<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>116018</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/09/2021 11:33</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/09/2021 11:33</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กสิกรไทย ช่วยลดค่าครองชีพหั่นราคาของกินของใช้เหลือ 20 บาท</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ธนาคารกสิกรไทย ลุยต่อช่วยลดค่าครองชีพให้คนไทยผ่านโครงการ &amp;ldquo;ร่วมด้วย ช่วยเปย์&amp;rdquo; บน K+ market ขนของกินของใช้กว่า 300 รายการ ขายในราคาเดียว 20 บาทเท่านั้น แถมได้ช่วยอุดหนุนร้านค้ารายย่อยและวิสาหกิจชุมชนที่เข้าร่วมโครงการนี้ โดยลูกค้าสามารถเลือกซื้อสินค้าต่างๆ บน K+ market ได้ง่ายๆ ผ่าน K PLUS เช่น ข้าวสาร กาแฟ ขนมแปรรูปเพื่อสุขภาพ เจลแอลกอฮอล์ หน้ากากผ้า สบู่ เป็นต้น สามารถชำระเงินได้ทั้งจากเงินสดในบัญชี K PLUS และใช้คะแนน K Point แลกซื้อสินค้า สงวนสิทธิ์ซื้อได้สูงสุด 3 ชิ้น/สินค้า พิเศษ รับโค้ดส่วนลดค่าจัดส่ง 20 บาท เมื่อซื้อสินค้าครบ 100 บาท/ร้านค้า และจ่ายด้วยเงินสด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ช้อปสินค้าราคาประหยัดกับโครงการ &amp;ldquo;ร่วมด้วย ช่วยเปย์&amp;rdquo; บน K+ market ในราคาเพียง 20 บาทต่อชิ้น ได้ตั้งแต่วันนี้ถึง 31 ตุลาคม 2564 เช่น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้าวหอมชูใจ ผลผลิตจากครอบครัวชาวนาที่สืบทอดกันมาตั้งแต่รุ่นคุณทวด ในจังหวัดชัยภูมิ แหล่งผลิตข้าวอินทรีย์ ภายใต้แนวคิด &amp;ldquo;ปลูกด้วยมือ ดูแลด้วยใจ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
รักบ้านเกิด เครือข่ายที่เชื่อมโยงเกษตรกรทั่วประเทศ เพื่อขับเคลื่อนชุมชน สังคม และเศรษฐกิจไทยให้มั่นคั่งอย่างยั่งยืน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ABONZO Coffee แบรนด์กาแฟที่เกิดจากความตั้งใจพัฒนาคุณภาพชีวิตของชาวอาข่าบนดอยช้าง ซึ่งเป็นชุมชนบ้านเกิดให้มีรายได้และความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น พร้อมเป้าหมายยิ่งใหญ่ในการส่งออกกาแฟท้องถิ่นไทยไปสู่เวทีโลก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
อาข่า อาม่า แบรนด์กาแฟเพื่อสังคม มีปณิธานในการผลิตกาแฟที่มีคุณภาพอย่างยั่งยืนในทุกขั้นตอน และช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตชาวอาข่า &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
Cosmos &amp;amp; Harmony ผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ที่ต่อยอดจาก องค์ความรู้และความเชี่ยวชาญด้านการทำสบู่ผสมผสานกับความคิดสร้างสรรค์ เพื่อส่งมอบ &amp;ldquo;ของขวัญจากธรรมชาติ&amp;rdquo; คือสรรพคุณของวัตถุดิบจากธรรมชาติ ที่ดีต่อผู้ใช้ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
สวนในเวียง สวนเกษตรอินทรีย์ อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย &amp;nbsp;แหล่งเพาะปลูกลำไยสายพันธุ์อีดอ ลิ้นจี่สายพันธุ์ชั้นดี แมคคาเดเมีย หญ้าหวาน และจิงจูฉ่าย ปลูกแบบออร์แกนิค 100% ไร้สารตกค้าง&amp;nbsp;
ป้อนคำรัก ขนมอบกรอบจากข้าวกล้องเพื่อสุขภาพ ผลิตจากวัตถุดิบที่ดีที่สุด ทั้งข้าวกล้องอินทรีย์เต็มเมล็ด ธัญพืชอินทรีย์ และพืชผักที่ปลูกอย่างปลอดภัย เพื่อสร้างสรรค์ของว่างแสนอร่อยที่ดีต่อสุขภาพ&amp;nbsp;
Wel-B แบรนด์ขนมเพื่อสุขภาพที่เติบโตจากวิสัยทัศน์ที่มองเห็นศักยภาพผลไม้ไทย จุดเริ่มต้นของแนวคิดในการผลักดันสินค้าเกษตรให้เพิ่มมูลค่าไปกับกระแสผู้รักสุขภาพในปัจจุบัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อมูลเพิ่มเติม คลิก https://kbank.co/2WYfoV9 &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116018</URL_LINK>
                <HASHTAG>K+ market, กสิกรไทย, ช่วยลดค่าครองชีะ, ร่วมด้วย ช่วยเปย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210908/image_big_61383cedeb18f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>112143</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/08/2021 09:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/08/2021 09:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กสิกรไทย ช่วยธุรกิจร้านอาหาร แจกโค้ดช่วยเปย์ คนละ 100 บาท/ออเดอร์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 ส.ค. 2564 ธนาคารกสิกรไทย ระดมกำลังช่วยเหลือร้านอาหารกว่า 80,000 ร้านให้มีแรงสู้ต่อ เปิดตัวแคมเปญแรง &amp;ldquo;ร่วมด้วย ช่วยเปย์&amp;rdquo; คุณช่วยสั่ง เราช่วยจ่าย เพียงสั่งอาหารผ่าน Grab หรือ LINE MAN กสิกรไทยช่วยจ่ายมื้ออร่อยให้สูงสุด 100 บาท/ออเดอร์ ได้อิ่มท้องและอิ่มใจ ช่วยเติมกำลังให้ร้านอาหารเล็กๆ ได้มีแรงสู้ต่อ เริ่มตั้งแต่วันที่ 2 สิงหาคม &amp;ndash; 31 สิงหาคม 2564 นี้ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ร่วมด้วย ช่วยเปย์&amp;rdquo; คุณช่วยสั่ง เราช่วยจ่าย สั่งอาหารผ่าน Grab หรือ LINE MAN&amp;nbsp;
- จ่ายผ่านบัตรเดบิต/บัตรเครดิตกสิกรไทย, บัตรเดบิต LINE BK หรือ GrabPay Wallet&amp;nbsp;
- ใส่โค้ด: KBANK&amp;nbsp;
- กสิกรไทยช่วยจ่ายมื้ออร่อยให้สูงสุด 100 บาท/ออเดอร์ เมื่อสั่งขั้นต่ำ 100 บาท/ออเดอร์ &amp;nbsp;
- จำกัดท่านละ 2 สิทธิ์ต่อแอปพลิเคชัน ตลอดแคมเปญ สิทธิ์มีจำนวนจำกัดต่อวัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รายละเอียดเพิ่มเติมคลิก https://kbank.co/2VnLh8g&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112143</URL_LINK>
                <HASHTAG>กสิกรไทย, ร่วมด้วยช่วยเปย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210804/image_big_6109f4455f4b6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>110530</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/07/2021 09:56</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/07/2021 09:56</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กสิกรไทยโชว์ผลกำไรครึ่งปีแรกโกยเกือบ 2หมื่นล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 ม.ค. 2564 นางสาวขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ภาวะเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2 ปี 2564 ได้รับผลกระทบมากขึ้นจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกที่สาม ซึ่งเพิ่มแรงกดดันต่อทิศทางการใช้จ่ายของภาคครัวเรือนและธุรกิจ และยังทำให้ช่วงเวลาการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวต้องเลื่อนเวลาออกไป ทั้งนี้ แม้มาตรการเยียวยาเศรษฐกิจของภาครัฐและสัญญาณการขยายตัวของภาคส่งออกจะยังคงเป็นปัจจัยหนุนเศรษฐกิจต่อเนื่องในระยะข้างหน้า แต่แนวโน้มการฟื้นตัวของภาพรวมเศรษฐกิจยังมีความไม่แน่นอน โดยขึ้นอยู่กับการกระจายวัคซีนและการควบคุมการระบาดของโควิด-19&amp;nbsp;ธนาคารและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิสำหรับงวดครึ่งปีแรกปี 2564 จำนวน 19,521 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิสำหรับไตรมาส 2 ปี 2564 จำนวน 8,894 ล้านบาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ผลการดำเนินงานสำหรับงวดครึ่งปีแรกปี 2564 เมื่อเปรียบเทียบกับงวดครึ่งปีแรกปี 2563&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ธนาคารและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิจำนวน 19,521 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปีก่อนจำนวน 9,971 ล้านบาท หรือ 104.40 % โดยในงวดครึ่งปีแรกปี 2564 ธนาคารและบริษัทย่อยตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (Expected credit loss: ECL) ลดลง 39.32% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน โดยงวดครึ่งปีแรกของปีก่อนธนาคารและบริษัทย่อยได้ตั้งสำรองฯ ในระดับที่สูงเป็นจำนวนถึง 32,064 ล้านบาท ภายใต้หลักความระมัดระวัง เพื่อรองรับความไม่แน่นอนจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 อันเป็นวิกฤติการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นในลักษณะนี้มาก่อน รวมถึงผลที่อาจจะเกิดขึ้นจากมาตรการของทางการที่ให้สถาบันการเงินให้ความช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบ ทำให้ต้องติดตามดูแลคุณภาพหนี้อย่างใกล้ชิด แม้ภาวะเศรษฐกิจไทยในงวดครึ่งปีแรกของปี 2564 จะได้รับผลกระทบมากขึ้นจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ ธนาคารและบริษัทย่อยได้ประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเตรียมความพร้อมอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับความไม่แน่นอนของสภาวะเศรษฐกิจที่หดตัวซึ่งคาดว่าการฟื้นตัวจะเลื่อนเวลาออกไป และยังคงให้ความช่วยเหลือลูกค้าอย่างต่อเนื่องผ่านมาตรการต่าง ๆ รวมถึงการปล่อยสินเชื่อเพื่อเสริมสภาพคล่องให้แก่ลูกค้า &amp;nbsp;ธนาคารและบริษัทย่อยจึงได้พิจารณาตั้งสำรองฯ ในงวดนี้ทั้งสิ้นจำนวน 19,457 ล้านบาท ซึ่งยังคงเป็นระดับสำรองฯ ภายใต้หลักความระมัดระวัง ทั้งนี้หากเปรียบเทียบไตรมาส 2 ปี 2564 กับไตรมาสก่อน ธนาคารและบริษัทย่อยตั้งสำรองฯ เพิ่มขึ้น 24.93%&amp;nbsp;กำไรจากการดำเนินงานก่อนหักผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นและภาษีเงินได้สำหรับงวดครึ่งปีแรกปี 2564 มีจำนวน 47,282 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปีก่อนจำนวน 1,332 ล้านบาท หรือ 2.90% เกิดจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิเพิ่มขึ้นจำนวน 2,686 ล้านบาท หรือ 4.87% จากการปล่อยเงินให้สินเชื่อแก่ลูกค้าอย่างต่อเนื่อง โดยในงวดนี้อัตราการเติบโตอยู่ที่ 6.17% มาจากการเพิ่มขึ้นของสินเชื่อที่มีศักยภาพ โดยธนาคารได้ติดตามดูแลคุณภาพเงินให้สินเชื่อของลูกหนี้อย่างใกล้ชิดเพื่อให้ความช่วยเหลือลูกค้าอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งมีการลดอัตราดอกเบี้ยเงินให้สินเชื่อ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
อย่างไรก็ตาม ยังมีลูกค้าบางส่วนอยู่ภายใต้มาตรการความช่วยเหลือของธนาคาร ซึ่งรวมถึงมาตรการพักชำระเงินต้นและดอกเบี้ยทำให้ธนาคารต้องมีการบริหารจัดการดอกเบี้ยค้างรับที่เพิ่มขึ้น เพื่อให้ทั้งลูกค้าและธนาคารสามารถกลับมาดำเนินธุรกิจปกติได้ นอกจากนี้ ค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยเงินรับฝากลดลงจากอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยที่ลดลง ทำให้อัตราผลตอบแทนสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้สุทธิ (Net interest margin: NIM) อยู่ที่ระดับ 3.20% ในขณะที่รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยลดลงจำนวน 1,031 ล้านบาท หรือ 4.28% ส่วนใหญ่จากการปรับมูลค่ายุติธรรม (Mark to market) ของสินทรัพย์ทางการเงินซึ่งเป็นไปตามภาวะตลาด และรายได้สุทธิจากการรับประกันภัยที่ลดลง แม้ว่ารายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิเพิ่มขึ้นจำนวน 1,110 ล้านบาท หรือ 6.57% หลัก ๆ จากค่าธรรมเนียมรับจากการจัดการกองทุน และค่านายหน้ารับจากการซื้อขายหลักทรัพย์ สำหรับค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานอื่น ๆ เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจำนวน 323 ล้านบาท หรือ 0.97% จากการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว โดยอัตราส่วนค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานอื่น ๆ ต่อรายได้จากการดำเนินงานสุทธิ (Cost to income ratio) อยู่ที่ระดับ 41.54% &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ผลการดำเนินงานสำหรับไตรมาส 2 ปี 2564 เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาส 1 ปี 2564 &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ธนาคารและบริษัทย่อยมีกำไรจากการดำเนินงานก่อนหักผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นและภาษีเงินได้จำนวน 23,786 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนจำนวน 290 ล้านบาท หรือ 1.23% โดยธนาคารและบริษัทย่อยพิจารณาตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นเพิ่มจำนวน 2,157 ล้านบาท หรือ 24.93% จากไตรมาสก่อน ทำให้กำไรสุทธิสำหรับไตรมาส 2 ปี 2564 อยู่ที่ 8,894 ล้านบาท ลดลงจากไตรมาสก่อนจำนวน 1,733 ล้านบาท หรือ 16.31% โดยรายได้ดอกเบี้ยสุทธิเพิ่มขึ้นจำนวน 1,584 ล้านบาท หรือ 5.63% ส่วนใหญ่เกิดจากการเติบโตของเงินให้สินเชื่อ อัตราผลตอบแทนสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้สุทธิ (Net interest margin: NIM) อยู่ที่ระดับ 3.22% ในขณะที่รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยลดลงจำนวน 756 ล้านบาท หรือ 6.36% เป็นผลจากการลดลงของรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิ รวมทั้งการปรับมูลค่ายุติธรรม (Mark to market) ของสินทรัพย์ทางการเงิน ซึ่งเป็นไปตามภาวะตลาด ในขณะที่รายได้สุทธิจากการรับประกันภัยเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานอื่น ๆ เพิ่มขึ้นจำนวน 538 ล้านบาท หรือ 3.25% ส่วนใหญ่เกิดจากค่าใช้จ่ายด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อให้สามารถรองรับความต้องการของลูกค้าได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยอัตราส่วนค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานอื่น ๆ ต่อรายได้จากการดำเนินงานสุทธิ (Cost to income ratio) อยู่ที่ระดับ 41.78%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2564 ธนาคารและบริษัทย่อยมีสินทรัพย์รวมจำนวน 3,886,863 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2563 จำนวน 228,065 ล้านบาท หรือ 6.23% ส่วนใหญ่เป็นการเติบโตของเงินให้สินเชื่อ และการเพิ่มขึ้นของเงินลงทุนสุทธิ สำหรับเงินให้สินเชื่อด้อยคุณภาพต่อเงินให้สินเชื่อ (%NPL gross) ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2564 อยู่ที่ระดับ 3.95% โดยธนาคารมีการติดตามดูแลคุณภาพเงินให้สินเชื่อของลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 อย่างใกล้ชิด ขณะที่สิ้นปี 2563 อยู่ที่ระดับ 3.93% อัตราส่วนค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นต่อเงินให้สินเชื่อด้อยคุณภาพ (Coverage ratio) ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2564 อยู่ที่ระดับ 154.09% โดยสิ้นปี 2563 อยู่ที่ระดับ 149.19% สำหรับอัตราส่วนเงินกองทุนทั้งสิ้นต่อสินทรัพย์เสี่ยงของกลุ่มธุรกิจทางการเงินธนาคารกสิกรไทยตามหลักเกณฑ์ Basel III ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2564 อยู่ที่ 18.19% โดยมีอัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 อยู่ที่ 15.86%&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/110530</URL_LINK>
                <HASHTAG>กสิกรไทย, ผลกำไรครึ่งปีแรก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210525/image_big_60acb06c41c67.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>108392</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/07/2021 14:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/07/2021 14:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> ปิดดีล  กสิกรไทยเซ็นขายประกันให้เมืองไทยประกันชีวิต 10 ปี รับเละ 12,700 ล้านบาท </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
2 ก.ค. 2564 &amp;nbsp;นางสาวขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ธนาคารกสิกรไทยได้พิจารณาข้อเสนอและเข้าทำสัญญาจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ประกันชีวิต (Bancassurance Agreement) ให้กับบริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) ผ่านช่องทางต่าง ๆ ของธนาคารและบริษัทย่อยของธนาคาร 5 บริษัท แต่เพียงผู้เดียว ได้แก่ บริษัท ลีสซิ่งกสิกรไทย จำกัด &amp;nbsp;บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กสิกรไทย จำกัด บริษัท หลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด บริษัท แฟคเตอรี แอนด์ อีควิปเมนท์ กสิกรไทย จำกัด บริษัท โพรเกรส มัลติ อินชัวรันส์ โบรกเกอร์ จำกัด และบริษัทย่อยอื่นที่อาจจะจัดตั้งขึ้นในอนาคตจากการปรับโครงสร้างธุรกิจหลักของธนาคาร ในช่องทางการจำหน่ายของธนาคารและบริษัทย่อยทั้งในปัจจุบันและในอนาคต อาทิ สาขา พนักงานสาขา เอทีเอ็ม พนักงานประจำและชั่วคราว และบุคคลอื่น เช่น ตัวแทน รวมถึง ช่องทางดิจิทัล การตลาดทางตรง (Direct Marketing) และการตลาดผ่านทางโทรศัพท์ (Telemarketing)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ สัญญาจะมีระยะเวลา 10 ปี เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2565 และจะมีผลบังคับใช้เมื่อได้รับอนุมัติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นของธนาคาร พร้อมให้ยกเลิกและแทนที่สัญญาจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตผ่านธนาคารฉบับเดิม ที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี 2552 โดยธนาคารจะได้รับค่าตอบแทนจากการให้สิทธิในการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตแก่ลูกค้าผ่านช่องทางธนาคารและบริษัทย่อยแก่เมืองไทยประกันชีวิตเป็นมูลค่า 12,700 ล้านบาท นอกจากนั้นยังจะได้รับค่าตอบแทนตามผลการดำเนินการขาย และค่านายหน้าในการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตอีกด้วย โดยสัญญาอาจสิ้นสุดลงก่อน 10 ปีได้ หากผลการดำเนินธุรกิจถึงเกณฑ์ที่กำหนด และสามารถต่ออายุได้ไม่เกิน 2 ปี ในกรณีที่ผลการดำเนินธุรกิจไม่ถึงเกณฑ์ที่กำหนด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวขัตติยา กล่าวเพิ่มเติมว่า การทำสัญญาในครั้งนี้ เนื่องจากธนาคารมีความมั่นใจว่า เมืองไทยประกันชีวิต เป็นบริษัทประกันชีวิตชั้นนำของประเทศ มีแบรนด์ที่แข็งแกร่ง เชี่ยวชาญในตลาดประกันชีวิต และผลิตภัณฑ์ได้รับการยอมรับจากลูกค้าทุกกลุ่มของธนาคาร เห็นได้จากเมืองไทยประกันชีวิตสามารถครองส่วนแบ่งการตลาดเป็นอันดับหนึ่งและอันดับสองจากการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตผ่านช่องทางการจำหน่ายผ่านธนาคารในช่วงปี 2561 &amp;ndash; 2563&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น การเป็นพันธมิตรระยะยาวอย่างต่อเนื่อง จะช่วยให้การพัฒนาบริการและผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่ต้องลงทุนร่วมกันระยะยาว เช่น การลงทุนด้านไอทีเพิ่มมากขึ้น จะนำไปสู่การให้บริการผ่านช่องทางต่าง ๆ ที่สะดวกขึ้นสำหรับลูกค้าและได้รับผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการมากขึ้น รวมทั้งมีแนวโน้มที่จะสามารถขยายฐานลูกค้าไปยังลูกค้าของธนาคารตามช่องทางต่าง ๆ ที่ปัจจุบันยังเข้าไม่ถึงได้ในอนาคต&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัจจุบัน ธนาคารกสิกรไทยมีสัดส่วนการถือหุ้นนับรวมแบบสัดส่วนผลประโยชน์สุทธิ (Effective Shareholding) ในเมืองไทยประกันชีวิตคิดเป็น 38.25% ของจำนวนหุ้นที่ออกและชำระแล้วทั้งหมดของบริษัท โดยในปี 2563 ธนาคารมีรายได้จากการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตและส่วนแบ่งในกำไรของเมืองไทยประกันชีวิตทั้งหมด รวมประมาณ 9,000 ล้านบาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เมืองไทยประกันชีวิตมีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้สานต่อความร่วมมืออันแน่นแฟ้นที่มีกันมาอย่างยาวนานกับธนาคารกสิกรไทย ซึ่งเรามีความตั้งใจที่จะต่อยอดความสำเร็จที่เกิดขึ้นกับธนาคารกสิกรไทยให้ดียิ่งขึ้นไปอีก โดยความร่วมมือระยะยาวครั้งนี้ เกิดขึ้นจากวิสัยทัศน์ร่วมกันของทั้งสององค์กรในการวางเป้าหมายและพร้อมเป็นผู้นำที่จะส่งมอบผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตรวมถึงความคุ้มครองสุขภาพอย่างเป็นเลิศ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ยังเล็งเห็นถึงโอกาสในการร่วมกันพัฒนาผลิตภัณฑ์และการบริการในรูปแบบใหม่ &amp;nbsp;รวมไปถึงการพัฒนาความรู้และทักษะใหม่ของบุคลากรให้พร้อมรองรับกับโลกยุคดิจิทัล &amp;nbsp;ตลอดจนเพื่อสร้างโอกาสในการเข้าถึงและสามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในทุกกลุ่มของธนาคาร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ธนาคารกสิกรไทยเป็นธนาคารที่มีความมั่นคงแข็งแกร่งเสมอมา และตอบสนองความต้องการของลูกค้าด้วยบริการด้านการเงินที่ครบวงจร &amp;nbsp; สำหรับความร่วมมือทางธุรกิจในครั้งนี้จะเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการดำเนินธุรกิจ &amp;nbsp;โดยบริษัทสามารถใช้ศักยภาพที่มีอยู่เสริมการให้บริการทางการเงินของธนาคารได้อย่างครบถ้วนมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะทำให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ลูกค้าของธนาคาร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/108392</URL_LINK>
                <HASHTAG>กสิกรไทย, ขายประกันให้เมืองไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210702/image_big_60debfe005caa.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>107393</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/06/2021 16:36</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/06/2021 16:36</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กสิกรมองเศรษฐกิจโลกขยับตัวฟื้นคาดราคาสินค้าขยับขึ้นชั่วคราว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 มิ.ย. 2564 นายจิรวัฒน์ สุภรณ์ไพบูลย์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ยังคงมองเศรษฐกิจโลกยังฟื้นตัวดี ในปี 2564 ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มที่ดีตามไปด้วย หลังจากมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น การเร่งฉีดวัคซีน การเดินหน้าเปิดเมือง บ่งชี้ว่าเศรษฐกิจอยู่ในแนวโน้มขาขึ้น และขยายตัวได้ดี แต่ทว่าไม่สามารถฟื้นตัวพร้อมกันได้ &amp;nbsp;โดยจีนได้ฟื้นตัวนำหน้าไปแล้ว ตามมาด้วยสหรัฐฯ และยุโรป ส่วนประเทศเกิดใหม่จะฟื้นตัวในลำดับถัดไป โดยภาพรวมเศรษฐกิจโลกจะขยายตัวสูงสุดในไตรมาส 3 ของปี 64 ท่ามกลางสภาวะตลาดปัจจุบันที่มีความผันผวน แต่ยังอยู่ในช่วงฟื้นตัวหลังการเปิดเมือง ธนาคารยังคงเชื่อมั่นว่าการลงทุนระยะยาว ผ่านการกระจายการลงทุนในหลายสินทรัพย์เพื่อลดความผันผวนของพอร์ตการลงทุนในระยะสั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนางสาวศิริพร สุวรรณการ ผู้บริหารกลุ่มงานที่ปรึกษาทางการเงิน ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า แม้เศรษฐกิจโลกอยู่ในช่วงกำลังฟื้นตัว แต่ตลาดยังมีความผันผวนอยู่ เนื่องจากปัจจัยความเสี่ยง ในเรื่องการฉีดวัคซีนและการกลายพันธ์ของเชื้อไวรัสโควิด-19 รวมถึง ภาวะเงินเฟ้อที่เกิดจากการขาดแคลนของสินค้า ที่ส่งผลทำให้ราคาสินค้าสูงขึ้น แต่ยังคงมองว่าเป็นเพียงแค่ชั่วคราวและสามารถควบคุมได้จากมาตราการการเงินและการคลัง ในด้านความกังวลจากการปรับเพิ่มประมาณการจีดีพีการจ้างงาน และเงินเฟ้อ ของธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ เฟด ยังคงมองว่าเป็นการปรับให้สอดคล้องกับตลาดเท่านั้น ไม่ได้ส่งผลต่อเศรษฐกิจโลกมากเท่าที่ควร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นาย ตรีพล ภูมิวสนะ ผู้บริหารกลุ่มธุรกิจบริการไพรเวทแบงค์ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า จากมุมมองที่เป็นบวกต่อแนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจ ธนาคารแนะนำกลยุทธ์การลงทุนสำหรับช่วงครึ่งปีที่จะเน้นการกระจายความเสี่ยงในการลงทุน เนื่องจากการฉีดวัคซีนเริ่มเข้าถึงทุกคนมากขึ้น แต่ยังไม่ครอบคลุมทุกพื้นที่ อาจจะทำให้หุ้นหลายๆตัวมีความผันผวน หากว่าการฉีดวัคซีนไวรัสโควิด-19 สำเร็จ และความต่อเนื่องของนโยบายจะทำให้เศรษฐกิจไทยอยู่ในสภาวะฟื้นฟู กลับไปเป็นเหมือนก่อนเกิดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19ได้ และเนื่องจากนโยบายการเปิดประเทศ และโครงการต่างๆ จะส่งผลให้ราคาหุ้นที่เป็นธุรกิจเกี่ยวกับการค้าระหว่างประเทศเพิ่มสูงขึ้น เช่น หุ้นกลุ่มท่องเที่ยว ,กลุ่มเปิดเมือง และหุ้นการส่งออกและนำเข้าสินค้าต่างประเทศ จะเป็นส่วนช่วยทำให้มีรายได้เข้าประเทศมากขึ้น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/107393</URL_LINK>
                <HASHTAG>กสิกรไทย, จิรวัฒน์ สุภรณ์ไพบูลย์, เศรษฐกิจไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210623/image_big_60d30029c9c74.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>107392</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/11/-0001 00:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/11/-0001 00:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กสิกรมองเศรษฐกิจโลกขยับตัวฟื้นคาดราคาสินค้าขยับขึ้นชั่วคราว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 มิ.ย. 2564 นายจิรวัฒน์ สุภรณ์ไพบูลย์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ยังคงมองเศรษฐกิจโลกยังฟื้นตัวดี ในปี 2564 ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มที่ดีตามไปด้วย หลังจากมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น การเร่งฉีดวัคซีน การเดินหน้าเปิดเมือง บ่งชี้ว่าเศรษฐกิจอยู่ในแนวโน้มขาขึ้น และขยายตัวได้ดี แต่ทว่าไม่สามารถฟื้นตัวพร้อมกันได้ &amp;nbsp;โดยจีนได้ฟื้นตัวนำหน้าไปแล้ว ตามมาด้วยสหรัฐฯ และยุโรป ส่วนประเทศเกิดใหม่จะฟื้นตัวในลำดับถัดไป โดยภาพรวมเศรษฐกิจโลกจะขยายตัวสูงสุดในไตรมาส 3 ของปี 64 ท่ามกลางสภาวะตลาดปัจจุบันที่มีความผันผวน แต่ยังอยู่ในช่วงฟื้นตัวหลังการเปิดเมือง ธนาคารยังคงเชื่อมั่นว่าการลงทุนระยะยาว ผ่านการกระจายการลงทุนในหลายสินทรัพย์เพื่อลดความผันผวนของพอร์ตการลงทุนในระยะสั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนางสาวศิริพร สุวรรณการ ผู้บริหารกลุ่มงานที่ปรึกษาทางการเงิน ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า แม้เศรษฐกิจโลกอยู่ในช่วงกำลังฟื้นตัว แต่ตลาดยังมีความผันผวนอยู่ เนื่องจากปัจจัยความเสี่ยง ในเรื่องการฉีดวัคซีนและการกลายพันธ์ของเชื้อไวรัสโควิด-19 รวมถึง ภาวะเงินเฟ้อที่เกิดจากการขาดแคลนของสินค้า ที่ส่งผลทำให้ราคาสินค้าสูงขึ้น แต่ยังคงมองว่าเป็นเพียงแค่ชั่วคราวและสามารถควบคุมได้จากมาตราการการเงินและการคลัง ในด้านความกังวลจากการปรับเพิ่มประมาณการจีดีพีการจ้างงาน และเงินเฟ้อ ของธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ เฟด ยังคงมองว่าเป็นการปรับให้สอดคล้องกับตลาดเท่านั้น ไม่ได้ส่งผลต่อเศรษฐกิจโลกมากเท่าที่ควร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นาย ตรีพล ภูมิวสนะ ผู้บริหารกลุ่มธุรกิจบริการไพรเวทแบงค์ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า จากมุมมองที่เป็นบวกต่อแนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจ ธนาคารแนะนำกลยุทธ์การลงทุนสำหรับช่วงครึ่งปีที่จะเน้นการกระจายความเสี่ยงในการลงทุน เนื่องจากการฉีดวัคซีนเริ่มเข้าถึงทุกคนมากขึ้น แต่ยังไม่ครอบคลุมทุกพื้นที่ อาจจะทำให้หุ้นหลายๆตัวมีความผันผวน หากว่าการฉีดวัคซีนไวรัสโควิด-19 สำเร็จ และความต่อเนื่องของนโยบายจะทำให้เศรษฐกิจไทยอยู่ในสภาวะฟื้นฟู กลับไปเป็นเหมือนก่อนเกิดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19ได้ และเนื่องจากนโยบายการเปิดประเทศ และโครงการต่างๆ จะส่งผลให้ราคาหุ้นที่เป็นธุรกิจเกี่ยวกับการค้าระหว่างประเทศเพิ่มสูงขึ้น เช่น หุ้นกลุ่มท่องเที่ยว ,กลุ่มเปิดเมือง และหุ้นการส่งออกและนำเข้าสินค้าต่างประเทศ จะเป็นส่วนช่วยทำให้มีรายได้เข้าประเทศมากขึ้น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/107392</URL_LINK>
                <HASHTAG>กสิกรไทย, จิรวัฒน์ สุภรณ์ไพบูลย์, เศรษฐกิจไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>DELETE</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210623/image_big_60d30029c9c74.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>107201</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/06/2021 11:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/06/2021 11:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กสิกรไทยโละขายบ้านมือสองวางเป้า 8,000 ล้านบาท  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 มิ.ย. 2564 นางชลารัตน์ พินิจเบญจพล รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ในปัจจุบันอสังหาริมทรัพย์มือสองเป็นทางเลือกหนึ่งที่ได้รับความนิยมไม่ว่าจะเป็น บ้านเดี่ยว บ้านแฝด ทาวน์เฮ้าส์ อาคารพาณิชย์ คอนโด โรงงาน โกดัง และที่ดินเปล่า ที่มีข้อดีกว่าอสังหาฯ ใหม่ ทั้งในเรื่องของทำเล ราคา และความคุ้มค่า โดยในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา มีลูกค้าสนใจซื้อบ้านมือสองของธนาคารเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ธนาคารจึงได้จับมือร่วมกับสมาคมการขายและการตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย (RESAM) เพื่อเสริมความแข็งแกร่ง และความสามารถในการให้บริการลูกค้าอย่างครบวงจร โดยในปีนี้ธนาคารมุ่งเน้นการให้บริการแบบ &amp;ldquo;คัด คุ้ม ครบ&amp;rdquo; ซึ่งหมายถึง การคัดสรรบ้านมือสองทำเลดีจากทั่วประเทศทั้งบ้านเดี่ยว ทาวน์เฮ้าส์ คอนโดฯ อาคารพาณิชย์ และที่ดินเปล่า ที่คุ้มค่า คุ้มราคา รวมถึงมีบริการครบวงจรตั้งแต่ช่วยเลือกซื้ออสังหาริมทรัพย์จนถึงการขอสินเชื่อ ซึ่งจะสามารถช่วยเพิ่มยอดขายอสังหาริมทรัพย์มือสองของธนาคารให้ได้ตามเป้าหมาย 8,000 ล้านบาท ภายในสิ้นปี 2564&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางอรุณี เทียมหงษ์ นายกสมาคมการขายและการตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย (RESAM) เปิดเผยว่า สมาคมฯ และสมาชิกภายใต้สมาคมจะเข้ามาช่วยให้บริการ การซื้อบ้านมือสองของธนาคารให้เป็นไปอย่างสะดวกและครบวงจรมากยิ่งขึ้น ตั้งแต่การ วิเคราะห์ทำเล แนะนำราคา เสนอสินเชื่อ รวมไปถึงการประสานงานในการทำสัญญาซื้อขายและโอนกรรมสิทธิ์ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ทั้งนี้ บริษัทที่เข้าร่วมสนับสนุนการขายบ้านมือสองในช่วงแรก ได้แก่ 1. บริษัท แอคคิวท์ เรียลตี้ อีสเทิร์น จำกัด 2. บริษัท แปลน เอสเตท จำกัด 3. บริษัท แม็กซ์บิซ จำกัด &amp;nbsp;4. บริษัท เรียลเน็กซ์ กรุ๊ป จำกัด 5. บริษัท แอคคิวท์ เรียลตี้ &amp;nbsp;หัวหิน &amp;nbsp;จำกัด 6. บริษัท ทีเอส พร๊อพเพอร์ตี้ 2015 จำกัด 7. บริษัท นอร์ธ กาญจน์ แอสเสท จำกัด 8. บริษัท เดอะ คีย์ พร๊อพเพอร์ตี้ 2018 จำกัด 9. บริษัท อีซี่แอสเซท พลัส จำกัดซึ่งสมาคมฯ เชื่อว่าความร่วมมือในครั้งนี้จะช่วยให้ยอดขายบ้านมือสองเติบโตได้ดียิ่งขึ้น &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ธนาคารกสิกรไทยมีแผนขยายช่องทางการขายอสังหาริมทรัพย์มือสองผ่านบริษัทนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ โดยบริษัทที่สนใจเข้าร่วมเป็นนายหน้าอสังหาริมทรัพย์มือสองของธนาคาร สามารถติดต่อได้ที่โทร 02 888-8888 กด 04 หรือ ติดต่อผ่านสมาคมการขายและการตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย (RESAM) โทร 086-466-4669 นอกจากนี้ ลูกค้าที่สนใจซื้ออสังหาริมทรัพย์มือสองของธนาคารกสิกรไทย พบกับโปรโมชัน MID YEAR SALE บ้านมือสอง ทำเลดี ลดจัดหนักสูงสุดถึง 50% พร้อมฟรีค่าโอนสูงสุด 100,000 บาท ดอกเบี้ย 0.99% นาน 6 เดือน ตั้งแต่วันนี้ ถึง 31 กรกฎาคม 64 โดยสามารถเลือกชมบ้านมือสองของธนาคารได้ที่ https://kbank.co/3cAeAKO&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/107201</URL_LINK>
                <HASHTAG>กสิกรไทย, ขายบ้านมือสอง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210622/image_big_60d16bf1e460b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
