<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>119075</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/10/2021 16:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/10/2021 16:57</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;เอนก&#039; ลั่น &#039;ช้างเผือกมักจะเกิดในป่าลึก&#039; หนุนดึงเด็กด้อยโอกาสมา ปั้นให้เป็น &#039;หัวกะทิทางการศึกษา&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
7ต.ค.64- นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (รมว.อว.) เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือเพื่อสร้างหลักประกันโอกาสทางการศึกษาสำหรับผู้ขาด แคลนทุนทรัพย์ระดับอุดมศึกษา โดยมี นพ.สุภกร บัวสาย ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา(กสศ.) นายบัณฑิต เอื้ออาภรณ์ ประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) นายสมหมาย ผิวสะอาด ประธานที่ประชุมคณะกรรมการอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล และ นายจรูญ ถาวรจักร ประธานที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยา ลัยราชภัฎ ร่วมลงนาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยนายเอนก กล่าวว่า การศึกษาคือการสร้างคนและสร้างโอกาส ความเสมอภาคทางการศึกษาจึงเป็นสิ่งสำคัญ อว. จึงให้ความสำคัญกับการให้โอกาสและลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา เพราะนักเรียนผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์และผู้ด้อยโอกาส ถือเป็นทรัพยากรมนุษย์และเป็นหนึ่งในกำลังสำคัญที่สามารถช่วยพัฒนาประเทศ หากเราสามารถเปลี่ยนพวกเขาจากผู้รับความช่วยเหลือให้เป็นผู้ที่สามารถสร้างรายได้และทำงานที่เป็นประโยชน์กับประเทศได้ ที่สำคัญ ผลจากการให้โอกาสและลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาไม่ใช่แค่ช่วยให้คนที่ขาดแคลนได้ร่ำเรียนเท่านั้น แต่ยังส่งผลถึงความเป็นเลิศและคุณภาพทางการศึกษาของประเทศที่เพิ่มขึ้น อย่างที่ตนได้พบเห็นนักวิจัย นักวิทยาศาสตร์มากมาย ที่เดิมเป็นช้างเผือกอยู่ท้องถิ่นห่างไกลหรือเป็นคนชายขอบ หลายคนมีสถานะที่ลำบาก แต่เมื่อได้รับโอกาสทางการศึกษาก็ได้กลายมาเป็นผู้ที่สามารถทำคุณประโยชน์ให้บ้านเมืองได้อย่างมหาศาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายเอนก กล่าวต่อว่า ประเทศไทยมีช้างเผือกไม่น้อยที่มีคุณภาพสูง เพราะธรรมชาติของเด็กเหล่านี้จะมีความอดทน มุ่งมั่น พร้อมฝ่าฟันอุปสรรค เราจึงต้องนำพวกเขามาฟูมฟักและฝึกปรือ โดย อว.จะต้องมีการดูแลและจัดระบบการเรียนการสอนพร้อมทั้งระบบสนับสนุนเป็นพิเศษ เพื่อทำให้เด็กเหล่านั้นสามารถแสดงศักยภาพที่มีอยู่ในตัวได้อย่างเต็มที่ เหมือนที่ตนเคยพูดอยู่บ่อยครั้งว่า ช้างเผือกมักจะเกิดในป่าลึก หากได้พวกเขามาเป็นกำลังในการสร้างสรรค์นวัตกรรมหรือวิทยาศาสตร์ระดับแนวหน้าของประเทศ ที่เรียกว่า Frontier Research เขาจะสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้แก่คนอื่น ๆ ได้เห็นว่าผู้ด้อยโอกาสก็มีความสามารถหากได้รับโอกาสที่เหมาะสม เราจะเปลี่ยนจากผู้ด้อยโอกาสให้เป็นผู้มีโอกาส เป็น &amp;ldquo;หัวกะทิ&amp;rdquo; ทางการศึกษา เช่น ให้พวกเขาได้มีส่วนในการสร้างยานอวกาศของไทยไปโคจรรอบดวงจันทร์ เป็นต้น ตนเชื่อว่า ถ้าทำได้จะเป็นการช่วยสร้างแรงกระเพื่อมให้กับสังคมไทยได้อย่างมาก เพราะไม่เพียงแต่ช่วยลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเสมอภาคทางการศึกษา แต่พวกเขาเหล่านี้ยังเข้ามาเติมเต็มในเรื่องกำลังคนที่มีคุณภาพเพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ทั้งนี้ การลงนามความร่วมมือดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อสร้างระบบหลักประกันโอกาสทางการศึกษาให้แก่นักเรียนผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ บูรณาการเชื่อมโยงแลกเปลี่ยนฐานข้อมูลการส่งต่อผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ให้ได้รับโอกาสทางการศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา ตลอดจนการวิจัยพัฒนานวัตกรรมและองค์ความรู้เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนมาตรการและนโยบายด้านการสร้างความเสมอภาคทางการศึกษา&amp;quot;รมว.อว.กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119075</URL_LINK>
                <HASHTAG>กสศ., ช้างเผือกในป่า, ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์, ทปอ., เด็กหัวกะทิ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211007/image_big_615ec4240cb68.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>112324</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/08/2021 12:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/08/2021 17:26</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>น่าตกใจ!!! เด็กติดโควิดช่วง 1ม.ค.-4ส.ค.มียอดถึง 65,086 ราย  &#039;3องค์กร-ยูนิเซฟ&#039; ต้องจับมือเปิดศูนย์ช่วยเหลือ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5ส.ค.64-นางสุภัชชา สุทธิพล อธิบดีกรมกิจการเด็กและเยาวชน กล่าวว่า ขณะนี้มีการจัดตั้งศูนย์ช่วยเหลือเด็กโควิด-19 ขึ้น โดยเป็นความร่วมมือของ 4 หน่วยงาน ได้แก่ กรมกิจการเด็กและเยาวชน กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) สถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ และยูนิเซฟ เพื่อบูรณาการข้อมูลเด็กที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ทั้งประเทศ ไม่ว่าจะเป็นผู้ป่วยเด็กกลุ่มเปราะบางที่ยังเข้าไม่ถึงการดูแลรักษา เด็กกำพร้าพ่อแม่เสียชีวิตจากโควิด เด็กที่ได้รับความกระทบกระเทือนทางจิตใจ ไม่มีผู้ดูแล หรือมีแนวโน้มหลุดออกนอกระบบการศึกษา เพื่อปกป้อง ช่วยเหลือได้ทันสถานการณ์ในทุกมิติปัญหา เนื่องจากเรื่องนี้เป็นความจำเป็นเร่งด่วน มีเด็กได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมจากการระบาดของโควิด-19 จำนวนมาก มียอดเด็กติดเชื้อสะสมระหว่าง 1 มกราคม &amp;ndash; 4 สิงหาคม 2564 มากกว่า 65,086 คน แบ่งเป็น กทม. จำนวน 15,465 คน ส่วนภูมิภาค 49,621 คน โดยจำนวนเด็กติดเชื้อรายวันล่าสุดวันที่ 4 สิงหาคม 2564 อยู่ที่ 2,194 คน แบ่งเป็น กทม. 408 คน และส่วนภูมิภาค 1,786 คน และยังมีเด็กไม่ป่วยแต่ได้รับผลกระทบโดยตรง เช่น พ่อแม่หรือผู้ปกครองติดเชื้อ ป่วยหนักหรือเสียชีวิต ทำให้เด็กโดดเดี่ยวหรือกำพร้า เด็กที่เข้าไม่ถึงการรักษา ขาดแคลนอาหาร และหลุดออกนอกระบบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เราได้เตรียมความพร้อมเพื่อรองรับการเปิดศูนย์ฯ คือ การปรับปรุงระบบการรับแจ้งเหตุ หรือ Mobile Application คุ้มครองเด็ก เพื่อค้นหาเด็กกำพร้า หรือเด็กกลุ่มเสี่ยงกำพร้าและไม่มีผู้ดูแล ผ่านเครือข่ายคุ้มครองเด็กทั่วประเทศ การประสานการทำงานกับหน่วยงานและเครือข่ายทั้งใน กทม.และต่างจังหวัด สำหรับกรณีเด็กที่ผู้ปกครองติดเชื้อและไม่มีผู้ดูแล จะจัดอาสาสมัครเข้าไปช่วยดูแลเด็กระหว่างการกักตัวในสถานกักตัวของรัฐ หากยังไม่มีผู้ดูแลหรือยังกลับบ้านไม่ได้ ได้จัดเตรียมสถานสงเคราะห์ 4 แห่ง รองรับได้ 160 คน เพื่อให้การดูแลชั่วคราวระหว่างการจัดหาการดูแลในรูปแบบของครอบครัวเป็นลำดับแรก ติดตามครอบครัวเครือญาติ จัดหาครอบครัวอุปถัมภ์ หรือส่งเด็กเข้ารับการดูแลในสถานรองรับเด็กของ ดย. ซึ่งรองรับได้ 1,935 คน รวมทั้งการช่วยเหลือเฉพาะหน้า และการจัดบริการสวัสดิการสังคมตามความต้องการของเด็กและครอบครัวที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 อีกด้วย&amp;rdquo;อธิบดีกรมกิจการเด็กและเยาวชน กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายไกรยส ภัทราวาท รองผู้จัดการ กสศ. กล่าวว่า ปัญหาโควิด-19 สร้างความท้าทายต่อบริการภาครัฐ ซึ่งเรามีกลไกอาสาสมัครคุณภาพของทั้ง 4 หน่วยงานและภาคประชาสังคม ร่วมสนับสนุนทรัพยากรที่ยังขาดแคลนและจำเป็นเร่งด่วนในสถานการณ์ที่วิกฤต และในระยะฟื้นฟู กสศ.จะสนับสนุนทุนสร้างโอกาสทางการศึกษา และโปรแกรมฟื้นฟูการเรียนรู้ถดถอยเพื่อป้องกันเด็กหลุดออกนอกระบบการศึกษา จากการสูญเสียผู้ดูแลและเสาหลักครอบครัวเนื่องจากโควิด-19&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน พญ.ดุษฎี จึงศิรกุลวิทย์ ผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ กรมสุขภาพจิต กล่าวว่า การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ส่งผลกระทบกับเด็กในหลายด้าน 1. กระทบกับเด็ก เรื่องการเรียนที่ต้องปรับมาเรียนออนไลน์ เหมือนถูกตัดออกจากครูและเพื่อน ขาดโอกาสในการพัฒนา เด็กเปราะบางหรือยากจนจะยิ่งเป็นปัญหาเพราะไม่มีอุปกรณ์หรือเครื่องมือ ทำให้ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง 2. กระทบกับครอบครัว ทำให้ตกงานเกิดสภาพยากจนเฉียบพลัน กลายเป็นความเครียดมาลงที่เด็กได้ หรือสมาชิกในครอบครัวเสียชีวิต ทำให้เด็กได้รับผลกระทบจากการสูญเสียคนที่รัก และ 3. ผลกระทบเชิงสังคม เกิดความเครียดจากสถานการณ์การแพร่ระบาด (Pandemic Stress) มีความเสี่ยงเกิดพฤติกรรมรุนแรงในครอบครัว รวมทั้งสังคมที่แสดงความโกรธเกรี้ยว เกิด Hate speech ที่จะทำให้เด็กซึมซับความรุนแรง ซึ่ฝผลกระทบที่เกิดขึ้นกับเด็กในเวลานี้ สูงกว่าเหตุการณ์สึนามิที่มีเด็กได้รับผลกระทบจากคนในครอบครัวเสียชีวิตประมาณ 5,000 คน แต่วิกฤตโควิด -19 นี้มีเด็กที่มีคนในครอบครัวเสียชีวิตสูงเกินกว่า 5,000 ครอบครัว และยังคงเพิ่มมากขึ้นต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112324</URL_LINK>
                <HASHTAG>กสศ., พม., ยูนิเซฟ, ศูนย์ช่วยเหลือเด็กติดโควิด, ไกรยศ ภัทราวาท</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210805/image_big_610bbb1cb94d4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>109400</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/07/2021 20:32</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/07/2021 20:32</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กสศ.เร่งติดตาม กลุ่ม นร.รอยต่อที่ยังไม่กลับสู่ระบบการศึกษาราว 60,000 คน  เผยโดนตัดงบฯปี65 กระทบแน่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
11 ก.ค.64-นพ.สุภกร บัวสาย ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กล่าวว่า หลังจากที่มีเปิดภาคเรียนการศึกษา 1/2564 ได้ระยะเวลาเกือบ 2 เดือนแล้ว กสศ.และหน่วยงานต้นสังกัด ประกอบด้วย สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) และกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน (บช.ตชด.) ได้ร่วมกันเชื่อมโยงฐานข้อมูลทะเบียนนักเรียนรายบุคคลระหว่างปีการศึกษา 2/2563 และ 1/2564 เพื่อติดตามเฝ้าระวังปัญหานักเรียนยากจนพิเศษหรือนักเรียนทุนเสมอภาคที่เสี่ยงหลุดจากระบบการศึกษา หลังคณะกรรมการบริหาร กสศ. ได้ออกมาตรการช่วยเหลือจัดสรรเงินอุดหนุนนักเรียนทุนเสมอภาคเพิ่มเติมให้นักเรียนกลุ่มช่วงชั้นรอยต่อ ได้แก่ อนุบาล 3 ป.6 ม.3 ครอบคลุม 3 สังกัด ได้แก่ สพฐ. อปท. และบช.ตชด. และ ม.6 เฉพาะสังกัด บช.ตชด. คนละ 800 บาท จำนวนราว 3 แสนคน รวมงบประมาณมากกว่า 235 ล้านบาท เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่าย นักเรียนทุนเสมอภาคในช่วงเปิดเทอมที่ค่อนข้างสูง สวนทางกับรายได้ที่ลดลงหรือขาดหายไปในช่วงสถานการณ์โควิด-19 โดยเฉพาะกลุ่มรอยต่อที่มีความจำเป็นต้องเปลี่ยนย้ายสถานศึกษา เสี่ยงหลุดออกนอกระบบมากกว่าช่วงชั้นอื่นๆ โดยมีนักเรียนยากจนพิเศษกลุ่มรอยต่อมากกว่า 5,000 คน ที่แจ้ง กสศ. ตั้งแต่เทอม 2/2563 ว่า ไม่สามารถเรียนต่อในปีการศึกษา 2564 อีกต่อไป เพราะปัญหายากจนและความจำเป็นของครอบครัวต่างๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ซึ่งหลังจากมีตรวจสอบฐานข้อมูลรายบุคคลล่าสุดพบว่า นักเรียนยากจนพิเศษกลุ่มรอยต่อสังกัด สพฐ.จำนวน 271,792 คน ในปีการศึกษา 2/2563 ที่แจ้งว่าจะเรียนต่อในภาคเรียน 1/2564 ได้กลับมาแสดงตนลงทะเบียนเข้าศึกษาต่อในสังกัด สพฐ.จำนวน 214,202 คน หรือ ร้อยละ 78.81 ไม่พบในฐานข้อมูลทะเบียนนักเรียนสังกัด สพฐ. จำนวน 57,590 คน หรือ ร้อยละ 21.19 ทำให้เด็กเยาวชนกลุ่มนี้มีความเสี่ยงที่จะหลุดออกจากระบบการศึกษา ภายในสัปดาห์นี้ กสศ. และหน่วยงานต้นสังกัดทางการศึกษาจะเร่งหารือถึงมาตรการและแนวทางการติดตามช่วยเหลือนักเรียนยากจนพิเศษกลุ่มที่ยังไม่กลับเข้าสู่ระบบการศึกษานี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักเรียนระดับอนุบาล 3 จำนวนมากกว่า 1,000 คน ที่ควรจะเข้าเรียนชั้น ป.1 และ นักเรียน ป.6 จำนวนมากกว่า 25,000 คน ที่ควรจะเข้าเรียนชั้น ม.1 ในปีการศึกษา 2564 นี้ ทั้งนี้ กสศ. จะเร่งประสานจัดส่งฐานข้อมูลนักเรียนทั้งหมดไปยังหน่วยงานทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาคทุกแห่งทั่วประเทศต่อไป เพื่อเร่งติดตามช่วยเหลือให้นักเรียนได้กลับมาเรียนตามปกติ&amp;rdquo; ผู้จัดการ กสศ. กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.สุภกร กล่าวต่อว่า นอกจากนี้คณะกรรมการบริหาร กสศ. ได้ประเมินผลกระทบจากการปรับลดงบประมาณประจำปีงบประมาณ 2565 ที่คณะกรรมการบริหาร กสศ. ได้เสนอคณะรัฐมนตรีไปที่ 7,635.67 ล้านบาท แต่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบปรับลดงบประมาณ 2 ครั้งตามข้อเสนอของสำนักงบประมาณ เหลือ 5,652.29 ล้านบาท รวมการปรับลดทั้ง 2 ครั้งมากกว่า 2,000 ล้านบาท จะมีผลกระทบต่อเด็กเยาวชนในครัวเรือนยากจนด้อยโอกาสมากกว่า 700,000 คนที่มีความเสี่ยงจะหลุดออกจากระบบการศึกษาภายใต้สถานการณ์ โควิด-19 นี้ คณะกรรมการบริหาร กสศ. จึงมีมติเห็นชอบให้เสนอขอแปรญัตติงบประมาณกลับคืนมา 904 ล้านบาท เพื่อนำมาใช้รองรับจำนวนกลุ่มเป้าหมายนักเรียนยากจนพิเศษที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นราว 300,000 คน และป้องกันการหลุดออกจากระบบการศึกษาของนักเรียนยากจนพิเศษกลุ่มรอยต่อราว 400,000 คน ระหว่างปีการศึกษา 2564-2565 โดยปัจจุบันคณะอนุกรรมการฯ และคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 สภาผู้แทนราษฎร ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาจัดสรรงบประมาณให้กับ กสศ.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/109400</URL_LINK>
                <HASHTAG>กสศ., นพ.สุภกร บัวสาย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210711/image_big_60eaf29dc8d6f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>75611</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/08/2020 16:21</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/08/2020 16:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>วิจัยงบฯการศึกษาชาติ 10ปี พบรายหัวเด็กเท่ากัน แต่ผลลัพธ์ปลายทางไม่เท่ากัน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
26ส.ค.63-นายชัยยุทธ ปัญญสวัสดิ์สุทธิ์ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และหัวหน้าโครงการวิจัยพัฒนาระบบบัญชีรายจ่ายด้านการศึกษาแห่งชาติ (National Education Accounts: NEA) กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กล่าวถึงผลการวิเคราะห์โครงการวิจัยพัฒนาระบบบัญชีรายจ่ายด้านการศึกษาแห่งชาติ ช่วงระยะเวลา 10 ปี ว่า รายจ่ายด้านการศึกษาของประเทศไทยระหว่างปี พ.ศ. 2551-2561 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยรายจ่ายด้านการศึกษาของประเทศไทยในปี พ.ศ. 2551 มีจำนวนเงิน 560,479 ล้านบาท ต่อมาในปี พ.ศ.2561 ประเทศไทยมีรายจ่ายด้านการศึกษาเพิ่มขึ้นเป็น 816,267 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 45 ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา โดยรายจ่ายด้านการศึกษาของภาครัฐเริ่มมีแนวโน้มลดลงจาก 684,497 ล้านบาท ในปี พ.ศ. 2559 เป็น 620,452 ล้านบาท ในปี พ.ศ. 2561 หรือคิดเป็นอัตราการลดลงเฉลี่ยร้อยละ 4.79 ต่อปี โดยสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากอัตราการเกิดของประชากรที่ลดลงทุกปี ทำให้จำนวนนักเรียนทั้งหมดของประเทศไทยมีจำนวนลดลงอย่างต่อเนื่อง จากเมื่อปี พ.ศ. 2553 มีนักเรียนทั้งหมดจำนวน 11,750,727 คน ในปี พ.ศ.2561 เหลือจำนวน 10,763,607 คน หรือลดลงมาเกือบหนึ่งล้านคนในระยะเวลา 8 ปี จากข้อมูลการจัดสรรงบประมาณด้านการศึกษาของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการจัดการศึกษาภาคบังคับให้แก่เยาวชนในประเทศไทย ในปี พ.ศ. 2561 สพฐ. มีโรงเรียนในสังกัดจำนวน 29,839 แห่ง โดยมีงบประมาณรายจ่ายด้านการศึกษาทั้งหมด 286,743 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายชัยยุทธ กล่าวต่อว่า แม้ว่าปัจจุบันรัฐบาลจะมีนโยบายเรียนฟรี 15 ปี ที่จัดสรรผ่านงบบุคลากร งบลงทุน งบดำเนินงาน และมีงบรายหัวที่จัดสรรให้เด็กแต่ละคนเท่ากัน แต่ในทางปฏิบัติแล้วเมื่อติดตามผลการจัดสรรงบประมาณในหมวดต่างๆ เหล่านี้ไปถึงปลายทางในพื้นที่ และถึงตัวผู้เรียนแล้วจะพบว่า นักเรียนแต่ละคนในพื้นที่ต่างๆ จะได้รับงบประมาณรวมเฉลี่ยต่อคนไม่เท่ากัน ซึ่งเกิดจากหลากหลายปัจจัย เช่น จำนวนเด็กนักเรียนในแต่ละพื้นที่ จำนวนครูในโรงเรียนขนาดเล็กหรือโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลทุรกันดารที่ยังขาดครูไปสอนไม่ครบชั้นเรียน ทำให้งบบุคลากร งบลงทุนที่ได้รับการจัดสรรลงไปให้แก่นักเรียนในพื้นที่และสถานศึกษาเหล่านี้อยู่ในระดับที่ต่ำกว่าโรงเรียนขนาดกลาง ใหญ่ และต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศ โดยผลการวิจัย พบว่า ในปีงบประมาณ 2561 ภูมิภาคที่มีรายจ่ายด้านการศึกษา มากที่สุดคือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวน 119,153 ล้านบาท รองลงมาคือภาคกลาง จำนวน 72,231 ล้านบาท &amp;nbsp;ภาคเหนือ จำนวน 54,280 ล้านบาท ในขณะที่ภาคใต้ เป็นภูมิภาคที่มีรายจ่ายด้านการศึกษาน้อยที่สุดจำนวน 41,077 ล้านบาท หรือประมาณหนึ่งในสามของรายจ่ายด้านการศึกษาของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีสาเหตุอันเนื่องมาจากปัจจัยสภาพแวดล้อมในพื้นที่ และจำนวนครูและบุคลากรในสถานศึกษาข้างต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หัวหน้าโครงการวิจัยฯ กล่าวอีกว่า เมื่อพิจารณาผลกระทบจากโควิด-19 ทุกพื้นที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคม ดังนั้นทางออกด้านหนึ่งในการจัดสรรงบประมาณด้านการศึกษาปี 2564 เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในมิติการศึกษาได้อย่างยั่งยืน คือ ภาครัฐควรให้ความสำคัญกับการปฏิรูปกระบวนการจัดสรรงบประมาณเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (Equity-based Budgeting) ซึ่งไม่ใช่การจัดสรรด้วยสูตรเดียวกันทั้งประเทศ แต่ใช้หลักการนำข้อมูลความจำเป็นของผู้เรียน และสถานศึกษา รวมทั้งบริบทเฉพาะในแต่ละพื้นที่ มาคิดคำนวณอยู่ในสูตรการจัดสรรงบประมาณด้วย สิ่งนี้จะช่วยให้ระบบการศึกษาไทยสามารถบรรลุเป้าหมายทั้งด้านประสิทธิภาพ และความเสมอภาคไปพร้อมกันได้ เพราะนอกจากผู้เรียน โรงเรียนจะได้รับการจัดสรรทรัพยากรที่สอดคล้องกับความจำเป็นเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาแล้ว รัฐบาลจะสามารถประหยัดเงินงบประมาณได้จำนวนมากจากรายจ่ายที่ไม่สอดคล้องกับความต้องการได้ด้วย&amp;quot;หัวหน้าโครงการ NEA&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;quot; ในเดือนกันยายนนี้ จะมีการเปิดตัวฐานข้อมูลบัญชีรายจ่ายด้านการศึกษาออนไลน์ ในชื่อฐานข้อมูล iNEA ผ่านโปรแกรม Business Intelligence (BI) เพื่อให้ผู้ที่สนใจได้เห็นถึงภาพรวมและรายละเอียดของข้อมูลรายจ่ายด้านการศึกษาของประเทศไทยย้อนหลัง ซึ่งตนเชื่อว่าฐานข้อมูลนี้จะช่วยให้ผู้ออกแบบนโยบาย เข้าใจโครงสร้างรายจ่ายด้านการศึกษาของประเทศมากขึ้น และสามารถกำหนดผู้ที่ได้รับผลประโยชน์จากการใช้ทรัพยากรของภาครัฐในแต่ละพื้นที่ได้อย่างเป็นธรรม&amp;quot;นายชัยยุทธกล่าว .
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/75611</URL_LINK>
                <HASHTAG>กสศ., งบประมาณการศึกษาชาติ, ชัยยุทธ ปัญญสวัสดิ์สุทธิ์, เรียนฟรี, โครงการวิจัยพัฒนาระบบบัญชีรายจ่ายด้านการศึกษาแห่งชาติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200826/image_big_5f4628bf46574.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>73898</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/08/2020 16:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/08/2020 16:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กสศ.- อว.- สอศ.  หนุนเด็กด้อยโอกาส เรียนต่อสายอาชีพ  จับมือ 66 อาชีวะ ให้ทุน 4,890 คน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9ส.ค.63-นพ.สุภกร บัวสาย ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา(กสศ.) กล่าวว่า เมื่อเร็วๆ นี้ กสศ. ได้ลงนามข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) โครงการทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง เพื่อค้นหาเด็กเรียนดีแต่ยากจน ให้ศึกษาต่อในสายอาชีพ ร่วมกับ กระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) เพื่อสนับสนุนเป้าหมายในการพัฒนากำลังคนสายอาชีพ และสร้างโอกาสให้เยาวชนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์และด้อยโอกาสได้เรียนต่อสายอาชีพ ให้สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ประเทศไทย 4.0 และความต้องการตลาดแรงงานในประเทศ ปัจจุบันมีสถานศึกษาจากทุกสังกัด เข้าร่วม จำนวน 66 สถานศึกษาสายอาชีพ กระจายตัวใน 40 จังหวัด โดยมีนักศึกษาทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูงรุ่น 1 และ 2 รวมจำนวน 4,890 ทุน ซึ่งโครงการทุนนวัตกรรมสายอาชีพฯ มีเป้าหมายสำคัญ คือ ค้นหาเยาวชนช้างเผือกที่เรียนดี แต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ให้มีโอกาสได้รับทุนการศึกษาทางสายอาชีพตามหลักสูตรที่ทันสมัยและตรงกับความต้องการของประเทศ และ ผลิตบุคลากรด้านอาชีวศึกษาเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศ ภายใต้ทิศทางการดำเนินงาน 4 ประการ คือ 1.ผลิตบุคลากรที่มีคุณภาพเพื่อให้ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดอุตสาหกรรมในศตวรรษที่ 21 2.เด็กที่ได้รับทุนทุกคนเรียนจบแล้วต้องมีงานทำ 3.เด็กที่ได้รับทุนได้สำเร็จการศึกษาตลอดหลักสูตรในสัดส่วนที่สูง ไม่มีการหลุดออกนอกระบบกลางคัน และ4.หลังจากจบการศึกษาแล้วจะส่งเสริมอาชีพให้กับทุกคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นพ.สุภกร กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม การดำเนินการรุ่นที่ 1 ที่ผ่านมาพบว่าเด็กที่ได้รับทุนมีผลการเรียนดีมีเกรดเฉลี่ยอยู่ที่ 3.00 หรือกว่าร้อยละ 67 ถือเป็นผลที่น่าพอใจ แต่ยังมีเด็กที่รับทุนมีความเปราะบางและภูมิต้านทานต่ำ เมื่อเจอปัญหาและอุปสรรคเช่น เรื่องการปรับตัวฯลฯ ก็จะหมดกำลังใจเรียนต่อ ดังนั้นผู้บริหารสถานศึกษาและบุคลากรครูจึงมีส่วนสำคัญที่จะป้องกันไม่ให้เด็กต้องหลุดออกจากระบบการศึกษากลางคันได้ และเพื่อป้องกันปัญหา กสศ. จึงได้ร่วมกับกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ส่งผู้เชี่ยวชาญเข้ามาช่วยเหลือดูแลปัญหาสภาพจิตใจของเด็กกลุ่มเหล่านี้ เพื่อให้สามารถมีพลังในการเรียนต่อจนจบหลักสูตรได้ ทั้งนี้หากเด็กสามารถเรียนจบตลอดหลักสูตรตามเป้าหมายที่วางไว้ ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนพ.สรนิต ศิลธรรม ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ปลัด อว.) กล่าวว่า จากการทำงานของ กสศ. ที่ผ่านมา สามารถสรุปออกมาได้ 4 ข้อสำคัญ คือ 1.กสศ.เข้าใจความเป็นมนุษย์และเข้าใจสภาพแวดล้อมของเด็กที่ยากจน 2.นำหลักการของยุทธศาสตร์ชาติมาปรับใช้ในการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ซึ่งเป็นปัญหาระดับประเทศ 3.เจาะลึกเข้าถึงพื้นที่ที่มีปัญหาจริง และ4.ใช้การศึกษาเพื่อให้เกิดไอเดียและนวัตกรรมนำไปสู่การประกอบอาชีพได้ ซึ่งทั้ง 4 เรื่องต้องชื่นชมที่ กสศ.ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ยินดีให้การสนับสนุนกสศ.และต่อยอดโครงการเพิ่มเติมซึ่งเราพร้อมร่วมมือต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายณรงค์ แผ้วพลสง เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (เลขาฯ กอศ.) กล่าวว่า โครงการทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง เกิดจากการกลั่นกรองและผลักดันจากผู้ทรงคุณวุฒิในหลายภาคส่วน ซึ่งการดำเนินงานที่ผ่านมาเห็นชัดเจนว่า ทางสถาบันการศึกษาและนักศึกษาอาชีวะได้รับการดูแลเป็นอย่างดี ตรงกับวัตถุประสงค์ของ กสศ. ที่มุ่งจะพัฒนาเด็กและเยาวชนให้เติบโตไปอยู่ในสังคมได้อย่างสง่าเสริม มีศักดิ์ศรี และได้ตอบแทนบุญคุณประเทศชาติ ดังนั้นการรับทุนนี้ถือเป็นบันไดขั้นแรกของการช่วยเหลือ แต่สถานศึกษาต้องมีกระบวนการที่จะทำให้เด็กได้ไปถึงฝั่งฝันและไม่หลุดออกนอกระบบกลางคัน เพราะหากเรามองไปที่เด็กที่เรียนสายอาชีวะ เชื่อว่าจะมีเด็กที่มาจากครอบครัวยากจนและด้อยโอกาสเกินกว่าร้อยละ 80 จึงต้องมีกองทุนแบบนี้มาช่วยให้เด็กๆ ได้พัฒนาศักยภาพให้สมบูรณ์ ถือเป็นการเติมเต็มสิทธิขั้นพื้นฐานที่เด็กควรจะได้รับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;วันนี้กำลังพลในด้านของช่างเทคนิค ช่างเทคโนโลยีขาดแคลนมาก ขาดแคลนจนไปกระทบกับภาคอุตสาหกรรมเกือบทุกประเภท ส่งผลให้ทุกหน่วยงานออกมาเรียกร้องให้ผลิตคนสายอาชีวะให้เยอะขึ้น แต่การจะก้าวข้ามตรงนี้ได้ เราต้องตอบโจทย์ประเทศให้ได้ มันไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะผู้ปกครองมองภาพลักษณ์อาชีวะในด้านลบ เมื่อคนมองข้ามก็จะไม่ส่งลูกหลานมาเรียนสายอาชีวะ เราจึงต้องมีการปรับตัวครั้งใหญ่ เพื่อที่จะกอบกู้ความรู้สึกเหล่านี้ เพื่อที่จะชี้ให้เห็นว่าการเรียนสายอาชีวะไม่ได้ด้อยค่า ปัจจุบันเรามีสายนวัตกรรมอาชีพมากมายที่ได้ค่าตอบแทนสูง ซึ่งหากดูตัวเลขการเรียนต่อในระดับอุดมศึกษา จะเห็นว่ามีเด็กอาชีวะเรียนเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 10 อย่างไรก็ตามเชื่อว่าถ้าเราช่วยกันผลักดันก็จะมีน้ำหนักและเป้าหมายที่ชัดเจนร่วมกันมากขึ้น&amp;rdquo;เลขาฯ กอศ. กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/73898</URL_LINK>
                <HASHTAG>#อว., #อาชีวะ, กสศ., ทุนเด็กอาชีวะศึกษา, สอศ.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200809/image_big_5f2fbacbd7c6a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>72933</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/07/2020 17:26</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/07/2020 15:39</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กสศ. เอ็กซเรย์พบเด็กจาก กรุงเทพฯ ตาก และแม่ฮ่องสอน หลุดจากระบบการศึกษามากสุดหลังจบม.3</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30ก.ค.63- นายไกรยส ภัทราวาท รองผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (รองผู้จัดการ กสศ.) กล่าวว่า ขณะนี้ กสศ.ได้วิจัยและพัฒนานวัตกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (Information System for Equitable Education : iSEE) ซึ่งเป็นฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (BIG Data) รายบุคคล ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายเด็กและเยาวชนผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์และด้อยโอกาสมากกว่า 4 ล้านคนโดยเชื่อมโยงข้อมูลเด็กและครอบครัวกับฐานข้อมูลขนาดใหญ่ของ 6 กระทรวง ได้แก่ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการคลัง กระทรวงมหาดไทย กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงแรงงาน และกระทรวงสาธารณสุข รวมถึงข้อมูลจากระบบสารสนเทศทางภูมิศาสตร์ (GIS)&amp;nbsp; เพื่อที่จะช่วยให้ผู้ทำนโยบาย สามารถตรวจสอบสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำได้ชัดเจนทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ตลอดจนเป็นเครื่องมือให้กับหน่วยงาน ภาคีต่างๆ ที่มีภารกิจในการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาได้ในอนาคต ทั้งนี้ระบบ iSEE นับเป็นฐานข้อมูลขนาดใหญ่ด้านการศึกษา ที่จะช่วยยกระดับการค้นหา คัดกรองเด็กเยาวชนทั้งในและนอกระบบการศึกษาอย่างละเอียด โดยจะสำรวจตั้งแต่ระดับประเทศ ภูมิภาค จังหวัด อำเภอ ตำบล โรงเรียน จนถึงรายบุคคล ทำให้ติดตามสถานการณ์การศึกษา อัตราการมาเรียน รายได้เฉลี่ยของครัวเรือน และการพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กในอนาคต ฯลฯ เพื่อที่จะให้ความช่วยเหลือได้เข้าถึงตัวเด็กอย่างทันท่วงที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายไกรยส กล่าวต่อว่า กสศ.ต้องการจัดทำระบบ iSEE ให้เป็น user- centered data Visualization Tools หรือนำเสนอข้อมูลที่ซับซ้อนในรูปแบบที่ง่ายและสอดคล้องกับการใช้จริงของภาคีเครือข่าย ในการทำให้สังคมไทยมองเห็นเด็กทุกคนที่อยู่ในประเทศไทยไม่ว่าจะยากดีมีจนอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม ผ่าน 5 เป้าหมายหลัก ได้แก่ 1) มีระบบสารสนเทศที่เชื่อมโยงฐานข้อมูลในหลายกระทรวง 2) Virtual Live ข้อมูล ให้เป็น user center design มีการทำกราฟ/ตารางที่ง่ายต่อการใช้งาน เพื่อนำไปแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคมได้อย่างง่าย 3) ปฏิรูปกระบวนการทำงานที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูปความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา เช่น การระดมทุน หรือ การจัดค่ายอาสาพัฒนาชนบท ที่สามารถมองเห็นเด็กหรือโรงเรียนได้ชัดมากที่สุด 4) ขับเคลื่อนทรัพยากรและเครือข่ายในสังคมเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา 5) สนับสนุนผู้ที่ต้องการเป็นนักวิจัย start up ผู้ประกอบการทางสังคม และสื่อมวลชน ให้มีพลังในการขับเคลื่อนวาระทางสังคมมากขึ้น ด้วยข้อมูลที่ทันสมัย เพื่อช่วยกันลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาได้ทุกที่ ทุกเวลา นอกจากนี้ระบบ iSEE ยังมีระบบการตอบกลับที่เป็นวงจร สามารถนำข้อมูลกลับมารายงานได้ว่ามีจำนวนเด็กที่ได้รับการช่วยเหลือ เด็กที่จบการศึกษา รวมถึงเด็กที่ได้กลับเข้าสู่ระบบการศึกษาแล้วกี่คน ทั้งนี้ กสศ. หวังว่าระบบ iSEE จะมีผู้ใช้งานเข้ามาใช้ฐานข้อมูลของเราอย่างต่อเนื่องจนเกิดความยั่งยืน เพื่อให้กรอบการทำงานระยะยาวของ กสศ. ที่มองว่า Data เป็นการทำงานเชิงยุทธศาสตร์นำไปสู่ความเสมอภาคทางการศึกษาในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;จุดเด่นของระบบ iSEE คือ การแสดงข้อมูลสุขภาวะและทุพโภชนาการของเด็กและเยาวชน ข้อมูลสถานะครัวเรือนและสวัสดิภาพของเด็กและเยาวชน ข้อมูลการเดินทางระหว่างไปโรงเรียน ข้อมูลสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานของโรงเรียน และจากการประมวลผลข้อมูลพบปี 2562 มีนักเรียนในระบบการศึกษาหายไปครึ่งหนึ่งหลังจบ ม.3 ยังพบว่า 3 จังหวัด ได้แก่ ตาก กรุงเทพ แม่ฮ่องสอน มีเด็กหลุดออกนอกระบบการศึกษามากที่สุด&amp;rdquo; รองผู้จัดการ กสศ.กล่าว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/72933</URL_LINK>
                <HASHTAG>กสศ., ดร.ไกรยส ภัทราวาท, ระบบ iSEE 2.0, ลดเหลื่อมล้ำ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200730/image_big_5f22882eb4ae3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>70439</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/07/2020 19:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/07/2020 19:57</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผอ.ยูเนสโก ชูผลจากโควิด -19 ต้องเปลี่ยนแนวคิดการศึกษาเป็น&quot;All For Education &quot;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3ก.ค.63-ผอ.ยูเนสโก ประจำประเทศไทย &amp;nbsp;ขอทั่วโลกเดินหน้ายกระดับปฏิรูประบบการศึกษา มุ่งสู่เป้าหมาย All For Education ระดมทุกทรัพยากร เพื่อการศึกษา ชื่นชม กสศ. เชื่อสัญญาณดีประเทศไทย ปฏิรูปการศึกษาลดความเหลื่อมล้ำและเพิ่มความเสมอภาค&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายชิเงรุ อาโอยากิ ผู้อำนวยการยูเนสโก ประจำประเทศไทย กล่าวถึงการจัดประชุมนานาชาติครั้งใหญ่ด้านการศึกษา ภายใต้หัวข้อ EQUITABLE EDUCATION: ALL FOR EDUCATION &amp;nbsp;ของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ตอนหนึ่งว่า การประชุมดังกล่าวมีความสำคัญอย่างมากที่บรรดาผู้เชี่ยวชาญ นักเคลื่อนไหว และหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับด้านแวดวงการศึกษา จะมารวมตัวกันแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและพิจารณาหารือแนวทางในการยกระดับปฏิรูประบบการศึกษาทั่วโลกให้มีความเสมอภาคเท่าเทียมทั่วถึงทุกคน ตามเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน ที่นานาประเทศได้ร่วมลงนามข้อตกลงร่วมกันเมื่อ 30 ปีที่แล้ว สำหรับความพิเศษของการประชุมในครั้งนี้ก็คือการเปลี่ยนผ่านกรอบแนวคิดทางการศึกษา จาก Education for All ไปสู่ All for Education เพื่อให้สอดรับสอดคล้องกับบริบททางสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป และมีความละเอียดซับซ้อนมากยิ่งขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ช่วง 30 ปีที่ผ่านมา สภาพเศรษฐกิจและสังคมโลกมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก ทำให้มีประเด็นปัญหาเพิ่มมากขึ้น เช่น การเปลี่ยนแปลงด้านสภาพภูมิอากาศ ปัญหาผู้อพยพลี้ภัย ปัญหาขัดแย้งตามแนวชายแดน ปัญหาจำนวนประชากรที่ขยายตัว อย่างรวดเร็ว วิกฤตความมั่นคงทางอาหารและน้ำ และล่าสุด คือวิกฤตการระบาดของไวรัส COVID-19 ปัจจัยที่กล่าวมาข้างต้นล้วนมีความเชื่อมโยงที่จะส่งผลกระทบต่อการเข้าถึงการศึกษาของคนทุกเพศทุกวัยทั่วโลก ดังนั้นทาง UNESCO พร้อมด้วยความเห็นชอบจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง จึงเห็นความสำคัญของการเปลี่ยนกรอบแนวคิดเพื่อให้เหมาะสมกับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมโลกที่เกิดขึ้น&amp;rdquo; ผอ.UNESCO ประจำประเทศไทย กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายชิเงรุ กล่าวต่อว่า สำหรับความแตกต่างของการเปลี่ยนผ่านจาก Education for All ไปสู่ All for Education ประกอบด้วย 2 ส่วนหลักๆ ประการแรกคือการเปลี่ยนจากการมุ่งเน้นการมอบการศึกษาไปสู่การคำนึงถึงความต้องการของผู้เรียนให้มากขึ้น ทำให้ความหมายของการศึกษา หมายรวมถึง &amp;quot;All&amp;quot; หรือ ทุกฝ่ายอย่างแท้จริง และ ทำให้ All for Education ได้รวมเอาความคิดเรื่องความยืดหยุ่นและความเสมอภาค เข้ามาสู่ระบบการศึกษาได้อย่างแท้จริง ส่วนความแตกต่างประการที่สองก็คือ All for Education ยังเป็นการเรียกร้องให้ระบบการศึกษา มีเนื้อหาที่ครอบคลุมและแข็งแกร่งมากขึ้น ภายใต้ความร่วมมือจากทุกภาคส่วนของสังคมในการดึงเอาทรัพยากรทั้งหมดที่มีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นบุคลากร และเงินทุน มาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดเพื่อการศึกษาในมุมมองของตน คำว่า &amp;quot;All&amp;quot; ใน Education for All (EFA) หมายถึง คนทุกคน&amp;nbsp;
ขณะที่ &amp;quot;All&amp;quot; ใน All for Education (AFE) หมายรวมถึง ทรัพยากรทั้งหมดที่มี สำหรับระบบการศึกษาทั่วโลกในห้วงเวลานี้ กำลังเผชิญหน้ากับความท้าทายใหม่จากการระบาดของไวรัส COVID-19 ซึ่งกระทบต่อวงการการศึกษาอย่างรุนแรง เพราะการระบาดทำให้หลายประเทศทั่วโลกต้องปิดโรงเรียน มีเด็กนักเรียนหลายล้านคนต้องตกอยู่ในสภาพโดนให้ออกจากโรงเรียน กลายเป็นความเสี่ยงที่จะกระเทือนต่อความเสมอภาคทางการศึกษา และส่งผลลบต่อแนวคิด All for Education ได้ สิ่งสำคัญที่สุดก็คือการปรับเปลี่ยนแนวคิดมุมมองที่มีต่อระบบการศึกษา ด้วยการหันมาร่วมมือสนับสนุนส่งเสริมซึ่งกันและกัน ในการลงมือทำเพื่อเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษาที่มีอยู่ให้มีความยืดหยุ่นพอที่จะทำให้การเดินหน้าศึกษาหาความรู้มีความต่อเนื่องกับตัวผู้เรียนทุกคน ในทุกเงื่อนไขบริบทแวดล้อม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ผมขอแสดงความชื่นชม กสศ. ของไทยถึงความกระตือรือร้นในการจัดงานดังกล่าวในฐานะเจ้าภาพภายใต้ความร่วมมือกับหลายฝ่าย เพราะนับเป็นการส่งสัญญาณอันดีต่อความพร้อมที่จะมีส่วนร่วมในการปฏิรูปการศึกษาเพื่อลดความเหลื่อมล้ำและเพิ่มความเสมอภาคของประเทศไทย&amp;rdquo;ผอ.UNESCO ประจำประเทศไทย กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/70439</URL_LINK>
                <HASHTAG>#การปฎิรูปการศึกษา, All for Education, กสศ., ยูเนสโก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200703/image_big_5eff2a84cc6b1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
