<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>103752</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/05/2021 23:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/05/2021 06:16</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“รู้จักกินใช้เท่าที่มี” หลักพอเพียง..ฝ่าโควิด-19</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;การน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของ &amp;ldquo;ในหลวงรัชกาลที่ 9&amp;rdquo; มาปรับใช้ในชีวิต โดยเฉพาะในช่วงที่โรคโควิด-19 กำลังระบาดนั้นเป็นสิ่งที่สามารถทำได้ เพราะหลักของความพอเพียงนั้น ยึดโยงกับพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะในแง่ที่ว่าการเดินทางสายกลางนั่นเอง เพราะอันที่จริงแล้วหากเราดำเนินชีวิตอย่างพอดี ก็ย่อมเกิดให้เกิดประโยชน์มากกว่าผลเสีย เช่น ไม่ต้องเป็นหนี้สินจากการจับจ่ายเกินตัว ประกอบกับช่วงที่โควิด-19 ระบาดนั้น การประหยัดถือเป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะเงินทองจะหาได้ค่อนข้างลำบากมากขึ้น เห็นได้จากผู้ประกอบการหลายธุรกิจ ต้องรู้จักปรับตัวจึงจะสามารถมีรายได้เลี้ยงตัวเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อีกทั้งในช่วงของการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่า ยังทำให้หลายคนต้อง Work from home ทำงานที่บ้าน ซึ่งล่าสุดมีผลสำรวจของโพลชื่อดัง เกี่ยวกับค่าใช้จ่ายที่เพิ่มสูงขึ้น ทั้งค่าน้ำประปาหรือไฟฟ้า ในช่วงที่คนทำงานอยู่บ้าน จากนโยบายของการหยุดเชื้อเพื่อชาติดังกล่าว ตลอดจนการที่ภาครัฐมีนโนบายคลายล็อคให้ร้านอาหารในจังหวัดเสี่ยงสีแดงเข้ม 4 จังหวัด (กทม,นนทบุรี,สมุทรปราการ,ปทุมธานี) ให้กลับมานั่งรับประทานที่ร้านได้ถึง 21.00 น.และลดจำนวนลูกค้าในร้านไม่เกิน 25%ของพื้นที่ร้าน อีกทั้งต้องการเว้นระยะห่างทางเดินกับโต๊ะอาหาร 1-2 เมตร ซึ่งหลายคนเกิดคำถามว่า เราควรออกไปกินอาหารนอกบ้านหรือไม่ งานนี้ &amp;ldquo;อาจารย์ณรงค์ เทียมเมฆ&amp;rdquo; ผู้ทรงคุณวุฒิจาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ สสส.มาให้คำแนะนำในการยึดหลักปรัชญา &amp;ldquo;ความพอเพียง&amp;rdquo; ในการดำเนินชีวิต ช่วงโควิด-19 ระบาดไว้น่าสนใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;อาจารย์ณรงค์ เทียมเมฆ&amp;rdquo; ให้ข้อมูลว่า &amp;ldquo;การยึดหลักของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาปรับใช้นั้น ต้องขึ้นอยู่กับสภาพพื้นฐานของแต่ละคน และที่สำคัญหลังปรัชญาความพอเพียง ของในหลวงรัชกาลที่ 9 เป็นสิ่งที่ยึดโยงกับหลักทางพระพุทธศาสนา นั่นคือความพอดีนั่นเอง ทั้งนี้โดยส่วนตัวอาจารย์ที่อยู่ต่างจังหวัดราชบุรี และอยู่บ้านสวนในอำเภอจอมบึง ก็จะสอดรับกับเศรษฐกิจพอเพียงคือ อาจารย์ได้กินผักสวนครัว และผลไม้ที่ปลูกอยู่รอบบ้าน ที่สำคัญจะซื้อเพียงเนื้อสัตว์เท่านั้น ตรงนี้จึงไม่เป็นปัญหาและไม่ได้ออกไหนนั่งอยู่ในสวน และทำกิจกรรมเล็กๆน้อยๆภายในบ้าน ก็ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง และป้องกันตัวเองจากโรคโควิด-19 ไปด้วยในตัว &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่สำหรับผู้ที่ต้องอยู่ในเมือง หรือพักอาศัยอยู่ในคอนโดมิเนียม กระทั่งอยู่ในบ้านของตัวเองในกทม.นั้น ถ้าประหยัดได้ก็ควรประหยัด แต่ถ้าอันไหนที่จำเป็นต้องใช้ เช่น ใช้น้ำใช้ไฟฟ้าในการทำงานที่บ้านก็ต้องใช้ เพราะเรายังต้องทำงาน แต่แนะนำว่าถ้าพอมีพื้นที่สวนบริเวณบ้าน ก็สามารถยกโน้ตบุคออกไปทำงานในสวนหลังบ้าน หรือใครที่อยู่คอนโดมิเนียมที่มีระเบียงระบายลม ก็สามารถลดการเปิดแอร์ในช่วงเวลากลางวัน และออกไปนั่งทำงานนอกระเบียงที่อยู่อาศัยได้เช่นกัน เพื่อที่จะได้เปิดแอร์เฉพาะเวลากลางคืนช่วงเข้านอนเท่านั้น หรือเลือกวิธีเปิดประตูห้องเพื่อรับลมเย็นเข้ามา และเปลี่ยนจากการเปิดแอร์เป็นการเปิดพัดลมตัวเล็กๆแทนก็ได้เช่นกัน หรือในช่วงเวลากลางวันก็แนะนำ ให้เปิดหน้าต่างให้กว้าง&amp;nbsp; เพื่อให้แสงสว่างมีมากพอในการนั่งทำงาน ก็จะช่วยลดการเปิดไฟได้อีกด้วย นอกจากนี้หากเราต้องทำงานอยู่บ้าน และไม่ต้องการเปิดเครื่องปรับอากาศ เพราะยกโต๊ะทำงานมาไว้ที่บริเวณ ซึ่งมีลมระบายอากาศแล้ว ก็สามารถหยิบผ้าขนหนูผืนเล็กๆมาชุบน้ำเย็น และลูบตัวเพื่อคลายร้อน ก็ประหยัดค่าไฟฟ้าไปในตัว &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนเรื่องของมาตรการคลายล็อคดาวน์ ให้ร้านอาหารในพื้นที่สีแดงเข้ม สามารถนั่งรับประทานได้นั้น โดยส่วนตัวคิดว่าการลดการออกไปนอกบ้านให้น้อยที่สุด ไม่เพียงเป็นการลดการติดเชื้อโควิด-19 ได้ แต่ยังลดค่าใช้จ่ายในการขับรถออกไปนอกบ้านได้ และถ้าพูดถึงเรื่องของความพอเพียงนั้น การทำอาหารกินเองที่บ้านในช่วงนี้ ก็เป็นการประหยัดค่าใช้จ่าย จากการขับรถไปยังร้านอาหารได้เช่นกัน ที่สำคัญให้ซื้อเฉพาะสิ่งที่จำเป็น อาทิ อาหารแห้ง ข้าวสาร ผักผลไม้ ที่สามารถเก็บไว้หลายวันได้ในตู้เย็น (แต่จะต้องไม่ใช่การกักตุนสินค้า แต่ให้ซื้ออย่างพอดี) เพราะเราจะต้องตระหนักอยู่เสมอว่า จะรอดพ้นวิกฤตของโรคระบาดนี้ไปได้อย่างไร ดังนั้นสิ่งที่เราต้องไม่ลืมคือความพอเพียง พอดี และประหยัดอดออมนั่นเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับผู้ที่มีความจำเป็นจริงๆ ในการออกไปซื้ออาหารต่างๆนั้น คำแนะนำภายใต้สถานการณ์โควิด-19 หากใครที่มีบ้านเดี่ยวในเมือง และพอมีพื้นที่เหลือเล็กน้อย ก็แนะนำให้ปลูกผักสวนครัวเล็กๆน้อยๆกินเอง เช่น กะเพรา หรือผักคะน้าแปลงเล็กๆ หรือจะปลูกในกระถางริมรั้วก็ได้ แต่ถ้าใครที่อยู่คอนโดมิเนียมที่ไม่มีพื้นที่ หากจำเป็นต้องซื้อก็ควรซื้อ แต่วิธีประหยัดค่าใช้จ่ายที่ดีที่สุด และได้สุขภาพที่แข็งแรงกลับมาพร้อมๆกันนั้น เช่น หากเป็นการซื้ออาหารกลับมาปรุงเองที่บ้าน เพื่อลดการติดเชื้อไวรัส หากเป็นในช่วงเช้าและช่วงเย็นนั้น โดยร้านค้าหรือตลาดอยู่ห่างประมาณ 1-5 กิโลเมตร ก็สามารถปั่นจักรยานไปซื้อได้ และก็จะทำให้เราได้ออกกำลังกาย ไปด้วยในตัวทำให้ร่างกายแข็งแรง หรือหากร้านจำหน่ายอาหารสด อยู่ห่างจากบ้านเราประมาณ 400-500 เมตรก็สามารถเดิน หรือ วิ่งออกกำลังกายเยาะๆ หรือวิ่งจ็อกกิ้งไปซื้อของได้เช่นกัน ก็ทำให้เราได้ออกกำลังกายทุกส่วนไปด้วย&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จริงอยู่ที่เสื้อผ้าและเครื่องนุ่งห่ม นับเป็นปัจจัยสี่ในการดำเนินชีวิต แต่ทว่าการน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของ &amp;ldquo;ในหลวงรัชกาลที่ 9&amp;rdquo; มาปรับใช้ในช่วงการระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่นั้น &amp;ldquo;ผู้ทรงคุณวุฒิจากสสส.&amp;rdquo; อธิบายเกี่ยวกับการช้อปปิ้งเสื้อผ้าใหม่ ในช่วงนี้ควรเลื่อนออกไปก่อน และให้ซื้อเฉพาะของใช้ที่จำเป็นเช่นอาหารการกิน ที่สามารถเก็บไว้รับประทานได้นานๆ จะช่วยเซฟค่าใช้จ่ายได้ดีกว่าว่า &amp;ldquo; สำหรับการช้อปปิ้งเสื้อผ้าในช่วงนี้ ควรจะเป็นเรื่องที่ห่างไกล หรือยังไม่ควรซื้อ หมายความว่าถ้าเรายังใส่ชุดไหนได้ก็ให้ใส่ชุดนั้นไป เช่น การกลับไปหยิบชุดเก่าในตู้เสื้อผ้ามาซักให้สะอาดและใส่ ก็จะทำให้เรามีแฟชั่นสไตล์วินเทจใส่ โดยที่ไม่ต้องไปซื้อของใหม่ เนื่องจากช่วงนี้เงินทองหายากขึ้น ถ้าสิ่งที่ควรซื้อจริงๆควรเป็นอาหารกึ่งสำเร็จรูป ที่สามารถเก็บไว้รับประทานได้นานๆก็จะดีกว่า ส่วนเพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปซื้อของนอกบ้านนั่นเอง และลดการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 นั่นเอง&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/103752</URL_LINK>
                <HASHTAG>กองทุน สสส., ดร.ณรงค์ เทียมเมฆ, สสส., เศรษฐกิจพอเพียง, โควิด, ในหลวงรัชกาลที่ 9</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210521/image_big_60a7de9098781.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>101729</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/05/2021 15:56</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/05/2021 15:16</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สสส. ชวนขยับ คลายเครียด ผลวิจัยชี้มีกิจกรรมทางกายสม่ำเสมอ 150 นาที/สัปดาห์ขึ้นไป สร้างภูมิคุ้มกัน ลดความรุนแรงป่วยโควิด-19 เตือนทำงานอยู่บ้าน เสี่ยงเนือยนิ่ง ยืดเหยียดกล้ามเนื้อ ทุกๆ 50 นาที ชี้คนไทยออกกำลังกายในบ้านมากขึ้น “โยคะ-บอดี้เวท-แอโรบิก” ยอดฮิต</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า จากสถานการณ์ระบาดของโควิด-19 ทำให้คนส่วนใหญ่ต้องทำงานที่บ้าน หรือกักตัวอยู่บ้านเป็นเวลาหลายวัน มีกิจกรรมทางกายนอกบ้านลดลง ทำให้เกิดความเครียด วิตกกังวล และเกิดปัญหาสุขภาพตามมา การมีกิจกรรมทางกายที่เพียงพอช่วยพัฒนาทั้งระบบหัวใจไหลเวียนเลือด ระบบกล้ามเนื้อ และลดความเครียด ส่งผลดีต่อการสร้างภูมิคุ้มกันโรคของร่างกายที่แข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยและลดความรุนแรงของโรคต่าง ๆ สอดคล้องกับงานวิจัยล่าสุดที่ตีพิมพ์ทางวารสารวิชาการที่ชื่อ &amp;ldquo;British Journal of Sports Medicine&amp;rdquo; พบว่า ผู้ป่วยโควิด-19 ที่มีประวัติของการกิจกรรมทางกายน้อยกว่า 150 นาทีต่อสัปดาห์ จะ มีอัตราความรุนแรงของอาการโรค สูงกว่าผู้ป่วยที่มีกิจกรรมทางกายสม่ำเสมอ 150 นาทีขึ้นไปต่อสัปดาห์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;องค์การอนามัยโลก(WHO) แนะนำให้มีกิจกรรมทางกายที่เหมาะสม ในแต่ช่วงละวัย โดยแบ่งกิจกรรมทางกายเป็น 3 ระดับ คือ 1.ระดับเบา เป็นการขยับร่างกาย ยืน เดิน ปกติ 2.ระดับปานกลาง เป็นกิจกรรมที่ส่งผลให้การหายใจเร็วขึ้นจากระดับปกติจน รู้สึกได้ถึงความเหนื่อย เช่น เดินเร็ว ปั่นจักรยาน รดน้ำต้นไม้ และ3.ระดับหนัก เป็นกิจกรรมที่ส่งผลให้มีการหายใจแรง อัตราการเต้นของหัวใจเต้นเร็วขึ้นจากปกติอย่างมาก จนทำให้รู้สึกเหนื่อยหอบ เช่น เต้นแอโรบิก ซุมบ้า สำหรับเด็กและวัยรุ่น ควรมีกิจกรรมทางกายระดับปานกลาง-หนัก สะสมอย่างน้อย 60 นาทีต่อวัน ส่วนผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ ควรมีกิจกรรมทางกายระดับปานกลาง สะสมให้ได้อย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ หรือวันละ 30 นาที 5 วันต่อสัปดาห์ และกิจกรรมทางกายระดับหนักสะสมให้ได้อย่างน้อย 75 นาทีต่อสัปดาห์ หรือวันละ 15 นาที 5 วันต่อสัปดาห์ นอกจากนี้ ในช่วงของการทำงานจากที่บ้านมีแนวโน้มว่าพฤติกรรมเนือยนิ่งที่มีผลเสียต่อสุขภาพมีแนวโน้มสูงขึ้นด้วย จึงควรมีการขยับร่างกาย เช่น เดินรอบ ๆ บ้าน ยืดเหยียดกล้ามเนื้อ ทุก ๆ 50 นาที ร่วมกับการนอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอและทานอาหารที่มีประโยชน์ถูกสุขอนามัย&amp;rdquo;ดร.สุปรีดา กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผศ.ดร.ปิยวัฒน์ เกตุวงศา หัวหน้าศูนย์พัฒนาองค์ความรู้ด้านกิจกรรมทางกายประเทศไทย (TPAK) สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า การระบาดของโควิด-19 ส่งผลให้คนไทยมีกิจกรรมทางกายลดลง โดย TPAK ได้สำรวจพฤติกรรมด้านกิจกรรมทางกายและพฤติกรรมสุขภาพของประชากรไทย ช่วงสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 รอบที่ 2 เดือนธันวาคม 2563 พบว่า ร้อยละของการมีกิจกรรมทางกายของประชากรไทยในภาพรวมมีการฟื้นตัวเพิ่มขึ้นจากการสำรวจรอบที่ 1 (ช่วงเดือนมีนาคม-พฤษภาคม 2563) คือจากร้อยละ 55.5 เป็นร้อยละ 65.3 &amp;nbsp;หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 9.8 โดยส่วนใหญ่ใช้สถานที่สำหรับการมีกิจกรรมทางกายและการออกกำลังกายภายในบ้านหรือที่พักอาศัยกว่าร้อยละ 47.6 รองลงมา ใช้พื้นที่บริเวณรอบบ้าน ร้อยละ 38.3 &amp;nbsp;และใช้พื้นที่บริเวณในหมู่บ้านหรือชุมชน ร้อยละ 23.8 &amp;nbsp;นอกจากนี้ข้อมูลการค้นหาวิดีโอเกี่ยวกับการออกกำลังกายจาก Google Trends ของ YouTube &amp;nbsp;ในปี 2563 พบว่า โยคะและการเต้นตามคลิป ได้รับความนิยมมากสุด รองลงมาเป็นการออกกำลังทั่วไป รวมถึง บอดี้เวท (Body Weight) และเต้นแอโรบิก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผศ.ดร.ปิยวัฒน์ กล่าวต่อว่า ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงการปรับตัวของประชากรไทยในการมีพฤติกรรมทางกายช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 จากเดิมออกกำลังกายที่สนามกีฬา ศูนย์กีฬา หรือฟิตเนส เปลี่ยนเป็นการออกกำลังกายตามวิดีโอภายในบ้านหรือที่พักอาศัย รวมไปถึงบริเวณรอบบ้าน และภายในหมู่บ้านหรือชุมชนแทน แม้ว่าระดับการมีกิจกรรมทางกายจะยังไม่ฟื้นคืนระดับในช่วงก่อนการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทว่าประชาชนคนไทยมีแนวโน้มของการออกกำลังกายของประชากรไทยในรูปแบบวิถีชีวิตใหม่ แบบ New normal ในลักษณะออกกำลังกายในพื้นที่จำกัด ใช้นวัตกรรมใหม่ที่ออกแบบและผลิตในรูปแบบแอปพลิเคชันต่างๆ จะได้รับความนิยมจนกว่าสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 จะมีทิศทางที่ดีขึ้น
สำหรับผู้ที่สนใจสามารถดาวน์โหลด &amp;ldquo;คู่มือกิจกรรมทางกายประจำบ้าน&amp;rdquo; ได้ที่ https://bit.ly/3gCsDiH &amp;nbsp;หรือติดตามข้อมูลที่เกี่ยวข้องได้ที่ https://tpak.or.th และwww.thaihealth.or.th/ไทยรู้สู้โควิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/101729</URL_LINK>
                <HASHTAG>กองทุน สสส., ภูมิคุ้มกัน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210504/image_big_609101ba166ed.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>98102</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/04/2021 13:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/04/2021 13:45</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>2 เม.ย. “วันตรวจสอบข่าวลวงโลก” 39 องค์กร ร่วมประกาศปฏิญญา เร่งสร้างพลเมืองเท่าทันสื่อ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 39 องค์กร ร่วมมือจัดสัมมนา &amp;ldquo;วันตรวจสอบข่าวลวงโลก&amp;rdquo; 2 เมษายน พร้อมประกาศปฏิญญาปีแห่งการรณรงค์ตรวจสอบข้อมูลข่าวสาร สสส. ปลื้ม ครบ 1 ปี คนไทยใช้นวัตกรรม &amp;ldquo;โคแฟค&amp;rdquo; ช่วยสกัดการระบาดข่าวลวงช่วงโควิด-19 กว่า 3 หมื่นราย พร้อมเร่งสร้างพลเมืองเท่าทันสื่อ รับผิดชอบต่อสังคม &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) โคแฟค ประเทศไทย ร่วมกับ เครือข่ายองค์กรตรวจสอบข่าวสากล&amp;nbsp; (International Fact Checking Network : IFCN) และภาคีเครือข่ายตรวจสอบข่าวลวงกว่า 30 องค์กรในประเทศ จัดสัมมนาไฮบริดเนื่องในวาระ &amp;ldquo;วันตรวจสอบข่าวลวงโลก&amp;rdquo; (International Fact-Checking Day 2021)&amp;nbsp; &amp;ldquo;ความท้าทายในการตรวจสอบข้อเท็จจริงร่วมกัน&amp;rdquo;&amp;nbsp; ณ โรงแรมศิวาเทล กรุงเทพฯ&amp;nbsp; โดยมีการประกาศเจตนารมณ์ความร่วมมือของภาคประชาสังคมในปีแห่งการรณรงค์ตรวจสอบข้อมูลข่าวสาร (2 เมษายน 2564-2 เมษายน 2565) ดังนี้ เครือข่ายตรวจสอบข่าวลวงขอแสดงจุดยืนในการสกัดข่าวลวง ร่วมส่งเสริมและสนับสนุนความร่วมมือซึ่งกันและกัน พัฒนางานศึกษาวิจัย สร้างองค์ความรู้ นวัตกรรม ตลอดจนเครื่องมือหรือกลไกเฝ้าระวังอย่างมีส่วนร่วม ให้ประชาชนเกิดความรู้ความเข้าใจด้านการรู้เท่าทันสื่อสารสนเทศและดิจิทัล สร้างข้อเท็จจริงให้เกิดความเข็มแข็งภาคพลเมือง ทำให้สังคมไทยเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลได้อย่างมีคุณภาพ บนพื้นฐานของการไตร่ตรอง ใช้เหตุผล มีวิจารณญาณ เพื่อลดผลกระทบด้านลบยุคข้อมูลข่าวสาร รวมถึงลดความขัดแย้งอันเนื่องจากความเข้าใจผิดในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าวในการเปิดสัมมนาว่า ในวันที่ 2 เมษายนของทุกปี ถือเป็นวันตรวจสอบข่าวลวงโลก สำหรับประเทศไทย ถือว่าประสบความสำเร็จในการขับเคลื่อนการต่อต้าน ป้องกัน และรับมือกับปัญหาข่าวลวงในยุคดิจิทัล โดย สสส. เห็นความสำคัญและได้ร่วมผลักดันให้เกิดการพัฒนากลไกโคแฟค (Collaborative Fact Checking : Cofact) นวัตกรรมกลไกตรวจสอบข่าวลวงบนเว็บไซต์ cofact.org และ ไลน์ @cofact ซึ่งขณะนี้ครบ 1 ปี ของการมีนวัตกรรม แนวคิดโคแฟคได้ถูกส่งต่อและขยายไปยังภาคีเครือข่าย อาสาสมัคร มหาวิทยาลัย สื่อท้องถิ่น และชุมชนระดับภูมิภาคในวงกว้างมากขึ้น มีพันธมิตรเครือข่ายร่วมทำงาน 39 องค์กร จนเกิดเป็นชุมชนโคแฟคที่ประชาชนทุกกลุ่มวัยเข้ามาตรวจสอบข่าวลวงร่วมกันแล้วกว่า 30,000 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;โคแฟค เกิดขึ้นในช่วงที่มีการระบาดของโควิด-19 ซึ่งข่าวลวงเปรียบเหมือนเชื้อไวรัสที่กระจายอย่างรวดเร็ว จนองค์การอนามัยโลกได้ออกมาเตือนถึงผลกระทบของข่าวลวงที่จะส่งผลให้สถานการณ์การระบาดโควิด-19 แย่ลง ซึ่งตั้งแต่มีโคแฟค ทำให้เกิดฐานข้อมูลในการตรวจสอบข่าวลวงด้านสุขภาพกว่า 2,500 ชุด มีการจัดทำบทความพิเศษ อินโฟกราฟิกที่เข้าใจง่ายกว่า 350 ชิ้น เพื่อให้ประชาชนทุกคนมีภูมิคุ้มกัน มีจิตสำนึกพื้นฐาน คือ การรู้เท่าทันสื่อ ขยับมาสู่การร่วมตรวจสอบข่าวลวง จนถึงช่วยกันสอดส่อง เฝ้าระวัง สกัดกั้นข่าวลวง ไม่ทำให้สถานการณ์โควิด-19 ในไทยแย่ลง สสส. พร้อมสนับสนุนการสร้างพลเมืองเท่าทันสื่อ มีความรู้และทักษะเท่าทันสื่อ เท่าทันตนเอง มีความรับผิดชอบต่อสังคม เพื่อร่วมสร้างวัฒนธรรมการตรวจสอบข่าวลวงและรู้เท่าทันสื่อ นำไปสู่การสร้างสังคมสุขภาวะ&amp;rdquo; ดร.นพ.ไพโรจน์ กล่าว &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; น.ส.สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้งโคแฟค ประเทศไทย กล่าวว่า การจัดงานในครั้งนี้เป็นการนำเสนอภาพรวมของการตรวจสอบข่าวลวงที่เกิดขึ้นทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาวะวิกฤติที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ทำให้เห็นความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีนักตรวจสอบข่าว (Fact Checker) ในแต่ละประเทศ และต้องมีการทำงานเชื่อมโยงและส่งต่อข้อมูลซึ่งกันและกัน ซึ่ง 1 ปี นับจากวันนี้ไปที่ประกาศเป็นปีแห่งการรณรงค์ตรวจสอบข้อมูลข่าวสาร ทางโคแฟค ประเทศไทย จะมีการจัดกิจกรรมทั้งในเชิงวิชาการ การขับเคลื่อนประเด็น และการสัมมนาร่วมกันตลอดทั้งปี&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/98102</URL_LINK>
                <HASHTAG>International Fact Checking Network : IFCN, กองทุน สสส., ความท้าทายในการตรวจสอบข้อเท็จจริงร่วมกัน, ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม, น.ส.สุภิญญา กลางณรงค์, วันตรวจสอบข่าวลวงโลก, สสส., สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ, องค์กรตรวจสอบข่าวสากล, โคแฟค, โคแฟค ประเทศไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210402/image_big_6066bdd49cdee.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
