<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>4630</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/03/2018 16:21</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/03/2018 16:20</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เพื่อแม้วเงิบ!ผู้แทนIMFพบ&#039;สมคิด&#039;ชมเศรษฐกิจไทยมีทิศทางดีขึ้น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 มี.ค.61 - ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ยภายหลังการหารือกับ นาย Markus H. Rodlauer รองผู้อำนวยการกรมเอเชียและแปซิฟิก และผู้แทนกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ว่า คณะผู้แทนของไอเอ็มเอฟได้เดินทางมาพบหน่วยงานด้านเศรษฐกิจของประเทศไทย และหลายประเทศเพื่อประเมินภาวะเศรษฐกิจ โดยไอเอ็มเอฟชื่นชมที่เศรษฐกิจไทยมีทิศทางที่ดีขึ้นและเห็นด้วยกับแนวนโยบายของไทยที่พยายามสร้างความสมดุลระหว่างเศรษฐกิจในภาคอุตสาหกรรม การพัฒนาเรื่องดิจิทัลและเศรษฐกิจท้องถิ่นเพื่อการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสมคิด กล่าวว่า ไอเอ็มเอฟได้สอบถามถึงสาเหตุที่อัตราเงินเฟ้อของไทยยังอยู่ในระดับต่ำ ซึ่งบอกว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะtประเทศไทยเริ่มเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ทำให้การจับจ่ายใช้สอยในบางส่วนอาจลดลง อีกส่วนหนึ่งเป็นเพราะรัฐบาลเข้าไปดูแลไม่ให้อัตราเงินเฟ้อปรับเพิ่มขึ้นเร็วเกินไป หลังจากที่ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาอัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำมาตลอด หากอัตราเงินเฟ้อปรับขึ้นเร็วเกินไปอาจกระทบต่อประชาชน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ไอเอ็มเอฟได้ตั้งข้อสังเกตว่าประเทศไทยมีส่วนเกินของทุนในเงินทุนสำรองระหว่างประเทศจำนวนมาก ปัจจุบันเงินทุนสำรองระหว่างประเทศมีมากกว่า 2 แสนล้านดอลลาร์ หรือมากกว่า 10% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) เงินในส่วนนี้เมื่อมีมากเกินไปส่งผลให้เงินบาทแข็งค่าและกระทบต่อภาคการส่งออก จึงเสนอว่าไทยควรมีการนำบางส่วนที่อยู่ในทุนสำรองระหว่างประเทศออกไปลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้นแล้วนำผลตอบแทนที่ได้กลับมาจัดตั้งเป็นกองทุนดูแลผู้สูงอายุหรือจัดสรรเป็นสวัสดิการสำหรับดูแลผู้สูงอายุที่มีรายได้น้อย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ได้บอกกับไอเอ็มเอฟว่าแนวคิดดังกล่าวยังต้องทำความเข้าใจกับประชาชนเพราะไทยไม่คุ้นเคยกับแนวคิดในการนำเงินทุนสำรองระหว่างประเทศไปลงทุน แต่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้มีการศึกษาเรื่องนี้อยู่ จึงได้ชี้แจงให้ตัวแทนของไอเอ็มเอฟทราบว่าการมีสภาพคล่องส่วนเกินเกิดขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจที่ดีขึ้น แม้จะทำเงินบาทแข็งค่าก็ต้องบริหารจัดการ ส่วนในเรื่องการนำเงินสำรองระหว่างประเทศไปลงทุน คนไทยยังมีแนวคิดอนุรักษ์นิยมเกี่ยวกับเรื่องนี้เหมือนกับการลงทุนของ กบข.หรือกองทุนประกันสังคมก็ลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงน้อย ซึ่งเรื่องนี้ต้องใช้เวลาในการทำความเข้าใจซึ่งแบงก์ชาติมีการศึกษาเรื่องนี้อยู่ ซึ่งก็ขอให้ไอเอ็มเอฟทำงานร่วมกับแบงก์ชาติเพื่อให้เกิดความร่วมมือในการพัฒนาด้านการเงินของประเทศ เช่น เดียวกับที่ก่อนหน้านี้ธนาคารโลกได้มาทำงานร่วมกับกระทรวงการคลังแล้ว&amp;rdquo;นายสมคิด กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รองนายกฯ กล่าวว่า ในเรื่องการดูแลสวัสดิการสำหรับผู้สูงอายุได้มอบหมายให้กระทรวงการคลังไปหาแนวทางที่จะจัดหางบประมาณเพิ่มเติมมารองรับภาระทางการคลังที่จะเพิ่มขึ้นจากการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ขณะเดียวกัน ต้องใช้ประโยชน์จากผู้สูงอายุที่มีกำลังซื้อมาช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เช่น ในเรื่องของท่องเที่ยวโดยในเร็วๆ นี้ จะมีมาตรการสนับสนุนการท่องเที่ยวของผู้สูงอายุ จะเสนอมาตรการเข้าสู่การประชุมคณะกรรมการนโยบายการท่องเที่ยวแห่งชาติ (ททช.) ที่จะมีการประชุมในวันจันทร์ ที่ 12 มี.ค.นี้ด้วย โดยในระยะต่อไปมาตรการด้านการท่องเที่ยวจะมีความสำคัญมากขึ้นในฐานะที่เป็นเศรษฐกิจภาคบริการ (service sector) ที่มีสัดส่วนรายได้ในจีดีพีถึง 60% และเกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจชุมชนอย่างใกล้ชิด.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/4630</URL_LINK>
                <HASHTAG>IMF, กองทุนการเงินระหว่างประเทศ, รมว.คลัง, สมคิด จาตุศรีพิทักษ์, ไอเอ็มเอฟ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180309/image_big_5aa250b2144c9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>4240</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/03/2018 10:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/03/2018 10:08</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ห่วงสหรัฐฯเก็บภาษีเหล็ก-อะลูมิเนียมทำเศรษฐกิจโลกปั่นป่วน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไอเอ็มเอฟ ห่วงสหรัฐเก็บภาษีนำเข้าเหล็ก-อะลูมิเนียม ฉุดเศรษฐกิจโลกปั่นป่วน จับตาคู่ค้า จีน เกาหลี เม็กซิโก ได้รับผลกระทบ ขณะที่ไทยต้องจับตาอย่างใกล้ชิด &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 มี.ค.2561 -กองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ ไอเอ็มเอฟ (IMF) เห็นพ้องกับนานาชาติคัดค้านแผนการเรียกเก็บภาษีนำเข้าเหล็กและอะลูมิเนียมของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ โดยไอเอ็มเอฟเตือนว่า ความเคลื่อนไหวดังกล่าวจะสร้างความเสียหายให้แก่เศรษฐกิจของสหรัฐฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคการผลิตและภาคการก่อสร้างซึ่งต้องพึ่งพาอะลูมิเนียมและเหล็กจำนวนมาก รวมทั้งเศรษฐกิจของประเทศอื่นๆ อย่างไรก็ตาม ขอให้ทุกฝ่ายแก้ไขข้อพิพาททางการค้าโดยไม่ใช้มาตรการตอบโต้กันไปมา &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล ผู้เชี่ยวชาญการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า การที่สหรัฐจะเรียกเก็บภาษีนำเข้าเหล็กในอัตรา 25% และอะลูมิเนียม 10% ในสัปดาห์หน้า โดยมาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายที่จะปกป้องอุตสาหกรรมของสหรัฐ ผลกระทบทางตรงกับประเทศไทยนั้น ส่วนตัวมองว่าไม่มี แต่จะมีผลทางอ้อม เนื่องจากประเทศคู่ค้า ได้แก่ จีน เกาหลี เม็กซิโก ได้รับผลกระทบจากมาตรการดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม จากนี้ไปต้องติดตามนโยบายของประธานาธิบดีสหรัฐว่า จะมีการปรับภาษีสินค้าชนิดอื่นอีกหรือไม่ อีกทั้งการที่สหรัฐจะเรียกเก็บภาษีนำเข้าเหล็ก และอะลูมิเนียม จะส่งผลให้เกิดสงครามการค้า ทำเศรษฐกิจโลกผันผวน และยังไม่ดีต่อเศรษฐกิจในประเทศเอง ซึ่งสินค้าที่เกี่ยวข้องกับเหล็กจะสูงขึ้น ประชาชนอาจชะลอการใช้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/4240</URL_LINK>
                <HASHTAG>IMF, กองทุนการเงินระหว่างประเทศ, จีน, ภาษี, สหรัฐ, สหรัฐอเมริกา, อะลูมิเนียม, เหล็ก, โดนัลด์ ทรัมป์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180304/image_big_5a9b6272230ed.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
