<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>51511</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/12/2019 16:10</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/12/2019 16:10</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> “กษิต” กระชวกกมธ.สภาเละเทะ ชี้ถูกใช้เป็นที่ซับน้ำตาคนอกหักจากรัฐมนตรี  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันที่ 1 ธ.ค. ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย &amp;nbsp;สถาบันเพื่อการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม (สป.ยธ.) จัดเสวนาเรื่อง &amp;ldquo;คณะกรรมาธิการรัฐสภา ประชาชนหวังพึ่งพาได้แค่ไหน&amp;rdquo; โดยมีผู้ร่วมงานประกอบด้วย นายกษิต ภิรมย์ &amp;nbsp;อดีตรมว.การต่างประเทศ &amp;nbsp;น.ส.พรรณิการ์ วานิช ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคอนาคตใหม่ ในฐานะ กรธ.การกฎหมาย การยุติธรรม และ สิทธิมนุษยชน สภาฯ &amp;nbsp;น.ส.กัลยา รุ่งวิจิตรชัย &amp;nbsp;ส.ส.สระบุรี พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) &amp;nbsp;ในฐานะประธานกมธ.การสื่อสารมวลชน โทรคมนาคม ดิจิตอล และ เศรษฐกิจ สภาฯ &amp;nbsp;พ.ต.อ.วิรุตม์ ศิริสวัสดิบุตร เลขาธิการสป.ยธ. &amp;nbsp;นายสุรพงษ์ กองจันทึก ประธานมูลนิธิผสานวัฒนธรรม &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.พรรณิการ์ กล่าวว่า ตั้งแต่โตขึ้นมาสนใจการเมือง และไม่เคยเห็นว่ากมธ.มีบทบาทเท่ากับปัจจุบัน จึงเกิดคำถามว่าทำไมจู่ๆทำไมคนจึงมาสนใจ ทั้งนี้ ตนเห็นว่าสถานการณ์สภามีเสียงปริ่มน้ำ จึงทำให้บทบาทฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านมีความสนใจเท่าๆกัน &amp;nbsp;ดังนั้นคนที่สนใจฝ่ายค้านก็สนใจ ก็จะติดตามภารกิจ และทำอะไรแปลกใหม่ๆเพิ่มขึ้น อย่างเช่นกมธ.การกฎหมายฯ จากเดิมเคยแต่ทำแต่เรื่องร้องเรียน &amp;nbsp;แต่ปัจจุบัน กมธ.สามารถใช้สื่อออนไลน์ ผ่านการไลฟ์สด โดยรายงานประเด็นที่น่าสนใจเพื่อให้ประชาชนได้รับทราบ &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ กมธ.ไม่มีอำนาจยุ่งเกี่ยวกับคดีความ แต่เราสามารถเรียกฝ่ายต่างๆเข้ามาชี้แจงเพื่ออำนวยความสะดวกในการดำเนินคดี หรือบางครั้งกมธ.ยังเป็นพื้นที่ให้คู่กรณี 2 ฝ่ายมาประนีประนอมให้เกิดความเข้าใจตรงกันและเรื่องยุติและจบลงในชั้นกมธ.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ดิฉันเชื่อว่า 10 ปีที่ผ่านมาเพราะการเมืองเกิดความขัดแย้งสุดขั้วประชาชนหมดศรัทธาในระบบประชาธิปไตย และระบบรัฐสภา ดังนั้น กมธ. 35 คณะหากพร้อมใจทำงานเพื่อประโยชน์ของประชาชนไปเรื่อยๆ โดยไม่มีเรื่องทุจริต รวมทั้งสะท้อนให้เห็นว่าคนที่มาอยู่ในกมธ.เดียวกัน ที่ประกอบร่วมกันหลายพรรคการเมืองสามารถทำได้และแก้ปัญหาให้บ้านเมืองได้สำเร็จ ก็จะฟื้นศรัทธาให้ประชาชนมั่นใจในระบบประชาธิปไตยและรัฐสภา และเชื่อว่าการยึดอำนาจ และ การลงประท้วงบนท้องถนนเสียเลือดเนื้อก็จะไม่เกิดขึ้น&amp;rdquo; น.ส.พรรณิการ์ กล่าวว่า และยอมรับว่ามีการใช้ตำแหน่งกมธ.มาทำมาหากินจริง &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกษิต กล่าวว่า &amp;nbsp;ตนคิดว่า 35 คณะ เป็นการแบ่งเค้ก หลังจากหลายคนตกสำรวจไม่ได้เป็นรัฐมนตรีว่าการ และรัฐมนตรีช่วยว่าการ ส่วนตัวคิดว่าควรปรับให้กมธ.ลดลง เพราะบางคณะซ้ำซ้อนกัน &amp;nbsp; และเปลี่ยนมาทำในเรื่องที่เกิดปัญหาของประเทศ &amp;nbsp;4-5 ประเด็น โดยลดคณะกมธเหลือ ประมาณ 20 คณะ อาทิ ทำในเรื่องการสร้างความปรองดอง การแก้ปัญหาความเหลื่อล้ำในด้านต่างๆ เช่น การเมือง เศรษฐกิจ สังคม &amp;nbsp;การศึกษา การแพทย์ ที่อยู่อาศัย ระบบสาธารณปโภคไม่ทั่วถึง &amp;nbsp;กระบวนการยุติธรรม รวมทั้งปฏิรูประบบข้าราชการ กองทัพ ตำรวจ เพื่อให้ข้าราชการอย่าทำตัวเป็นเจ้านาย แต่ต้องเป็นขี้ข้าประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ยังมีพวกหากินกับกมธ. ที่เข้าไปเป็นที่ปรึกษา โดยเฉพาะร้อยละ70 ไม่ใช่ส.ส.ไม่ได้เรื่อง และคนที่เข้าไปไม่ตอบสนองของการแก้ปัญหาต่างๆ &amp;nbsp; บางคนเป็นเด็ก ในพรรค หรือ ลิ่วล้อเข้าไปต้องการมีชื่อติดบัตร เพื่อเข้าไปของานต่างๆ ไปเบ่งที่นู้นเบ่งที่นี้ ดูว่ามีโครงการอะไรที่เข้าไปมีส่วนรวมได้ หรือไม่ และหากโชคดีก็ไปดูงานเมืองนอก ถือเป็นการคอรัปชั่นประเภทหนึ่ง &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo; กมธ.ใช้ข้าราชการตัวเล็กเป็นกระสอบทรายเช่นกรณี &amp;nbsp;นายกรัฐมนตรี &amp;nbsp; รัฐมนตรี ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ไม่มาชี้แจงกรธ.เพราะมองว่าเป็นเวทีประหัตประหาร &amp;nbsp; จึงทำให้ กมธ.ได้ระบายอารมณ์ข้าราชการที่มาแทนนายเพื่อหวังให้ข้าราชการดังกล่าวไปบอกเจ้าของพวกเขา รวมทั้งเรื่องบางเรื่อง ที่ไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลได้ควรจะทำให้โปร่งใส มิใช่อ้างว่าเป็นความลับ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.กัลยา กล่าวยอมรับว่าในสมัยก่อน กมธ.เป็นอย่างที่นายกษิตพูด เช่นการตั้งคนในเข้ามากมธ.เพื่อต้องการบัตรกมธ.เพื่อทำมาหากิน &amp;nbsp;หรือ บางคนมีคนฝากเข้ามา &amp;nbsp;ตนดูเคยตรวจคุณสมบัติไม่ตรงกับคณะตัวเอง ตนก็ปฏิเสธมาแล้ว &amp;nbsp;รวมทั้งยังเคยถูกคนแอบอ้างเอานามบัตรมาแสดงเป็นที่ปรึกษากมธ. ทั้งที่ตรวจสอบแล้วไม่มีเคยมีการแต่งตั้งก็มี &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;นายสุรพงษ์ กล่าวว่า การแบ่งกมธ. มีการแบ่งเค้ก ข้อดีมีการกระจายให้ทั่วถึง แต่ข้อเสียทำให้คนที่เข้าไปได้ไม่ตรงกับเชี่ยวชาญ ส่งผลให้งานใจกมธ.ไม่มีประสิทธิภาพ และบางครั้งยังมีการจัดกมธ.แบบต่างตอบแทน &amp;nbsp; รวมทั้งมีกมธ.บางคนที่เป็นข่าวขณะนี้ทำแต่เรื่องส่วนตัว แต่ไม่ได้ทำเรื่องส่วนรวม และการทำงานของกมธ.ในบางชุด &amp;nbsp;ตัวประธาน ก็มีเรื่องที่สนใจ และมุ่งทำเรื่องส่วนตัว &amp;nbsp;ขณะที่สื่อมวลชนก็ชอบนำเสนอเรื่องเหล่านี้ด้วย &amp;nbsp;อีกทั้ง ยังกมธ.ยังไม่ทำหน้าที่โดยยึดความเป็นกลาง ใช้เวทีอัดฝ่ายตรงข้าม ส่วนพวกเดียวกันก็ไม่ตรวจสอบ แถมยังยอมรับความถูกต้องอีกด้วย &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พ.ต.อ.วิรุตม์ &amp;nbsp;กล่าวว่า &amp;nbsp;การทำงานกมธ.ไม่ควรเป็นความลับ และไม่มีการบันทึก ถือเป็นความชั่วร้าย ที่คนทุจริต กลัว ทั้งที่คนสุจริตต้องกล้าเปิดเผย &amp;nbsp;เปิดโอกาสให้สื่อมวลชนเข้าไปนั่งฟังตลอดเวลา จะทำให้ระบบตรวจสอบได้ดีขึ้น &amp;nbsp;และปิดโอกาสการซูเอี๋ย อีกทั้ง ไม่ต้องการให้ประธานกมธ. สามารถครอบงำการทำหน้าที่สมาชิกได้ &amp;nbsp;และการใช้คำสั่งเรียกต้องประสิทธิภาพและให้ตัวจริงมา ขณะที่การทำงานไม่ต้องรอผู้ร้อง แต่สามารถทำงานเชิงรุกไปแก้ปัญหาได้ทันที &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/51511</URL_LINK>
                <HASHTAG>กมธ.สภา, กษิต ภิรมย์, ณะกรรมาธิการรัฐสภา ประชาชนหวังพึ่งพาได้แค่ไหน, น.ส.พรรณิการ์ วานิช</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191201/image_big_5de3833de742f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>48047</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/10/2019 09:13</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/10/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พท.โหน14ตุลาฯรื้อรธน. ยุบิ๊กตู่ตัดบำเหน็จผบ.ทบ.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รำลึก 46 ปี 14 ตุลา คึกคัก &amp;ldquo;ลดาวัลลิ์&amp;rdquo; สบช่องอ้างต้องแก้รัฐธรรมนูญเพื่อสร้างความเท่าเทียม เสวนาวิกฤติยุติธรรมรุมอัดภาครัฐ-ข้าราชการ &amp;ldquo;หมวดเจี๊ยบ&amp;rdquo; ดุชงบิ๊กตู่ดัดนิสัย &amp;ldquo;ผบ.ทบ.&amp;rdquo; ตัดบำเหน็จ &amp;ldquo;เมียธิดา-ผัวเหวง&amp;rdquo; พร้อมใจอัด &amp;ldquo;บิ๊กแดง&amp;rdquo; ชี้แนวคิดจารีตนิยมถอยหลังนับร้อยปี มีอัตวิสัยที่คิดว่าตัวเองถูกต้อง ถือเป็นสิ่งอันตรายต่อชาติและสถาบัน แนะอ่านหนังสือให้มากๆ จะได้รู้จริง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อเวลา 08.42 น. วันที่ 14 ตุลาคม ที่อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา ถนนราชดำเนิน มีการจัดงานรำลึกครบรอบ 46 ปี เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 โดยบรรยากาศช่วงเช้ามีฝนตกหนักทำให้กำหนดการขยับเลื่อนมาเริ่มต้นในเวลา 08.42 น. มีการจัดพิธีกรรม 3 ศาสนาอุทิศส่วนกุศลแก่ผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ดังกล่าว และมีตัวแทนจากภาครัฐและภาคเอกชนร่วมเดินทางมาวางพวงมาลา พร้อมกล่าวสดุดีวีรชนคนเดือนตุลา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยผู้แทนวางพวงมาลาและกล่าวสดุดีวีรชน อาทิ นายณัฏฐชัย ศรีรุ่งสุขพินิจ ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้แทนนายกฯ, นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ &amp;nbsp;พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ในฐานะผู้แทนประธานสภาผู้แทนราษฎร และนางลดาวัลลิ์ วงศ์ศรีวงศ์ รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) ในฐานะผู้แทนผู้นำฝ่ายค้าน เป็นต้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายณัฏฐชัยกล่าวสดุดีวีรชน 14 ตุลาว่า วันนี้ถือเป็นวันครบรอบ 46 ปี 14 ตุลาคม 2516 เกิดเหตุการณ์ที่สำคัญอย่างยิ่งในประวัติศาสตร์การเมืองการปกครองของไทย เป็นวันสะท้อนเจตนารมณ์และแสดงพลังของนิสิตนักศึกษาและประชาชน ที่เห็นคุณค่าของประชาธิปไตยว่าเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการพัฒนาประเทศให้เจริญรุ่งเรืองทัดเทียมนานาอารยประเทศ ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวก่อให้เกิดการพัฒนาการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ซึ่งเป็นรากฐานที่สำคัญของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายองอาจกล่าวว่า วีรชนในเหตุการณ์ดังกล่าวมีจิตใจที่กล้าหาญ กล้าเสียสละชีวิตของตนเอง สิ่งที่เหล่าวีรชนได้ทำลงไปยังอยู่ในความทรงจำของประชาชนตลอดไป ขอสดุดีวีรกรรมอันกล้าหาญของวีรชน 14 ตุลา และเป็นแบบอย่างบทเรียนที่ดีงามให้ผู้ปกครองประเทศ ประชาชนที่รักหวงแหนในความชอบธรรมและประชาธิปไตย ขอให้ช่วยกันเอาบทเรียน 14 ตุลามาเป็นแบบอย่างของการรักษาคุณธรรม ความดีงามความถูกต้องตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของประเทศไทยตลอดไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนนางลดาวัลลิ์กล่าวว่า ตลอด 46 ปีที่ทุกฝ่ายร่วมรำลึกถึงคุณงามความดีของผู้ที่เสียสละในการปกป้องประชาธิปไตยและเสรีภาพของประชาชน ถือเป็นต้นแบบที่ดีงามสืบทอดระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขที่ยั่งยืนและยาวนาน ซึ่งการสร้างความยอมรับในการปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยอันมีกติกาเป็นสากลจะสร้างความเชื่อมั่นของประเทศไทยได้ โดยสิ่งที่ 7 พรรคฝ่ายค้านได้มองเห็นการที่ประเทศจะก้าวไปสู่ความเชื่อมั่นโดยเร็ว จำเป็นต้องมีการบริหารที่เป็นสากลและประชาธิปไตย มีความเป็นธรรมไม่เอื้อประโยชน์ให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง จึงรณรงค์ให้แก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันเพื่อให้มีความเป็นธรรมและเป็นประโยชน์ต่อคนไทยทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาที่ห้องประชุมอนุสรณ์สถาน 14 ตุลา นายกิตติศักดิ์ ปรกติ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ &amp;nbsp;มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ขึ้นกล่าวปาฐกถาในหัวข้อ &amp;ldquo;นิติรัฐและนิติธรรม กับระบอบประชาธิปไตยไทย&amp;rdquo; &amp;nbsp;โดยระบุว่าตั้งแต่ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียวจะแบ่งแยกมิได้ ทำให้ระลึกถึงการต่อสู้เพื่อเอกราชของพลเมือง ไม่ใช่แค่ในเหตุการณ์ 14 ตุลา แต่รวมถึงบรรพบุรุษตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขด้วยความยินยอมของประชาชน ตามหลักราชประชาสมาสัย และเมื่อมีเหตุการณ์ที่รัฐธรรมนูญไม่ระบุไว้ให้ดำเนินการตามประเพณีการปกครอง เห็นได้ชัดในเหตุการณ์ 14 &amp;nbsp;ตุลา ที่พระมหากษัตริย์มีพระมหากรุณาธิคุณให้จัดตั้งรัฐบาลนายสัญญา ธรรมศักดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี &amp;nbsp;ตามประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกิตติศักดิ์กล่าวอีกว่า พระมหากษัตริย์ถือหลักธรรมเป็นใหญ่ ตามหลักกฎหมายเป็นใหญ่ กษัตริย์มีฐานะเป็นผู้แทนปวงชนตามประเพณีการปกครอง สืบสานอเนกชนนิกรสโมสร สมมติต้องใช้อำนาจอธิปไตยตามกฎหมาย หากเกิดการรัฐประหาร ทรงใช้พระราชอำนาจอย่างไรไม่มีรัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ การรัฐประหารฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ แต่ผู้ทำก็อ้างทำด้วยความจำเป็น ซึ่งมีหลักว่าความจำเป็นเป็นมารดาแห่งกฎหมาย หากเผชิญหน้าอันตรายและสมควรแก่เหตุ ทุกครั้งที่มีการยึดอำนาจ คณะรัฐประหารทุกชุดยอมรับว่าผิด ถึงมีการนิรโทษกรรม ขอพระบรมราชโองการรัฐธรรมนูญใหม่ และจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่
ปชช.ต้องร่วมมือกับกษัตริย์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;คณะรัฐประหารขอความเห็นชอบกับผู้แทนปวงชนคือพระมหากษัตริย์ เป็นเรื่องที่ควรศึกษาทำความเข้าใจ การใช้พระราชอำนาจในยามวิกฤติ ยกเว้นกฎหมายทั้งหลายเมื่อมีเหตุจำเป็น เป็นไปตามหลักราชธรรม ป้องกันความชั่วร้ายไม่ให้เกิดในบ้านเมือง หลักนิติรัฐและหลักนิติธรรมต้องเป็นไปในทางที่สอดคล้องกับประชาชน เข้าใจได้อธิบายได้แก่ประชาชน อำนาจที่แท้จริงคือความเห็นร่วมกันที่คนทั้งหลายยอมเคารพและเชื่อฟัง หลัง 14 ตุลาประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมือง มีองค์กรตามรัฐธรรมนูญ &amp;nbsp;การใช้อำนาจตามอำเภอใจลดน้อยถอยลง แต่อำนาจตามอำเภอใจทางเศรษฐกิจมีมาก ต้องไม่ให้ทุนใหญ่ใช้อำนาจตามอำเภอใจได้ ให้ประชาชนต่อรองควบคุมการใช้อำนาจผูกขาด ขอให้รำลึกถึงเจตนารมณ์ 14 ตุลา เพื่อให้กฎหมายเหตุผลเป็นใหญ่ ด้วยความร่วมมือของประชาชนกับพระมหากษัตริย์&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาในช่วงบ่ายยังมีการจัดเสวนาโต๊ะกลมวาระประชาชน หัวข้อ &amp;ldquo;ยุติธรรมวิกฤติ จะปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมอย่างไร ไม่ให้เลือกปฏิบัติ-สองมาตรฐาน&amp;rdquo; โดยนายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ระบุว่าทำงานใน กมธ.กฎหมายฯ ได้รับเรื่องร้องเรียนไม่น้อย เช่น เรื่องสัญชาติ &amp;nbsp;เรื่องกระบวนการยุติธรรมในรอบ 5 ปี และเรื่องปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มีมาก่อนรัฐประหาร &amp;nbsp;2549 เรื่องการถูกซ้อมถูกทำร้าย ซึ่งเราอยู่ในสถานการณ์วิกฤติข้อยกเว้น ฝั่งหนึ่งถูกเสมอ ฝั่งหนึ่งผิดเสมอ ทำให้ประชาชนมาพึ่งตรงนี้เยอะ เพราะสูญเสียความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมหรือไม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ ทนายความศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนระบุว่า ปัญหาคดีความมั่นคง เกี่ยวกับสิทธิในการเข้าถึงทนายและญาติของผู้ถูกคุมตัวหลังการรัฐประหาร เจ้าหน้าที่อ้างว่ายังไม่ได้เป็นผู้ต้องหาเลยไม่ได้รับสิทธิ์ แค่เอามาสอบถาม ทั้งที่ความจริงต้องได้ความคุ้มครองยิ่งกว่าคนบริสุทธิ์ นอกจากนี้ยังมีปัญหาความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงพยานหลักฐานที่อยู่กับเจ้าหน้าที่มากกว่า &amp;nbsp;เช่นถูกจับ พ.ร.บ.คอมพ์ ก็ถูกยึดมือถือ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายประยงค์ ดอกลำไย ประธานคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.) ชี้ว่าปัญหาชาวบ้านถูกฟ้องร้องคดีเกี่ยวกับการบุกรุกป่าและที่ดินของรัฐ ซึ่งอยู่มาก่อนกฎหมายประกาศใช้ และคดีป่าไม้กว่า 99% ตัดสินให้ชาวบ้านผิดหมด อ้างเป็นคดีนโยบาย ทุกวันนี้ชาวบ้านกลัวค่ายทหาร &amp;nbsp;ศาล โรงพยาบาล ไม่รู้ไปแล้วจะได้ออกหรือไม่ เป็นวิกฤติที่ไม่ได้แก้เชิงโครงสร้าง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกษิต ภิรมย์ อดีต รมว.การต่างประเทศ มองว่าคดีที่เกิดขึ้นกับชาวบ้านนักเคลื่อนไหวหรือฝ่ายค้านนั้น แทนที่รัฐจะใช้กฎหมายเป็นกรอบของความยุติธรรม กลับใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือทางการเมือง และแย่กว่านั้นคือข้าราชการกลายเป็นเครื่องมือของรัฐ&amp;nbsp;
วันเดียวกัน ในเวลา 07.00 น. เพจไทยคู่ฟ้าได้โพสต์เนื้อหาระบุว่า &amp;quot;บอกเราหน่อย อยากเห็น PM &amp;nbsp;(พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม) Talk พูดคุยแบบไหน?&amp;quot; ขอ 1 ความคิดเห็น ไลฟ์สไตล์คุยกับประชาชน, สัมภาษณ์ หรืออื่นๆ โดยล่าสุดมีผู้แสดงความคิดเห็น 580 ความเห็นและแชร์เรื่องดังกล่าว 105 ครั้ง
ร.ท.หญิง สุณิสา ทิวากรดำรง รองโฆษกพรรค พท.โพสต์เฟซบุ๊กเรื่องนี้ว่า เมื่อเพจไทยคู่ฟ้าถามความเห็นประชาชนก็ขอเสนอความเห็นให้ พล.อ.ประยุทธ์พูดแต่เรื่องจริง อย่าบิดเบือนให้มากนัก และพูดจาให้ฉลาดๆ ที่สำคัญขอให้นายกฯ ชี้แจงว่าเมื่อไหร่จะพิจารณางดบำเหน็จ พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ &amp;nbsp;ผู้บัญชาทหารบก (ผบ.ทบ.) เพื่อดัดนิสัยที่ชอบแทรกแซงการเมืองและวางตัวไม่เหมาะสมบ่อยๆ ซึ่งผิดทั้งในแง่ระเบียบ ผิดทั้งในแง่การวางตัว และผิดทั้งในแง่เนื้อหา เพราะพูดใส่ร้ายพรรคฝ่ายค้านให้ดูน่ากลัวเกินจริง โดยพูดเหมือนว่าพรรคฝ่ายค้านกำลังจะแก้รัฐธรรมนูญหมวด 1 ทั้งๆ ที่ 7 พรรคฝ่ายค้าน แถลงข่าวยืนยันมาตลอดว่าไม่เคยสนับสนุนให้แก้หมวด 1 และหมวด 2&amp;nbsp;
ชงตัดบำเหน็จดัดนิสัย!
&amp;ldquo;ผบ.ทบ.เป็นตำแหน่งที่มีเกียรติ และเป็นตำแหน่งที่นายทหาร จปร.ทุกคนใฝ่ฝัน ในเมื่อท่านได้ครอบครองตำแหน่งนี้ก็ถือเป็นชายเหนือชายแล้ว จึงควรวางตัวให้สมกับเกียรติยศที่ได้รับ จะพูดอะไรก็ควรอยู่บนพื้นฐานความเป็นจริง เพื่อเป็นการให้เกียรติเครื่องแบบที่ท่านสวมใส่ รวมทั้งให้เกียรติเครื่องหมายจำนวนมากที่ท่านติดเต็มแผงหน้าอกด้วย ที่สำคัญคำพูดของคนเป็น ผบ.ทบ.ไม่ว่าจะพูดอะไร ใครๆ ก็เชื่อถืออยู่แล้ว โดยไม่จำเป็นต้องใส่สีใส่ไข่หรือสร้างดรามา เพราะท่านไม่ใช่นักแสดง และ ผบ. ทบ.ต้องรับผิดชอบในสิ่งที่พูดให้บ้านเมืองเสียหาย ทำให้สังคมเกิดความแตกแยก ก็สมควรโดนงดบำเหน็จเพื่อแสดงความรับผิดชอบ&amp;rdquo; ร.ท.หญิง สุณิสากล่าวและว่า พล.อ.ประยุทธ์ที่เป็นผู้บังคับบัญชาโดยตรงทั้งในฐานะนายกฯ และ รมว.กห.จะกล้าแสดงภาวะผู้นำหรือไม่ เพื่อดัดนิสัย ผบ.ทบ.ให้เลิกแทรกแซงการเมืองและปฏิบัติตนให้อยู่ในกรอบที่เหมาะสม
เฟซบุ๊กเพจยูดีดีนิวส์-UDD news ได้โพสต์เนื้อหาที่นางธิดา ถาวรเศรษฐ ที่ปรึกษาแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ไลฟ์สดในหัวข้อ &amp;quot;นายทหารผู้หลงยุค หลงตัว และท้าทายกระแสโลก&amp;quot; ระบุว่า สิ่งที่ พล.อ.อภิรัชต์วิพากษ์วิจารณ์เรื่องการเมืองในที่สาธารณะ ใช้สถานที่หอประชุมกองทัพบก มี Presentation และมีเพลงประกอบ เป็นสิ่งที่ในโลกไม่มีทหารประเทศไหนเขาทำกัน &amp;nbsp;และสิ่งที่พูดนั้นมีเนื้อหาสะท้อนให้เห็นว่าวิธีคิดเป็นแบบจารีตนิยม และยังหลงยุคถอยหลังไปนับร้อยปี&amp;nbsp;
&amp;ldquo;ไม่ว่าจะเป็นพระยาพหลฯ จอมพล ป. มาฟัง พล.อ.อภิรัชต์พูด คงปวดหัวและคงมึนว่ามันเป็นไปได้อย่างไรที่มาในยุค 2562 ผู้บัญชาการทหารบกไทยจะพูดในที่สาธารณะในทัศนะการเมืองการปกครองที่ย้อนประวัติศาสตร์ไปเป็นร้อยปีได้เช่นนี้&amp;rdquo;
นางธิดายังไลฟ์อีกว่า สิ่งที่ พล.อ.อภิรัชต์กล่าวนั้นเป็นอัตวิสัยที่มาจากความคิดที่คิดว่ามันถูกต้อง มันดี &amp;nbsp;ซึ่งคือการต้านกงล้อประวัติศาสตร์และการท้าทายกระแสโลก เพราะเมื่อพูดคำว่าชาติก็พูดถึงแผ่นดิน แต่ชาติไม่ได้มีเพียงเฉพาะแผ่นดิน มันต้องมีประชาชนจึงเป็นชาติ และท่านต้องรู้จักประวัติศาสตร์ไทยเสียใหม่ว่า จริงๆ แล้วไทยก็เป็นเจ้าอาณานิคม แต่เป็นอาณานิคมย่อยในภูมิภาค
&amp;ldquo;ท่านเอาประชาชนเป็นศัตรู ถ้าเป็นยุค 100 กว่าปีก่อนแบบที่ท่านคิดคือเป็นไพร่เป็นพลทหาร แต่ประชาชนในโลกปัจจุบันไม่ใช่ไพร่และไม่ใช่พลทหาร เขาเป็นเสรีชน ท่านพูดถึงคอมมิวนิสต์ พูดถึงซ้ายจัดดัดจริต พูดถึงนักวิชาการ พูดถึงนายทุน พูดถึงฮ่องเต้ซินโดรม จริงๆ กระแสเหล่านี้เป็นกระแสของความพยายามของประชาชนในการที่มีสิทธิ มีเสรีภาพ มีความเท่าเทียมกัน นี่คือพัฒนาการของโลก นี่คือกงล้อประวัติศาสตร์ที่ต้องหมุนไป&amp;rdquo; นางธิดากล่าว
แนะบิ๊กแดงอ่านหนังสือ
นางธิดายังกล่าวถึง Hybrid Warfare ว่า พล.อ.อภิรัชต์ต้องหาความรู้เพิ่มเติม ซึ่งมันอาจเป็นความผิดของระบบการศึกษาทั้งประเทศ ของโรงเรียนนายร้อย จปร.ด้วยหรือเปล่าก็ไม่รู้ อาจต้องปรับปรุงเปลี่ยนแปลงใหม่ให้มันอยู่บนพื้นฐานความเป็นจริง เพราะ Hybrid Warfare จริงๆ ขณะนี้เป็นฝ่ายรัฐที่ใช้ ไม่ใช่ประชาชน เพราะประชาชนไม่มีกองกำลังอาวุธ มีอย่างเดียวคือเขาต่อสู้ให้เขาได้มีสิทธิเสรีภาพ แต่รัฐต่างหากที่ใช้ทุกอย่าง และที่ไม่ได้เขียนอยู่ในชาร์ตของท่านก็ยังมี ไม่ว่าจะเป็นองค์กรอิสระหรือใช้ระบบราชการ หรือกระบวนการยุติธรรมที่สามารถที่จะเป็นไปตามอำนาจคณะรัฐประหารได้ เพราะบ้านเราถ้าทำรัฐประหารสำเร็จฝ่ายตุลาการยอมรับอำนาจนี้ ดังนั้นอำนาจสูงสุดก็กลายเป็นอำนาจของคณะรัฐประหารไป
&amp;ldquo;ดีแล้วที่ท่านออกมาพูดทั้งหมด เราก็จะได้รู้ว่าท่านคิดอย่างไร จะได้รู้ว่าท่านรู้อะไรและไม่รู้อะไรอีกมากมาย แต่พูดตรงๆ ในฐานะ ผบ.ทบ. ถ้าท่านรู้เท่าที่พูดมาทั้งหมดเป็นอันตรายอย่างยิ่ง เป็นอันตรายต่อกองทัพ เป็นอันตรายต่อประเทศชาติและประชาชน แม้กระทั่งองค์พระประมุข หากเชื่อว่าสิ่งที่ท่านพูดนั้นถูกต้อง แต่ถ้าหากว่าท่านรับฟังแล้วเกิดแง่คิดใหม่ อ่านหนังสือให้มากขึ้น จึงขอใช้คำพูดของอาจารย์ศิลป์ พีระศรี ที่บอกว่านายไม่อ่านหนังสือแล้วนายจะรู้อะไร&amp;rdquo; นางธิดาทิ้งท้าย
ขณะเดียวกัน นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำ นปช.สามีนางธิดาก็โพสต์เฟซบุ๊กเช่นกันว่า ประวัติศาสตร์มักซ้ำรอยตนเอง แต่ในคุณภาพที่สูงยิ่งขึ้น ระบุว่าจอมพลถนอม, จอมพลประภาส, พ.อ.ณรงค์ ยิ่งใหญ่เกรียงไกรแค่ไหนใครๆ ก็รู้ แต่พวกเขาสืบทอดอำนาจเผด็จการต่อเนื่องมาจากจอมพลสฤษดิ์ &amp;nbsp;ธนะรัชต์ จนประวัติศาสตร์ขานเรียกรวมกันว่าสามทรราช เรื่องนี้ก็ตราตรึงไว้ในประวัติศาสตร์ประชาชนไทยแล้ว แต่ไม่ว่าพวกเขาจะยิ่งใหญ่เกรียงไกรแค่ไหน หากกดขี่ข่มเหงประชาชนไปจนถึงจุดที่ประชาชนไม่อาจจะทานทนอีกต่อไปได้ ในที่สุดก็เกิดการเคลื่อนไหวใหญ่เพื่อโค่นล้มสามทรราชในวันที่ 14 ตุลาคม 2516 ขึ้น ชะตากรรมของพวกเขาคือไม่มีแผ่นดินอยู่&amp;nbsp;
&amp;ldquo;ประวัติศาสตร์มีเอาไว้เพื่อศึกษาเรียนรู้ เก็บรับบทเรียนที่เป็นประโยชน์เพื่อเดินรอยตาม และสร้างเสริมให้เกิดคุณูปการมากยิ่งขึ้น ในขณะเดียวกันก็ต้องหลีกเลี่ยงความผิดพลาดชั่วร้ายเลวทรามไม่ให้เกิดขึ้นเช่นเดียวกัน ไม่เช่นนั้นประวัติศาสตร์ก็จะซ้ำร้อยตนเอง แต่ในคุณภาพที่สูงยิ่งขึ้น&amp;rdquo; นพ.เหวงโพสต์ไว้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน น.ส.ณัฏฐา มหัทธนา หรือโบว์ แกนนำกลุ่มคนอยากเลือกตั้งทวีตในทวิตเตอร์ว่า เพื่อนฝรั่งเศสเล่าให้ฟังว่าในประเทศเขาแทบไม่มีใครนึกชื่อ ผบ.ทบ.ออก เพราะเป็นข้าราชการปกติคนหนึ่ง &amp;nbsp;ไม่ได้มีบทบาทแบบนักการเมือง เหมือนที่คนไทยคงไม่รู้จักว่าใครเป็น ผอ.สพฐ.ในกระทรวงศึกษาฯ &amp;nbsp;ส่วนคนเยอรมันบอกในประเทศที่รัฐบาลเป็นปกติ ถ้า ผบ.ทบ.ออกมาพูดแบบวันนั้น ถูกย้ายเข้ากรุไปแล้ว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/48047</URL_LINK>
                <HASHTAG>กษิต ภิรมย์, กิตติศักดิ์ ปรกติ, ประยงค์ ดอกลำไย, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191014/image_big_5da47be7c21e2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>48037</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/10/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/10/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บันทึกหน้า4</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; www.thaipost.net ไทยโพสต์ &amp;ldquo;อิสรภาพแห่งความคิด&amp;rdquo; Line ID:@thaipost ผ่านไปแล้วสำหรับงานรำลึกครบ 46 ปี เหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 การลุกฮือของมวลมหาประชาชนครั้งใหญ่ขับไล่รัฐบาลเผด็จการทหารครั้งแรกของประเทศไทย ซึ่งนอกจากจะเป็นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ของการพัฒนาประชาธิปไตยไทยแล้ว ยังเป็นเหตุการณ์ที่ได้รับการยอมรับจากทุกฝ่ายในทางการเมือง อันเป็นความสามัคคีของประชาชน ครั้งนั้นไม่มีความแตกแยกในหมู่ประชาชนเหมือนการเมืองในยุคปัจจุบัน และครั้งนั้นจบลงได้ด้วยพระบารมีของพระมหากษัตริย์ที่ทรงเข้ามายุติวิกฤติ ...0&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ธรรมเนียมปฏิบัติของงานรำลึก 14 ตุลา ที่ทำมาอย่างต่อเนื่อง จะมีทั้งผู้แทนฝ่ายรัฐบาลและผู้แทนฝ่ายค้านเดินทางมาร่วมกล่าวสดุดีวีรชนและวางพวงมาลา โดยนัยนี้เห็นได้ว่าเป็นเหตุการณ์ที่ได้รับการยอมรับจากทุกฝ่ายในทางการเมืองดังที่กล่าว อีกธรรมเนียมหนึ่งคือการกล่าวปาฐกถา 14 ตุลา ประจำปี ในปีนี้ &amp;ldquo;กิตติศักดิ์ ปรกติ&amp;rdquo; อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ขึ้นกล่าวปาฐกถา ในหัวข้อ &amp;ldquo;นิติรัฐและนิติธรรม กับระบอบประชาธิปไตยไทย&amp;rdquo; ซึ่งหากใครได้ฟังเนื้อหาอย่างเต็มๆ แล้ว จะได้สาระความรู้ไม่น้อย แต่เนื้อหาตรงกับหัวข้อหรือไม่ โดยเฉพาะคำสุดท้าย ก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน ...0&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อาจารย์ &amp;ldquo;กิตติศักดิ์&amp;rdquo; บรรยายตั้งแต่เรื่องรัฐธรรมนูญไทย ที่มาของหลักนิติรัฐนิติธรรม ตั้งแต่นักปรัชญาการเมืองต่างประเทศ ประวัติศาสตร์ความขัดแย้ง การต่อสู้ช่วงชิงอำนาจของชนชั้นนำในประเทศอังกฤษ การต่อสู้เพื่อปลดปล่อยสหรัฐอเมริกาจากการเป็นอาณานิคมของอังกฤษ และพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ ในต่างประเทศแล้วอธิบายวกกลับมายังของไทย ที่พระมหากษัตริย์ทรงถือหลักธรรมเป็นใหญ่ จนถึงประเด็นการรัฐประหาร ซึ่งเขามองว่าเป็นความจำเป็น เนื้อหาโดยภาพรวมของการปาฐกถาจึงน่าจะเป็น &amp;ldquo;นิติรัฐและนิติธรรม กับพระราชอำนาจ&amp;rdquo; ที่ฟังดูใกล้เคียงกว่า ...0&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากกิจกรรมตามธรรมเนียม ปีนี้งาน 14 ตุลา ได้จัดเต็มช่วงบ่ายด้วยการเปิดวงเสวนา &amp;ldquo;ยุติธรรมวิกฤติ จะปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมอย่างไร ไม่ให้เลือกปฏิบัติ-สองมาตรฐาน&amp;rdquo; เชิญชวนคนดังมาร่วมกว่า 10 ราย โดยประเด็นหลักๆ ที่วงเสวนาเห็นสอดคล้องกัน มีทั้งปัญหาความมั่นคง ปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และปัญหาการจับกุมดำเนินคดีประชาชนฐานรุกป่ารุกที่ดินของรัฐ ทั้งที่อยู่มาก่อน วาทะเด็ดจากงานเสวนาครั้งนี้เห็นจาก &amp;ldquo;กษิต ภิรมย์&amp;rdquo; อดีต รมว.ต่างประเทศ ชี้ว่า &amp;ldquo;แทนที่รัฐจะใช้กฎหมายเป็นกรอบของความยุติธรรม กลับใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือทางการเมือง&amp;rdquo; ...0&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การบรรยายพิเศษอันดุเดือดเลือดพล่านของ &amp;ldquo;พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์&amp;rdquo; ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ที่โจมตีฝ่ายการเมืองเมื่อวันที่ 11 ต.ค.ที่ผ่านมา ยังสะเทือนกันถึงวันนี้ หนึ่งในหัวหมู่ทะลวงฟันของฝ่ายค้านที่เดินหน้าฉะ &amp;ldquo;พล.อ.อภิรัชต์&amp;rdquo; อย่างต่อเนื่อง ต้องคนนี้ &amp;ldquo;ร.ท.หญิง สุณิสา ทิวากรดำรง&amp;rdquo; รองโฆษกพรรคเพื่อไทย ล่าสุดถึงกับเสนอให้ &amp;ldquo;พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา&amp;rdquo; นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม พิจารณางดบำเหน็จ &amp;ldquo;พล.อ.อภิรัชต์&amp;rdquo; โดยบอกว่า &amp;ldquo;เพื่อดัดนิสัยที่ชอบแทรกแซงการเมืองและวางตัวไม่เหมาะสมบ่อยๆ ซึ่งผิดทั้งในแง่ระเบียบ ผิดทั้งในแง่การวางตัว และผิดทั้งในแง่เนื้อหา เพราะพูดใส่ร้ายพรรคฝ่ายค้านให้ดูน่ากลัวเกินจริง&amp;rdquo; และ &amp;ldquo;ผบ. ทบ.ต้องรับผิดชอบในสิ่งที่ตนเองพูด ในเมื่อท่านพูดจาให้บ้านเมืองเสียหาย ทำให้สังคมเกิดความแตกแยก ก็สมควรโดนงดบำเหน็จเพื่อแสดงความรับผิดชอบ&amp;rdquo; เรียกว่าเดือดไม่แพ้กัน แม้ผ่านมาสามวันแล้วจริงๆ ...0&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/48037</URL_LINK>
                <HASHTAG>กษิต ภิรมย์, กิตติศักดิ์ ปรกติ, บันทึกหน้า4, ร.ท.หญิงสุณิสา ทิวากรดำรง, ​​​​​​​นายชาติสังคม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/5a2df4ed2a690-2.png</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>42683</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/08/2019 17:48</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/08/2019 17:48</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;กษิต -สมชัย -โคทม&#039;รวมตัวไม่เอารธน. คิ๊กออฟเปิดทางแก้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อเวลา 13.30 น. ที่พุทธสถานเชียงใหม่ อ.เมือง จ.เชียงใหม่&amp;nbsp; มีการจัดงาน&amp;rdquo;จินตนาการใหม่ ข้อตกลงใหม่ รัฐธรรมนูญใหม่ ประเทศไทยแบบไหน ที่เราอยากอยู่ร่วมกัน&amp;rdquo; โดยมีนายกษิต ภิรมย์ ที่ปรึกษาคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย(ครป.) นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) นายโคทม อารียา ผอ.ศูนย์ ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล&amp;nbsp; ร่วมเสวนา ทั้งนี้การจัดเสวนาดังกล่าวเป็นไปตามแคมเปญรณรงค์แก้รัฐธรรมนูญ 2560 เพื่อนำไปสู่การร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ตามที่พรรคอนาคตใหม่ได้แสดงความตั้งใจเอาไว้ตั้งแต่ช่วงก่อนการเลือกตั้ง

นายกษิต กล่าวว่า ปัญหาของการเมืองไทย ตั้งแต่วันที่ 24 มิ.ย. 2475 ที่ต้องการเป็นสังคมประชาธิไตย แบบเสรีนิยม คือ ทัศนคติ และค่านิยมของสังคมไทย ในเรื่องอำนาจนิยม และระบบอุปถัมภ์ ที่มีมาอย่างยาวนาน ซึ่งคนไทยมีสถานะเป็นราษฎร เป็นผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา จึงมีความเกรงกลัวต่อผู้มีอำนาจ วาสนา บารมี และเงินทอง ทำให้มีระบบอุปถัมภ์ขึ้นมา และความสัมพันธ์ระหว่างผู้ปกครองและผู้ใต้ปกครองเป็นลักษณะส่วนตัว ความเท่าเทียมกันต่อหน้ากฎหมาย จึงถูกทำให้อ่อนลงไป เพราะเราสามารถเข้าไปแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม แต่สังคมประชาธิปไตยต้องใช้กฎหมายเป็นตัวตั้ง แต่ก็ไปต่อไม่ได้เพราะถูกทำลายโดยค่านิยมแบบดั้งเดิม ประเด็นถัดมา คือ ความเข้าใจเกี่ยวกับสถาบันหลักสี่ประการ ได้แก่ ชาติ ศาสน กษัตริย์ และหลัก นิติธรรมนิติรัฐ ว่าประชาชนชาวไทยมีความเข้าใจเรื่องนี้มากน้อยแค่ไหน รวมทั้งความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงของสังคมไทย ในเมื่อไม่มีใครกล้าจะพูดความจริงแม้แต่ตัว นายกรัฐมนตรี

&amp;ldquo;ผมเป็นคนหนึ่งที่คัดค้านรัฐธรรมนูญฉบับนี้ โดยเฉพาะกรณีการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีจากพรรคการเมืองโดยที่ไม่ต้องเป็น ส.ส. เช่นเดียวกับการให้ผู้นำเหล่าทัพมีตำแหน่งเป็นสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งไม่มีที่ไหนในโลกที่ให้ข้าราชการประจำ มีตำแหน่งในสภา&amp;rdquo; นายกษิต ระบุ&amp;nbsp;&amp;nbsp;

เขากล่าวต่อว่า สิ่งที่ประเทศเยอรมันและญี่ปุ่นระบุเหมือนกันในรัฐธรรมนูญ คือ 1.ต้องเป็นสังคมประชาธิปไตย เป็นอื่นไม่ได้ 2.ฉีกรัฐธรรมนูญไม่ได้ 3.เน้นที่ สิทธิ และความรับผิดชอบของทุกชนชั้น 4.การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของภาครัฐอย่างโปร่งใส 5.เป็นรัฐเดียวโดยแบ่งแยกไม่ได้ หรืออย่างในสวิตเซอร์แลนด์ จะมีการทำประชามติปีละ 3-4 ครั้งในประเด็นใหญ่ๆ โดยรัฐบาลจะต้องแจ้งให้ประชาชนทราบก่อน 3 เดือน พร้อทั้งมีการนำเสนออย่างกว้างขวาง และมีการดีเบตออกสื่อ ทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ช่วยประกอบการตัดสินใจของประชาชน

&amp;ldquo;ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของเรา ต้องมีประเด็นเหล่านี้ใส่ไปให้ครบ เพราะกฎหมายรัฐธรรมนูญไม่ใช่คู่มือในการบริหารราชการ อย่างรัฐธรรมนูญปี 60 นั้น เป็นคู่มือการบริหารราชการทำเหมือนว่า คนที่มาเป็นนายกรัฐมนตรี ต้องปัญญาทึบ อย่างยิ่ง ถึงมีการกำหนดว่า จะต้องทำอะไรต่อไปในอนาคต แต่ต้องมาจากเสียงส่วนใหญ่ของประชาชน การจะดึงดันไม่ว่าจะใช้รถถังหรือ เสียงข้างมากในรัฐสภานั้นก็เป็นเผด็จการพอๆกัน&amp;rdquo;

นายกษิต กล่าวตอนหนึ่งด้วยว่า ตอนที่เลือกแคนดิเดทนายกรัฐมนตรีของพรรคประชาธิปัตย์ นั้น ไม่ได้มาจากการเลือกโดยสมาชิกพรรคทั่วประเทศ แต่เป็นการเลือกจาก อดีต ส.ส. และอดีตรัฐมนตรี ภายในพรรครวมๆ กันประมาณ 300 กว่าคน ซึ่งยิ่งใครมีอำนาจและเงินทอง มากก็จะมีสิทธิ์มีเสียงมากหน่อย ซึ่งวิธีการดังกล่าวก็ไม่ใช่วิธีการที่เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ซึ่งหัวใจสำคัญอีกข้อหนึ่งคือ การทำให้พรรคการเมืองเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริงด้วยเช่นกัน

นายสมชัย กล่าวว่า ความขัดแย้งในประเทศไทย เกิดมาจากประการแรกคือ นักการเมืองชี้นำประชาชน ประการต่อมาคือ ชนชั้นนำในสังคม ใช้ข้ออ้าง ในการเปลี่ยนแปลงบางอย่าง ที่นำไปสู่ความขัดแย้ง จนทำให้ประชาชนเข้าสู่ความขัดแย้งด้วย ขณะที่ประชาชนเอง ก็มีความมุ่งมั่นที่จะเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมากเกินไป&amp;nbsp; แม้จะเป็นเรื่องที่ดี แต่เราต้องรู้ทันการเมืองด้วย ประการต่อมา คือ เทคโนโลยี การแพร่กระจายของข่าวสาร รวมทั้งระบบอัลกอริธึ่มในการกลั่นกรองข้อมูลให้กับเรา โดยเฉพาะข้อมูลซ้ำๆ สิ่งสำคัญคือ นักการเมืองต้องรับฟังความเห็นจากฝ่ายตรงข้าม ในส่วนของชนชั้นนำนั้นคงเปลี่ยนแปลงยาก แต่ในส่วนของประชาชน นั้นต้องมีการกลั่นกรองข้อมูล รับฟังฝ่ายอื่น ในมุมที่กว้างขึ้น เพื่อให้รู้ว่าข้อมูลข่าวสารไม่ได้มีซีกเดียว ในส่วนของเทคโนโลยีนั้น เราไม่สามารถไปแตะต้องได้ แต่เราสามารถรู้ทันมันได้

เขากล่าวต่อว่า เมื่อมีการพูดถึงการแก้รัฐธรรมนูญ ฝ่ายที่เห็นตรงข้ามก็จะบอกว่า ต้องแก้ปัญหาปากท้องก่อน แต่ตนบอกเลยว่า หากจะแก้ปัญหาปากท้อง ต้องแก้รัฐธรรมนูญก่อน เพื่อให้ระบบการเมืองอยู่บนฐานประโยชน์ประชาชนอย่างแท้จริง ไม่ใช่ทำให้คนกลุ่มนึงอยู่ในอำนาจต่อไป ทั้งที่อยู่มาแล้ว 5 ปี ประเด็นต่อมาคือ รัฐธณรมนูยต้องเอื้อให้ระบบราชการ สามารภทำงานได้โดยสะดวก หากรัฐธรรมนูญยังระบุให้เป็นการทำงานแบบเดิมๆ โดยที่ภาพราชการต้องคิด และทำด้วยนั้ ย่อมไม่สามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้นได้&amp;nbsp; เช่นเดียวกับการสร้างการตรวจสอบถ่วงดุลผู้มีอำนาจได้ โดยทุกภาคส่วน ทั้งจากรัฐสภา ทั้ง ส.ส. ในสว่นของ ส.ว.นั้น หากเขาบอกว่าจะช่วยตรวจสอบถ่วงดุลนั้น ไม่ต้องไปเชื่อเขา เพราะล่าสุดวันแถลงนโยบายรัฐบาล พวกเขายังหารือกันอยู่เลย ว่าจะเชียร์รัฐบาลนี้อย่างไร ประการต่อมา คือ องค์กรอิสระ ที่ต้องหาบุคลากรดีๆเข้าไปทำงาน และประการสุดท้ายคือภาคประชาชน ในการร่วมกันกำกับดูแล

นายโคทม กล่าวว่า ในสถานการณ์แบบนี้ประเทศไทยมีแต่บอบช้ำ ซึ่งในช่วงที่ คสช.บอกว่าเราต้องขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้พ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง ซึ่งยังทำได้ไม่ไกลนักแม้การเติบโตทางเศรษฐกิจของเราจะโตที่ 3% แต่เราก็เป็นที่สุดท้ายของอาเซียน ขณะที่ช่องว่างระหว่างรายได้ และการถือครองทรัพย์สินของคนจนและคนรวยก็ยังมากอยู่ดี หากเราไม่รวบรสวมทรัพยากรจากคนทุกชนชั้น มาร่วมขับเคลื่อน เราก็ยังคงติดขัดอยู่อย่างนี้ นอกจากนี้ยังมีกับดักทางการเมือง อย่างการตั้ง ส.ว. ที่ต้องทำหน้าที่ตัดสินใจแทนปวงชนชาวไทย แล้วมันจะเป็นไปได้อย่างไร ที่การตัดสินจะมีคุณภาพ โดยไม่ติดกับชุดความคิดแบบราชการ ซึ่งการแบ่งขั้ว ท้ายที่สุดแล้ว ประชาชนจะเสียประโยชน์ และผุ้ที่ได้ประโยชน์คือ ผู้ที่อยากจะคงสถานะอำนาจของตนไว้ ทั้งอำนาจการเมือง อำนาจการประกอบธุรกิจ และการควบคุมประชาชนผ่านระบบราชการ

นายโคทม กล่าวต่อว่า กระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ต้องมีความงดงาม ตั้งแต่การเริ่มต้น ตอนกลาง และตอนปลาย ก่อนอื่นต้องคิดกว้างๆก่อน นั่นคือ ตนอยากเห็นอำนาจจรัฐมาจากมนุษย์ ไม่ใช่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือเทพเจ้า เพราะผมเชื่อว่า มนุษย์มีความดีเป็นพื้นฐาน และผมคาดหวังว่า รัฐธรรมนูญจะช่วยปลูกฝังประชาธิปไตยที่มีปัญญาญาณ ช่วยสร้างสังคมเกื้อกูลกัน ส่งเสริมความคิดใหม่ๆ การแข่งขันเสรี ที่ไม่เอาเปรียบกัน โดยในช่วงเริ่มนั้นขอให้เป็นไปอย่างช้าๆ โดยมีอนุกรรมการสื่อสารกับสังคม ว่าชอบหรือไม่ชอบ ส่วนไหนในรัฐธรรมนูญที่กำลังจะร่าง ขณะเดียวกันทั้งฝ่ายรัฐบาล และฝ่ายค้านต้องมีการหารือร่วมกันถึงประเด็นดังกล่าว ขณะที่ฝ่ายธุรกิจและภาคประชาสังคม นั้นต้องมีส่วนร่วมที่พอดี ไม่ใช่การลากจูงไปในทางหนึ่งทางใด&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/42683</URL_LINK>
                <HASHTAG>#พรรคอนาคตใหม่, กษิต ภิรมย์, การแก้รัฐธรรมนูญ, นายสมชัย  ศรีสุทธิยากร, โคทม อารียา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190804/image_big_5d46b77bcf5d7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>38266</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/06/2019 14:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/06/2019 14:20</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เอาไงแน่!&#039;นิวเดม&#039;งงอดีตผู้เฒ่าปชป.ชวนตั้งพรรค ลั่นยังอยู่ที่เดิมแค่ยุติบทบาท</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 มิ.ย.62- นายธนัตถ์ ธนากิจอำนวย อดีตผู้สมัครส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ ชี้แจงกรณีมีข่าวว่าจะไปตั้งพรรคใหม่ ว่า ไม่เป็นความจริง เพราะตนยังคงเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์และกลุ่มนิวเดม เพียงแต่ยุติบทบาททางการเมืองอาจจะมีการเข้าใจผิดกัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ส่วนตัวเคารพท่านกษิตและเป็นนักการเมืองแบบอย่างคนหนึ่ง ถ้าท่านชวนคุยก็จะยินดีเสมอ จริงๆการพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดกัน ไม่ใช่เรื่องผิดแปลก แต่ถ้าใครถามหรือชักชวนเรื่องให้ออกไปอยู่พรรคอื่นหรือตั้งพรรคใหม่ คงตอบได้เพียงว่าไม่มีความต้องการที่จะออกไปมีส่วนร่วมกับพรรคการเมืองอื่นแน่นอน&amp;quot;นายธนัตถ์กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก่อนนี้นายกษิต ภิรมย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยหลังยื่นใบลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ถึงอนาคตทางการเมืองว่า การหาแนวร่วมกลุ่มคนที่มีแนวคิดเดียวกัน โดยขณะนี้ยังไม่มีการชักชวนนายอภิสิทธิ์ให้มาร่วม แต่ยอมรับว่าได้มีการพูดคุยกับนายธนัตถ์ ธนากิจอำนวย อดีตกลุ่มนิวเดม โดยขณะนี้ส่วนตัวก็มีรายชื่อไว้หมดแล้ว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/38266</URL_LINK>
                <HASHTAG>กษิต ภิรมย์, ตั้งพรรคใหม่, ธนัตถ์ ธนากิจอำนวย, นิวเดม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180928/image_big_5bae1165308cb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>38233</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/06/2019 12:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/06/2019 10:34</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;กษิต&#039;โบกมือลาประชาธิปัตย์ ตั้งพรรคใหม่กับ&#039;นิวเดม&#039;แต่ยังไม่ได้ชวน&#039;มาร์ค&#039;ร่วมทัพ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 มิ.ย.62- &amp;nbsp; นายกษิต ภิรมย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ยื่นหนังสือลาออกสมาชิกพรรค &amp;nbsp;โดยนายกษิต กล่าวว่าพรรคประชาธิปัตย์ขับเคลื่อนในทิศทางที่เห็นต่างกับตนเอง &amp;nbsp;ก่อนที่จะมายื่นหนังสือลาออกในวันนี้ก็ได้ตัดสินใจมาหลายวันแล้ว &amp;nbsp;โดยข้อคิดเห็นส่วนตัวได้แจ้งต่อผู้ใหญ่ในพรรค ทั้งทางวาจาและหนังสือถึง 4 หน้า โดยยื่นให้ผู้ใหญ่ในพรรคกว่า 10 คน ถึงมุมมองและอุดมการณ์ในฐานะนักเสรีประชาธิปไตย สำหรับเนื้อหาในหนังสือพูดถึง 3 เรื่อง คือทำไมพรรคถึงแพ้ รวมถึงการปฏิรูปพรรค และแนวทางทางการเมือง โดยเสนอให้ไม่ไปร่วมกับเพื่อไทยและพลังประชารัฐ &amp;nbsp;ซึ่งผู้ใหญ่ที่รับหนังสือแล้วก็มีโทรศัพท์เข้ามาพูดคุยบ้าง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;แม้จะลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์แล้วแต่ก็จะไม่หนีไปไหน เพราะยังสามารถทำงานร่วมกันได้ เพราะเป็นเพื่อนกัน โดยส่วนตัวจะยังคงทำงานขับเคลื่อนแนวคิดเสรีประชาธิปไตยต่อไป เพื่อให้มีประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบ ไม่เอากับประชานิยม &amp;nbsp;เผด็จการ และการทุจริตประพฤติมิชอบ&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกษิต กล่าวต่อว่า ก่อนหน้านี้สมาชิกพรรคทยอยลาออกก็ได้เชิญทุกคนที่มีแนวคิดเดียวกันมาร่วมกลุ่มพลังที่ 3 ทางการเมืองที่มีธรรมาภิบาลกำกับ โดยมีการพูดคุยกับกลุ่มเอ็นจีโอ และนักวิชาการ ส่วนการตั้งพรรคการเมืองยอมรับเป็นได้ แต่มองว่าไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะการเริ่มต้นวันนี้ คือ การหาแนวร่วมกลุ่มคนที่มีแนวคิดเดียวกัน โดยขณะนี้ยังไม่มีการชักชวนนายอภิสิทธิ์ให้มาร่วม แต่ยอมรับว่าได้มีการพูดคุยกับนายธนัตถ์ ธนากิจอำนวย อดีตกลุ่มนิวเดม โดยขณะนี้ส่วนตัวก็มีรายชื่อไว้หมดแล้ว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/38233</URL_LINK>
                <HASHTAG>กษิต ภิรมย์, ตั้งพรรคใหม่, นิวเดม, ประชาธิปัตย?, ลาออก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180511/image_big_5af4f07050826.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>14542</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/08/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/08/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘ปู’เผ่นตั้งหลักดูไบ ผวาอังกฤษส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน/กษิตแนะสกัดหนีทุกปท.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; ผวาถูกส่งตัวเป็นผู้ร้ายข้ามแดน! &amp;quot;ยิ่งลักษณ์&amp;quot; บินออกจากลอนดอนเผ่นไปตั้งหลักกับพี่ชายที่ดูไบแล้ว &amp;quot;วิษณุ&amp;quot; เผยหนังสือขอตัวเป็นความต้องการจากสหราชอาณาจักร ยอมรับถูกตีความเป็นเรื่องการเมือง &amp;nbsp;ส่วน &amp;quot;ศรีวราห์&amp;quot; มาแล้ว ไม่ยืนยันว่าก่อนนี้ &amp;quot;ปู&amp;quot; อยู่อังกฤษทั้งที่อดีต ส.ส.เพื่อไทยบินไปพบพรึ่บ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภายหลังที่สถานเอกอัครราชทูตไทยในสหราชอาณาจักรได้ส่งจดหมายลงวันที่ 5 กรกฎาคม 2561 ไปที่กระทรวงการต่างประเทศของสหราชอาณาจักร (Foreign and Commonwealth Office) เพื่อร้องขอต่อทางการอังกฤษให้ส่งตัว น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กลับมาประเทศไทย เพราะ น.ส.ยิ่งลักษณ์เป็นบุคคลที่ทางการไทยต้องการนำตัวมารับโทษจำคุก 5 ปี จากคำตัดสินของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และได้ออกหมายจับตั้งแต่มีคำตัดสินเมื่อวันที่ 27 กันยายน 2560 เพื่อนำตัว น.ส.ยิ่งลักษณ์มารับโทษ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ล่าสุด เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม มีรายงานว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้เดินทางจากกรุงลอนดอนเดินทางไปยังบ้านพักของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ และพี่ชาย ที่นครดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์แล้ว เพื่อหลีกเลี่ยงความไม่แน่นอนที่อาจเกิดขึ้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ แหล่งข่าวในพรรคเพื่อไทยยืนยันว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ไปตั้งหลักที่นครดูไบเรียบร้อยแล้ว และหลังจากนี้ พยายามระมัดระวังตัว ไม่ปรากฏผ่านสื่อ เพื่อไม่ให้ตกเป็นเป้าทางการเมือง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ว่า เมื่อวันที่ 31 ก.ค. ที่มีการประชุมคณะรัฐมนตรีระหว่างการรับประทานอาหารเที่ยง นายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.การต่างประเทศ ได้เล่าให้ฟังว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ตำรวจและอัยการเป็นผู้ริเริ่ม ก็ต้องดำเนินการตามกฎหมาย ไม่มีอะไรพิเศษ กระทรวงการต่างประเทศมาทราบภายหลังแล้วด้วยซ้ำไป ส่วนเขาจะว่าอย่างไรก็เป็นเรื่องของอังกฤษ ไม่ได้เน้นย้ำอะไรเป็นพิเศษ &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า มีการตั้งข้อสังเกตว่าผู้จะยื่นขอตัวน่าจะเป็นอัยการ ในฐานะผู้ประสานงานกับทางการอังกฤษ รองนายกฯ ตอบว่า เป็นความต้องการจากอังกฤษ เหมือนเป็นการทาบทาม ยังไม่เข้าสู่กระบวนการจริงๆ &amp;nbsp;แต่เรื่องต้องเริ่มจากทางตำรวจ ไม่ใช่อยู่ดีๆ กระทรวงการต่างประเทศจะนึกขึ้นได้แล้วขอไป&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ยืนยันว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นผู้ริเริ่มเรื่องนี้มา และเข้าใจว่ามีการส่งเรื่องไปแล้วตามลำดับ เพราะทำมาระยะหนึ่งแล้ว แล้วมีการขอให้กระทรวงการต่างประเทศช่วยย้ำไปอีกครั้ง เป็นการขอความร่วมมือให้กระทรวงต่างประเทศรับรู้ เราก็แจ้งไปว่าเรารับรู้ และสนธิสัญญาที่อ้างไว้ แม้จะเก่าแล้วก็ยังสามารถใช้ได้&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถามว่าอังกฤษต้องตีความว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องการเมืองใช่หรือไม่ นายวิษณุตอบว่า แน่นอน เพราะเป็นหลักของกฎหมายระหว่างประเทศ ที่จะไม่ส่งผู้ร้ายข้ามแดนในคดีที่เป็นเรื่องทางการเมืองหรือมนุษยธรรม&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกษิต ภิรมย์ อดีต รมว.การต่างประเทศ เผยว่า &amp;nbsp;ตามปกติการขอส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนมีกรอบดำเนินการคือข้อตกลงระหว่างประเทศนั้นๆ กับประเทศไทย ซึ่งไทยมีอยู่มากกว่า 20 ฉบับกับนานาประเทศทั่วโลก และขอความร่วมมือเป็นกรณีในฐานะมิตรประเทศ โดยที่ผ่านมาระหว่างไทย-อังกฤษ ได้เคยขอตัวผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างกันมาแล้ว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขาบอกว่า กรณี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ต้องดูสถานะว่าขอลี้ภัยทางการเมืองหรือไม่ หรือหนีกระบวนการยุติธรรม ซึ่งถ้าเป็นกรณีลี้ภัยทางการเมืองจะไม่ส่งตัวให้ และเมื่อมองจากมุมมองของอังกฤษ น่าจะยังไม่สามารถแยกแยะได้ว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์อยู่ในสถานะใด ดังนั้นรัฐบาลต้องชี้แจงนานาประเทศ และให้ข้อมูลยืนยันว่ากรณี น.ส.ยิ่งลักษณ์ไม่ใช่เรื่องการเมืองเป็นต้นเหตุในการพิจารณาคดีอาญา&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกษิตกล่าวว่า เมื่อยื่นขอตัวไปแล้ว ประเทศที่ขอจะนำเรื่องไปพิจารณา ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคือกระทรวงการต่างประเทศอังกฤษ กระทรวงยุติธรรม หรือมหาดไทย หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และจะรับฟังกระทรวงการต่างประเทศของประเทศนั้นๆ ด้วย ทั้งนี้ เห็นว่ารัฐบาลควรประสานกับทุกประเทศมีข่าวว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์เดินทางไปทั้งจีน รัสเซีย ฮ่องกง ปารีส และสิงคโปร์ด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;สมัยผมเป็นรัฐบาล กรณีคุณทักษิณเดินทางออกจากดูไบค่อนข้างจะยาก เพราะเราชี้แจงกับต่างประเทศชัดเจน ผมได้เชิญทูตทุกประเทศมาชี้แจงกระบวนการยุติธรรม และมีคำสั่งไปทุกประเทศทั่วโลก ยืนยันไปว่าไม่มีนัยทางการเมือง ไม่มีการกลั่นแกล้งกัน อย่างไรก็ตาม จุดล้มเหลวในการดำเนินการขอตัวผู้ร้ายข้ามแดนของไทย อยู่ที่ความจริงจังของเจ้าหน้าที่ ที่ต้องจริงจัง จริงใจ และยึดกระบวนการยุติธรรมเป็นที่ตั้ง&amp;rdquo; นายกษิต กล่าว &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) กล่าวว่า ไม่สามารถยืนยันแน่ชัดว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์อยู่ในประเทศอังกฤษ แต่จากการสืบสวน สืบทราบทั้งจากตำรวจสากลและข้อมูลต่างๆ ก็เชื่อได้ว่าอยู่ที่ประเทศอังกฤษ จึงทำหนังสือขอตัวผู้ร้ายข้ามแดนตามกระบวนการ ส่วนจะมีการตอบกลับอย่างไร ก็เป็นเรื่องของทางกระทรวงการต่างประเทศ ยืนยันว่าดำเนินการติดตามอย่างต่อเนื่องโดยตลอด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายชูศักดิ์ ศิรินิล ประธานที่ปรึกษากฎหมายพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า สาระสำคัญที่ประเทศคู่สัญญาจะต้องพิจารณามี 2 ประเด็นคือ เป็นเรื่องการเมืองหรือไม่ เพราะเป็นคดีความที่เกิดขึ้น สืบเนื่องมาจากการรัฐประหาร และเป็นผลความขัดแย้งทางการเมืองหรือไม่ เป็นดุลยพินิจของแต่ละประเทศ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;แต่ที่ผ่านมา น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้ต่อสู้ประเด็นคดีความต่างๆ ว่าเป็นเรื่องทางการเมือง ซึ่งเป็นผลพวงจากการรัฐประหารทั้งสิ้น รวมถึงการที่รัฐบาลใช้มาตรา 44 &amp;nbsp;ดำเนินการในเรื่องต่างๆ ซึ่งต่างประเทศมองเรื่องนี้อยู่พอสมควร จึงเชื่อว่าเป็นมุมมองทางการต่างประเทศจะนำไปพิจารณาได้&amp;rdquo; นายชูศักดิ์กล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายชูศักดิ์กล่าวว่า ส่วนประเด็นที่ 2 จะพิจารณาจากหลักถิ่นฐานที่อยู่ โดยกรณีนี้ต้องพิจารณาว่า น.ส. ยิ่งลักษณ์มีถิ่นฐานหรือที่พำนักพักพิงอยู่ที่ใด แม้ น.ส.ยิ่งลักษณ์จะได้รับวีซ่าให้เดินทางเข้าสหราชอาณาจักรเป็นระยะเวลา 10 ปี แต่ น.ส.ยิ่งลักษณ์มีถิ่นฐานที่อยู่ที่นั่นจริงหรือไม่ ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องพิสูจน์กันต่อไป หากไม่มี ประเทศคู่สัญญาก็ไม่สามารถดำเนินการใดๆ ได้ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถามถึงการดำเนินการของรัฐบาลในช่วงนี้มีเหตุมาจากปัจจัยใด ประธานที่ปรึกษากฎหมายฯ ตอบว่า จากการหาข้อมูลเบื้องต้นทราบว่าการดำเนินการดังกล่าวของรัฐบาล สืบเนื่องจากรัฐบาลน่าจะทราบถึงถิ่นที่อยู่ที่ชัดเจนของ น.ส.ยิ่งลักษณ์แล้ว ไม่น่าจะเกี่ยวกับการพบปะระหว่าง น.ส.ยิ่งลักษณ์และอดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทยที่อังกฤษ เพราะเป็นคนละเรื่องกัน &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ขอให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินว่าเหตุใดรัฐบาลถึงดำเนินการเรื่องนี้ให้เป็นข่าวใหญ่โตในขณะนี้ ผมอยู่พรรคเพื่อไทย ไม่อยากวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาล เพื่อป้องกันปัญหาความขัดแย้ง&amp;rdquo;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม นายชูศักดิ์เห็นว่า การที่อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทยเดินทางไปพบปะ น.ส.ยิ่งลักษณ์ที่อังกฤษ &amp;nbsp;เป็นเรื่องปกติของคนที่มีความสนิทสนมคุ้นเคยกัน และไม่ได้ผิดกฎหมายตามที่ถูกมอง เนื่องจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ออกมาบอกแล้วว่าไม่ผิด ตราบใดที่บุคคลภายนอกไม่ได้มีคำสั่งหรือบงการให้มีการดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดมายังพรรค ซึ่งการไปพบของอดีต ส.ส. ก็ไม่ปรากฏว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์มีการสั่งการหรือมติใดๆ มายังพรรคเพื่อไทยด้วย.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/14542</URL_LINK>
                <HASHTAG>กษิต ภิรมย์, จำคุก5ปี, ชูศักดิ์ ศิรินิล, น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร, ผู้ร้ายข้ามแดน, วิษณุ เครืองาม, ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, สหราชอาณาจักร, หนังสือพิมพ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180801/image_big_5b61c7cfb44e5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
