<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>114388</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/08/2021 16:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/08/2021 16:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กสทช.ยันเดินหน้าสนับสนุนอินเทอร์เน็ตใช้เรียนออนไลน์ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 ส.ค. 2564 นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รักษาการแทนเลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (รักษาการแทน เลขาธิการ กสทช.) กล่าวว่า ตามที่มีข่าวว่าสำนักงาน กสทช. ชะลอโครงการสนับสนุนช่วยเหลือนักเรียน ให้มีอินเทอร์เน็ตใช้ในการเรียนออนไลน์นั้น สำนักงาน กสทช. ยืนยันว่าไม่มีการชะลอโครงการฯ ยังเดินหน้าโครงการตามเดิม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยใช้ข้อมูลที่ได้รับจากต้นสังกัดของโรงเรียน สถานศึกษา ได้แก่ กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กรุงเทพมหานคร (กทม.) กระทรวงมหาดไทย (มท.) และกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) ซึ่งปัจจุบันมีผู้ได้รับสิทธิ์ทั้งเน็ตมือถือ และเน็ตบ้านเพื่อใช้ในการเรียนออนไลน์แล้ว 2.5 ล้านคน จากที่สำนักงานฯ ได้รับมาจากหน่วยงานต้นสังกัดทั้งสิ้น 4 ล้านคน ที่เหลืออีก 1.5 ล้านคน สำนักงานฯ ต้องส่งกลับให้โรงเรียนแก้ไขข้อมูลมาใหม่ เนื่องจากข้อมูลมีชื่อซ้ำ เบอร์โทรศัพท์ใส่เลขมาไม่ครบ ใส่เลขมาเกิน ทำให้ไม่ทราบว่าใช้เบอร์อะไร สำหรับผู้ที่มีสิทธิ์ที่เหลืออีก 3 ล้านคน สำนักงานฯ ได้เร่งรัดประสานหน่วยงานต้นสังกัดให้รีบดำเนินการจัดส่งให้สำนักงานฯ เพื่อประกอบการรับสิทธิ์ตามโครงการต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายไตรรัตน์ กล่าวว่า นักเรียน ที่ข้อมูลครบถ้วนแล้ว จะได้รับ SMS เมื่อมีการ Top-up แพ็กเกจให้ และสามารถใช้สิทธิ์ได้เป็นเวลา 2 เดือนนับจากวันที่ได้รับ SMS ทั้งนี้ โครงการสนับสนุนนักศึกษาให้มีอินเทอร์เน็ตใช้ในการเรียนออนไลน์นั้น สำนักงาน กสทช. ได้จัดให้มีแพ็กเกจอินเทอร์เน็ต และการสนับสนุนค่าใช้จ่ายเน็ตบ้าน สำหรับนักเรียนระดับอนุบาล ประถมศึกษา ถึงมัธยมศึกษา นักเรียนระดับ ปวช. และการศึกษานอกโรงเรียน (กศน.) ภายใต้สังกัดของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กรุงเทพมหานคร (กทม.) กระทรวงมหาดไทย (มท.) และกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) ที่มีการเรียนการสอนออนไลน์ จำนวน 7 ล้านคน ภายในกรอบวงเงิน 1,200 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนการเรียนการสอนออนไลน์ ในราคา 79 บาท (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) เป็นระยะเวลา 2 เดือน สำหรับภาคการศึกษาต้น ของปีการศึกษา 2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114388</URL_LINK>
                <HASHTAG>กสทช, เน็ตฟรี, เรียนออนไลน์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210419/image_big_607cf90e592d1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>111005</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/07/2021 08:56</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/07/2021 08:56</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;องอาจ&#039; จี้ กสทช.หาทางคืนเงินค่าโทรสายด่วนโควิดที่ประชาชนจ่ายไปแล้ว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 ก.ค.2564 นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรค และประธาน ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่มีการเก็บเงินค่าโทรสายด่วนโควิดจากประชาชนว่า เรื่องนี้ถ้าประชาชนจับไม่ได้ไล่ไม่ทันก็คงต้องเสียเงินค่าโทรสายด่วนโควิดติดต่อเบอร์ต่างๆ ของหน่วยงานภาครัฐกันต่อไปทั้ง 7 หมายเลข คือ 1330, 1323, 1422, 1646, 1668, 1669, 1506 ทั้งๆ ที่เบอร์เหล่านี้เป็นเบอร์ฉุกเฉิน 4 หลักที่ใช้เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่เดือดร้อนจากการเป็นผู้ป่วยติดเชื้อโควิด ซึ่งควรจะให้บริการฟรีไม่มีค่าใช้จ่ายเพราะประชาชนคนยากคนจนที่ติดเชื้อก็ลำบากอยู่แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อประชาชนออกมาเปิดโปงสายด่วนโควิดของภาครัฐต้องเสียค่าโทร กสทช. ในฐานะที่เป็นหน่วยงานกำกับดูแลโอเปอเรเตอร์ค่ายโทรศัพท์ต่างๆ ทั้ง AIS TRUE DTAC และ NT ก็ออกมาอธิบายว่าที่ต้องเสียค่าโทรเพราะต้นสังกัดแต่ละหน่วยงานของภาครัฐที่รับผิดชอบสายด่วนไม่ทำเรื่องขอความอนุเคราะห์ยกเว้นค่าบริการไปยัง กสทช. เอง ทำเฉพาะเรื่องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมอย่างเดียว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คำอธิบายเรื่องนี้ของ กสทช. ชี้ให้เห็นชัดเจนว่า กสทช. ในฐานะผู้กำกับดูแลที่เรียกว่า เรกูเรเตอร์ ไม่มีจิตสำนึกที่จะดูแลช่วยเหลือประชาชนที่ประสบปัญหาจากโรคร้ายโควิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สิ่งที่ กสทช. ควรทำคือแนะนำหน่วยงานภาครัฐให้ทำเรื่องขอยกเว้นค่าบริการมาด้วยก็จะเป็นการช่วยเหลือประชาชนที่เจอเคราะห์หามยามร้ายจากพิษภัยโควิดได้มาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ กสทช. ก็ไม่ทำ จนประชาชนจับได้ไล่ทัน ไม่พอใจ กสทช. กันอย่างมาก จึงรีบขอความร่วมมือโอเปอเรเตอร์ค่ายโทรศัพท์ต่างๆ ยกเว้นค่าโทรจนกระทั่งมีการยอมยกเว้นค่าโทรสายด่วนโควิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดีมีประชาชนจำนวนมากที่ต้องเสียค่าโทรไปก่อนหน้านี้จากการทำงานที่ไร้จิตสำนึกของ กสทช. จึงขอเรียกร้องให้ กสทช. ดำเนินการคืนเงินค่าโทรสายด่วนโควิดที่ประชาชนต้องเสียค่าโทรไปก่อนหน้านี้ให้ประชาชนโดยเร็ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกัน กสทช. ก็ควรพิจารณาดูว่ามีงานอะไรอีกบ้างที่ กสทช. ควรทำเพื่อเป็นการคุ้มครองประชาชน รักษาผลประโยชน์ของประชาชนในสถานการณ์วิกฤติโควิดที่ส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจสังคมต่อประชาชนอย่างมากในขณะนี้ ไม่ควรต้องรอให้ประชาชนออกมาส่งเสียงเรียกร้องหาความถูกต้องชอบธรรมก่อนถึงรีบออกมาดำเนินการ เพราะ กสทช. ย่อมรู้ดีกว่าใครว่าในสถานการณ์เช่นนี้ กสทช. ควรทำอะไรเพื่อช่วยเหลือประชาชนจากวิกฤติโควิด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/111005</URL_LINK>
                <HASHTAG>กสทช, ชดเชยเงินคืน, นายองอาจ คล้ามไพบูลย์, สายด่วนโควิด, เบอร์โทรฉุกเฉิน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210718/image_big_60f3a696e2880.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>108316</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/07/2021 17:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/07/2021 17:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศธ. จับมือ อว.- กสทช ยกระดับเครือข่ายการศึกษาแห่งชาติ เสริมศักยภาพทั้งการเรียน และการวิจัย  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;
1 ก.ค.64- ที่ห้องประชุมจันทรเกษม กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) - กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ศธ. และสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการเพื่อพัฒนาเครือข่ายทางการศึกษาแห่งชาติ โดยมี นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ปลัด อว.) นายสุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และนายสุทธิศักดิ์ ตันตะโยธิน รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.สิริฤกษ์ กล่าวว่า &amp;nbsp;อว. ศธ. และ กสทช. ได้ลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือเพื่อร่วมสนับสนุนการพัฒนาและยกระดับเครือข่ายทางการศึกษาแห่งชาติ NEdNet ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด สำหรับการเรียนการสอนและการวิจัยของประเทศ โดยจะบูรณาการทรัพยากรโทรคมนาคมและระบบสื่อสารความเร็วสูง ดึงศักยภาพการใช้งานของทั้ง 3 หน่วยงานเข้าด้วยกัน คือ NEdNet, USO ของ กสทช.และ UniNet ของ อว. โดยจะนำเทคโนโลยีสารสนเทศ โครงข่าย การเข้าถึงแหล่งข้อมูล และการบริการโทรคมนาคมมาใช้เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนานวัตกรรมและเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการทางการศึกษา การเรียนรู้ และการวิจัยของประเทศ มุ่งที่จะใช้ทรัพยากรโทรคมนาคมที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ให้เครือข่ายการศึกษาแห่งชาติเป็นเครือข่ายที่มีความเร็วสูง เสถียร ครอบคลุมการใช้งานทุกโรงเรียนและสถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศ สำหรับการเรียนการสอนทั้งในระดับขั้นพื้นฐาน และเอื้อประโยชน์กับอาจารย์และบุคลากรทางการศึกษาในการศึกษาค้นคว้าวิจัย โดยเชื่อมต่อผ่านเครือข่าย UniNet ของ อว. ไปยังสถาบันอุดมศึกษาและแหล่งค้นคว้า แหล่งสืบค้นข้อมูลและสารสนเทศ รวมถึงฐานข้อมูลทางวิชาการและเครือข่ายห้องสมุดได้ทั่วโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;อว. ได้มีส่วนร่วมในการประชุมหารือจัดทำแผนการจัดให้มีบริการโทรคมนาคมพื้นฐานโดยทั่วถึงและบริการเพื่อสังคมฉบับที่ 3 (พ.ศ. 2565-2569) ร่วมกับ กสทช. โดยมุ่งหวังให้การให้บริการโครงข่ายและบริการอินเทอร์เน็ตเข้าถึงประชาชนและหน่วยงานภาครัฐในชนบทห่างไกลและเกิดประโยชน์สูงสุดกับผู้ใช้งานในชนบทอย่างแท้จริง จากการหารือทุกฝ่ายต่างตระหนักถึงความสำคัญของการร่วมกันสนับสนุนและพัฒนาปรับปรุงเครือข่ายทางการศึกษาแห่งชาติ NEdNet ร่วมกัน โดยใช้ USO ของ กสทช. และ UniNet ของ อว. เข้าร่วม โดยมีระยะเวลาการร่วมมือของ 3 หน่วยงาน 5 ปี ซึ่งสอดรับกับการดำเนินงานของแผนฉบับที่ 3 และจะมีการพัฒนาการดำเนินการตลอดเวลาเพื่อให้ทันต่อการพัฒนาอย่างพลิกผันทางเทคโนโลยีของโลก&amp;quot;ปลัด อว.กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/108316</URL_LINK>
                <HASHTAG>#ศธ., #อว., กสทช, เครือข่ายทางการศึกษาแห่งชาติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210701/image_big_60dd9d93a8ff8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>102656</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/05/2021 13:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/05/2021 13:58</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กสทช. เคาะวัน 24 ก.ค.เปิดประมูลสิทธิวงโคจรดาวเทียม ครั้งแรกของประเทศไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.อ.ท.ดร.ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ รองเลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (รองเลขาธิการ กสทช.) กล่าวว่า วันนี้ (12 พ.ค. 2564) ที่ประชุม กสทช. มีมติเห็นชอบต่อ (ร่าง) ประกาศ กสทช. เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตให้ใช้สิทธิในการเข้าใช้วงโคจรดาวเทียมในลักษณะจัดชุด (Package) ซึ่งสำนักงาน กสทช. ได้ปรับปรุงภายหลังจากการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะเพิ่มเติมแล้ว และให้นำไปประกาศในราชกิจจานุเบกษาเพื่อให้มีผลบังคับใช้ต่อไป พร้อมทั้งเห็นชอบกรอบเวลาการดำเนินการประมูลฯ โดยกำหนดวันที่ 24 ก.ค. 2564 เป็นวันประมูลการอนุญาตให้ใช้สิทธิในการเข้าใช้วงโคจรดาวเทียมในลักษณะจัดชุด (Package) ครั้งแรกของประเทศไทย โดยผู้เข้าร่วมประมูลได้ต้องผ่านเกณฑ์ด้านประสบการณ์ก่อน จึงจะสามารถเข้าร่วมแข่งขันการประมูลได้ โดยจะใช้วิธีการประมูลทีละชุด แบบ Sequential Ascending Clock Auction (SACA)&amp;nbsp;

พล.อ.ท.ดร.ธนพันธุ์ กล่าวว่า รายละเอียดของกรอบเวลาในการดำเนินการประมูลฯ เป็นดังนี้
1. เปิดให้รับคำขอ วันที่ 21 พ.ค. 2564
2. การให้ข้อมูลสำหรับการเตรียมเอกสารที่ใช้ในวันขอรับอนุญาต วันที่ 22 พ.ค. &amp;ndash; 20 มิ.ย. 2564
3. เปิดให้ยื่นขอรับอนุญาต วันที่ 21 มิ.ย. 2564
4. ประกาศรายชื่อผู้เข้าร่วมการคัดเลือก วันที่ 5 ก.ค. 2564
5. ประกาศรายชื่อผู้ผ่านเกณฑ์ประสบการณ์ วันที่ 12 ก.ค. 2564
6. การให้ข้อมูลเกี่ยวกับการประมูลสำหรับผู้เข้าร่วมประมูล และ Mock Auction วันที่ 19 &amp;ndash; 21 ก.ค. 2564
7. วันประมูล 24 ก.ค. 2564
8. ประชุม กสทช. รับรองผลการประมูล ภายใน 7 วัน
รองเลขาธิการ กสทช. กล่าวว่า ชุดข่ายงานดาวเทียมทั้ง 4 ชุด ที่จะนำมาประมูลในครั้งนี้ ได้แก่
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ชุดที่ 1 ประกอบด้วย วงโคจร 50.5E (ข่ายงาน C1, N1 และ P1R) และ วงโคจร 51E (ข่ายงาน 51) ราคาขั้นต่ำ 676.914 ล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ชุดที่ 2 ประกอบด้วย วงโคจร 78.5E (ข่ายงาน A2B และ 78.5E) ราคาขั้นต่ำ 366.488 ล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ชุดที่ 3 ประกอบด้วย วงโคจร 119.5E (ข่ายงาน IP1, P3 และ 119.5E) และ วงโคจร 120E (ข่ายงาน 120E) ราคาขั้นต่ำ 392.950 ล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ชุดที่ 4 ประกอบด้วย วงโคจร 126E (ข่ายงาน 126E) และ วงโคจร 142E (ข่ายงาน G3K และ N5) ราคาขั้นต่ำ 364.687 ล้านบาท
&amp;ldquo;การประมูลการอนุญาตให้ใช้สิทธิในการเข้าใช้วงโคจรดาวเทียมในลักษณะจัดชุด (Package) ครั้งนี้ เป็นครั้งแรกที่จะเกิดการอนุญาตและเปิดตลาดเสรีดาวเทียมไทย ซึ่งเป็นการเปลี่ยนผ่านจากระบบสัมปทานไปสู่ระบบการอนุญาต โดยสัมปทานดาวเทียมไทยคมถือเป็นสัมปทานด้านการสื่อสารสุดท้ายของประเทศไทยที่จะสิ้นสุดในวันที่ 10 กันยายน 2564 นี้ ส่งผลให้กิจการดาวเทียมไทยมีการเดินหน้าต่อยอดต่อไปได้อย่างโปร่งใสและเป็นธรรม เพื่อที่จะให้ประชาชนได้รับบริการจากเทคโนโลยีใหม่ของดาวเทียมที่มีความก้าวกระโดดทั้งในส่วนของดาวเทียม Broadcast และ Broadband ต่อไป&amp;rdquo; พล.อ.ท.ดร.ธนพันธุ์ฯ กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/102656</URL_LINK>
                <HASHTAG>กสทช, ประมูลวงโคจรดาวเทียม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210512/image_big_609b7c2969355.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>100293</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/04/2021 10:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/04/2021 10:44</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กสทช. เตือนประชาชนระวัง SMS หลอกลวง แนวทางหากินแนวใหม่ของ มิจฉาชีพ  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 เมษายน 2564 &amp;nbsp;สำนักงานกสทช. ปล่อยภาพอินโฟกราฟิก แจ้งเตือนประชาชน ให้ระมัดระวัง มิจฉาชีพ ส่ง SMS หลอกลวง ซึ่งกำลังระบาดหนักในช่วงนี้ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยมิจฉาชีพ จะส่งข้อความมาในลักษณะ เหมือนการแจ้งเตือนระบบ อี-แบงกกิ้ง หรือ SME ที่บอกสถานะของเงิน โดยจะมีหลากหลายรูปแบบ &amp;nbsp;ทั้ง ธนาคารแจ้งการ Update ระบบ , หรือ บัญชีของคุณถูกแจ้งปิดการใช้งาน หรือแม้ คุณมีเงินเข้าแล้ว เป็นจำนวนสูง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในกรณีบางราย ได้รับข้อมูลว่า บัตรของคุณเปิดใช้เงินครบ เป็นจำนวนเงินที่สูง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ผู้ที่ไม่ระวัง หรือ รู้ไม่เท่าทัน เมื่อกดไปที่ลิงค์ที่แนบมา อาจจะเผื่อไปกรอกข้อมูลส่วนตัว ทั้ง Username และ Password ซึ่งอาจจะนำไปสู่การแฮกข้อมูล บัญชีธนาคาร หรือ อื่นๆตามมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยกสทช. ระบุว่า เมื่อเห็น SMS ลักษณะดังกล่าว ห้ามกด ห้ามคลิก จะไม่โดยหลอก และหากมีข้อสงสัยให้โทรไปยัง call Center ของธนาคาร หรือ สถาบันการเงินที่เราใช้บริการโดยตรง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/100293</URL_LINK>
                <HASHTAG>SMS หลอกลวง, กสทช, มิจฉาชีพ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210422/image_big_6080f0dd7287e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>90459</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/01/2021 16:22</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/01/2021 16:22</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;ถั่งเช่า&quot;โดนแล้ว กสทช.ผนึกอย.ฟันโฆษณาเกินจริง  จัดฉากลวงโลก  ทีวี วิทยุ ดาราพิธีกรเตรียมหนาว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;
20 ม.ค.64- &amp;nbsp; พลโท ดร. พีระพงษ์ มานะกิจ กรรมการกิจการกระจายเสียง &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (.กสทช) เปิดเผย ว่า จากการที่ กสทช. ร่วมมือกับ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กระทรวงสาธารณสุข ในการจัดการปัญหาการโฆษณาอาหาร ยา และผลิตภัณฑ์สุขภาพทางสื่อวิทยุกระจายเสียงและโทรทัศน์ มาตั้งแต่กลางปี 2561 มีการพัฒนา &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; กระบวนการทำงานร่วมกัน ได้แก่ การบูรณาการบังคับใช้กฎหมาย โดย กสทช. ทำการตรวจสอบเฝ้าระวัง &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; การโฆษณาทางโทรทัศน์ และ อย. เป็นผู้วินิจฉัยข้อความการโฆษณานั้น ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; และมีการขยายผลการดำเนินการไปยังส่วนภูมิภาค โดยได้รับความร่วมมือจาก สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) ในการตรวจวินิจฉัยเนื้อความการโฆษณาทางสื่อวิทยุกระจายเสียง&amp;nbsp;
ปรากฏผลการดำเนินการ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; จนถึงปัจจุบันคือ ตรวจจับการโฆษณาทางโทรทัศน์ดิจิตอลได้ 17 ราย 77 กรณีโฆษณา โทรทัศน์ดาวเทียม &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;90 ราย 190 กรณีโฆษณา และวิทยุ 2,150 ราย 4,058 กรณีโฆษณา กสทช. มีอำนาจในการกำกับดูแล &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;การโฆษณาทางสื่อโทรทัศน์ และวิทยุกระจายเสียงเท่านั้น ในส่วนของการโฆษณาทางสื่ออินเตอร์เนต &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;และสื่อสังคมออนไลน์ จะมีกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดส.) ร่วมมือกับ อย. ในการจัดการ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ปัญหาการโฆษณา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรรมการกสทช.กล่าวอีกว่า จากความร่วมมือก่อให้เกิดการปรับตัวของผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโทรทัศน์ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;และวิทยุกระจายเสียงอย่างกว้างขวาง บางรายที่เคยโฆษณาผลิตภัณฑ์เสริมอาหารโดยมีอาจารย์ภาษาจีนชื่อดังเป็นพรีเซนเตอร์ มีการใช้ตัวแสดงลักษณะคล้ายผู้ป่วยโรคเรื้อรัง นอนติดเตียง หรือไม่สามารถเคลื่อนไหวร่างกายได้สะดวก แต่เมื่อรับประทานถั่งเช่าของอาจารย์ มีอาการดีขึ้น เดินได้ ลุกไปเข้าห้องน้ำเองได้ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ใช้ยาแผนปัจจุบันน้อยลง หรือ การโฆษณาผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร &amp;nbsp;เห็ดหลินจือโดยพรีเซนเตอร์นักแสดง-พิธีกรสาวสองพันปี ที่กล่าวอ้างว่าผู้ป่วยโรคหลอดเลือดในสมอง กล้ามเนื้ออ่อนแรง เมื่อรับประทานผลิตภัณฑ์แล้ว &amp;nbsp;จะมีอาการดีขึ้น ถึงขั้นปีนต้นไม้ และขี่จักรยานได้ ซึ่งเป็นการจัดฉากการโฆษณาลวงโลก &amp;nbsp;เพื่อหลอกลวงผู้บริโภคนั้น โดนจับ ปราบ ส่งดำเนินคดีจนเข็ดหลาบ และได้เลิกการโฆษณาในลักษณะดังกล่าวไปแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม กสทช. ตรวจสอบพบว่า การจัดฉากโฆษณาลวงโลกในลักษณะดังกล่าว ได้กลับมาอีกครั้งหนึ่ง โดยผู้โฆษณารายใหม่ คือการโฆษณาผลิตภัณฑ์เสริมอาหารถั่งเช่าซึ่งมีบุคคลในแวดวงบันเทิง &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;เป็นพรีเซนเตอร์ จัดฉากลวงโลกแบบเดิม อ้างว่าผลิตภัณฑ์ถั่งเช่าดังกล่าว สามารถรักษาได้สารพัดโรค &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เช่น ความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง โรคไต และโรคเรื้อรังต่างๆ มีนักแสดง แสดงเป็นผู้ป่วยอาการหนัก สภาพร่างกายทรุดโทรม แต่เมื่อรับประทานผลิตภัณฑ์ดังกล่าวแล้ว &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; กลับหายจากอาการป่วยได้อย่างมหัศจรรย์ ซึ่งไม่เป็นความจริง ซึ่งเรื่องนี้ กสทช ไม่ได้นิ่งนอนใจ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อการโฆษณาหลอกลวงผู้บริโภคครั้งใหญ่กลับมา เราจะจับมือกับ อย. ให้แน่นกว่าเดิมและร่วมกันกวาดล้างการโฆษณาอีกครั้ง เพื่อกำจัดโฆษณาลวงโลกเหล่านี้ให้สิ้นซาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;พลโท ดร. พีระพงษ์ฯ กล่าวอีกว่า ผู้ประกอบกิจการเหล่านี้ขาดจิตสำนึก &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ขาดความรับผิดชอบต่อสังคม ประสงค์ต่อรายได้ และประโยชน์ส่วนตนมากกว่าประโยชน์ส่วนรวม &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;แม้จะได้รับคำสั่งเตือนให้ระงับการโฆษณาไปแล้ว แต่ไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง กสทช. จึงอาศัยอำนาจตามมาตรา &amp;nbsp; 31 แห่ง พรบ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียงวิทยุโทรทัศน์ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 ลงโทษโดยการปรับสถานีโทรทัศน์ดาวเทียมเป็นเงิน 5 แสนบาท &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ไปแล้ว 1 ราย และมีอีก 2 ราย ที่ อย. วิจิฉัยมาแล้วว่าเป็นการโฆษณาที่ผิดกฎหมาย และคณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคด้านกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ เตรียมเสนอต่อบอร์ด กสทช. เพื่อลงโทษปรับอีกรายละ 5 แสนบาท&amp;nbsp;
นอกจากจะดำเนินการปรับสถานีโทรทัศน์แล้ว กสทช. จะส่งเรื่องไป อย. &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เพื่อดำเนินคดีกับพิธีกร พรีเซนเตอร์ และพิจารณาเกี่ยวกับการเพิกถอนทะเบียนตำรับอาหารด้วย &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;เนื่องจากกฎหมายของ กสทช. ให้อำนาจ ในการกำกับดูแลผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการกระจายเสียงและโทรทัศน์เท่านั้น มิได้ครอบคลุมถึงพิธีกร และเจ้าของผลิตภัณฑ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;ค่าปรับของ กสทช. นั้นแพง กฎหมายกำหนดไว้สูงถึง ไม่เกิน 5 ล้านบาท &amp;nbsp;และปรับรายวันอีกวันละไม่เกิน 1 แสนบาท ไม่เพียงแค่สถานีโทรทัศน์ดาวเทียมเท่านั้นที่โดนลงโทษปรับ แต่ยังมีสถานีวิทยุอีก 2 ราย &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ที่โดนลงโทษปรับ รายละ 1 แสนบาท เนื่องจากมีการโฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพเกินจริงซ้ำ ภายหลังได้รับคำสั่งเตือนด้วย อย่างที่กล่าวไปแล้วว่า อัตราค่าปรับของ กสทช. นั้นสูง ยิ่งเป็นวิทยุรายเล็กๆ โดนปรับ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ก็อาจส่งผลให้ยกเลิกการประกอบกิจการได้ มีข้อมูลว่า มีผู้ประกอบการวิทยุ ขอยกเลิกใบอนุญาตไปแล้ว &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;กว่า 260 ราย และนอกจากจะโดนปรับแล้ว ประวัติการโฆษณาอาหาร ยา และผลิตภัณฑ์สุขภาพ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ผิดกฎหมายเหล่านี้ จะถูกบันทึกไว้ เมื่อมาขอต่อใบอนุญาต จะถูกลดอายุใบอนุญาตลง อย่างในกรณีของวิทยุ จะเหลืออายุใบอนุญาตเพียง 6 เดือน ซึ่งขณะนี้มีสถานีถูกลดอายุใบอนุญาตไปแล้ว 150 ราย&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร. พีระพงษ์ฯกล่าวอีกว่า &amp;nbsp;นอกจากการโฆษณาถั่งเช่าแล้ว ยังมีการโฆษณาผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเกี่ยวกับดวงตา อ้างรักษาสารพัดโรคตา ทั้งโรคต้อทุกชนิด กระจกตาเสื่อม สายตาสั้น-ยาว ตาแห้ง &amp;nbsp;เคืองตา แสบตา บ้างอ้างว่าเพียงแค่รับประทานอาหารเสริมเหล่านี้แล้ว สายตากลับมาเป็นปกติ ไม่ต้องผ่าตัด มองเห็นได้ชัดเจน ในกรณีนี้ กสทช. ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากราชวิทยาลัยจักษุแพทย์แห่งประเทศไทย ในการวินิจฉัยและให้ความเห็นเกี่ยวกับเนื้อความการโฆษณา จนนำไปสู่การลงโทษปรับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ราชวิทยาลัยจักษุแพทย์ชี้ชัดว่า ส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์เหล่านั้น ไม่สามารถรักษาโรคได้ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; การสูญเสียดวงตา และการมองเห็น ถือได้ว่าส่งผลกระทบร้ายแรงต่อสุขภาพ เพราะถึงแม้ไม่เสียชีวิต &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; แต่การสูญเสียดวงตานั้นทำให้เสียคุณภาพชีวิตทั้งชีวิต ซึ่งเข้าลักษณะความผิดตาม มาตรา 37 &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ของ พรบ.การประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. 2551 การลงโทษปรับในกรณีนี้ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;สามารถ ดำเนินการได้เลย ไม่ต้องรอให้มีการสั่งเตือนก่อน เนื่องจากกฎหมายให้อำนาจไว้ และกสทช. เข้มงวดกับเรื่องนี้มาก จึงได้ดำเนินการปรับสถานีวิทยุที่มีการโฆษณาในลักษณะนี้ ไปแล้ว 6 ราย รายละ 5 หมื่นบาท และอยู่ระหว่างการดำเนินการเพื่อเสนอปรับอีก 3 ราย&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เภสัชกรหญิงสุภัทรา บุญเสริม รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า ผลิตภัณฑ์ถั่งเช่าที่ อย. อนุญาตมี 2 กลุ่ม คือ ผลิตภัณฑ์สมุนไพร (ยาแผนโบราณ) และผลิตภัณฑ์อาหาร &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ที่มีถั่งเช่าเป็นส่วนประกอบ เพื่อบำรุงร่างกายทั่วไป เสริมจากการรับประทานอาหารตามปกติ ดังนั้น &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; การโฆษณาว่า ผลิตภัณฑ์จากถั่งเช่าสามารถรักษาสารพัดโรค ทั้งเสริมภูมิคุ้มกัน ลดระดับน้ำตาลในเลือด &amp;nbsp; รักษาภูมิแพ้ เบาหวาน ไต ความดันโลหิตสูง อัมพฤกษ์ อัมพาต มะเร็ง เป็นต้น จึงเป็นการโฆษณาโดยไม่ได้รับอนุญาต และโฆษณาโอ้อวดเกินจริง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 3 หมื่นบาท &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; หรือทั้งจำทั้งปรับ ในปี 2563 ที่ผ่านมา อย. ดำเนินคดีโฆษณาผลิตภัณฑ์อาหาร ผลิตภัณฑ์สมุนไพร &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; และผลิตภัณฑ์สุขภาพประเภทอื่นทางสื่อต่าง ๆ จำนวน 1,388 คดี ทั้งนี้ ในส่วนความร่วมมือในการจัดการปัญหาโฆษณาผิดกฎหมาย อย. จะเป็นผู้วินิจฉัยความผิดที่พบทางสื่อ และดำเนินคดีกับผู้ผลิต ผู้นำเข้า ผู้จำหน่าย หรือผู้ทำการโฆษณา &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ตามกฎหมายที่ อย. รับผิดชอบ ส่วน กสทช. จะเป็นผู้ดำเนินการกับสถานีที่ออกอากาศตามกฎหมายที่ กสทช. รับผิดชอบ โดยตั้งแต่ปี 2561-2563 อย. ได้วินิจฉัยความผิดที่พบส่งให้ กสทช. ดำเนินการแล้ว 250 เรื่อง &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เป็นผลิตภัณฑ์จากถั่งเช่า 58 เรื่อง ซึ่งผู้โฆษณามักใช้จุดอ่อนของผู้ซื้อ นำเสนอภาพหรือคลิปวีดีโอสัมภาษณ์ผู้ป่วยให้ดูน่าเชื่อถือยิ่งขึ้น จากที่เป็นผู้ป่วย ผู้ป่วยติดเตียง &amp;nbsp;เมื่อรับประทานผลิตภัณฑ์ถั่งเช่าแล้ว &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; หายจากโรค สามารถกลับมาชีวิตได้เหมือนคนปกติ จึงขอเตือนไปยังผู้บริโภคโดยเฉพาะผู้ป่วย ผู้สูงอายุ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; อย่าหลงเชื่อโฆษณาเหล่านี้ เพราะนอกจากจะเสียเงินแล้ว ยังอาจทำให้โรคหรืออาการที่เป็นอยู่แย่ลง &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เสียโอกาสในการรักษา เนื่องจากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้องโดยแพทย์ เป็นเรื่องที่น่าเสียดายอย่างยิ่ง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/90459</URL_LINK>
                <HASHTAG>#ถั่งเช่า, #อย., กสทช, พลโท ดร. พีระพงษ์ มานะกิจ, อาหารเสริม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210120/image_big_6007f5fc9bc88.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>87962</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/12/2020 11:31</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/12/2020 11:31</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กสทช.จี้ผู้ให้บริการดูแลสัญญาณเน็ตรองรับ มาตรการ Work from Home </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 ธ.ค. 2563 นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รักษาการแทนเลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (รักษาการแทน เลขาธิการ กสทช.) เปิดเผยว่า กสทช. กำชับโอเปอเรเตอร์ทุกรายดูแลคุณภาพสัญญาณให้พร้อมรองรับการใช้งานของประชาชนจำนวนมากพร้อมๆ กัน ไม่ว่าจะเป็นการเข้ารับสิทธิ์ตามโครงการต่างๆ ของรัฐบาล ในพื้นที่ที่ประชาชนจำนวนมากมาร่วมกิจกรรมต่างๆ รวมถึงให้รองรับการใช้งานที่เพิ่มขึ้นตามมาตรการการทำงานเหลื่อมเวลาและการทำงานที่บ้าน หรือ Work from Home (WFH) และให้เตรียมทีมงานแก้ไขกรณีอุปกรณ์ หรือสัญญาณขัดข้องด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายไตรรัตน์ กล่าวว่า ช่วงเทศกาลปีใหม่ วันที่ 31 ธ.ค. 2563 - 3 ม.ค. 2564 เป็นอีกเทศกาลหนึ่งที่มีสถิติการใช้โทรศัพท์กันมาก ประชาชนนิยมติดต่อสื่อสารและส่งข้อความอวยพรกันผ่านสื่อสังคมออนไลน์ด้วยโทรศัพท์เคลื่อนที่ ถือเป็นอีกหนึ่งเทศกาลที่ทุกคนในครอบครัวมารวมกัน สำนักงาน กสทช. เล็งเห็นถึงความสำคัญดังกล่าว เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมในการอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนผู้ใช้บริการในการติดต่อสื่อสารผ่านบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ และเพื่อป้องกันไม่ให้คุณภาพและมาตรฐานในการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ในช่วงเวลาดังกล่าวลดลง สำนักงานฯ จึงได้ขอความร่วมมือไปยังผู้ประกอบการโทรศัพท์เคลื่อนที่ทุกรายให้เพิ่มขีดความสามารถและความระมัดระวัง ในการดูแลบำรุงรักษา ซ่อมแซม และแก้ไขปรับปรุงโครงข่ายโทรคมนาคม เครื่องโทรคมนาคมและอุปกรณ์ ที่นำมาใช้ในการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ให้สามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพตลอดระยะเวลาช่วงเทศกาลปีใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การดำเนินการทั้งหมดของสำนักงาน กสทช. ก็เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับให้ประชาชนผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่สามารถใช้บริการอย่างต่อเนื่อง และไม่มีปัญหาในการใช้งาน&amp;rdquo; นายไตรรัตน์ กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/87962</URL_LINK>
                <HASHTAG>Work from Home, กสทช, สัญญาณอินเทอร์เน็ต, ไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201225/image_big_5fe56ac777627.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
