรอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมฉบับไอลอว์ร่วมพิจารณาในวาระหนึ่ง รับหลักการด้วย ภายหลังจากเมื่อเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา ที่ประชุมร่วมรัฐสภายังไม่ได้ลงมติทั้ง 6 ญัตติที่ ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน เป็นผู้เสนอ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เนื่องจากเหตุว่าพรรคแกนนำรัฐบาล คือ พลังประชารัฐ และ ส.ว. เสนอให้ตั้งคณะ กมธ.พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมขึ้นมาเสียก่อน เพราะมีหลายข้อสงสัยเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่าสามารถกระทำได้หรือไม่ และจะต้องทำประชามติเมื่อใด กี่ครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ฉะนั้น เมื่อสมัยประชุมสามัญครั้งที่สองได้เปิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย.ที่ผ่านมา การแก้ไขรัฐธรรมนูญจึงต้องเดินหน้าต่อ โดยนำรายงานของคณะ กมธ.แก้รัฐธรรมนูญที่ได้ศึกษาดังกล่าวเข้าสู่รัฐสภา เพื่อนำไปใช้ประกอบการพิจารณาของ ส.ส.และ ส.ว.ว่าจะรับร่างรัฐธรรมนูญทั้ง 7 ฉบับหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม เมื่อในรายงานของ กมธ.ไม่ได้ชี้ชัดว่าควรจะทำอย่างไรต่อไป แต่เป็นการรวบรวมเสียงของ ส.ส.และ ส.ว.ซึ่งมีเนื้อหาที่น่าสนใจ อาทิ ถ้าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา ไม่มีผู้ใดขัดข้อง เพราะตามรัฐธรรมนูญสามารถแก้ไขได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่หากจะแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อเปิดทางให้ตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) เพื่อเขียนรัฐธรรมนูญใหม่อีกฉบับ สมาชิกรัฐสภาบางส่วนท้วงติงว่าไม่สามารถกระทำได้ เพราะเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญปี 60 ให้แก้ไขเป็นรายมาตราเท่านั้น อีกทั้งยังจะเป็นการขัดต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเมื่อปี 55&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างเช่น สมชาย แสวงการ ส.ว. ระบุว่า คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่วินิจฉัยว่า อำนาจเหนือรัฐธรรมนูญ คืออำนาจของประชาชนในการลงประชามติ และเป็นผู้ให้กำเนิดองค์กร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา ภายใต้รัฐธรรมนูญ ดังนั้นอำนาจในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญจึงไม่เหมือนกับการแก้ไขกฎหมายธรรมดา แต่เป็นลักษณะพิเศษ ตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 18-22/2555 จึงมีความเห็นว่า หากจะให้มี ส.ส.ร.ขึ้น ร่างรัฐธรรมนูญใหม่นั้นต้องมีการออกเสียงประชามติเพื่อสอบถามประชาชนว่าควรแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญโดยร่างใหม่ทั้งฉบับก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เสรี สุวรรณภานนท์ ส.ว. กล่าวถึงร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม เพื่อให้ตั้ง ส.ส.ร.ฉบับฝ่ายรัฐบาล ว่า ร่างนี้มีความสับสนในตัวเอง เนื่องจากมีข้อเสนอให้ ส.ส.ร.ดำเนินการแก้ไขเพิ่มเติมบางมาตรา บางหมวด บางมาตรายังคงไว้อย่างเดิมไม่แตะต้อง ดังเช่น เสนอไม่ให้มีการแก้ไขในหมวด 1 และหมวด 2 แต่ทั้งหลักการ เหตุผล และในเนื้อหาของร่างที่เสนอมากลับเป็นเรื่องให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยให้มี ส.ส.ร.เป็นผู้ดำเนินการ และเมื่อได้จัดทำร่างรัฐธรรมนูญเสร็จแล้วให้ส่งกลับมาให้รัฐสภาพิจารณาก่อนขั้นตอนการทำประชามติ จึงทำให้สับสนว่าร่างดังกล่าวนี้เป็นการเสนอให้มีการแก้รัฐธรรมนูญบางมาตรา หรือเป็นการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ อันอาจทำให้รัฐสภาไม่สามารถพิจารณาลงมติได้ เว้นแต่จะได้มีการแก้ไขญัตติให้ถูกต้องเสียก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะที่ กล้านรงค์ จันทิก ส.ว.และอดีต ป.ป.ช. ให้ความเห็นว่า เห็นด้วยที่ควรแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะหลายเรื่องที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญดังกล่าวมีปัญหา และไม่เหมาะสมแก่การปฏิบัติ หรือเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาทางการเมืองของประเทศไทย ความเห็นต่อญัตติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญทั้ง 6 ญัตติ ไม่ขัดข้องที่จะรับหลักการให้มีการแก้ไขเป็นรายมาตรา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่ในร่างของฝ่ายรัฐบาลที่จะให้ตั้ง ส.ส.ร.เพื่อยกร่างใหม่นั้น มีประเด็นปัญหาที่จะต้องพิจารณาให้รอบคอบว่ารัฐสภาสามารถดำเนินการได้หรือไม่ เพราะได้เพิ่มเติมกำหนดเรื่องการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยการตั้ง ส.ส.ร.ขึ้นมา ซึ่งไม่ใช่เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ถึงแม้จะกำหนดในร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 256 ว่า ต้องยกเว้นหมวดหนึ่งและหมวดสองไว้ก็ตาม แต่การยกเว้นดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ เพราะเป็นการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ก็เท่ากับว่านำข้อความในหมวดหนึ่ง หมวดสอง มาบรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เท่านั้นเอง ซึ่งในทางปฏิบัติ รัฐธรรมนูญที่ได้มีการร่างใหม่ก็จะนำข้อความในหมวดหนึ่ง หมวดสอง มาลอกใส่ไว้ หรืออาจจะมีอีกบางหมวดที่ยังคงไว้เดิม แต่ก็ต้องถือว่าเป็นการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อยู่นั่นเอง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากนี้ ไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงในรายงานของคณะ กมธ.ได้ระบุความเห็นเกี่ยวกับการทำประชามติว่า ไม่สามารถทำประชามติได้ เพราะในมาตรา 166 บัญญัติไว้ว่า &amp;ldquo;ในกรณีที่มีเหตุอันสมควร คณะรัฐมนตรีจะขอให้มีการออกเสียงประชามติในเรื่องใดอันมิใช่เรื่องที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ หรือเรื่องที่เกี่ยวกับตัวบุคคลหรือคณะบุคคลใดก็ได้ ทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ&amp;rdquo; หมายความว่า ห้ามจัดทำประชามติเพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เนื่องจากการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เป็นการขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ตามรัฐธรรมนูญให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเกี่ยวกับการใช้อำนาจและหน้าที่ของสมาชิกรัฐสภา ด้วยเหตุดังกล่าวข้างต้น การที่รัฐสภาจะมีหน้าที่และอำนาจพิจารณาญัตติที่มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้หรือไม่ จึงเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นแล้วเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของรัฐสภา ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญเท่านั้นที่มีอำนาจวินิจฉัย จึงเห็นควรให้รัฐสภาส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยปัญหาดังกล่าว ควบคู่กับให้รัฐสภาดำเนินการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าวต่อไปในวาระที่หนึ่ง และวาระที่สอง หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ว่าจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ ก็ดำเนินการลงมติในวาระที่สามต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ารัฐสภาไม่มีอำนาจจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่มีอำนาจแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเท่านั้น ก็สามารถดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 129 ให้ตั้งคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมของรัฐสภาขึ้นมา เพื่อดำเนินการจัดทำญัตติร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมเสนอสู่การพิจารณาของรัฐสภาต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เบื้องต้นคือความเห็นในรายงาน กมธ. ส่วนจะได้นำมาใช้ประกอบการตัดสินใจมากน้อยเพียงใด สมาชิกรัฐสภาคงต้องคำนึงถึงสถานการณ์ทางการเมืองด้วย ถ้าสมาชิกรัฐสภาโหวตคว่ำทั้ง 7 ฉบับ อุณหภูมิทางการเมืองอาจ ระอุ!!!.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/82605</URL_LINK>
                <HASHTAG>.พรรคพลังประชารัฐ​, กล้านรงค์ จันทิก, พลังประชารัฐ, สมชาย แสวงการ, เกษมราษฎร์, เสรี สุวรรณภานนท์, ไพบูลย์ นิติตะวัน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201102/image_big_5fa002a583c65.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>67939</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/06/2020 20:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/06/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผนึกกำลังคุ้ยโกง&#039;เงินกู้โควิด&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กมธ.ส.ว.หารือ 3 องค์กรอิสระปิดช่องโกง พ.ร.ก.เงินกู้ 3 ฉบับ ชี้กลไกรัฐมีข้อบกพร่องเปิดช่องให้ทุจริต โดยเฉพาะจัดซื้อจัดจ้าง ชง 4 มาตรการคุมเข้มพร้อมให้ ปชช.เข้าร่วมตรวจสอบ &amp;nbsp;ขณะที่ก้าวไกลโยงปมวุ่น มุ้งประชารัฐเอี่ยวผลประโยชน์เม็ดเงิน 4 แสนล้านโครงการฟื้นฟูเศรษฐกิจในพื้นที่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันศุกร์ นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการประชุมสภาผู้แทนราษฎรในการพิจารณา พ.ร.ก.กู้เงิน 3 ฉบับ และการพิจารณา พ.ร.บ.โอนงบประมาณ ว่าจากบรรยากาศการประชุม 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ผ่านไปด้วยความเรียบร้อย ต่อจากนี้ไปเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะต้องรับผิดชอบการบริหารโครงการต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อติดตาม ตรวจสอบการใช้ พ.ร.ก.กู้เงินคู่ขนานกับการบริหารโครงการของรัฐบาล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ส่วนกรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ยืนยันต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ว่าห้ามล้วงลูก หากินกับงบประมาณโดยเด็ดขาด จึงอยากจะให้ พล.อ.ประยุทธ์จริงจังต่อคำประกาศดังกล่าว ต้องเข้มงวดกับรัฐมนตรี ข้าราชการ ผู้ใต้บังคับบัญชาทุกระดับและนักการเมืองทุกกลุ่มด้วย เชื่อว่าถ้า พล.อ.ประยุทธ์เอาจริงเอาจังเรื่องนี้ จะสามารถแก้ปัญหาพวกอีแร้ง เหลือบ ปลิง ที่คอยเกาะกินงบประมาณเงินกู้ก้อนใหญ่นี้ได้อย่างแน่นอน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายกล้านรงค์ จันทิก ส.ว. ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) กิจการองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ แถลงภายหลังการประชุม กมธ.ว่า ทางคณะ กมธ.ได้เชิญประธานองค์กรอิสระทั้ง 3 แห่ง ประกอบด้วย สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน, คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และผู้ตรวจการแผ่นดิน มาหารือถึงพระราชกำหนด(พ.ร.ก.) ทั้ง 3 ฉบับ ได้แก่ พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พ.ศ. 2563, พ.ร.ก.การให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ประกอบวิสาหกิจที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พ.ศ.2563 และ พ.ร.ก.การรักษาเสถียรภาพของระบบการเงินและความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ พ.ศ.2563 ที่เพิ่งผ่านสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาไป
ชง 4 ประเด็นคุมโกง พ.ร.ก.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกล้านรงค์กล่าวอีกว่า วุฒิสภาได้มีข้อเสนอ ดังนี้ 1.ขอให้นำเงินกู้มาแก้ปัญหาให้ตรงตามวัตถุประสงค์ 2.ไม่ให้มีการทุจริต โดยเชื่อว่ารัฐบาลต้องการแก้ไขปัญหา แต่ต้องยอมรับว่ากลไกของรัฐบาลและเจ้าหน้าที่ในทางปฏิบัติอาจจะมีข้อบกพร่องเกิดการทุจริตได้ จึงเห็นว่ารัฐบาลต้องระวังไม่ให้มีการทุจริต โดยเฉพาะการจัดซื้อจัดจ้างที่อาจเป็นช่องว่างได้ 3.การให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม 4.การประเมินผลสัมฤทธิ์โดยให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมด้วย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;สำหรับความเห็นของคณะ กมธ. เราเป็นห่วงเรื่องการจัดซื้อจัดจ้าง ที่ต้องยกเว้นระเบียบต่างๆ และการขัดกันแห่งประโยชน์ การยักยอกทรัพย์สิน รวมไปถึงการรับผลประโยชน์ ซึ่งคณะ กมธ.ได้แจ้งไปยังองค์กรอิสระทุกองค์กร ที่สำคัญต้องมีการจัดทำเว็บไซต์เพื่อเปิดเผยโครงการและกระบวนการร้องเรียนไปยังองค์กรอิสระที่ทำได้รวดเร็ว และประชาชนร่วมกันติดตามตรวจสอบ ตามมาตรา 63 ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งแต่ละองค์กรได้แจ้งต่อคณะ กมธ.แล้วว่าได้ดำเนินการตรวจสอบเบื้องต้นแล้ว เช่น การจ่ายเงินเยียวยาและประสิทธิผลในการทำงานของรัฐบาล&amp;rdquo; นายกล้านรงค์ระบุ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายปิยวัฒน พันธ์สายเชื้อ ส.ส.ยโสธร พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะนำเงินกู้จำนวน 5 แสนล้านบาทไปฟื้นฟูเศรษฐกิจ ไม่น่าจะเกิดประโยชน์กับประชาชน เพราะ พล.อ.ประยุทธ์ให้ความสำคัญกับ คณะกรรมการพิเศษที่จะมีการแต่งตั้งตามอำเภอใจมากกว่า การทำโครงการเพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชน ทุกโครงการต้องผ่านคณะกรรมการชุดนี้ หวั่นว่าจะเกิดความไม่โปร่งใส และเปิดทางให้มีการคอร์รัปชัน หรือเรียกรับผลประโยชน์ในการอนุมัติโครงการที่มีการนำเสนอเข้ามา ที่ผ่านมาโครงการที่รัฐบาลดำเนินการส่วนใหญ่เป็นโครงการที่พี่น้องประชาชนไม่ได้ร้องขอ &amp;nbsp; แต่บังคับให้รับ ซึ่งไม่ตรงกับความต้องการในพื้นที่ เกรงว่าจะไม่เกิดประโยชน์ และเม็ดเงินส่วนใหญ่จะมีการตกหล่นจากการคอร์รัปชัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายปิยวัฒนระบุว่า ในการใช้งบประมาณให้เกิดประโยชน์นั้น รัฐบาลควรที่จะลงพื้นที่ สอบถามความต้องการของประชาชนว่า ต้องการอะไร เพื่อให้เงินที่เป็นภาษีของประชาชน สร้างประโยชน์ให้กับประชาชนอย่างสูงสุด การให้ความช่วยเหลือประชาชนของรัฐบาลล่าช้ามาก ล่าสุด เกษตรอำเภอในจังหวัดยโสธรแจ้งเกษตรกรว่า รัฐบาลที่อนุมัติเงินช่วยเหลือเกษตร ที่ได้รับความเสียหายจากพายุโพดุลปี 2562 ครอบครัวละ 5,000 บาท&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;แต่เกษตรกรไม่ได้รับเป็นเงินสด ให้นำเงินไปคืนที่เกษตรอำเภอ พร้อมให้ไปเซ็นรับไก่ 10 ตัว หรือเป็ด 10 ตัว และหัวอาหาร 3 กระสอบแทน รวมทั้งต้องเสียค่าธรรมเนียมให้กับบริษัทที่มาดำเนินการรายละ 200 บาท ไม่สามารถเปลี่ยนเป็นเงินได้ หากไม่รับก็ถือว่าเกษตรกรไม่ต้องการความช่วยเหลือจากรัฐ การกระทำดังกล่าวเลวร้ายมาก เพราะเป็นการมัดมือชก รวมทั้งไม่เปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถได้รับการช่วยเหลือตามที่รัฐบาลกล่าวอ้างได้ ในสถานการณ์เช่นนี้ไม่ควรมีใครไปหาประโยชน์จากประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน&amp;rdquo; นายปิยวัฒนระบุ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร โฆษกพรรคก้าวไกล กล่าวถึงกระแสการเปลี่ยนตัวหัวหน้าพรรคและผู้บริหารของพรรคพลังประชารัฐ จากการลาออกของกรรมการบริหารพรรค 18 คน โดยระบุว่าดูผิวเผินนั้นอาจจะเป็นแค่เรื่องภายในของพรรคการเมืองพรรคหนึ่ง แต่ถ้าพิจารณาเทียบเคียงกับเหตุการณ์ 3 เหตุการณ์ ดังต่อไปนี้ ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ประชาชนต้องช่วยกันจับตาอย่างใกล้ชิด คือ 1.การปรับ ครม. ซึ่งอาจจะมีการเปลี่ยนตัวรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งเป็นรัฐมนตรีที่มีบทบาทอย่างมากใน พ.ร.ก 3 ฉบับ ซึ่งมีวงเงินรวมกันสูงถึง 1.9 ล้านล้านบาท ในการกลั่นกรอง วินิจฉัย กำหนดระเบียบหลักเกณฑ์ต่างๆ ในทางปฏิบัติ โดยวงเงินที่สูงถึง 1.9 ล้านล้านบาท เป็นเป้าหมายอันหอมหวน
จับตากินหัวคิวเงินโควิด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวิโรจน์กล่าวต่อว่า 2.การพิจารณาโครงการกรอบวงเงินฟื้นฟูเศรษฐกิจ 4 แสนล้านบาท ที่จะเสนอเข้า ครม. ในวันที่ 7 ก.ค. นี้ เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่ากรอบหลักเกณฑ์ของโครงการฟื้นฟูเศรษฐกิจ 4 แสนล้านบาทเป็นกรอบที่กว้างมากๆ และเอื้อให้ฝ่ายต่างๆ จากหลายมุ้งการเมือง พยายามที่จะวิ่งเอาโครงการสัพเพเหระทั่วไปมาปัดฝุ่น ยัดไส้ เติมคำว่า &amp;ldquo;สู้ภัยโควิด&amp;rdquo; ต่อท้ายที่ชื่อโครงการ แล้วเอามาของบประมาณเพื่อนำไปแบ่งกันปันหัวคิว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ช่วงนี้เป็นช่วงที่หลายมุ้งทางการเมืองวิ่งเต้นแย่งงบ วิ่งกันล็อกสเปกกันให้วุ่น ประกอบกับการที่มีข่าวที่ลือกันในสภาว่ามีการฮั้วกันเพื่อปิดปาก ส.ส. โดยมีการกันงบประมาณไว้ให้กับ ส.ส.คนละ 80 ล้านบาท โดยจะฝากงบประมาณเอาไว้ที่งบจังหวัด แล้วให้ ส.ส.วิ่งเข้าไปชี้ เข้าไปล็อกสเปก ว่าจะทำโครงการอะไร ให้ผู้รับเหมาคนไหนเป็นคนทำ ซึ่งสุดท้ายก็คงหนี้ไม่พ้นค่าหัวคิว และเงินทอนต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นตามมา&amp;rdquo; นายวิโรจน์ระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวิโรจน์ตั้งข้อสังเกตต่อไปว่า ด้วยเงื่อนเวลาที่พอเหมาะพอเจาะ และปรากฏการณ์ชุลมุนวิ่งแย่งงบ 4 แสนล้านบาท จึงเป็นข้อสังเกตที่ประชาชนต่างจับจ้อง และสงสัยว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการวิ่งเปลี่ยนตัวหัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค และคณะผู้บริหารของพรรคพลังประชารัฐหรือไม่ และสิ่งที่ประชาชนทุกๆ คนต้องร่วมกันติดตามต่อไปจากนี้ก็คือ โครงการเพื่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจ 4 แสนล้านบาท ที่กำลังจะเกิดขึ้นเต็มไปหมดนั้น มีโครงการอะไรบ้าง เป็นโครงการที่ตรงกับความต้องการของท้องถิ่นหรือไม่ หรือเป็นเพียงแค่โครงการละลายงบที่เอาคำว่า &amp;ldquo;สู้ภัยโควิด&amp;rdquo; มาต่อท้าย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;เช่น เปลี่ยนหลอดไฟสู้ภัยโควิด, ขุดบ่อน้ำบาดาลสู้ภัยโควิด, &amp;nbsp;ศาลาพักใจสู้ภัยโควิด, ขุดลอกคูคลองสู้ภัยโควิด, เดินท่อประปาใหม่สู้ภัยโควิด ฯลฯ หรือเปล่า มีการกำหนดสเปกที่เกินจำเป็น เพื่อล็อกสเปกให้กับผู้รับเหมา หรือผู้ประกอบการรายใดหรือไม่ ราคาในการจัดซื้อจัดจ้าง และเงื่อนไขในการบริการหลังการขาย เมื่อเทียบกับราคาตลาดแล้วเป็นอย่างไร และผู้ที่ชนะการประมูลนั้นมีความสัมพันธ์กับนักการเมืองคนใด&amp;rdquo; นายวิโรจน์ระบุ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวิโรจน์ทิ้งท้ายว่า เงิน 4 แสนล้านบาทนี้ ภาระของการใช้หนี้ก้อนหนี้ของประชาชนคนไทย ก็คือการต้องยอมให้ประเทศชาติล้าหลัง ต้องพัฒนาได้ล่าช้ากว่าที่ควรจะเป็น ต้องยอมให้ลูกหลานของพวกเราต้องทนกับสภาพความเป็นอยู่ที่มันควรจะดีกว่านี้ได้ไปอีกนับสิบๆ ปี นี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญ ที่ประชาชนคนไทยทุกคน ต้องร่วมกันตั้งข้อสังเกต และติดตาม กำกับเรื่องราวทุกเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเงินกู้ก้อนมหาศาลในครั้งนี้
เสี่ยงม็อบฮือป้องเงินกู้&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล เสนอผลสำรวจภาคสนามเรื่อง ภาพการเมืองหลังสู้ศึกอภิปราย กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ จำนวน 1,621 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 2-4 มิ.ย.ที่ผ่านมา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; โดยระบุภาพของการเมืองหลังสู้ศึกอภิปราย พ.ร.ก.เงินกู้ผ่านพบว่า 81% เห็นภาพการเมืองเก่าๆ จัดคนเข้ามาเอาผลประโยชน์เงินกู้ ที่รัฐบาลก่อหนี้สินให้ประชาชนทุกคนในชาติ รองลงมาคือ 79.4% เห็นภาพนักการเมืองยี้ แย่ๆ เดิมๆ ทำให้เด็กและเยาวชนลอกเลียนแบบโกง, 76.4% เห็นภาพสงสารเห็นใจ นายอุตตม สาวนายน คนเคยแจกเงินเยียวยาประชาชนมากขึ้น, 75.6% เห็นภาพการเมืองที่เสร็จนา ฆ่าโคถึก เสร็จศึก ฆ่าขุนพล, 75.4% เห็นภาพนักการเมืองหักหลัง มุ่งเอาผลประโยชน์ส่วนตัวและพวกพ้อง, &amp;nbsp; 68.1% เห็นภาพเตรียมการขบวนการโจรปล้นชาติ และ 67% เห็นภาพอำมหิต โหดร้ายทางการเมือง
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และที่น่าห่วงคือ 77.3% ระบุเป็นไปได้ที่ประชาชนจะเป่านกหวีด ลุกขึ้นออกมาปกป้องเงินกู้ที่รัฐบาลก่อหนี้สินให้ทุกคนในชาติ ขจัดนักการเมืองยี้ที่เข้ามารุมทึ้ง ในขณะที่ 22.7% ระบุเป็นไปไม่ได้ นอกจากนี้ ส่วนใหญ่ 90.7% ระบุภาพการเมืองที่เห็นวันนี้คือ นรกชัดๆ &amp;nbsp;ที่น่าสนใจคือ ส่วนใหญ่ 74.2% ระบุถึงเวลาแล้วที่ควรยุบสภา ในขณะที่ 25.8% ระบุยังไม่ถึงเวลา.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/67939</URL_LINK>
                <HASHTAG>กล้านรงค์ จันทิก, ดร.นพดล กรรณิกา, ปิยวัฒน พันธ์สายเชื้อ, วิโรจน์ ลักขณาอดิศร, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เทพไท เสนพงศ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200605/image_big_5eda3a1fe9fe0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>14843</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/08/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/08/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>36สนช.ล้มผู้ตรวจเลือกตั้ง กรธ.ขวางอัดเข้ารกเข้าพง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;36 สนช.ลุยแก้ พ.ร.ป.กกต.ล้มกระดานผู้ตรวจการเลือกตั้ง เขียนกติกาสรรหาใหม่ อ้างหวั่นการเมืองครอบงำ &amp;quot;วิษณุ&amp;quot; ปัดใบสั่งรัฐบาล ชี้ กกต.ชุดใหม่โละได้ไม่จำเป็นต้องแก้ กม. &amp;quot;บุญส่ง&amp;quot; แจงรีบตั้งให้สอดรับ กม.ลูก ส.ว. ยันทำตามกติกาป้องละเว้นปฏิบัติหน้าที่ กรธ.เอือม สนช.เข้ารกเข้าพง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช.เปิดเผยว่า ได้รับแจ้งจากสมาชิก สนช.จำนวนหนึ่งว่ามีความประสงค์เสนอร่างแก้ไขพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เกี่ยวกับประเด็นผู้ตรวจการเลือกตั้ง เนื่องจากเห็นว่าการกำหนดให้กกต.สามารถออกระเบียบเพื่อเลือกผู้ตรวจการเลือกตั้งได้นั้นอาจทำให้เกิดความไม่แน่นอน จึงคิดว่าควรบัญญัติไว้ในกฎหมายเพื่อให้เกิดความแน่นอน เพราะเมื่อ กกต.ชุดใหม่เข้ามาทำหน้าที่แล้วอาจจะมีการแก้ไขระเบียบอีก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ได้แจ้งแก่สมาชิก สนช.ไปว่ากระบวนการของการแก้ไขกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญต้องใช้เวลาพอสมควร เนื่องจากต้องดำเนินกระบวนการใน 2 ขั้นตอนที่สำคัญ ประกอบด้วย 1.การรับฟังความคิดเห็นตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 77 และ 2.การส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของร่างกฎหมายที่ผ่านความเห็นชอบจากสภาแล้ว อย่างไรก็ตาม การเสนอแก้ไขกฎหมาย กกต.ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับตัวบุคคลเป็นหลัก แต่อยู่บนเหตุผลทางกฎหมาย ซึ่งตนเองยังไม่ได้เห็นรายละเอียดของการแก้ไขกฎหมาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายมหรรณพ เดชวิทักษ์ สมาชิก สนช. ในฐานะผู้รวบรวมรายชื่อ สนช.เสนอแก้ไข พ.ร.ป.ว่าด้วย กกต.กล่าวว่า สาระสำคัญของการเสนอแก้ไขร่างดังกล่าวคือ การเพิ่มมาตรา 28/1 กำหนดให้มีคณะกรรมการคัดเลือกบุคคลเพื่อแต่งตั้งผู้ตรวจการเลือกตั้ง มาทำหน้าที่คัดเลือกผู้ตรวจการเลือกตั้ง &amp;nbsp;แทนการให้ กกต.ไปออกระเบียบคัดเลือกผู้ตรวจการเลือกตั้งเหมือนใน พ.ร.ป.กกต.ฉบับปัจจุบัน เนื่องจาก สนช.หลายคนห่วงว่าการให้ กกต.ไปออกระเบียบการคัดเลือกผู้ตรวจการเลือกตั้ง อาจมีความหละหลวมไม่รอบคอบรัดกุมเพียงพอ เพราะระเบียบ กกต.สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามยุคสมัยของ กกต.แต่ละชุดที่เข้ามาทำหน้าที่ อาจเป็นช่องว่างให้การได้มาซึ่งผู้ตรวจการเลือกตั้งถูกครอบงำจากฝ่ายการเมืองได้ในอนาคต&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ จึงควรกำหนดที่มาของผู้ตรวจการเลือกตั้งให้ชัดเจนว่า มาจากคณะกรรมการคัดเลือกบุคคลเพื่อแต่งตั้งผู้ตรวจการเลือกตั้ง โดยระบุลงใน พ.ร.ป.กกต.โดยตรง ทั้งนี้โครงสร้างของคณะกรรมการคัดเลือกบุคคลเพื่อแต่งตั้งผู้ตรวจการเลือกตั้งมี 7 คน ดังนี้ 1.ผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นประธาน 2.หัวหน้าผู้พิพากษาจังหวัด 3.หัวหน้าสำนักงานอัยการจังหวัด 4.ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด 5.ประธานหอการค้าจังหวัด 6.ประธานอุตสาหกรรมจังหวัด และ 7.ผู้อำนวยการ กกต.จังหวัด โดยให้ทำหน้าที่คัดเลือกผู้ตรวจการเลือกตั้งอย่างน้อย 16 คนต่อจังหวัด เพื่อส่งต่อให้ กกต.คัดเลือกให้เหลือ 8 คนต่อจังหวัด &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;หากให้ผู้ตรวจการเลือกตั้งมีที่มาจากระเบียบ กกต.อาจเกิดความไม่เป็นเอกภาพในการทำงาน &amp;nbsp;เพราะ กกต.ชุดเก่าเป็นผู้คัดเลือก แต่ กกต.ชุดใหม่เป็นผู้เข้ามาปฏิบัติงาน เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงหัวแล้ว ควรเปลี่ยนลำตัวแขนขาด้วย ไม่ใช่เอาหัวมาสวมอย่างเดียว แต่ไม่ได้หมายความว่าผู้ตรวจการเลือกตั้งที่ได้รับการคัดเลือกจาก กกต.ชุดปัจจุบันไม่ดี แต่ต้องการให้ที่มาของผู้ตรวจการเลือกตั้งมีความชัดเจนรัดกุม ไม่มีเจตนาต้องการล้มผู้ตรวจการเลือกตั้งที่ได้รับการคัดเลือกจาก กกต.ชุดปัจจุบัน ผู้ผ่านการคัดเลือกจาก กกต.ชุดปัจจุบันก็มีสิทธิ์กลับมาดำรงตำแหน่งได้ หากผ่านเงื่อนไขตามกฎหมาย กกต.ที่เสนอแก้ไขใหม่&amp;quot; นายมหรรณพระบุ
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม หากรัฐบาลหรือ กกต.เห็นว่ามีทางออกอื่นที่ดีกว่าก็ยอมรับ ไม่ได้ดันทุรังต้องเอาให้ได้ แค่เป็นห่วงว่าระเบียบเดิมที่ทำไปอาจเกิดปัญหาในอนาคต เป็นการทำด้วยความหวังดี ไม่ได้มีใบสั่งจากใครให้แก้ไข ขณะนี้ร่าง พ.ร.บ.ที่เสนอขอแก้ไขอยู่ระหว่างการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 77 ยังไม่รู้จะผ่านความเห็นชอบจาก สนช.หรือไม่
ฉะ กกต.ไร้มารยาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ สมาชิก สนช.กล่าวว่า ตนเป็นหนึ่งใน สนช.ที่ร่วมลงชื่อขอแก้ไขร่างพ.ร.ป.กกต. โดยมีสาระสำคัญตอนหนึ่งระบุว่า กกต.ชุดปัจจุบันรีบร้อนตั้งผู้ตรวจการเลือกตั้ง ไม่รอ กกต.ชุดใหม่เข้าปฏิบัติหน้าที่ คล้ายกับกรณีโยกย้ายข้าราชการภายใต้รัฐมนตรีคนที่จะหมดวาระ &amp;nbsp;ขณะที่รัฐมนตรีคนใหม่ที่จะเข้ามาไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ตรรกะที่เกิดขึ้นจึงเห็นด้วยว่าการกระทำของ กกต.ชุดปัจจุบันน่าเกลียด เมื่อพูดถึงมารยาทแล้วไม่ควรทำ จึงลงนามรับรอง ซึ่งสิ่งที่ สนช.ทำไม่ใช่การแทรกแซงอำนาจของ กกต.ชุดปัจจุบัน แต่อย่างน้อยควรดึงไว้หน่อย &amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การเสนอแก้ไขร่างกฎหมายดังกล่าว สนช.เข้าชื่อเสนอขอแก้ไขทั้งหมด 36 คน &amp;nbsp;เป็น สนช.สายพลเรือนทั้งหมด ไม่มีสายทหารร่วมลงชื่อ เพื่อให้เห็นว่าไม่มีทหารเข้ามาเกี่ยวข้องในการแก้ไขกฎหมายครั้งนี้ โดยมีนายมหรรณพ เดชวิทักษ์ เป็นแกนนำรวบรวมรายชื่อ และมี สนช.อาทิ &amp;nbsp;นายกล้านรงค์ จันทิก, นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ร่วมลงชื่อด้วย เพราะเห็นว่ากระบวนการสรรหาผู้ตรวจการเลือกตั้งตาม พ.ร.บ.กกต.ฉบับปัจจุบันยังไม่มีความรัดกุม โดยแนวทางแก้ไขจะไปเพิ่มเติมในบทเฉพาะกาล ให้ผู้ตรวจการเลือกตั้งชุดเก่าที่ กกต.ชุดปัจจุบันสรรหาไว้แล้วให้พ้นสภาพไป และให้มีการดำเนินการสรรหาใหม่ตามกระบวนการที่นายมหรรณพนำเสนอในรอบนี้ ซึ่งเป็นแนวทางที่ผู้ใหญ่ในรัฐบาลเห็นสอดคล้องด้วย ส่วนหนึ่งเนื่องจากรายชื่อผู้ตรวจการเลือกตั้งที่ กกต.ชุดปัจจุบันเห็นชอบในขณะนี้ ส่วนใหญ่ถูกมองว่าอิงกับฝ่ายการเมืองบางขั้วมากเกินไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ได้มีการนำร่างแก้ไข พ.ร.ป.ว่าด้วย กกต. ฉบับที่ สนช.จำนวน 36 คนเข้าชื่อเสนอมาลงในเว็บไซต์ www.senate.go.th เพื่อให้ประชาชนได้ร่วมแสดงความคิดเห็นตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 77 โดยมีกำหนดรับฟังความคิดเห็นเป็นเวลา 15 วัน เริ่มตั้งแต่วันที่ 3 ส.ค.-18 ส.ค. ปรากฏว่าผลสำรวจความเห็นของประชาชนล่าสุด ตั้งแต่วันที่ 3 ส.ค.-6 ส.ค. รวม 4 วัน มีผู้เข้าไปร่วมแสดงความคิดเห็นเกือบ 1,200 ครั้ง ผลปรากฏว่ามีผู้เห็นด้วยกับการแก้ไขร่างดังกล่าวเกือบ 100% ใน 6 คำถามที่มีการตั้งประเด็นให้ตอบ โดยมีผู้แสดงความไม่เห็นด้วยเพียงไม่กี่เสียงเท่านั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ เมื่อผู้สื่อข่าวได้ทดลองร่วมแสดงความคิดเห็นต่อร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว พบว่าการเข้าไปตอบแบบสอบถามนั้นไม่จำเป็นต้องกรอกชื่อ นามสกุล เลขที่บัตรประชาชน เพื่อยืนยันความมีตัวตน โดยจะเข้าไปตอบแบบสอบถามร่วมแสดงความคิดเห็นกี่ครั้งก็ได้ ไม่มีการจำกัดใดๆ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ โฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (วิป สนช.) &amp;nbsp;เปิดเผยว่า เรื่องนี้คงจะมีการคุยกันในวิป สนช.วันที่ 7 ส.ค.นี้ หากจะมีการเปลี่ยนแปลงโดยแก้ไขกฎหมาย แล้วออกบทเฉพาะกาลให้มีผลย้อนหลังล้มผู้ตรวจการเลือกตั้งที่มีการเลือกไปก่อนหน้านี้อาจมีปัญหาได้ เพราะผู้ที่ได้รับคัดเลือกเข้ามาอย่างถูกต้องตามกฎหมาย หรือถ้าจะให้ กกต.ทบทวนการแต่งตั้งผู้ตรวจการเลือกตั้งใหม่คงเป็นเรื่องยาก อีกทั้งต้องถามความเห็นทั้งจากรัฐบาลและผู้ปฏิบัติคือ กกต.ด้วยจึงต้องใช้เวลา&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม สมาชิก สนช.กล่าวว่า เห็นว่าควรมีการพูดคุยรับฟังเหตุผลจาก กกต.ก่อน และไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะแก้ไขกฎหมายเพราะต้องผ่านความเห็นจาก กกต.ด้วย ก่อนที่จะเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาเพื่อนำเข้าสู่กระบวนการ สนช. ดังนั้นหาก กกต.ไม่เห็นด้วยร่างแก้ไขกฎหมายก็อาจตกได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายชาติชาย ณ เชียงใหม่ กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กล่าวว่า ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วย กกต.ไม่ได้กำหนดว่าต้องแต่งตั้งผู้ตรวจการเลือกตั้งเมื่อใด แต่ต้องให้มีก่อนมีการประกาศ พ.ร.ฎ.กำหนดวันเลือกตั้งทั่วไป ซึ่งตามกฎหมายแล้ว กกต.ชุดปัจจุบันไม่ผิด แต่จะเหมาะสมหรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ส่วนที่พิลึกพิลั่นอยู่ที่ท้ายประกาศของ กกต.ที่ระบุไว้ หากใครพบว่ารายชื่อผู้ตรวจการเลือกตั้งใดมีปัญหา ให้ยื่นเรื่องคัดค้านที่สำนักงาน กกต. หากทำแบบนี้เท่ากับว่าถ้าผู้ตรวจการเลือกตั้งคนใดมีปัญหา กกต.ไม่ต้องรับผิดชอบอะไร&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนการอ้างแก้ร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วย กกต.เพื่อให้กำหนดการสรรหาผู้ตรวจการเลือกตั้งใหม่ เพราะหลายรายมีความสัมพันธ์กับพนักงานในสำนักงาน กกต.และ กกต.ชุดปัจจุบันนั้น ต้องถามว่าหากแก้พ.ร.ป.ว่าด้วย กกต.แล้วสรรหาผู้ตรวจการเลือกตั้งใหม่ อะไรจะเป็นหลักประกันว่าผู้ตรวจการเลือกตั้งจะไม่มีความเกี่ยวพันกับ กกต.ชุดใหม่หรือ สนช.ชุดนี้ หากเป็นแบบนี้แล้วจะทำอย่างไร ซึ่งข้อเสนอแก้พ.ร.ป.ว่าด้วย กกต.เพื่อโละผู้ตรวจการเลือกตั้ง ถือว่าเข้ารกเข้าพงกันหมดแล้ว ถ้าผู้ตรวจการเลือกตั้งที่ได้รับเลือกมา ไม่ขาดคุณสมบัติ แล้วจะไปหาเหตุอะไรมายกเลิกเขา ปัญหาดังกล่าวมีทางออก ไม่น่าถึงขั้นเสนอแก้ไขกฎหมาย
วิษณุปัดใบสั่งรัฐบาล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตามระเบียบ กกต.สามารถสรรหาผู้สมัครได้ ส่วนที่มี สนช.บางส่วนเสนอแก้ไขก็สามารถทำได้ แต่ต้องทำให้ถูกขั้นตอนตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งเข้าใจว่าคงไม่ได้แก้เรื่องคุณสมบัติ อาจเป็นการแก้ไขเรื่องวิธีการได้มา โดยยืนยันไม่มีใบสั่งอะไรจากรัฐบาล เพราะถ้าจะมีใบสั่ง สั่งห้ามคัดเลือกตั้งแต่แรกแล้วไม่ดีกว่าหรือ &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนที่มีการตั้งข้อสังเกตว่าชื่อที่ได้มาอาจไม่ถูกใจรัฐบาลนั้น นายวิษณุกล่าวว่ายังไม่เห็น ใครเป็นใครยังไม่รู้ และจากนี้ กกต.ยังต้องส่งชื่อไปให้จังหวัดพิจารณา หากจังหวัดคัดค้านว่าเป็นผู้มีส่วนได้เสียต้องเอาออก ดังนั้นกระบวนการยังไม่แล้วเสร็จ การที่ กกต.ต้องเดินหน้าคัดเลือกเพราะกระบวนการยาว &amp;nbsp;หากยังไม่เสร็จ กกต.ชุดใหม่เข้ามาจะเดินหน้าต่อหรือล้มเพื่อสรรหาใหม่ก็ได้ ไม่เกี่ยวกับการแก้กฎหมาย หากจะแก้กฎหมายคือต้องแก้เรื่องอื่น ถ้าหวังผลแค่ระงับตรงนี้มีช่องทางอื่นที่ทำได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายบุญส่ง น้อยโสภณ กรรมการ กกต.ชี้แจงว่า กระบวนการแต่งตั้งผู้ตรวจการเลือกตั้งนั้นได้เตรียมไว้ตั้งแต่ก่อนเดือน เม.ย.61 แล้ว เนื่องจากคาดว่า กกต.ชุดใหม่จะเข้ามาพิจารณาภายในช่วงดังกล่าว แต่ว่าที่ กกต.ชุดนั้นกลับไม่ผ่านความเห็นชอบจาก สนช. ดังนั้นเราจะต้องพิจารณาว่าระยะเวลาที่จะต้องแต่งตั้งผู้ตรวจการเลือกตั้งจะใช้เวลาประมาณ 3 เดือน ทั้งการคัดเลือก การแต่งตั้ง การประชาพิจารณ์จากประชาชนในพื้นที่ การอบรมความรู้เกี่ยวกับการเลือกตั้ง รวมทั้งประกาศระเบียบที่เกี่ยวข้องหลายสิบฉบับเพื่อให้มีความรู้เรื่องกฎหมาย เพราะการทำงานผู้ตรวจการการเลือกตั้งเป็นเรื่องที่เสี่ยง มีโอกาสผิดพลาดจนถูกดำเนินคดีเยอะพอสมควร ซึ่งการที่ กกต.คัดเลือกผู้ตรวจการเลือกตั้งครั้งนี้คาดว่าจะสามารถปฏิบัติงานได้ภายในเดือน ก.ย. ซึ่งจะเป็นช่วงจังหวะที่ พ.ร.ป.ว่าด้วยที่มาของ ส.ว.มีผลบังคับใช้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ไม่ใช่ว่า กกต.ชุดปัจจุบันรีบแต่งตั้ง แต่เป็นกระบวนการที่เราจะต้องรีบทำ หาก พ.ร.ป.ว่าด้วยที่มาของ ส.ว.มีผลบังคับใช้ ผู้ตรวจการเลือกตั้งจะต้องทำงานทันที และหาก กกต.ชุดนี้ไม่ได้แต่งตั้งไว้ก็จะมีปัญหา จะโดนถล่มหนักเลยว่าทำไมไม่จัดการให้เรียบร้อย ทำไมละเลยขนาดนี้ บางทีอาจจะถูกกล่าวหาว่า กกต.ชุดปัจจุบันละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ด้วย ซึ่งเป็นเหตุผลจริงๆ ไม่ได้เป็นการวางอำนาจอะไรเลย&amp;quot; &amp;nbsp;นายบุญส่งกล่าวและว่า อย่างไรก็ตามการสรรหาผู้ตรวจการเลือกตั้งผ่านจังหวัดมาแล้ว ซึ่งมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน มีอัยการจังหวัด ผู้บังคับการจังหวัด และบุคคลอื่นๆ อีก ซึ่งมีการกลั่นกรองมาเรียบร้อยแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนที่มีกระแสข่าวว่า สนช.ต้องการโละผู้ตรวจการเลือกตั้งที่คัดเลือกมาแล้วนั้น นายบุญส่งกล่าวว่าไม่ขอให้ความเห็น แต่ไม่ว่าจะสรรหาอย่างไรก็แล้วแต่ หากผู้สมัครผู้ตรวจการเลือกตั้งยังใช้คุณสมบัติ และลักษณะต้องห้ามเหมือนเดิม จะได้คนทำงานที่ไม่แตกต่างกันเลย ทั้งนี้ กกต.คงไม่ชี้แจงเหตุผลในการคัดเลือกผู้ตรวจการเลือกตั้งในครั้งนี้ไปยัง สนช. และยืนยันว่าสิ่งที่ กกต.ชุดปัจจุบันทำไปนั้นทำด้วยความบริสุทธิ์ใจ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม คิดว่าการเมืองเข้ามาแทรกแซงไม่ได้ เพราะหากผู้ตรวจการเลือกตั้งทำหน้าที่แล้วไม่เป็นกลาง ปฏิบัติหน้าที่โดยไม่สุจริต มีอคติ หรือมีคนมาร้องคัดค้าน กกต.สามารถปลดออกจากตำแหน่งได้ทันที และหาก กกต.ชุดใหม่เห็นว่ามีปัญหาตามที่ระเบียบกำหนด สามารถเปลี่ยนได้ตามที่ระเบียบกำหนดไว้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า กกต.จะทบทวนสิ่งที่ดำเนินการมาแล้วหรือไม่ นายบุญส่งกล่าวว่า ทบทวนได้ที่ไหน &amp;nbsp;หมดงบประมาณไปเยอะแล้ว ทำมาโดยชอบตามระเบียบตามกติกาทั้งหมด.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/14843</URL_LINK>
                <HASHTAG>กล้านรงค์ จันทิก, นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์, พรเพชร วิชิตชลชัย, พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม, มหรรณพ เดชวิทักษ์, วัลลภ ตังคณานุรักษ์, วิษณุ เครืองาม, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180806/image_big_5b685798b420b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
