<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>41246</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/07/2019 21:32</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/07/2019 21:29</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สหรัฐห้าม &#039;พล.อ.มิน อ่อง หล่าย&#039; เข้าประเทศ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;รัฐบาลสหรัฐประกาศห้ามพลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผบ.สส.เมียนมา และนายพลอีก 3&amp;nbsp; คน พร้อมครอบครัวของนายทหารเหล่านี้เดินทางเข้าสหรัฐ สืบเนื่องจากบทบาทของนายพลทั้ง 4 ในการ &amp;quot;กวาดล้างเผ่าพันธุ์&amp;quot; ชาวมุสลิมโรฮีนจา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เอเอฟพีรายงานเมื่อวันพุธที่ 17 กรกฎาคม 2562 ว่ากระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอ้างว่าใช้มาตรการลงโทษนายพลเมียนมาทั้ง 4 คนในครั้งนี้ หลังจากมีหลักฐานน่าเชื่อถือว่าพวกเขาเกี่ยวข้องกับความรุนแรงเมื่อ 2 ปีก่อน ที่ทำให้ชาวโรฮีนจาประมาณ 740,000 คนหนีข้ามพรมแดนเข้าสู่บังกลาเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไมค์ ปอมเปโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ กล่าวที่กรุงวอชิงตันเมื่อวันอังคารว่า การสั่งห้ามบุคคลเหล่านี้เข้าสหรัฐ ทำให้รัฐบาลสหรัฐเป็นรัฐบาลแรกในโลกที่ดำเนินการอย่างเปิดเผยกับผู้นำระดับอาวุโสที่สุดของกองทัพเมียนมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เรายังคงกังวลว่ารัฐบาลพม่าไม่ได้ดำเนินการใดๆ เพื่อนำตัวบุคคลที่ต้องรับผิดชอบต่อการล่วงละเมิดและการละเมิดสิทธิมนุษยชนมาลงโทษ และยังคงมีรายงานต่อเนื่องด้วยว่ากองทัพพม่าก่อเหตุละเมิดสิทธิมนุษยชนและล่วงละเมิดทั่วประเทศ&amp;quot; ปอมเปโอกล่าวในแถลงการณ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากพลเอกอาวุโสมิน อ่อง หล่าย เป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดของเมียนมาแล้ว อีก 3 คนได้แก่ พลเอกโซ วิน รองผู้บัญชาการทหารสูงสุด, พลจัตวาถั่น อู และพลจัตวาอ่อง อ่อง รวมไปถึงครอบครัวของนายพลทั้งสี่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปอมเปโอซึ่งออกแถลงการณ์ครั้งนี้ระหว่างการประชุมกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐว่าด้วยเสรีภาพทางศาสนา ตอกย้ำผลการสอบสวนเมื่อปี 2560 ของเร็กซ์ ทิลเลอร์สัน อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐว่า การเข่นฆ่าชาวโรฮีนจาในพม่าเป็น &amp;quot;การกวาดล้างเผ่าพันธุ์&amp;quot; โดยเขาเลี่ยงใช้คำ &amp;quot;ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์&amp;quot; ตามที่ผู้แทนสอบสวนขององค์การสหประชาชาติเรียกขานเหตุการณ์ที่เกิดในรัฐยะไข่ของเมียนมา ขณะที่ศาลอาญาระหว่างประเทศ (ไอซีซี) ได้เริ่มการไต่สวนเบื้องต้นแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การแซงก์ชันของสหรัฐไม่ส่งผลถึงนางอองซาน ซูจี แต่เจ้าหน้าที่คนหนึ่งซึ่งไม่เปิดเผยชื่อบอกว่า&amp;nbsp; สหรัฐหวังว่าการดำเนินการครั้งนี้จะช่วยให้รัฐบาลพลเรือนแข็งแกร่งขึ้น และลดความชอบธรรมของผู้นำกองทัพยิ่งขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เอริน เมอร์ฟี อดีตเจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐที่เคยทำงานใกล้ชิดด้านการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับเมียนมา กล่าวว่า คำสั่งห้ามเข้าสหรัฐแม้จะไม่กระทบพวกนายพลโดยตรงเท่าใดนัก แต่จะส่งผลถึงลูกหรือหลานของพวกเขาที่ต้องการเดินทางมาสหรัฐเพื่อท่องเที่ยวหรือศึกษา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กระนั้นแม้เธอจะเห็นว่าการห้ามเข้าสหรัฐเป็นเครื่องมือกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลง แต่เธอก็ไม่มั่นใจว่ามันจะเปลี่ยนทัศนคติที่มีต่อชาวโรฮีนจาได้.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/41246</URL_LINK>
                <HASHTAG>กวาดล้างเผ่าพันธุ์, ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์, พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย, สหรัฐ, ห้ามเข้าประเทศ, โรฮีนจา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190717/image_big_5d2f23e6d25a6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
