<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>25953</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/01/2019 14:29</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/01/2019 14:29</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง&#039;บิ๊กตู่&#039;หนุนกสศ.ใช้ระบบ&#039;ไอ-ซี&#039;สแกนยิบดูแลการศึกษาเด็กยากจน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7 ม.ค.62 นายสุภกร บัวสาย ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กล่าวว่า เมื่อเร็วๆ นี้&amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการศาสตร์พระราชาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนตอนหนึ่งว่า ปัญหาความเหลื่อมล้ำส่งผลร้ายต่อพัฒนาการของประเทศมายาวนานทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ซึ่งหนึ่งในต้นตอของปัญหาของความเหลื่อมล้ำของไทยก็คือการศึกษา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รัฐบาลนี้ได้ร่วมกับผู้ทรงคุณวุฒิทางการศึกษาและผู้สนับสนุนจากหลายฝ่าย เร่งดำเนินการให้มีกองทุน กสศ.เพื่อจะดูแลและส่งเสริมความเสมอภาคทางการศึกษาในหลายมิติ เช่น ช่วยเหลือและสนับสนุนให้เยาวชนผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์และผู้ด้อยโอกาสสำเร็จการศึกษาขั้นพื้นฐาน ล่าสุด ได้พัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา หรือเรียกว่า ไอ-ซี (iSEE) ที่เป็นระบบรายงานข้อมูลจากฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) เพื่อช่วยให้ผู้ทำนโยบายมองเห็นสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำได้ชัดเจนในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ และเป็นเครื่องมือให้กับหน่วยงานต่างๆ ที่มีภารกิจในการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา เพื่อไม่ให้มีเยาวชนคนใดถูกทอดทิ้ง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยสามารถเรียกดูข้อมูลรายงานสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำ และจำนวนนักเรียนยากจนพิเศษได้ตลอดเวลา รวมทั้งข้อมูลของสถานศึกษาทั้ง 30,000 แห่ง ผลการเบิกจ่ายงบประมาณของกองทุนฯ ทั้งในระดับประเทศ จังหวัด สถานศึกษา ไปจนถึงระดับผู้เรียน ซึ่งต่อไปจะเชื่อมโยงกับข้อมูลของโครงการลดความเหลื่อมล้ำต่างๆ ของภาครัฐ เช่น โครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ และโครงการเงินอุดหนุนเด็กแรกเกิด ได้อย่างมีประสิทธิภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;นายสุภกร กล่าวต่อไปว่า นายกรัฐมนตรียังระบุด้วยว่า กสศ. และ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้เริ่มดำเนินงานเรื่องนี้แล้วในปีการศึกษา 2561 โดยหลังการเปิดระบบเมื่อวันที่21ธ.ค.ที่ผ่านมา มีนักเรียนยากจนพิเศษทั้งสิ้นกว่า4แสนราย ทั้งนี้จะมีระบบติดตามเงื่อนไขการรับเงินอุดหนุน ผ่านแอพพลิเคชั่น CCT ที่กำหนดไว้ว่านักเรียนที่ได้รับเงินอุดหนุนดังกล่าวต้องมีอัตราการมาเรียนเกินกว่าร้อยละ80 ตลอดปีการศึกษา ซึ่งครูจะสามารถแจ้งนักเรียนที่ขาดเรียนในแต่ละวัน รวมทั้งจะมีการติดตามผลการเรียนตลอดจนน้ำหนักและส่วนสูงของเด็ก เพื่อดูแลให้มีพัฒนาการที่สมวัย โดยสามารถทำงานในทุกขั้นตอนบนแอพพลิเคชั่นไม่ได้ใช้กระดาษ (Paperless)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ นายกฯ ยังได้กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมา การสร้างการเปลี่ยนแปลงทางการศึกษาของประเทศยังถือว่าทำได้ไม่มากเท่าที่เราคาดหวัง ส่วนหนึ่งมาจากงบประมาณที่ลงไปสนับสนุนไม่ตรงจุดอย่างที่ควรจะเป็น ทำให้ยังมีความเหลื่อมล้ำให้เห็นอยู่ในปัจจุบัน ระบบ iSEE นี้ ถือว่าเป็นการนำเทคโนโลยีมาช่วยภาครัฐเพื่อให้สามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และตรงกับความต้องการของเยาวชนของชาติแต่ละรายได้ อีกทั้งยังมีเงื่อนไขที่นักเรียนต้องปฏิบัติเพื่อให้ได้รับความช่วยเหลือด้วย ต้องขอบคุณทุกท่าน ที่ช่วยกันพลิกโฉมการบริหารจัดการระบบการศึกษาของประเทศ และขอให้ กสศ. กระทรวงศึกษาธิการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้เร่งดำเนินการเพื่อให้ได้รับความร่วมมือจากโรงเรียนและครูในการกรอกข้อมูลที่ถูกต้องและทันสมัยอยู่เสมอ รวมทั้งการเชื่อมโยงข้อมูลที่ต้องดูแลความเป็นส่วนตัวของข้อมูลนักเรียนเหล่านี้ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ นายสุภกร ได้กล่าวถึงความคืบหน้าในการโอนเงินอุดหนุนนักเรียนยากจนพิเศษแบบมีเงื่อนไข ว่า หลังจากที่ กสศ. ได้รับรายชื่อนักเรียนยากจนพิเศษจำนวน 4 แสนคน พร้อมทั้งข้อมูลบัญชีธนาคารของโรงเรียนและผู้ปกครองที่ผ่านการตรวจสอบและรับรองความถูกต้องจากคณะกรรมการสถานศึกษาระหว่างวันที่17-21 ธ.ค.2561 ที่ผ่านมา ล่าสุด ณ วันที่ 5ม.ค.2562 กสศ. ได้ทยอยโอนเงินอุดหนุนไปยังโรงเรียนและผู้ปกครองนักเรียนยากจนพิเศษที่ส่งข้อมูลเข้ามาได้ครบถ้วนสมบูรณ์ ผ่านธนาคารกรุงไทย ธนาคารออมสิน และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร คิดเป็นงบประมาณจำนวนราว382 ล้านบาท ครอบคลุมโรงเรียนมากกว่า 16,000แห่ง และนักเรียนยากจนพิเศษมากกว่า360,000 คนในพื้นที่77 จังหวัดทั่วประเทศ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยพบว่ายังมีข้อมูลของนักเรียนยากจนพิเศษอีกประมาณ70,000 คนในสถานศึกษาอีกราว 6,000 แห่งที่ข้อมูลเลขบัญชีและชื่อบัญชียังไม่สอดคล้องกับฐานข้อมูลของธนาคาร เช่น ไม่พบเลขบัญชีหรือชื่อบัญชีในฐานข้อมูลของธนาคาร เลขที่บัญชีกับชื่อเจ้าของบัญชีไม่ตรงกัน มีการเปลี่ยนชื่อนามสกุล เป็นต้น กสศ.ขอความร่วมมือโรงเรียนตรวจสอบข้อมูลที่ยังผิดพลาดหรือไม่ครบถ้วนเพื่อแก้ไข &amp;nbsp;ดังเช่นข้อมูลของนักเรียนส่วนใหญ่ที่กำลังได้รับโอนเงินอุดหนุนอยู่ในขณะนี้ จากนั้น กสศ.จึงจะสามารถโอนเงินให้อย่างถูกต้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุภกร กล่าวอีกว่า ในส่วนสถานศึกษาอีก7,070แห่งที่ สพฐ. และ กสศ.ได้ประกาศรายชื่อผ่านทาง https://cct.thaieduforall.org และผ่านสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศไปแล้วว่า ยังไม่มีการบันทึกข้อมูลเข้าเมื่อวันที่17-21 ธ.ค.2561 ยังมิได้แจ้งข้อมูลนักเรียนยากจนพิเศษแก่ กสศ. ทำให้นักเรียนยากจนพิเศษในโรงเรียนกลุ่มดังกล่าวอาจเสียโอกาสได้รับการช่วยเหลือ กสศ.ใคร่ขอความร่วมมือโรงเรียนส่งข้อมูลเหล่านี้เข้าไปให้เรียบร้อยก่อนโดยเร็ว โดย กสศ.จะเปิดระบบให้โรงเรียนบันทึกผลการรับรองข้อมูลนักเรียนยากจนพิเศษ (นร.05) ที่ผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการสถานศึกษาแล้วได้อีกครั้งระหว่างวันที่7-11 ม.ค. 2562 และเมื่อบันทึกข้อมูล นร.05 แล้วเสร็จ สถานศึกษาจะสามารถบันทึกข้อมูล 04 ของนักเรียนยากจนพิเศษให้ครบถ้วนสมบูรณ์ได้ระหว่างวันที่ 17-25 ม.ค.2562 นี้ สถานศึกษาที่ดำเนินการได้ทันเวลาจะได้รับการจัดสรรเงินอุดหนุนภายในเดือน ก.พ. 2562 นี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนสถานศึกษาที่ไม่สามารถบันทึกข้อมูลได้ทันในช่วงเวลาดังกล่าวจะทำให้นักเรียนเสียสิทธิ์ไม่ได้รับการจัดสรรเงินอุดหนุนให้แก่นักเรียนยากจนพิเศษในปีการศึกษา2561 อย่างไรก็ตามในพื้นที่ประสบภัยพิบัติ ทาง กสศ. เปิดสายด่วนบริการข้อมูลให้คำปรึกษาในทุกขั้นตอน รวมถึงปัญหาเชิงเทคนิคในการใช้ระบบต่างๆ โดยสามารถติดต่อได้ที่ โทร. 02-079-5475กด 1ในวันและเวลาราชการ หรือที่ Facebook : www.facebook.com/cctthailand&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;กสศ.ต้องขอขอบคุณทางกระทรวงศึกษาธิการ สพฐ. เขตพื้นที่การศึกษา โรงเรียน และที่สำคัญคือคุณครู ที่สละเวลาดำเนินงานเพื่อช่วยเหลือเด็กนักเรียนในครั้งนี้ เป็นความร่วมมือร่วมใจที่จะแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาด้วยกัน ปลายทางเราจะเห็นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับเด็กนักเรียนอย่างยั่งยืน&amp;rdquo; นายสุภกร ระบุ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/25953</URL_LINK>
                <HASHTAG>กองทุนกสศ., นพ.สุภกร บัวสาย, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190107/image_big_5c32fd037b10a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>25048</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/12/2018 18:15</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/12/2018 18:15</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กสศ.ส่งมอบ&quot;iSEE App” ให่นายกฯเเรียกดูBig Dataเด็กยากจนทั้งปท. ติดตามแก้ไขเหลื่อมล้ำ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25ธ.ค.61-กสศ.มอบ แอพฯ&amp;quot;iSEE App&amp;rdquo; ให่นายกฯเเรียกดูBig Dataเด็กยากจนทั้งประเทศ ช่วยติดตาม แก้ไขเหลื่อมล้ำทางการศึกษารายคน ด้านกสศ.โอนเงินช่วยนร.ยากจนพิเศษรอบแรก4แสนคน 26ธค.นี้ พร้อมขยายเวลารร.ยืนยันรายชื่อเพิ่ม 7&amp;ndash;11 มค.62ป้องกันตกหล่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่ทำเนียบรัฐบาล &amp;nbsp;ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี &amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เยี่ยมชมนิทรรศการ &amp;ldquo;เปิดประตูสู่โอกาส ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา&amp;rdquo; และดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นระบบสารสนเทศเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา หรือ &amp;ldquo;iSEE App&amp;rdquo;ของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา(กสศ.) &amp;nbsp;ลงในไอแพดของนายกรัฐมนตรี เพื่อใช้เรียกดูข้อมูลรายงานสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำและจำนวนนักเรียนยากจนพิเศษได้ทุกสถานที่และทุกเวลา ทั้งในรูปแบบกราฟฟิก ตารางสรุปข้อมูลสถิติ ข้อมูลภูมิสารสนเทศของสถานศึกษาทั้ง 30,000 แห่ง รวมถึงผลการเบิกจ่ายงบประมาณของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ทั้งในระดับภาพรวมของประเทศ จังหวัด สถานศึกษา ไปจนถึงระดับผู้เรียนมากกว่า500,000 คน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.ประสาร &amp;nbsp;ไตรรัตน์วรกุล ประธานคณะกรรมการบริหารกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา(กสศ.) &amp;nbsp;กล่าวว่า กสศ. กล่าวว่า การวิจัยพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา(Information System for Equitable Education) หรือ iSEE ระบบนี้ถือเป็นเครื่องมือช่วยให้รัฐบาล&amp;ldquo;มองเห็น&amp;rdquo;และ &amp;ldquo;ติดตาม&amp;rdquo;ข้อมูลสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาได้อย่างชัดเจนทุกพื้นที่ทั่วประเทศไทยเพื่อมอบนโยบายบูรณาการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำให้แก่หน่วยงานต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ &amp;nbsp;ไม่ให้มีเด็กเยาวชนคนใด ถูกทอดทิ้งจากความช่วยเหลือของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอีกต่อไป &amp;nbsp; โดยช่วงแรกระบบiSEE จะทำหน้าที่รายงานข้อมูลจากฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) ภายใต้โครงการเงินอุดหนุนนักเรียนยากจนพิเศษอย่างมีเงื่อนไขที่ กสศ. และสพฐ. เริ่มดำเนินงานในปีการศึกษา 2561&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.ประสาร &amp;nbsp;กล่าวว่า จากบทเรียนการจัดสรรงบประมาณเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาทั้งในและต่างประเทศ เช่น ประเทศบราซิลและเม็กซิโก พบว่าการใช้ระบบสารสนเทศสนับสนุนการจัดสรรเงินอุดหนุนผู้ยากจน และการกำหนด&amp;ldquo;เงื่อนไข&amp;rdquo;(Conditions) ในการรับเงินต่อเนื่อง จะช่วยให้มาตรการลดความเหลื่อมล้ำของรัฐบาลมีประสิทธิภาพและเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการคัดกรองความยากจนของนักเรียนและครอบครัวให้มีความเที่ยงตรง กสศ. สพฐ. และมหาวิทยาลัยนเรศวร ได้พัฒนาแอพพลิเคชั่นCCT สนับสนุนการคัดกรองรายได้ทางอ้อม(Proxy Means Test: PMT) ช่วยให้ครูสังกัด สพฐ. มากกว่า 30,000 คนทั่วประเทศที่เข้าร่วมโครงการทำหน้าที่ตรวจสอบข้อมูลนักเรียนโดยประหยัดเวลาและทรัพยากรในการบันทึก
การทำงานของแอพฯ ดร.ประสารกล่าวว่า จะทำหน้าที่จัดส่งข้อมูลประเภทต่างๆ ได้แก่ ข้อมูลรายได้ สถานะครัวเรือน และภูมิสารสนเทศของนักเรียนและครอบครัว รวมถึงครูใช้ในการติดตาม และบันทึกผลการปฏิบัติตามเงื่อนไขการรับเงินอุดหนุนของนักเรียนยากจนพิเศษได้อย่างมีประสิทธิภาพได้แก่ เงื่อนไขการรักษาอัตราการมาเรียนให้เกินกว่าร้อยละ 80 ตลอดปีการศึกษา2561 และเงื่อนไขน้ำหนักส่วนสูงนักเรียนยากจนพิเศษให้มีพัฒนาการที่สมวัยตามเกณฑ์มาตรฐาน &amp;nbsp;ซึ่งกระบวนการทั้งหมดนี้ครูสามารถดำเนินการโดยไม่ใช้กระดาษแม้แต่แผ่นเดียว (Paperless) &amp;nbsp; โดยครูและสถานศึกษาจะสามารถติดตามผลการจัดสรรเงินอุดหนุนของ กสศ. และ สพฐ. ของนักเรียนมากกว่า 500,000 คนได้เป็นรายบุคคลอย่างต่อเนื่องจนสำเร็จการศึกษาขั้นพื้นฐาน15 ปี ช่วยให้รัฐบาลและประชาชนผู้เสียภาษีทราบได้ว่าการลงทุนของรัฐผ่าน กสศ. สามารถสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาให้กับนักเรียนยากจนพิเศษได้อย่างเป็นรูปธรรมและมีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ล่าสุดกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น &amp;nbsp;และกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดนได้ประสานงานมาที่ กสศ. เพื่อขอจัดทำความร่วมมือเพื่อนำระบบข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data)และแอพพลิเคชั่นดังกล่าว รวมทั้งนวัตกรรมการจัดสรรเงินอุดหนุนนักเรียนยากจนอย่างมีเงื่อนไขนี้ไปสนับสนุนมาตรการดูแลนักเรียนในสถานศึกษาสังกัดของตนอีกราว2,000 แห่งในปีการศึกษา 2563 ต่อไป&amp;rdquo; ดร.ประสาร กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายสุภกร &amp;nbsp;บัวสาย ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา กล่าวว่า ผลการบันทึกข้อมูลนักเรียนยากจนพิเศษที่ ล่าสุดเมื่อวันที่ 21ธันวาคม 2561 &amp;nbsp;พบว่ามีจำนวนนักเรียนที่จะได้รับเงินอุดหนุนปัจจัยพื้นฐานนักเรียนยากจนพิเศษอย่างมีเงื่อนไขในรอบแรกจำนวน397,493คน ขณะที่อีก &amp;nbsp;75,363 คน จาก 416 โรงเรียนยังยื่นเอกสารไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ เช่น ขาดภาพการประชุมรับรองรายชื่อรวมถึงเลขที่บัญชีธนาคาร ซึ่งกลุ่มนี้คุณครูกรุณารวบรวมเอกสารยื่นเพิ่มเติม &amp;nbsp;และอีกประมาณ 6,655โรงเรียน ยังไม่มีการบันทึกข้อมูลเข้ามา โดยทางกสศ.ได้ขยายเวลาให้โรงเรียนกลุ่มหลังนี้บันทึกผลการรับรองข้อมูลนักเรียนยากจนพิเศษ (นร.05) ที่ผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการสถานศึกษาแล้ว ผ่านระบบ CCTนร.05 &amp;nbsp;ได้อีกครั้งระหว่างวันที่ &amp;nbsp;7 &amp;ndash; 11 มกราคม 2562 &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ทุกกระบวนการกสศ.ใช้เทคโนโลยีช่วยพิสูจน์ยืนยัน ตั้งแต่การค้นหา ตรวจสอบ การโอนเงิน การติดตามผลตามเงื่อนไข และยังผ่านการรับรองอย่างมีส่วนร่วมจากคณะกรรมการสถานศึกษา ชุมชนท้องถิ่น และผู้ปกครองรวมแล้วกว่า 150,000คน เพื่อให้สังคมเชื่อมั่นในความโปร่งใสและประสิทธิภาพของการทำงาน ล่าสุด กสศ.ได้ประสานไปยังสพฐ.เพื่อส่งรายชื่อของโรงเรียนที่ยังไม่ได้บันทึกข้อมูลใดใดเลยทั้ง6,655แห่ง ข้อมูลดังกล่าวจะชี้เป้าให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประสานติดตามไม่ให้มีเด็กนักเรียนคนไหนเสียโอกาสในการได้รับเงินอุดหนุนครั้งนี้ &amp;nbsp;สำหรับรายชื่อที่นักเรียนที่ผ่านการรับรองแล้วทั้ง 397,493 คน กสศ.จะเริ่มโอนเงินอุดหนุนให้ตั้งแต่วันที่ 26ธันวาคม 2561 โดยจะแล้วเสร็จภายใน7วัน ทั้งนี้จะดำเนินการให้กับจังหวัดที่มีจำนวนนักเรียนยากจนพิเศษมากที่สุดก่อน &amp;nbsp;สำหรับรายชื่อ10จังหวัดแรก ได้แก่ แม่ฮ่องสอน &amp;nbsp;ตาก นราธิวาส ยะลา น่าน สตูล เชียงใหม่ ปัตตานี &amp;nbsp;นครราชสีมา มหาสารคาม&amp;rdquo; ผู้จัดการ กสศ. กล่าว &amp;nbsp; &amp;nbsp;

&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/25048</URL_LINK>
                <HASHTAG>#กสศ., ISEE APP, กองทุนกสศ., การแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำเด็กยากจน, ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล, นพ.สุภกร บัวสาย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180321/image_big_5ab25cfd67141.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
