<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>94880</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/03/2021 14:21</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/03/2021 14:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“คุณหญิงกัลยา”ประเดิมงานรักษาการรมว.ศธ.งานแรก &quot;ปลูกฝังเด็กรักการออม&quot;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
3มี.ค.64-ที่โรงแรมรามาการ์เดนท์ - กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) กระทรวงการคลัง ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) จัดประชุมเชิงปฏิบัติการโครงการสถานศึกษาส่งเสริมวินัยการออมกับ กอช.ให้แก่ผู้บริหารสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) เพื่อมุ่งวางรากฐานด้านการออมให้แก่นักเรียนที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไป ได้สมัครเป็นสมาชิก กอช.ครอบคลุมทุกสถานศึกษา โดยคุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) รักษาการ รมว.ศธ.กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้เป็นความต่อเนื่องจากการทำบันทึกความร่วมมือระหว่าง สพฐ.และ กอช.เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม ที่ผ่านมา โดยเป็นการอบรมให้ความรู้ด้านการออมเงินให้แก่ผู้อำนวยการ ครูในโรงเรียนสังกัดสพม.เขต 1 และ 2 จำนวน 119 แห่ง ซึ่งในปีนี้จะดำเนินการต่อให้ครอบคลุมสพม.ทุกเขตทั่วประเทศ เพื่อให้ตระหนักถึงวิธีการวางแผนทางการเงิน การออมเงิน และเทคนิคการบริหารจัดการเงิน ซึ่งเชื่อว่าบุคลากรที่เข้ารับการอบรมในครั้งนี้จะนำไปสู่การขยายผลให้ความรู้แก่นักเรียนในสถานศึกษามีการวางแผนการออมเงินเพื่ออนาคต อีกทั้งยังสมัครเป็นสมาชิกกอช.ครอบคลุมสถานศึกษาทั่วประเทศต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คุณหญิงกัลยา กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ กอช.จะเป็นส่วนหนึ่งที่ส่งเสริมให้นักเรียนตระหนักถึงการออมตั้งแต่วัยเรียนเป็นการปลูกฝังให้รู้จักค่าของเงิน รู้จักเก็บออมด้วยการเก็บเล็กผสมน้อย สร้างนิสัยการออมเงินเป็นประจำอย่างต่อเนื่อง ซึ่งถือเป็นรากฐานของการออมเงินสำหรับนักเรียนที่ยังเรียนอยู่ เพียงเริ่มวางแผนออมเงินวันละ 1 บาท พอมีเงินครบ 50 บาทก็สามารถนำมาออมกับกองทุน กอช.ได้ ซึ่งความน่าสนใจคือ รัฐบาลจะสมทบเงินให้ ร้อยละ 50 ของเงินออม คิดเป็น 25 บาท สูงสุด 600 บาทต่อปี นอกจากนี้ศธ.ได้วางแนวทางการศึกษาจากกระทรวงการคลังเรื่องความรอบรู้ด้านการเงินเข้ามาปรับปรุงในหลักสูตรการเรียนการสอนของสถานศึกษาครอบคลุมนักเรียนทุกสังกัดด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เวลาที่ดิฉันลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมในพื้นที่ต่างๆ ดิฉันมักจะพูดกับทุกคนตลอดเวลา ว่า การออมแห่งชาติคืออะไร เรื่องนี้จะทำให่เกิดความมั่นคงของชีวิต เมื่ออายุ 60 ปี เราจะมีเงินของ กอช.ช่วยดูแล ดังนั้น ดิฉันจึงขอฝากให้ผู้อำนวยการ สพม.ที่เข้าร่วมการประชุมครั้งนี้ ขอให้ช่วยปลูกฝังเด็กๆ ให้รักการออม และการเก็บเงินของเราจะทำให้เรามีชีวิตอยู่อย่างมั่นคง&amp;rdquo;รักษาการ รมว.ศธ.กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาฯ กพฐ.) กล่าวว่า ที่ผ่านมา สพฐ.ได้ปลูกฝังเรื่องการออมให้แก่นักเรียนอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงมัธยมศึกษาตอนปลาย ผ่านกิจกรรมต่างๆ เช่น กิจกรรมให้เด็กจับกลุ่มนำของมาขายในโรงเรียน เพื่อสร้างรายได้ให้แก่ตัวเอง เป็นต้น รวมทั้งยังมีสหกรณ์โรงเรียนให้เด็กฝากเงิน เพื่อปลูกฝังการออม และยังมีเงินดอกผลที่ได้จากการออมให้เด็กมากกว่าธนาคารทั่วไป เพื่อจูงใจให้เด็กออมเงินมากขึ้น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/94880</URL_LINK>
                <HASHTAG>#นักเรียน, #สพฐ., กองทุนการออมแห่งชาติ, คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210303/image_big_603f386ef3b56.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>23698</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/12/2018 08:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/12/2018 08:58</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รัฐบาลโต้รายงานGlobal Wealth Report 2018ใช้ข้อมูลเก่าสวนทางกับความเป็นจริง </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7ธ.ค.61-นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงกรณีที่มีผู้โพสต์ข้อมูลในโซเชียลมีเดีย โดยอ้างอิงจาก Global Wealth Report 2018 ว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำสูงที่สุดในโลก ว่า จากการตรวจสอบพบว่า ข้อมูลที่รายงานฉบับนี้นำมาอ้างอิงเป็นข้อมูลเก่าตั้งแต่ปี 2549 แล้วพยายามนำมาเชื่อมโยงกับข้อมูลบางส่วนของปีปัจจุบัน ทำให้ข้อมูลคลาดเคลื่อนไม่สมบูรณ์และขาดความน่าเชื่อถือ และแหล่งข้อมูลที่ถูกนำไปวิเคราะห์ 2 แหล่ง คือ ธนาคารแห่งประเทศไทยและองค์กรการเงินระหว่างประเทศ ก็ไม่มีส่วนใดเลยที่แสดงถึงการถือครองมูลค่าทรัพย์สินของคนรวย 1% ในประเทศไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ประเทศที่ถูกนำมาเทียบส่วนใหญ่เป็นประเทศพัฒนาแล้วในกลุ่ม OECD ยกเว้นจีน อินเดีย อินโดนีเซีย โคลัมเบีย โรมาเนีย แอฟริกาใต้ และไต้หวัน ซึ่งอาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่า ประเทศไทยมีความเหลื่อมล้ำเรื่องความมั่งคั่งมากที่สุดในโลก ทั้ง ๆ ที่ในความเป็นจริงสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำของไทยดีขึ้นเป็นลำดับ โดยสัดส่วนรายได้ของกลุ่มคนรวยที่สุดแตกต่างจากกลุ่มคนจนที่สุด ลดลงจาก 29.92 เท่าในปี 2549 เหลือ 19.29 เท่าในปี 2560&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;รัฐบาลยืนยันว่าการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและการกระจายรายได้เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง ซึ่งที่ผ่านมาได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เช่น โครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ การฝึกอาชีพเพิ่มทักษะ กองทุนการออมแห่งชาติ โครงการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ โครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยเพื่อผู้มีรายได้น้อย กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา สิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ การจัดสรรที่ดินทำกินแก่ผู้ยากไร้ เป็นต้น&amp;rdquo;นายพุทธิพงษ์ กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/23698</URL_LINK>
                <HASHTAG>กองทุนการออมแห่งชาติ, ความเหลื่อมล้ำ, พุทธิพงษ์​ ปุณณกันต์, รายงานCS Global Wealth Report 2018, เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ, โครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181024/image_big_5bd0387ed5515.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>6037</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/03/2018 08:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/03/2018 08:45</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กอช. จ่อชวนลูกจ้างภาครัฐเสริมสมาชิกหวังดันยอดเข้าเป้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
กอช. ผุดระบบหักบัญชีเงินฝากอัตโนมัติอำนวยความสะดวกสมาชิกนักออม &amp;ldquo;ปลัดคลัง&amp;rdquo; ฝันสิ้นปีดูดประชาชนสมัครสมาชิกแตะ 1.2 ล้านคน เล็งดึงลูกจ้างประจำภาครัฐช่วยเสริม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) เปิดเผยว่า กอช. ได้เปิดตัวบริการวางแผนการออมผ่านระบบหักบัญชีเงินฝากอัตโนมัติ (Direct Debit) พร้อมธนาคารรัฐ 5 แห่ง ได้แก่ ธนาคารกรุงไทย, ธนาคารออมสิน, ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.), ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) และธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์) ในการประกาศเจตนารมณ์ร่วมขับเคลื่อนการออมภาคประชาชน เพื่อร่วมส่งเสริมและสนับสนุนด้านวิชาการและให้ความรู้กับประชาชนเกี่ยวกับการออมเงิน การวางแผนการเงินเพื่อยามเกษียณ โดยมุ่งเป้าหมายเพื่อกระตุ้นให้เกิดการตัดสินใจออมและสมัครสมาชิก กอช. มากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ปัจจุบันประเทศไทยมีปริมาณการออมเพื่อวัยเกษียณเพียง 2.5 ล้านล้านบาท ซึ่งถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับต่างประเทศที่มีความพร้อมด้านนี้อย่างมาก ซึ่งหลายประเทศมีการนำเงินออมในส่วนนี้ไปใช้เพื่อการลงทุนในการพัฒนาประเทศด้านอื่น ๆ ขณะที่ไทยเองเงินออมยังลงทุนไม่ได้ และที่ผ่านมารัฐบาลก็ได้มีการผลักดันเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การออมเพื่อวัยเกษียณของไทยยังถือว่าต่ำมาก ซึ่งรัฐบาลพยายามส่งเสริมเรื่องนี้ผ่านช่องทางการออมในรูปแบบต่าง ๆ และให้สิทธิประโยชน์เพื่อจูงใจให้เกิดการออมมากขึ้น โดยเฉพาะในส่วนของ กอช. ที่ปัจจุบันมีสมาชิกอยู่เพียง 5.3 แสนราย จากเป้าหมายแรงงานนอกระบบกว่า 20 ล้านคน เราอายที่ยอดสมาชิกยังไม่ถึงเป้าหมาย โดยในปีนี้ตั้งเป้าหมายหาสมาชิกเพิ่มเป็น 1.2 ล้านราย ก็อยากจะทำให้ได้ โดยอาจจะมีการดึงลูกจ้างชั่วคราวของภาครัฐเข้ามาเสริม เพราะการสนับสนุนให้มีการออมเงิน ถือเป็นแนวทางสำคัญที่จะทำให้ประชาชนมีความสามารถในการดูแลชีวิตของตัวเองในอนาคต และจะช่วยลดภาระของรัฐบาลในการจัดสรรงบประมาณเข้ามาดูแลด้วย&amp;rdquo; นายสมชัย กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสมชัย กล่าวอีกว่า ได้มีการเดินหน้าผลักดันเรื่องการออมอย่างเป็นระบบ ผ่าน 4 เสาสำคัญ ได้แก่ 1. การเสริมความรู้ทางการเงิน 2. การเสริมผลิตภัณฑ์ทางการออมใหม่ ๆ เพื่อเป็นแรงจูงใจในการออมเงิน 3. องค์กรการเงินชุมชนต้องเสริมให้แข็งแกร่ง เพราะเป็นฐานรากของการออมเงินชุมชน และ 4. เติมเต็มระบบการออมเพื่อวัยเกษียณ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ยังได้มอบหมายให้สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ไปศึกษาแนวโน้มอัตราประชากรของประเทศไทยในแต่ละช่วงอายุ ในช่วง 30-40 ปีจากนี้ เพื่อให้สามารถเตรียมความพร้อมในการวางแผนบริหารจัดการประชากรอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะในวัยแรกเกิด และวัยแรงงาน เนื่องจากแนวโน้มประชากรผู้สูงวัยที่จะมีเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่อัตราเด็กแรกเกิดน้อยลง ซึ่งในระยะยาวอาจส่งผลกระทบถึงฐานการจัดเก็บภาษีของรัฐบาลด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;เรื่องนี้เป็นที่มาของการปรับโครงสร้างประมวลรัษฎากรซึ่งกำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้ ทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บ การให้สิทธิประโยชน์ด้านต่าง ๆ อาทิ สนับสนุนการมีบุตรเพิ่มขึ้น เบื้องต้น รมว.การคลังได้เห็นชอบในหลักการเรียบร้อยแล้ว แต่ยังต้องหารือในรายละเอียดกับกรมสรรพากรในอีก 2-3 ประเด็น โดยทั้งหมดคาดว่าจะได้ข้อสรุปเร็ว ๆ นี้&amp;rdquo; นายสมชัย กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/6037</URL_LINK>
                <HASHTAG>Direct Debit, กรุงไทย, กองทุนการออมแห่งชาติ, กอช., ธ.ก.ส., ธนาคารรัฐ, ธอส., ปลัดกระทรวงการคลัง, ลูกจ้างประจำ, สมชัย สัจจพงษ์, หักบัญชีเงินฝากอัตโนมัติ, ออมสิน, เอสเอ็มอีแบงก์, แบงก์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180121/image_big_5a64aa312e660.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
