<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>88275</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/12/2020 10:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/12/2020 10:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ธ.ก.ส.โอดโควิดฉุดสินเชื่อปล่อยใหม่วืดเป้า </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 ธ.ค. 2563 นายกษาปณ์ เงินรวง รองผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า การปล่อยสินเชื่อใหม่ในปีบัญชี 2563 (1 เม.ย.2563 &amp;ndash; 31 มี.ค.2564) ล่าสุดสามารถปล่อยได้ 5 หมื่นล้านบาท โดยคาดว่าเมื่อสิ้นสุดปีบัญชีจะปล่อยได้ 7.35 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นเป้าหมายปรับใหม่ จากเดิมที่ 1.5 แสนล้านบาท เป็นผลมาจากสถานการณ์โควิด-19 ที่เกษตรกรไม่ต้องการกู้ใหม่ เพราะได้รับผลกระทบ และมีนโยบายเยียวยาจากรัฐบาลหลายมาตรการ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สินเชื่อใหม่ในระดับ 7.35 หมื่นล้านบาท ไม่เคยเกิดขึ้นอย่างต่ำในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา ส่วนปีบัญชี 2564 ยังไม่ได้สรุปตัวเลขการปล่อยสินเชื่อใหม่ ซึ่งรอหารือกับพื้นที่อีกครั้งในเดือน ม.ค.2564 และเสนอ รมว.การคลัง พิจารณา&amp;rdquo; นายกษาปณ์ กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกษาปณ์ กล่าวอีกว่า ภายในเดือน มี.ค. 2564 เตรียมส่งเจ้าหน้าที่ลงไปพบกับลูกค้าประมาณ 5 แสนราย ที่จะครบกำหนดมาตรการพักหนี้ ก้อนแรกในช่วง มิ.ย.2564 &amp;nbsp;เพื่อสำรวจความสามารถในการชำระหนี้ของลูกค้า ตามนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หลังจากสิ้นปี 2563 ได้ลงสำรวจรอบแรกไปแล้ว 87% ของจำนวนลูกค้า 4.2 ล้านราย พบว่า เป็นกลุ่ม สีเขียว ชำระหนี้ได้ปกติ 23% กลุ่มสีเหลือง 61% &amp;nbsp;เป็นกลุ่มที่ค้างชำระดอกเบี้ย 15 เดือน และกลุ่มสีแดง 16% เป็นกลุ่มที่ต้องตัดหนี้สูญ อย่างไรก็ดี ธนาคารจะพยายามรักษาระดับหนี้เสียไม่ให้เกิน 4%&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ เพื่อเป็นการจูงใจให้ลูกค้ากลับมาชำระหนี้ตามปกติ ธนาคารเตรียม 2 โครงการ คือ โครงการชำระดีมีคืน วงเงิน 3 พันล้านบาท สำหรับหนี้เงินกู้จัดชั้นปกติ โดยการโอนคืนดอกเบี้ยเงินกู้เข้าบัญชีเงินฝากให้แก่ ลูกค้าเกษตรกรและบุคคลในอัตรา 20% ของดอกเบี้ยที่ชำระจริง รายละไม่เกิน 5 พันบาท และ ลูกค้ากลุ่มบุคคล กลุ่มเกษตร สหกรณ์ นิติบุคคล กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง ในอัตรา 10% ของดอกเบี้ยที่ชำระจริง รายละไม่เกิน 5 หมื่นบาท โดยเบื้องต้นมีผู้ขอเข้าโครงการแล้ว 5 แสนราย วงเงินหนี้ 5 พันล้านบาท คิดเป็นวงเงินคืนดอกเบี้ย 700 ล้านบาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ยังมีโครงการลดภาระหนี้ สำหรับหนี้เงินกู้ NPLs หรือมีดอกเบี้ยค้างชำระเกิน 15 เดือน โดยการคืนดอกเบี้ยให้แก่ ลูกค้าเกษตรกรและบุคคลในอัตรา 20% ของดอกเบี้ยที่ชำระจริง และ ลูกค้ากลุ่มบุคคล กลุ่มเกษตร สหกรณ์ นิติบุคคล กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง ในอัตรา 10% ของดอกเบี้ยที่ชำระจริง ทั้งนี้ ระยะเวลาดำเนินโครงการตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค. 2563 &amp;ndash; 31 มี.ค. 2564&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/88275</URL_LINK>
                <HASHTAG>กษาปณ์ เงินรวง, ธ.ก.ส., ปล่อยสินเชื่อใหม่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201229/image_big_5fea9e3e5f759.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>86519</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/12/2020 18:04</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/12/2020 18:04</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ธ.ก.ส.&#039;ลุยจ่ายประกันรายได้ชาวสวนยาง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกษาปณ์ เงินรวง รองผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ธ.ก.ส. ได้เริ่มโอนเงินประกันรายได้ให้เกษตรกรชาวสวนยาง ตามโครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง ระยะที่ 2 ให้แก่เกษตรกรชาวสวนยางแล้วกว่า 9 แสนราย คิดเป็นวงเงิน 1 พันล้านบาท จากเกษตรกรชาวสวนยางเป้าหมาย 1.83 ล้านราย พื้นที่สวนยางกว่า 18.28 ล้านราย วงเงินงบประมาณ 9.71 พันล้านบาท สำหรับหลักเกณฑ์การจ่ายเงินประกันรายได้ เกษตรกรชาวสวนยางต้องขึ้นทะเบียนและแจ้งข้อมูลพื้นที่การปลูกยางกับการยางแห่งประเทศไทย (กยท.)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยกำหนดเป็นสวนยางพาราอายุ 7 ปีขึ้นไป ที่เปิดกรีดแล้ว รายละไม่เกิน 25 ไร่ กำหนดปริมาณผลผลิตยางที่จะประกันรายได้ ผลผลิตยางแห้ง (DRC 100%) จำนวน 20 กิโลกรัม/ไร่/เดือน และผลผลิตยางก้อนถ้วย (DRC 50%) จำนวน 40 กิโลกรัม/ไร่/เดือน ทั้งนี้ กยท.จะทำการตรวจสอบและรับรองสิทธิ์ พร้อมทั้งประมวลผล ส่งมายัง ธ.ก.ส. เพื่อให้โอนเงินเข้าบัญชีเกษตรกรโดยตรง ซึ่งเงินค่าประกันรายได้ในแต่ละเดือน = (ราคายางที่ประกันรายได้-ราคาอ้างอิงการขาย) X ปริมาณผลผลิตยางตามเนื้อที่กรีดยาง โดยแบ่งสัดส่วนรายได้ หากเจ้าของสวนกรีดเองจะได้รับส่วนต่างประกันรายได้ทั้งจำนวน กรณีจ้างกรีดยาง เจ้าของสวนยางจะได้ 60% และคนกรีดจะได้ 40% ของรายได้ทั้งหมด โดยจะมีการประกาศราคากลางอ้างอิงทุกเดือน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/86519</URL_LINK>
                <HASHTAG>กษาปณ์ เงินรวง, ธ.ก.ส., ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.), นโยบายประกันรายได้เกษตรกร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190503/image_big_5ccbaf4a63fb1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>86158</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/12/2020 10:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/12/2020 10:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ธ.ก.ส.&#039;ดีเดย์9ธ.ค.จ่ายเงินประกันรายได้ชาวนา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7 ธ.ค. 2563 นายกษาปณ์ เงินรวง รองผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ธ.ก.ส.เตรียมจ่ายเงินประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว รอบ 3 ที่แจ้งรอบการเก็บเกี่ยวตั้งแต่วันที่ 15 พ.ย. 2563 อีก 2.4 ล้านราย วงเงินรวม 20,400 ล้านบาท ในวันที่ 9 ธ.ค. นี้ หลังจากที่ผ่านมาได้จ่ายเงินประกันรายได้รอบ 1-2 แล้ว รวม 1.52 หมื่นล้านบาท คิดเป็นเกษตร 1.42 ล้านราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ส่วนที่เหลือ ธ.ก.ส.จะทยอยจ่ายตามรอบเก็บเกี่ยวที่เกษตรกรแจ้งไว้ จนครบ 4.56 ล้านราย วงเงินรวม 4.57 หมื่นล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะครบในช่วงเดือน พ.ค.2564 โดยเกษตรกรจะได้รับเงินประกันรายได้สูงสุดไม่เกิน 45,000 บาท ต่อครัวเรือน&amp;rdquo; นายกษาปณ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกษาปณ์ กล่าวว่า ในปี 2563 ราคาข้าวตกต่ำเป็นอย่างมาก จากสถานการณ์แพร่ระบาดโควิด-19 ทำให้กระทบระบบขนส่ง ไม่สามารถส่งออกข้าวได้ โดยข้าวเปลือกหอมมะลิ ในปี 2562 ราคาขายอยู่ที่ตันละ 18,000 บาท ไม่ต้องชดเชยเงินประกัน แต่ปี 2563 ราคาอ้างอิงอยู่ที่ตันละ 12,100 บาท ราคาประกันที่ตันละ 15,000 บาท ต้องชดเชยถึงตันละ 2,899 บาท ทำให้งบประกันรายได้ที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบไว้ครั้งแรก 1.8 หมื่นล้านบาทไม่เพียงพอ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนข้าวประเภทอื่น ก็ราคาตกต่ำทั้งหมด ทำให้ต้องจ่ายเงินประกันรายได้ผู้ปลูกข้าวเพิ่มขึ้น โดยข้าวเปลือกหอมมะลิ นอกพื้นที่ ราคาอ้างอิง อยู่ที่ตันละ 11,951 บาท ราคาประกันที่ตันละ 14,000 บาท ต้องชดเชยตันละ 2,048 บาท, ข้าวเปลือกเจ้า ราคาอ้างอิง อยู่ที่ตันละ 9,122 บาท ราคาประกันที่ตันละ 10,000 บาท ต้องชดเชยตันละ 877 บาท, ข้าวเปลือกหอมปทุมธานี ราคาอ้างอิง อยู่ที่ตันละ 9,960 บาท ราคาประกันที่ตันละ 11,000 บาท ต้องชดเชยตันละ 1,039 บาท และ ข้าวเปลือกเหนียว ราคาอ้างอิง อยู่ที่ตันละ 11,066 บาท ราคาประกันที่ตันละ 12,000 บาท ต้องชดเชยตันละ 933 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ยังมีโครงการสนับสนุนค่าบริหารจัดการและพัฒนาคุณภาพผลผลิตเกษตรกรผู้ปลูกข้าว วงเงินรวม 28,000ล้านบาท ให้กับเกษตรกรผู้ปลูกข้าวปีการผลิต 2563/64 ไร่ละ 500 บาท สูงสุดไม่เกิน 20 ไร่ หรือไม่เกิน 10,000 บาทต่อครัวเรือน โดย ณ วันที่ 4 ธ.ค. 2563 จ่ายไปแล้ว 22,000 ล้านบาท คิดเป็น 3.89 ล้านครัวเรือน ซึ่งจะจ่ายได้ครบ 4.56 ล้านครัวเรือน ในช่วงก่อนปีใหม่นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกษาปณ์ กล่าวว่า ยังมีโครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี (จำนำยุ้งฉาง) วงเงินสินเชื่อ 15,200 ล้านบาท เพื่อชะลอข้าวเปลือก 1.5 ล้านตัน วงเงินกู้เกษตรกร รายละไม่เกิน 300,000บาท ซึ่งคาดว่าจะช่วยเกษตรกรได้ 200,000ราย เฉลี่ยจำนำยุ้งฉาง 6-8 ตันต่อราย ได้รับสินเชื่อสูงสุด 12,000 บาทต่อราย โดยจะเริ่มเข้าตรวจสอบยุ้งฉางและอนุมัติสินเชื่อได้ตั้งแต่วันที่ 16 ธ.ค.นี้ รวม 3 มาตรการ เกษตรกรจะได้รับเงินสนับสนุนกว่า 67,000 หมื่นบาทต่อราย
ส่วนโครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวและสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกร วงเงิน 15,000ล้านบาท เพื่อให้สถาบันเกษตรดูดซับปริมาณข้าวเปลือกในตลาด รวบรวมและรับซื้อข้าวจากสมาชิก ถึงวันที่ 30 ก.ย.2564 ล่าสุดจ่ายเงินแล้ว 900 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่มาตรการอื่น เช่น จ่ายเงินเยียวยาผู้ปลูกลำไย วงเงิน 3,440 ล้านบาท ล่าสุดจ่ายแล้ว 1.99 แสนราย วงเงิน2,826 ล้านบาท โครงการประกันราคาข้าวโพด 4.5 แสนราย วงเงิน 1,812 ล้านบาท จ่ายแล้ว 1.3 แสนราย วงเงิน 637 ล้านบาท และโครงการประกันราคามันสำปะหลัง 9,570 ล้านบาท ครัวเรือนละ 100 ตัน จ่ายแล้ว 500 ราย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/86158</URL_LINK>
                <HASHTAG>กษาปณ์ เงินรวง, จ่ายเงินประกันรายได้, ชาวนา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190503/image_big_5ccbaf4a63fb1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>71332</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/07/2020 18:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/07/2020 18:39</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ธ.ก.ส. เร่งเกษตรกร 1.3 แสนราย รีบแจ้งเลขบัญชีเพื่อรับเงินเยียวยาใน 25 ก.ค.นี้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 ก.ค. 2563 นายกษาปณ์ เงินรวง รองผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ด้วยขณะนี้ยังมีเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนขอรับเงินช่วยเหลือเยียวยาเกษตรกร รายละ 15,000 บาท จ่ายเดือนละ 5,000 บาท เป็นระยะเวลา 3 เดือน จากรัฐบาล ตามรายชื่อที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) ส่งมาให้กับ ธ.ก.ส. ยังไม่พบบัญชีที่จะรับโอนเงินจํานวน 139,271 ราย ทําให้ ธ.ก.ส. &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ไม่สามารถโอนเงินเยียวยาให้ได้ ดังนั้น จึงขอให้เกษตรกรที่มีสิทธิ์ได้รับเงินเยียวยา รีบแจ้งเลขที่บัญชีเงินฝากผ่านทาง เว็บไซต์ www.เยียวยาเกษตรกร.com ภายในวันที่ 25 กรกฎาคม 2563 ทั้งนี้ จะเป็นบัญชีธนาคารใดก็ได้ ไม่จําเป็นต้องมาเปิดบัญชีใหม่กับ ธ.ก.ส. ซึ่งวิธีที่สะดวกและรวดเร็วที่สุดคือควรเป็นบัญชีที่ผูกพร้อมเพย์กับบัตรประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในส่วนของเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ธ.ก.ส. ได้รับข้อมูลจาก กษ. เป็นจํานวน 7,747,490 ราย &amp;nbsp;ซึ่งหลังจากได้ทําการตรวจสอบความซ้ำซ้อนและคัดกรองสถานะผู้เสียชีวิต เหลือผู้มีสิทธิ์จํานวน 7,407,721 ราย ซึ่งได้ดำเนินการโอนไปแล้วเป็นจำนวนเงิน 37,038 ล้านบาท ทั้งนี้ เงินเยียวยาในรอบเดือนกรกฎาคมจะเริ่มดำเนินการโอนเข้าบัญชีเกษตรกรโดยตรงตั้งแต่วันที่ 15 - 22 กรกฎาคม 2563 ต่อเนื่องทุกวัน ไม่เว้นวันหยุด วันละประมาณ 1 ล้านราย โดยสามารถตรวจสอบสถานะการโอนเงินได้ที่เว็บไซต์&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;www.เยียวยาเกษตรกร.com
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/71332</URL_LINK>
                <HASHTAG>กษาปณ์ เงินรวง, ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.), เงินเยียวยาเกษตรกร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190503/image_big_5ccbaf4a63fb1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>34987</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/05/2019 10:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/05/2019 10:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“ธ.ก.ส.” ตีปี๊บขายสลากออมทรัพย์ 1.2 แสนล.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3 พ.ค. 2562 นายกษาปณ์ เงินรวง ผู้ช่วยผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ธ.ก.ส.ตั้งเป้าหมายเปิดรับฝากสลากออมทรัพย์ ในปี 2562 วงเงินกว่า 1.3 แสนล้านบาท โดยแบ่งเป็น สลากออมทรัพย์ชุดเกษตรมั่งคั่ง 4 จำนวน 1,200 ล้านหน่วย หน่วยละ 100 บาท รวมวงเงิน 120,000 ล้านบาท ซึ่งเริ่มเปิดรับฝากตั้งแต่วันที่ 17 พ.ค. เป็นต้นไป ที่ ธ.ก.ส. ทุกสาขาทั่วประเทศและผ่านช่องทางแอพพลิเคชั่น ธ.ก.ส. ตั้งแต่วันที่ 17 มิ.ย.เป็นต้นไป และสลากออมทรัพย์ชุดเกษตรยั่งยืน หน่วยละ 20 บาท อีก 10,000 ล้านบาท เพื่อเป็นทางเลือกจำหน่ายแทนการซื้อหวยใต้ดิน แต่ยังไม่กำหนดวันจำหน่าย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับสลากออมทรัพย์ ธ.ก.ส. ชุดเกษตรมั่งคั่ง 4 จำนวน 1,200 ล้านหน่วย หน่วยละ 100 บาท รวมวงเงิน 120,000 ล้านบาทนั้น เพื่อเป็นการแทนสลากออมทรัพย์ ธ.ก.ส. ชุดที่ 3 ที่จะครบกำหนดไถ่ถอน ในเดือน พ.ค. และ ก.ย. วงเงินรวม 1 แสนล้านบาท เพื่อใช้ระดมเงินฝากจากประชาชนทั่วไปสำหรับนำไปใช้เป็นทุนสนับสนุนภาคเกษตรกรรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ สลากออมทรัพย์ ธ.ก.ส. ชุดเกษตรมั่งคั่ง 4 มีอายุรับฝาก 3 ปี เมื่อฝากครบกำหนดไถ่ถอนจะได้รับดอกเบี้ยหน่วยละ 0.75 บาท คิดเป็นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ต่อปี เฉลี่ยดอกเบี้ย 3 ปี สำหรับผู้ซื้อวงเงิน 1 แสนบาท- 1 ล้านบาท เฉลี่ยอยู่ที่ 1.33% และ ตั้งแต่ 1 ล้านบาทขึ้นไปอยู่ที่ 1.438% กรณีไถ่ถอนก่อนกำหนดจะไม่ได้รับดอกเบี้ย นอกจากนี้ยังได้ลุ้นรางวัลทุกวันที่ 16 ของเดือน รวม 36 ครั้ง รางวัลที่ 1 มีมูลค่าสูงสุด 15,000,000 บาท จำนวน 6 งวด ในเดือน พ.ย.2562 เดือนพ.ค.และพ.ย. 2563 เดือน พ.ค.และพ.ย. 2564 และ พ.ค. 2565 และรางวัลอื่นๆ รวมรางวัลทั้งสิน 2,536,080 รางวัล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;ปัจจุบัน ธ.ก.ส. มียอดเงินฝากรวม 1.61 ล้านล้านบาท เป็นเงินฝากจากสลาก 4.01 แสนล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 25% ของยอดเงินฝากรวม โดยเชื่อว่าสลากชุดที่ 4 จะได้รับความสนใจจากลูกค้า และจากการที่ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ เตรียมออกสลากออมทรัพย์ในปีนี้ จะไม่ได้รับผลกระทบ เนื่องจากเป็นลูกค้าคนละกลุ่ม และ สลาก ของธอส. มีวงเงินต่อหน่วยเฉลี่ยสูงกว่า&amp;rdquo; นายกษาปณ์ กล่าว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/34987</URL_LINK>
                <HASHTAG>กษาปณ์ เงินรวง, ผู้ช่วยผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร, ฝากสลากออมทรัพย์, สลาก ธ.ก.ส., สลากออมทรัพย์ชุดเกษตรมั่งคั่ง, สลากออมทรัพย์ชุดเกษตรยั่งยืน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190503/image_big_5ccbaf4a63fb1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
