<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>20431</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/10/2018 11:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/10/2018 11:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;บิ๊กแดง&#039;กำชับทหาร-ตำรวจเข้มสกัดยาเสพติด-อาวุธสงคราม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 ต.ค.61 - พันเอกหญิง ศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวว่าการประชุมสำนักเลขาธิการ คสช.ในวันนี้ &amp;nbsp;เป็นการประชุมด้วยระบบทางไกลผ่านดาวเทียม เชื่อมต่อระหว่าง &amp;nbsp;กองบัญชาการกองทัพบก กับ กอ.รมน.ภาค 4 สน. จังหวัดปัตตานี โดยมี พลเอก อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก(ผบ.ทบ.)ในฐานะเลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ซึ่งอยู่ระหว่างการปฏิบัติภารกิจในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นประธาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.อ.อภิรัชต์ &amp;nbsp;ได้ย้ำในนโยบายของ หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติและ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงในเรื่องยาเสพติด ที่ทุกส่วนงานจะต้องเร่งขับเคลื่อนให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ เลขาธิการคสช เคยได้ประกาศเจตนารมณ์ไว้แล้วในการขจัดยาเสพติดและอาวุธสงคราม &amp;nbsp;การประชุมในวันนี้ได้สั่งการให้หน่วยงานด้านความมั่นคงทั้ง &amp;nbsp;เจ้าหน้าที่ตำรวจ ฝ่ายปกครอง กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย และกองทัพภาค ร่วมกันใช้มาตรการสกัดกั้นอย่างเข้มข้น ปิดทุกช่องทางในพื้นที่ชายแดน ป้องกันมิให้ยาเสพติดจากภายนอกเข้าสู่ประเทศไทยในทุกช่องทาง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รวมถึงการตรวจสอบอาวุธสงครามควบคู่กันไปด้วย สำหรับมาตรการที่ทุกพื้นที่จะต้องเร่งดำเนินการคือ การจัดตั้งด่านตรวจที่เข้มแข็ง เพิ่มการลาดตระเวนในพื้นที่ชายแดน การตั้งจุดสกัดเป็นการเฉพาะในพื้นที่เฝ้าระวัง พร้อมรายงานผลการปฏิบัติในเรื่องนี้เป็นการเฉพาะ เพื่อนำไปสู่ประเมินสถานการณ์ต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พันเอกหญิง ศิริจันทร์ &amp;nbsp;กล่าวว่าเลขาธิการ คสช. ได้แสดงความห่วงใยการช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชน ด้วยกลไกของศูนย์ดำรงธรรม โดยมุ่งหวังให้การทำงานเป็นไปในลักษณะ &amp;ldquo;การเดินเข้าหาประชาชน&amp;rdquo; เพื่อรับฟังความเดือดร้อนและนำไปสู่การแก้ไขด้วยกลไกแบบบูรณาการ พร้อมมอบหมายให้ กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย ร่วมกับ จนท.ตร. &amp;nbsp;ฝ่ายปกครอง และจิตอาสา ร่วมกันทำงานในลักษณะ &amp;ldquo;ศูนย์ดำรงธรรมเคลื่อนที่&amp;rdquo; เข้าไปรับฟังคลี่คลายและแก้ไขปัญหาของประชาชน โดยให้ กกล.รส. เป็นแกนกลางในการจัดทำแผนงานในการลงพื้นที่ร่วมกันของหน่วยงานดังกล่าวให้มีความต่อเนื่องเพื่อให้ ปชช.มีความมั่นใจและมีช่องทางที่จะได้ระบายความเดือดร้อน ให้หน่วยงานภาครัฐเข้าช่วยดูแลแก้ไข โดยเร่งด่วนต่อไป.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/20431</URL_LINK>
                <HASHTAG>กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย, ปราบปรามการค้าสิ่งผิดกฎหมาย, ปราบปรามยาเสพติด, ผบ.ทบ., พลเอก อภิรัชต์ คงสมพงษ์, เลขาธิการคสช.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181022/image_big_5bcd544184214.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>18402</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/09/2018 16:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/09/2018 16:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;กระเทียมเถื่อน&#039; ล่องหน96กระสอบ ศุลกากรอ้างเฉยคืนผู้ประกอบการแล้ว </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กระเทียมเถื่อนล่องหน ทหารบุกจับขณะลักลอบขนข้ามแม่น้ำโขงจากฝั่งสปป.ลาวเข้าฝั่งไทยในยามวิกาล แต่ข้องใจจนท.ศุลกากรลงบันทึกตรวจยึดไว้แค่ 100 กระสอบทั้งที่นับได้ 196 กระสอบ นายด่านศุลกากรอ้างส่งคืนผู้ประกอบการมีใบอนุญาตนำเข้ากระเทียม 96 กระสอบ ส่วนกระเทียมของกลางต้องรีบจำหน่ายหวั่นเน่าเสีย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 ก.ย.61 -&amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เนื่องจากเมื่อวันที่ 19 ก.ย.ที่ผ่านมา ร.อ.จำรัส บุตรสุรีย์ กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยจังหวัดมุกดาหาร ร่วมกับ ร.ท.พรพิทักษ์ กุลงามกิ่ม ผบ.ร้อยทหารพรานที่ 2110 มุกดาหาร ได้นำกำลังเจ้าหน้าที่ทหารเข้าจับกุมขบวนการลักลอบนำเข้ากระเทียมแห้งจากประเทศ สปป.ลาว โดยใช้เรือหางยาวเหล็กขนาดใหญ่บรรทุกกระเทียมแห้งข้ามแม่น้ำโขงมาส่งที่บริเวณริมฝั่งบ้านบางทรายใหญ่ ตำบลบางทรายใหญ่ อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร จากนั้นได้มีกลุ่มชายฉกรรจ์ประมาณ 20 คน ช่วยกันแบกขึ้นฝั่งมาเก็บไว้ในบ้านเลขที่ 4 หมู่ 1 บ้านบางทรายใหญ่ ซึ่งอยู่ติดกับตลิ่งริมฝั่งแม่น้ำโขง โดยเจ้าหน้าที่สามารถเข้าจับกุมผู้ลักลอบขนกระเทียมแห้งได้ 2 คนคือนายไพวัลย์ สุวรรณศรี และนายชัยมงคล ทองผา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้ต้องหาทั้งสองคนให้การรับสารภาพว่า รับจ้างขนกระเทียมขึ้นฝั่งโดยเข้าไปเก็บไว้ในบ้านหลังดังกล่าวได้ค่าจ้างกระสอบละ 10 บาท เจ้าหน้าที่ทหารได้เข้าตรวจค้นภายในบ้านพบกระเทียมแห้งจำนวน 196 กระสอบ น้ำหนักกระสอบละ 20 กิโลกรัม จึงได้แจ้งให้เจ้าหน้าที่ศุลกากรมาดำเนินการตรวจสอบ แต่เมื่อมีการนำกระเทียมแห้งดังกล่าวมาเก็บรักษาไว้ที่ด่านศุลกากรมุกดาหาร ปรากฏว่าเจ้าหน้าที่ศุลกากรได้ทำบันทึกตรวจยึดไว้เพียง 100 กระสอบ น้ำหนัก 1,800 กิโลกรัม โดยมีกระเทียมหายไป 96 กระสอบ ทั้งยังบันทึกน้ำหนักขาดไปกระสอบละ 2 กิโลกรัม ทำให้น้ำหนักกระเทียมแห้งขาดหายไปหลายร้อยกิโลกรัม จนเป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมรู้สึกอึดอัดใจที่เจ้าหน้าที่ศุลกากรทำการบันทึกไม่ตรงกับความเป็นจริง และเกรงว่าหากเป็นการกระทำที่มิชอบจะทำให้ตกเป็นผู้ร่วมกระทำความผิดด้วย เนื่องจากไม่แน่ใจว่าเจ้าหน้าที่ด่านศุลกากรได้ดำเนินการตรวจยึดอย่างถูกต้อง หรือจะทำให้ถูกมองว่าปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเอาของกลางไปโดยไม่ทำการตรวจยึดดำเนินคดีหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายประพันธ์ จันทร์ไทยศรี นายด่านศุลกากรมุกดาหาร กล่าวว่า กระเทียมแห้งที่ตรวจยึดและนำมาเก็บไว้ที่ด่านศุลกากรนั้น เป็นขั้นตอนการนำมาตรวจสอบว่าเป็นกระเทียมแห้งที่นำเข้าโดยเสียภาษีศุลกากรถูกต้อง หรือลักลอบนำเข้าผิดกฎหมาย โดยตรวจนับได้จำนวน 196 กระสอบจริง แต่ขณะเจ้าหน้าที่ตรวจสอบได้มีผู้รับมอบอำนาจของบริษัท บริบูรณ์ อินเตอร์กรุ๊ป จำกัด ได้นำหนังสืออนุญาตนำเข้ากระเทียมจากต่างประเทศจำนวน 750 กระสอบ น้ำหนัก 15,000 กิโลกรัม ลงวันที่ 18 กันยายน 2561 มาแสดงต่อเจ้าหน้าที่ศุลกากรว่า กระเทียมที่ถูกนำมาตรวจสอบเป็นกระเทียมแห้งนำเข้าโดยได้รับอนุญาตรวมอยู่ด้วยจำนวน 96 กระสอบ และสอบถามผู้ลักลอบขนกระเทียมที่ถูกจับกุมทั้งสองคน ก็ให้การว่าขนกระเทียมแห้งเข้ามาเก็บไว้ในบ้านเพียง 100 กระสอบ เจ้าหน้าที่ศุลกากรจึงได้ทำบันทึกตรวจยึดไว้เพียงจำนวน 100 กระสอบ และคืนให้แก่บริษัท บริบูรณ์ อินเตอร์กรุ๊ป จำกัด ไปจำนวน 96 กระสอบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายประพันธ์ กล่าวว่า ในส่วนที่มีการระบุไว้ในบันทึกการตรวจค้นจับกุมว่ายึดกระเทียมแห้งของกลางจำนวน 100 กระสอบ น้ำหนักรวม 1,800 กิโลกรัม หรือ กระสอบละ 18 กิโลกรัม ทั้งที่ในหนังสือขออนุญาตนำเข้ากระเทียมแห้งบันทึกว่ามีน้ำหนักกระสอบละ 20 กิโลกรัมนั้น เป็นการที่เจ้าหน้าที่ศุลกากรใช้วิธีคาดคะเนน้ำหนักเอง เพราะเมื่อเก็บไว้นานน้ำหนักก็จะลดลง ซึ่งโดยทั่วไปน้ำหนักกระเทียมแห้งก็จะอยู่ระหว่างกระสอบละ 18-20 กิโลกรัม ทั้งนี้ กระเทียมของกลางที่ตรวจยึดได้จำหน่ายออกไปแล้ว เหตุที่ต้องจำหน่ายโดยทันทีหลังการตรวจยึดเพราะเป็นสิ่งของที่เน่าเสียได้ง่าย โดยเป็นการจำหน่ายให้กับส่วนราชการ ไม่ได้จำหน่ายให้กับผู้ประกอบการค้ากระเทียม เพื่อป้องกันการนำมาหมุนเวียนในตลาดอีก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในคดีดังกล่าวทางศุลกากรมีการดำเนินคดีกับผู้ต้องหาอย่างเต็มที่ว่าร่วมกันกระความผิดโดยนำกระเทียมแห้งเข้ามาในราชอาณาจักรโดยยังไม่เสียภาษี ยังไม่ได้ผ่านศุลกากรโดยถูกต้อง ซึ่งผู้ต้องหาทั้งสองให้การรับสารภาพ และยอมยกกระเทียมแห้งของกลางจำนวน 100 กระสอบ ให้ตกเป็นของแผ่นดิน และยินยอมเสียค่าปรับสองเท่าของราคากระเทียมแห้งรวมเป็นจำนวนเงิน 86,400 บาท คดีจึงเป็นอันระงับไม่ต้องส่งฟ้องต่อไป ส่วนใครเป็นผู้มารับกระเทียมทั้ง 96 กระสอบ และใช้เอกสารใดมาแสดงความเป็นเจ้าของที่นำเข้าโดยผ่านศุลกากรโดยถูกต้องไม่สามารถเปิดเผยได้ เพราะอาจจะส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ผมเป็นคนตรงไปตรงมาไม่มีนอกมีใน ปฏิบัติตามระเบียบกฎหมายทุกอย่าง และหากพบว่ามีผู้ใต้บังคับบัญชาเข้าไปเกี่ยวข้องหรือมีส่วนร่วมในการกระทำความผิดหรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบจะดำเนินการทางคดีและทางวินัยอย่างเด็ดขาดทันที&amp;quot;&amp;nbsp;นายประพันธ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่เจ้าหน้าที่ร่วมตรวจค้นจับกุมยังคงตั้งข้อสงสัยว่า การระบุน้ำหนักให้น้อยลงจากน้ำหนักบรรจุภัณฑ์ตามปกติและมีระบุในเอกสารขออนุญาตนำเข้าว่ากระสอบละ 20 กิโลกรัม ให้เหลือเพียง 18 กิโลกรัม จนทำให้น้ำหนักขาดหายไปหลายร้อยกิโลกรัม โดยไม่ทำการชั่งน้ำหนักให้ตรงกับความเป็นจริงจะเป็นการช่วยเหลือให้ผู้ลักลอบขนกระเทียมแห้งให้ได้รับโทษหรือเสียค่าปรับน้อยลง และการรีบคืนกระเทียมแห้งให้แก่ผู้อ้างตนเป็นเจ้าของกระเทียมโดยทันทีทั้งที่ยังไม่มีการพิสูจน์ตามหลักวิชาการ หรือตรวจสอบเอกสารกำกับที่แสดงชนิด ขนาด แหล่งที่มา และสถานที่จัดเก็บอย่างชัดเจนว่ากระเทียมแห้งที่กองอยู่รวมกันในบ้านหลังเกิดเหตุในขณะเข้าตรวจค้น มีวิธีการพิสูจน์หรือแยกแยะอย่างไรว่าส่วนใดเป็นการลักลอบ และส่วนใดนำเข้าโดยผ่านศุลกากร จะเป็นการกระทำที่ถูกต้องหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/18402</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระเทียมเถื่อนล่องหน, กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย, ขนกระเทียมข้ามแม่น้ำโขง, จังหวัดมุกดาหาร, ทหารจับกระเทียมเถื่อน, นายด่านศุลกากรมุกดาหาร, ลักลอบขนกระเทียมเถื่อน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180925/image_big_5ba9fb527a378.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>11170</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/06/2018 22:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/06/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อ้างมีคลื่นใต้น้ำบำเหน็จ2ขั้น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คสช.แจงเพิ่มบำเหน็จ ขรก.ช่วยงานแค่เล็กน้อยหน่วยละ 4 คน ยอมรับ 80% เป็นทหาร อ้างทำหน้าที่มากมายทั่วประเทศ วอนเห็นใจทหารชั้นผู้น้อย รับยังห่วงคลื่นใต้น้ำปะทุ &amp;quot;วัชระ&amp;quot; โวยข้าวของแพง น้ำมัน-แก๊สพุ่ง ยังขึ้นเงินเดือนให้ลูกน้องอีก ย้อนถาม ขรก.-ปชช.ที่เสียภาษีจะคิดอย่างไร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันจันทร์ แหล่งข่าวคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ชี้แจงกรณีสำนักเลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (สลธ.คสช.) เสนอ ครม.พิจารณาอนุมัติหลักการโควตาบำเหน็จประจำปี (2 &amp;nbsp;ขั้น) นอกเหนือโควตาปกติ ให้เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานใน คสช.ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2561 (1 &amp;nbsp;ต.ค.60 - 30 ก.ย.61) ในอัตราร้อยละ 3 ของจำนวนเจ้าหน้าที่ผู้ที่ปฏิบัติงานใน คสช.จำนวน 600 นาย &amp;nbsp;ว่า ปกติแล้วข้าราชการทั่วประเทศทั้งทหาร ตำรวจ พลเรือน ทำงานในแต่ละปีจะพิจารณาให้ 2 ขั้น ตามเกณฑ์ได้โควตา 30% โดยพิจารณาทีละครึ่งปี แต่เมื่อนับรวมกันทั้งปีก็ได้ 2 ขั้น เช่นส่วนราชการ &amp;quot;ก&amp;quot; มีจำนวน 100 คน ทำงานครบปีได้ 2 ขั้น คิด 30% ได้ 30 คนที่จะได้บำเหน็จตรงนี้ แต่ในช่วงที่มี คสช.เข้ามาจะมีข้าราชการจำนวนหนึ่งทำงาน 2 หน้าที่ คือทำงานในหน้าที่ปกติและมาช่วยงานของ คสช. ดังนั้นจึงได้พิจารณาเพิ่มให้ 3% ถือว่าเป็นจำนวนเล็กน้อยเท่านั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;หากคิดเป็นหน่วยถือว่าไม่เยอะ หน่วยละ 3-4 คนเท่านั้นที่ได้ แต่พอบอกเป็นจำนวนตัวเลข 600 &amp;nbsp;คนจึงดูเยอะ ซึ่งก็มีทั้งทหาร ตำรวจ พลเรือน แต่ยอมรับว่าส่วนใหญ่เป็นทหาร 80% ที่เหลือเป็นตำรวจ พลเรือน 20% ซึ่งบำเหน็จตรงนี้ถือเป็นเรื่องที่เพิ่มเติมให้เพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้คนที่ปฏิบัติงานใน คสช.&amp;quot; แหล่งข่าว คสช.ระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แหล่งข่าวคนเดิมยังชี้แจงต่อว่า ส่วนใหญ่ที่เป็นทหาร 80% เนื่องจากว่ากองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย (กกล.รส.) ที่ทำหน้าที่มากมายทั่วประเทศ ทั้งดูแลรักษาความสงบเรียบร้อย ซ่อมบ้าน ตั้งด่าน &amp;nbsp;บรรเทาสาธารณภัย และส่วนใหญ่เป็นทหารอยู่ในต่างจังหวัด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;กกล.รส.ทั่วประเทศซึ่งก็คือน้องๆ ทหารที่ปฏิบัติงาน เราก็ต้องให้เขาด้วย หน่วยหนึ่งสูงสุดมีประมาณ 150 คน คิดเป็น 3 เปอร์เซ็นต์ ก็จะได้สูงสุดหน่วยละ 4 คนเท่านั้น ยอมรับว่าอาจจะถูกมองว่ายึดอำนาจแล้วมาเพิ่มเงินเดือนให้ทหารซึ่งทุกคนก็มีสิทธิ์คิดได้ แต่อยากให้มองว่า กกล.รส.เป็นทหารชั้นผู้น้อยที่ปฏิบัติหน้าที่ เราก็ต้องดูแลเขาด้วยเพราะเขาทำงานตรากตรำ&amp;quot; แหล่งข่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขายืนยันว่า คสช.ยังมีความจำเป็นที่จะต้องใช้กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยอยู่ เพื่อดูแลความเรียบร้อยภายในประเทศ อยากให้ดูในวันที่แกนนำ กปปส.ไปเยี่ยมอดีตพระพุทธะอิสระที่เรือนจำ &amp;nbsp;ยังมีกลุ่ม นปช.ไปโห่ นั่นสะท้อนให้เห็นว่ายังมีคลื่นใต้น้ำที่พร้อมที่จะปะทุขึ้นมาทุกเมื่อ ทั้งนี้เราจะต้องใช้ กกล.รส.ในการควบคุมปฏิบัติงานดูแลทำความเข้าใจกับประชาชนต่อไปอีก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ยอมรับว่าในพื้นที่ยังมีความขัดแย้งอยู่ หากถึงวันประกาศเลือกตั้งพรรคประชาธิปัตย์ไปหาเสียงที่เชียงใหม่ไม่ได้ พรรคเพื่อไทยไปหาเสียงที่ภาคใต้ไม่ได้แล้วจะทำอย่างไร เราต้องมั่นใจว่าเลือกตั้งแล้วต้องไปได้ คสช.ไม่ได้ห่วงว่าใครจะเป็นนายกฯ แต่ห่วงเรื่องหาเสียงกันไม่ได้ แล้วจะทำอย่างไร&amp;quot; แหล่งข่าวกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า คสช.มีอำนาจตาม ม.44 จะให้ขึ้นกี่ขั้นหรือตั้งเงินเดือนเท่าไรก็ได้ สิ่งที่ประชาชนทั้งประเทศไม่รู้ก็คือว่า คสช.ตั้งเงินเดือนให้กับตนเองทุกคน ตำแหน่งละประมาณ 150,000 บาท ได้ทุกเดือนตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2557 จนถึงวันนี้และจนกว่าคสช.จะหมดอำนาจ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นอกจากได้เงินเดือนจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและยังมีเงินเดือนจากตำแหน่งหัวหน้า คสช.ด้วย นายมีชัย ฤชุพันธุ์ หรือนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ล้วนได้เงินเดือนจาก คสช.และรองนายกรัฐมนตรีอีกหนึ่งตำแหน่ง ไม่นับเงินตอบแทนในตำแหน่งต่างๆ อีกมากมาย เท่าที่ทราบ คสช.เป็นคณะรัฐประหารชุดแรกที่ตั้งเงินเดือนตอบแทนให้คณะของตนเองทุกคน &amp;nbsp; นอกเหนือจากที่ได้รับจากทางราชการหรือตำแหน่งทางการเมืองหรือตำแหน่งในรัฐวิสาหกิจต่างๆ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;การปูนบำเหน็จสองขั้นให้ขึ้นเงินเดือนให้ลูกน้องที่อดหลับอดนอนเพื่อสืบทอดอำนาจของตนเองก็เป็นสิ่งที่ทำได้ แต่ไม่ควรเอาเงินภาษีอากรของประชาชนทั้งประเทศไปตอบแทน เพราะมิใช่การทำหน้าที่ราชการเสียสละเพื่อประเทศชาติ แต่เสียสละเพื่อคณะ คสช. คสช.ควรเอาเงินสปอนเซอร์ของ คสช.มาจ่าย มิใช่นำมาจากเงินงบประมาณแผ่นดินจากต้นสังกัด หรือจากงบกลางที่มีไว้เพื่อเป็นงบฉุกเฉินกรณีเกิดภัยพิบัติขึ้นในประเทศ&amp;quot; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อดีต ส.ส.ปชป.กล่าวอีกว่า ข้าราชการจำนวน 600 คนที่ คสช.ให้ 2 ขั้นก็ไม่ได้ให้ทุกคน จริงๆ แล้วเก็บขั้นไว้ให้ตำรวจตระเวนชายแดนหรือข้าราชการที่เสี่ยงชีวิตใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้มากกว่า แต่ที่ คสช.ปูนบำเหน็จก็เพื่อสร้างขวัญให้ลูกน้องของคณะรัฐประหารเท่านั้นเอง แล้วเพื่อนข้าราชการเป็นล้านคนทั่วประเทศและประชาชนผู้เสียภาษีจะคิดอย่างไร &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ทุกวันนี้อาหารแพง ของแพง น้ำมันแพง แก๊สแพง ค่าไฟจะแพงขึ้นอีก ยังมาขึ้นเงินเดือนให้ลูกน้องใกล้ชิด คสช.อีก ทำไมไม่คิดลดภาระค่าครองชีพให้ประชาชนบ้าง&amp;quot; นายวัชระกล่าว.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/11170</URL_LINK>
                <HASHTAG>กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย, ข้าราชการ, คสช., ตำรวจ, ทหาร, พรรคประชาธิปัตย์, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, พลเรือน, มีชัย ฤชุพันธุ์, วัชระ เพชรทอง, สมคิด จาตุศรีพิทักษ์, สำนักเลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180611/image_big_5b1e8ce0d33f4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>2443</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/02/2018 16:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/02/2018 16:24</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คสช.ปรับลด 2 พันอัตรากองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 ก.พ.61 - ที่กองบัญชาการกองทัพบก พ.อ.หญิง ศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)กล่าวว่า พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ.ในฐานะเลขาธิการคสช. เป็นประธานการประชุมสำนักเลขาธิการคสช.และการประชุมผู้บังคับหน่วยขึ้นตรงกองทัพบก โดยที่ประชุมได้กล่าวถึงสถานการณ์บ้านเมืองที่ผ่านมา ซึ่งมีความเรียบร้อยในระดับหนึ่ง แม้จะมีการเคลื่อนไหวของกลุ่มต่างๆ ก็เป็นไปตามวิถีทางของระบอบประชาธิปไตย โดยเจ้าหน้าที่และหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายสามารถดูแลให้เกิดความเรียบร้อยภายใต้กฎหมายปกติ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามเพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมในการดำเนินการเข้าสู่ระยะที่ 3 ตามโรดแมปของคสช. คือการเลือกตั้งทั้งระดับท้องถิ่น และระดับประเทศนั้น ในขณะนี้คสช.ได้มีการพิจารณาปรับลดกำลังพลในส่วนของกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย เพื่อให้เหมาะสมตามสภาพการณ์ในห้วงเวลาเพื่อเป็นการลดค่าใช้จ่ายด้านงบประมาณโดยคาดว่าจะลดกำลังได้ประมาณ 2,000 &amp;nbsp;อัตราในขณะที่การปฏิบัติงานยังคงมุ่งสู่การดูแลความสงบเรียบร้อย การบังคับใช้กฎหมาย การสนับสนุน งานตามนโยบายของรัฐบาล รวมถึงการดูแลช่วยเหลือประชาชนเป็นหลัก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พ.อ.หญิง ศิริจันทร์ กล่าวต่อว่าอย่างไรก็ตามในการทำงานของกองทัพบกในนามของกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย &amp;nbsp;(กกล.รส.) เลขาธิการคสช.ได้เน้นย้ำให้ดำรงความมุ่งหมายในการดูแลความสงบเรียบร้อยโดยรวม แก้ไขปัญหาในทุกสถานการณ์อย่างเหมาะสมด้วยความระมัดระวัง มีความยืดหยุ่นภายใต้การดำรงไว้ซึ่งกรอบของกฎหมาย และความสงบสุขของสังคมอย่างชัดเจน โดยเฉพาะการสนับสนุนตามนโยบายของรัฐบาล ขอให้ทุกส่วนได้ศึกษาในรายละเอียด รวมถึงกำหนดและบริหารจัดการวิธีการปฏิบัติให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของนโยบาย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ในช่วงต่อไป กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยจะเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนและช่วยขับเคลื่อนโครงการ&amp;ldquo;ไทยนิยม ยั่งยืน&amp;rdquo; ซึ่งเลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ มอบหมายให้ทุกหน่วยได้คัดสรรเจ้าหน้าที่ที่มีความรู้ความสามารถในการอธิบายและสร้างความเข้าใจในเรื่องดังกล่าวได้อย่างเหมาะสม และพร้อมปฏิบัติงานร่วมกับส่วนราชการต่างๆ ในนาม ทีมขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศไทยระดับตำบล 7,663 ตำบล ซึ่งจะเริ่มโครงการในเดือนก.พ.นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เลขาธิการคสช.ได้แสดงความมั่นใจว่าสถานการณ์บ้านเมืองจะเป็นไปด้วยดี พร้อมระบุว่าคสช.ยังเป็นกลไกหลักที่จะทำให้ประเทศเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้งตามโรดแมป ซึ่งผู้บังคับหน่วยและทุกส่วนงานจำเป็นที่จะต้องทุ่มเทการทำงานเพื่อส่วนร่วม ดูแลช่วยเหลือประชาชนในทุกด้าน สร้างให้สังคมไทยเดินหน้าไปตามกลไกที่กำหนดไว้&amp;rdquo;พ.อ.หญิง ศิริจันทร์ &amp;nbsp;กล่าว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/2443</URL_LINK>
                <HASHTAG>กกล.รส., กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย, คสช., พ.อ.หญิง ศิริจันทร์ งาทอง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180205/image_big_5a7821e9adcba.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
