<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>119323</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/10/2021 17:13</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/10/2021 17:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘21 ปี พอช.’ พลิกโฉมชุมชนริมคลองลาดพร้าว-เปรมประชากรจากชุมชนแออัดสู่บ้านสวยริมคลองราคาหลักแสน-วิวหลักล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สภาพชุมชนริมคลองลาดพร้าวก่อนการพัฒนา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชุมชนหลัง ว.ค.จันทรเกษมก่อสร้างเสร็จแล้วทั้งชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;เมื่อก่อนชุมชนที่พวกเราอยู่มีสภาพเป็นชุมชนแออัด&amp;nbsp; ปลูกบ้านกันแบบตามมีตามเกิด&amp;nbsp; ทางเดินก็แคบ ส่วนใหญ่จะหันหลังบ้านลงคลอง&amp;nbsp; ส้วมก็ลงคลอง&amp;nbsp; บางหลังปลูกมานานไม้ก็ผุ&amp;nbsp; เสาก็ทรุด บ้านเกือบจะจมลงคลอง&amp;nbsp; เมื่อก่อนเด็กนักเรียนในชุมชนไม่กล้าชวนเพื่อนที่โรงเรียนมาเล่นที่บ้าน เพราะอายเพื่อน... &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; พอจะทำโครงการบ้านริมคลอง&amp;nbsp; เราก็ช่วยกันออกแบบบ้าน&amp;nbsp; เอาหน้าบ้านลงคลอง&amp;nbsp;&amp;nbsp; มีทางเดินเลียบคลอง&amp;nbsp; ช่วยกันดูแลคลองให้สะอาด&amp;nbsp; ทำเป็นตลาดน้ำหรือแหล่งท่องเที่ยวริมคลอง&amp;nbsp; ชาวบ้านก็สามารถค้าขายได้&amp;nbsp; ตอนนี้พอสร้างบ้านเสร็จแล้ว&amp;nbsp; ชุมชนก็ดูสะอาด&amp;nbsp; สวยงาม&amp;nbsp; เด็ก ๆ ก็ไม่อายเพื่อน&amp;rdquo;&amp;nbsp; ประภัสสร&amp;nbsp; ชูทอง &amp;nbsp;ผู้นำชุมชนหลัง ว.ค.&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จันทรเกษม&amp;nbsp; เขตจตุจักร&amp;nbsp;&amp;nbsp; กรุงเทพฯ&amp;nbsp; บอกถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ชุมชนหลัง ว.ค.จันทรเกษม (ปัจจุบันคือมหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม)&amp;nbsp; คือตัวอย่างหนึ่งของการพัฒนาที่อยู่อาศัยในชุมชนริมคลองลาดพร้าว&amp;nbsp; จากเดิมเป็นชุมชนแออัด&amp;nbsp; บ้านเรือนส่วนใหญ่มีสภาพทรุดโทรม&amp;nbsp; ชาวบ้านปลูกสร้างบ้านเรือนอยู่ในที่ดินราชพัสดุริมคลอง&amp;nbsp; ซึ่งกรมธนารักษ์ดูแลอยู่&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ชาวบ้านบางส่วนที่มาอยู่ทีหลัง&amp;nbsp; หรือมีครอบครัวขยาย&amp;nbsp;&amp;nbsp; เมื่อที่ดินบนฝั่งคลองไม่มีที่ว่าง&amp;nbsp; จึงปลูกสร้างบ้านเรือนรุกล้ำลงในคลอง&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทำให้ลำคลองแคบลง&amp;nbsp; น้ำในคลองไหลไม่สะดวก&amp;nbsp;&amp;nbsp; บางช่วงคลองลาดพร้าวมีความกว้างไม่ถึง 10 เมตร&amp;nbsp; จากความกว้างปกติประมาณ 25-38 เมตร&amp;nbsp; ประกอบกับมีขยะ&amp;nbsp; ตะกอนดินทับถมอยู่ในคลอง&amp;nbsp; ทำให้การระบายน้ำในคลองไม่มีประสิทธิภาพ&amp;nbsp; โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;คลอง-เขื่อน-คน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ข้อมูลจากสำนักการระบายน้ำ กทม. ระบุว่า&amp;nbsp; ในพื้นที่กรุงเทพฯ&amp;nbsp; มีคลอง&amp;nbsp; คู ลำกระโดง&amp;nbsp; รวมกัน&amp;nbsp; 1,980&amp;nbsp; สาย&amp;nbsp; ความยาวรวมประมาณ&amp;nbsp; 2,700 &amp;nbsp;กิโลเมตร&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในจำนวนนี้ถูกรุกล้ำ 1,161 &amp;nbsp;สาย&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำประมาณ 23,500&amp;nbsp; หลัง !! &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; หลังน้ำท่วมใหญ่ในกรุงเทพฯ ปี 2554&amp;nbsp;&amp;nbsp; รัฐบาลมีแผนงานการแก้ไขสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำลำคลองในกรุงเทพฯ&amp;nbsp;เนื่องจากเป็นอุปสรรคในการระบายน้ำลงสู่คลอง&amp;nbsp; โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝน&amp;nbsp; น้ำจากท่อระบายน้ำทิ้งส่วนใหญ่จะไหลและถูกสูบลงคลอง&amp;nbsp; แต่การระบายน้ำไม่มีประสิทธิภาพ&amp;nbsp; เพราะมีสิ่งปลูกสร้างกีดขวางทางเดินน้ำในลำคลอง&amp;nbsp; มีขยะและดินโคลนทับถมอยู่ในคลอง&amp;nbsp; โดยจะมีการรื้อย้ายบ้านเรือนที่รุกล้ำลำคลอง&amp;nbsp;เพื่อก่อสร้างเขื่อนระบายน้ำในคลอง&amp;nbsp; และขุดลอกคลองให้ลึกและกว้างกว่าเดิม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; แต่กว่าจะดำเนินการได้ก็ล่วงเข้าไปในสมัยของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)&amp;nbsp; เริ่มดำเนินการในคลองลาดพร้าวเป็นคลองแรกในปี 2559&amp;nbsp; โดยรัฐบาล คสช. มอบหมายให้กรุงเทพมหานครรับผิดชอบการสร้างเขื่อนระบายน้ำ และให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์&amp;nbsp; โดยสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ &amp;lsquo;พอช.&amp;rsquo; จัดทำแผนงานพัฒนาที่อยู่อาศัยรองรับชาวชุมชนริมคลองที่ต้องรื้อย้ายออกจากแนวคลองและแนวเขื่อน&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;คลองลาดพร้าว (ช่วงบางบัว-&amp;nbsp; ม.ราชภัฏพระนคร&amp;nbsp; เขตบางเขน)&amp;nbsp; ก่อนการปรับปรุง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; คลองลาดพร้าว : มีความยาวประมาณ 22 กิโลเมตร&amp;nbsp; เชื่อมกับคลองแสนแสบบริเวณอุโมงค์ระบายน้ำพระราม 9 &amp;nbsp;เขตวังทองหลาง&amp;nbsp; ผ่านวัดลาดพร้าว&amp;nbsp;&amp;nbsp; วัดบางบัว&amp;nbsp; ตลาดสะพานใหม่&amp;nbsp; จนถึงประตูระบายน้ำคลองสองสายใต้&amp;nbsp; เขตสายไหม&amp;nbsp; ตลอดคลองลาดพร้าวสองฝั่งมีชุมชนตั้งอยู่เรียงราย&amp;nbsp; บางชุมชนอยู่อาศัยต่อเนื่องมานานไม่ต่ำกว่า 70-80 ปี&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เขื่อนคอนกรีตระบายน้ำในคลองลาดพร้าว : มีความยาวทั้งสองฝั่งประมาณ&amp;nbsp; 45 กิโลเมตร โดยกรุงเทพมหานครว่าจ้างบริษัทเอกชนก่อสร้าง&amp;nbsp; วงเงินก่อสร้างจำนวน&amp;nbsp; 1,645&amp;nbsp; ล้านบาท&amp;nbsp; จากริมคลองลาดพร้าว&amp;nbsp; บริเวณคลินิกศูนย์แพทย์พัฒนา&amp;nbsp; เขตวังทองหลาง&amp;nbsp; ไปยังประตูระบายน้ำคลองสองสายใต้&amp;nbsp;&amp;nbsp; เขตสายไหม&amp;nbsp;&amp;nbsp; เริ่มต้นเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2559&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; การก่อสร้างเขื่อนระบายน้ำคอนกรีต&amp;nbsp; จะต้องรื้อย้ายบ้านเรือนที่รุกล้ำลำคลอง&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพื่อตอกเสาเข็มและพนังกั้นตลิ่งทั้งสองฝั่งคลอง&amp;nbsp; มีความกว้างสองฝั่งประมาณ 38 เมตร&amp;nbsp;&amp;nbsp; ตลอดแนวสันเขื่อนจะมีรั้วเหล็กกันตก&amp;nbsp; และทางเดินเลียบคลองความกว้างประมาณ 3 เมตร&amp;nbsp; สามารถขี่รถมอเตอร์ไซค์หรือจักรยานเลียบคลองได้&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นอกจากนี้จะมีการขุดลอกคลองให้ลึกประมาณ 3 &amp;nbsp;เมตร&amp;nbsp; เพื่อให้น้ำในคลองไหลสะดวก&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในช่วงฤดูฝน&amp;nbsp;&amp;nbsp; คลองลาดพร้าวจะช่วยระบายน้ำลงสู่อุโมงค์เขื่อนใต้คลองบางซื่อและอุโมงค์เขื่อนพระราม 9 เพื่อระบายน้ำลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา&amp;nbsp; ช่วยแก้ปัญหาน้ำท่วม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;เมื่อตอกเสาเข็มแล้ว&amp;nbsp; จะนำแผ่นคอนกรีตมาวางเรียงเป็นพนังกั้นตลิ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; คนริมคลองลาดพร้าว :&amp;nbsp; สองฝั่งคลองลาดพร้าวในอดีตเป็นทุ่งนา&amp;nbsp; คนที่มาอยู่อาศัยรุ่นแรกๆ ไม่ต่ำกว่า 70-80 ปี&amp;nbsp; มีทั้งคนเช่าที่ทำนา&amp;nbsp; รับจ้างทำนา&amp;nbsp; ปลูกสร้างบ้านเรือนอยู่ริมคลอง&amp;nbsp; ใช้คลองเป็นเส้นทางสัญจร&amp;nbsp; เมื่อบ้านเมืองเจริญขึ้น&amp;nbsp; ที่ดินแพงขึ้น&amp;nbsp; เจ้าของจึงขายที่นา&amp;nbsp; ทุ่งนาริมคลองจึงกลายเป็นที่ดินจัดสรร&amp;nbsp; หมู่บ้านจัดสรร&amp;nbsp; ตึกแถว&amp;nbsp; ตลาด&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ย่านลาดพร้าว&amp;nbsp; โชคชัย 4&amp;nbsp;&amp;nbsp; วังหิน&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; ภายหลังจึงมีคนจากต่างถิ่น&amp;nbsp; ต่างจังหวัดเข้ามาอยู่อาศัยเพื่อทำมาหากินในเมืองกรุง&amp;nbsp; ชุมชนริมคลองจึงหนาแน่นขึ้นเรื่อยๆ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ปัจจุบันมีชุมชนที่ปลูกสร้างบ้านเรือนอยู่ริมคลองลาดพร้าวตลอดสองฝั่งคลอง&amp;nbsp; จำนวน&amp;nbsp; 50&amp;nbsp; ชุมชน&amp;nbsp;&amp;nbsp; รวม 7,069 &amp;nbsp;ครัวเรือน&amp;nbsp; ประชากรประมาณ 20,000 คน&amp;nbsp; อยู่ในพื้นที่ 8 เขต&amp;nbsp; คือ&amp;nbsp; วังทองหลาง&amp;nbsp; ห้วยขวาง&amp;nbsp; ลาดพร้าว&amp;nbsp; จตุจักร&amp;nbsp; หลักสี่&amp;nbsp; บางเขน&amp;nbsp; ดอนเมือง&amp;nbsp; สายไหม&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; ส่วนใหญ่ปลูกสร้างบ้านบนที่ดินริมคลองซึ่งเป็นที่ดินราชพัสดุ&amp;nbsp; กรมธนารักษ์ดูแล&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สภาพบ้านเรือนก่อนการปรับปรุงส่วนใหญ่มีสภาพทรุดโทรมและแออัด&amp;nbsp; เพราะพื้นที่ริมคลองมีความคับแคบ&amp;nbsp;&amp;nbsp; ชาวบ้านปลูกสร้างบ้านเรือนตามความยาวของแนวคลอง&amp;nbsp; ส่วนใหญ่มีอาชีพรับจ้าง&amp;nbsp; เป็นแรงงาน &amp;nbsp;แม่บ้าน &amp;nbsp;รปภ. &amp;nbsp;พนักงานบริษัทเอกชน&amp;nbsp;&amp;nbsp; รัฐวิสาหกิจ&amp;nbsp; ข้าราชการ&amp;nbsp;&amp;nbsp; ค้าขายเล็กๆ &amp;nbsp;น้อยๆ&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้าง &amp;nbsp;&amp;nbsp;ขับแท็กซี่&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;บ้านใหม่&amp;nbsp; ชีวิตใหม่ริมคลองลาดพร้าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ในเดือนมีนาคม 2559&amp;nbsp; คณะรัฐมนตรีอนุมัติงบประมาณจำนวน 4,061 ล้านบาท&amp;nbsp;ให้สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ&amp;nbsp; หรือ พอช.&amp;nbsp; นำไปพัฒนาชุมชนริมคลองลาดพร้าวที่ต้องรื้อย้ายออกจากแนวก่อสร้างเขื่อนฯ เป็นคลองแรก โดยมีเป้าหมายใน&amp;nbsp; 50&amp;nbsp; ชุมชน&amp;nbsp;&amp;nbsp; รวม 7,069 &amp;nbsp;ครัวเรือน&amp;nbsp; &amp;nbsp;เริ่มก่อสร้างบ้านชุมชนแรกที่ชุมชนศาลเจ้าพ่อสมบุญ&amp;nbsp; (ตรงข้ามตลาดสะพานใหม่)&amp;nbsp; เขตสายไหม&amp;nbsp; ในเดือนเมษายนปีเดียวกัน &amp;nbsp;จำนวน&amp;nbsp; 64&amp;nbsp; ครัวเรือน&amp;nbsp; ส่วนใหญ่เป็นบ้านแถว 2 ชั้น&amp;nbsp; ก่อสร้างด้วยคอนกรีต &amp;nbsp;ขนาด 4 X 6 ตารางเมตร&amp;nbsp;&amp;nbsp; ราคาก่อสร้างตั้งแต่ 187,000-367,000 บาท&amp;nbsp;&amp;nbsp; ก่อสร้างแล้วเสร็จทั้งหมดในปี 2560 &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;ชุมชนศาลเจ้าพ่อสมบุญก่อนการปรับปรุงปี 2559&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; อวยชัย&amp;nbsp; สุขประเสริฐ &amp;nbsp;ประธานชุมชนศาลเจ้าพ่อสมบุญ&amp;nbsp; บอกว่า&amp;nbsp; ก่อนการก่อสร้างบ้านใหม่&amp;nbsp; ชาวบ้านส่วนใหญ่ยังไม่เชื่อว่ารัฐบาลและหน่วยงานต่างๆ&amp;nbsp; จะมาสนับสนุนโครงการนี้อย่างจริงจัง&amp;nbsp; เพราะชาวบ้านได้บุกรุกที่ดินริมคลองปลูกสร้างบ้านกันมานานหลายสิบปี&amp;nbsp; จึงกลัวว่าจะถูกไล่ที่มากกว่า&amp;nbsp; แต่ใจจริงทุกคนก็อยากจะได้บ้านใหม่&amp;nbsp; และอยู่อาศัยอย่างถูกต้อง &amp;nbsp;เพราะสภาพบ้านส่วนใหญ่ผุพังทรุดโทรม&amp;nbsp; ลูกหลานจะได้มีที่อยู่อาศัยใหม่ที่มั่นคง&amp;nbsp; ไม่ต้องกลัวโดนไล่&amp;nbsp; เมื่อเจ้าหน้าที่ พอช.เข้ามาให้คำแนะนำการรวมกลุ่ม&amp;nbsp;การจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์&amp;nbsp; จึงร่วมกันออมทรัพย์เป็นทุน&amp;nbsp; ครอบครัวละ 500 -600&amp;nbsp; บาทต่อเดือน&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;วันลงเสาเอกสร้างบ้านใหม่&amp;nbsp; มีพลเอกประวิตร&amp;nbsp; วงษ์สุวรรณ&amp;nbsp; รองนายกฯ มาเป็นประธาน&amp;nbsp; คนที่ยังไม่เชื่อว่าโครงการนี้จะเป็นจริงก็ต้องเชื่อ&amp;nbsp; ชุมชนที่อยู่ใกล้ๆ ยังไม่เข้าร่วม&amp;nbsp; ยังไม่เชื่อ&amp;nbsp; เมื่อเห็นชุมชนของเราสร้างบ้านเสร็จ&amp;nbsp; มีบ้านใหม่&amp;nbsp; ชุมชนใหม่สวยงาม&amp;nbsp; ก็เข้าร่วมโครงการ&amp;nbsp; ตอนนี้ชุมชนริมคลองในเขตสายไหมสร้างเสร็จเกือบทุกชุมชนแล้ว&amp;rdquo;&amp;nbsp; ผู้นำชุมชนศาลเจ้าพ่อสมบุญบอก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เขาบอกด้วยว่า&amp;nbsp; ปัจจุบันชุมชนศาลเจ้าพ่อสมบุญเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ&amp;nbsp; แต่เดิมบ้านเรือนส่วนใหญ่จะทรุดโทรมเพราะสร้างกันมานาน&amp;nbsp; สะพานไม้ก็ผุพัง&amp;nbsp;&amp;nbsp; เด็กๆ ไม่มีที่วิ่งเล่น&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขยะก็ทิ้งลงในคลอง&amp;nbsp; น้ำก็เน่าเหม็น&amp;nbsp;&amp;nbsp; พอเริ่มสร้างบ้านใหม่เป็นชุมชนนำร่อง&amp;nbsp;&amp;nbsp; หน่วยงานต่างๆ&amp;nbsp; ก็เข้ามาสนับสนุน&amp;nbsp; ช่วยสร้างสนามเด็กเล่น&amp;nbsp;&amp;nbsp; มีเครื่องออกกำลังกาย&amp;nbsp;&amp;nbsp; มีถังบำบัดน้ำเสียก่อนปล่อยลงคลอง&amp;nbsp; มีการคัดแยกขยะ&amp;nbsp; &amp;nbsp;ช่วยกันปลูกต้นไม้ริมคลอง &amp;nbsp;ปลูกผักสวนครัว &amp;nbsp;ชุมชนก็ดูสวยงาม&amp;nbsp; ไม่เป็นชุมชนแออัดเหมือนแต่ก่อน&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นอกจากนี้สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)&amp;nbsp; มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร&amp;nbsp;กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์&amp;nbsp;ได้เข้ามาส่งเสริมอาชีพชาวบ้าน&amp;nbsp;โดยจัดอบรมฝึกอาชีพทำอาหาร&amp;nbsp;ขนม&amp;nbsp;ทำสบู่&amp;nbsp;ยาหม่องสมุนไพร&amp;nbsp;สิ่งประดิษฐ์&amp;nbsp; ของชำร่วย&amp;nbsp;ฯลฯจัดตลาดนัดชุมชนเพื่อให้ชาวบ้านมีรายได้เสริม &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชุมชนศาลเจ้าพ่อสมบุญหลังสร้างเสร็จปี 2560&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ใช้หลักการ &amp;lsquo;บ้านมั่นคง&amp;rsquo; &amp;nbsp;ให้ผู้เดือดร้อนรวมกลุ่มแก้ไขปัญหา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ธนัช&amp;nbsp; นฤพรพงศ์ &amp;nbsp;ผู้ช่วยผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ หรือ พอช.&amp;nbsp;ในฐานะผู้ดูแลโครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลอง&amp;nbsp; บอกว่า&amp;nbsp; โครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลอง&amp;nbsp; มีหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนให้การสนับสนุนด้านความรู้และความช่วยเหลือ เช่น พอช.&amp;nbsp; ส่งสถาปนิกเข้าไปให้คำแนะนำแก่ชุมชน เรื่องการออกแบบบ้าน ออกแบบผังชุมชน กรมส่งเสริมสหกรณ์เข้าไปให้ความรู้เรื่องการจัดตั้งสหกรณ์เคหสถาน &amp;nbsp;กรมธนารักษ์ให้ชุมชนเช่าที่ดินในอัตราผ่อนปรนระยะยาว&amp;nbsp; ครั้งละ 30 ปี&amp;nbsp;&amp;nbsp; เปลี่ยนจาก &amp;ldquo;ผู้บุกรุก&amp;rdquo;&amp;nbsp;เป็น&amp;nbsp;&amp;ldquo;ผู้อยู่อาศัยอย่างถูกต้อง&amp;rdquo;&amp;nbsp; และจะทำให้สภาพแวดล้อมและคุณภาพของชีวิตชาวชุมชนดีขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ส่วนรูปแบบในการดำเนินโครงการบ้านมั่นคงริมคลอง คือ 1. หากชุมชนใดสามารถอยู่ในที่ดินเดิมได้ (หลังจากสำรวจและวัดแนวเขตว่าพ้นจากแนวเขื่อนฯ แล้ว) จะต้องทำสัญญาเช่าที่ดินจากกรมธนารักษ์ ระยะเวลาช่วงแรก 30 ปี อัตราค่าเช่าประมาณ 1.25 - 4 บาท/ตารางวา/เดือน &amp;nbsp;โดยทุกครอบครัวจะได้รับที่ดินเท่ากัน&amp;nbsp; ขนาดบ้านประมาณ 4x6 - 4x8 ตารางเมตร มีทั้งบ้านชั้นเดียวและ 2 ชั้น (บางชุมชนมี 3 ชั้น) ขึ้นอยู่กับความต้องการของชาวบ้านและความสามารถในการผ่อนชำระสินเชื่อ&amp;nbsp; (ประมาณ 1-3 พันบาทเศษ)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; โดย พอช.จะสนับสนุน 1.สินเชื่อก่อสร้างบ้านไม่เกิน 330,000 บาท/ครัวเรือน (กรณีสร้างบ้านในชุมชนเดิม) ระยะเวลาผ่อน 20 ปี ดอกเบี้ยร้อยละ 4 บาทต่อปี &amp;nbsp;และสนับสนุนงบประมาณสร้างสาธารณูปโภค-เงิน&amp;nbsp;อุดหนุน 147,000 บาท/ครัวเรือน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 2.หากชุมชนใดมีพื้นที่ไม่เพียงพอ  ชาวบ้านอาจจะรวมตัวกันไปหาที่ดินแปลงใหม่ที่อยู่ไม่ไกลจากชุมชนเดิม เพื่อความสะดวกในการประกอบอาชีพ การเดินทาง&amp;nbsp; เช่น ที่ดินของบริษัทในสังกัดกระทรวงการคลัง หรือที่ดินเอกชน โดย พอช.จะสนับสนุนสินเชื่อเพื่อซื้อที่ดินและสร้างบ้านครัวเรือนละไม่เกิน 360,000 บาท &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;การทำโครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยริมคลองนี้ ไม่ใช่ พอช.ไปสร้างบ้านให้ชาวบ้าน แต่เป็นการใช้หลักการของ &amp;lsquo;บ้านมั่นคง&amp;rsquo; ที่ พอช.ทำมาตั้งแต่ปี 2546 นั่นคือ ให้ชุมชนหรือผู้ที่เดือดร้อน รวมกลุ่มกันแก้ไขปัญหา&amp;nbsp; &amp;nbsp;เป็นการพัฒนาที่อยู่อาศัยแนวใหม่ ไม่ใช่รูปแบบของการสงเคราะห์หรือหน่วยงานรัฐเข้าไปสร้างบ้านให้ชาวบ้านแบบให้เปล่า แต่ให้ชุมชนและชาวบ้านมีส่วนร่วมและเป็นแกนหลักในการแก้ไขปัญหา  โดยมี พอช.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้การสนับสนุน มีตัวแทนชาวบ้านเป็นคณะทำงาน มีกระบวนการทำงาน 11 ขั้นตอน&amp;rdquo;&amp;nbsp; ธนัชบอก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:-8.8pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;11 ขั้นตอนสร้างบ้านมั่นคงริมคลอง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 1.สร้างความเข้าใจโครงการ โดยการชี้แจงสร้างความเข้าใจกับชาวชุมชน มีคณะกรรมการชุมชน เจ้าหน้าที่ พอช. เจ้าหน้าที่ชุดมวลชนสัมพันธ์ ทหาร ตำรวจ เจ้าหน้าที่สำนักงานเขต กรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมธนารักษ์ สำนักการระบายน้ำ ฯลฯ ร่วมกันจัดประชุมชี้แจงเป็นกลุ่ม หรือใช้วิธีพูดคุยอย่างไม่เป็นทางการ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 2.ร่วมกันสำรวจข้อมูล รับรองข้อมูล พิจารณาสิทธิ์ เพื่อให้ได้ข้อมูลครัวเรือน ผู้อยู่อาศัย ขนาดพื้นที่ของชุมชน และความต้องการที่อยู่อาศัย เพื่อนำข้อมูลมาวางแผนการสร้างบ้านและออกแบบผังชุมชน หลังจากนั้นจะมีการพิจารณาสิทธิ์และรับรองสิทธิ์ เพื่อให้ชาวชุมชนช่วยกันยืนยันว่า เจ้าของบ้านหลังนี้มีตัวตนและอาศัยอยู่จริง เพื่อไม่ให้มีการสวมสิทธิ์ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 3.ตั้งกลุ่มออมทรัพย์ เพื่อให้ชาวชุมชนได้ร่วมกันจัดตั้งกองทุนสำหรับก่อสร้างบ้าน บางชุมชนกำหนดเงินออมขั้นต่ำ 100 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือน บางชุมชนอาจมากกว่า แล้วแต่ข้อตกลงของแต่ละชุมชน หากมีเงินออมมาก ยอดเงินที่จะขอกู้จาก พอช.ก็จะลดน้อยลง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;ชาวชุมชนริมคลองย่านดอนเมืองร่วมประชุมเพื่อเตรียมทำโครงการพัฒนาที่อยู่อาศัย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 4.จดทะเบียนเป็นสหกรณ์เคหสถาน เพื่อให้มีสถานะเป็นนิติบุคคล และบริหารโครงการ เช่น ทำสัญญาเช่าที่ดินกับกรมธนารักษ์ เสนอขอใช้สินเชื่อและงบสนับสนุนจาก พอช. &amp;nbsp;บริหารการก่อสร้างบ้าน ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 5.จัดการเรื่องที่ดิน โดยการแบ่งปันและเสียสละ คนที่เคยมีที่ดินและบ้านหลังใหญ่ จะต้องเสียสละให้คนที่รุกล้ำแนวคลองสามารถขึ้นมาอยู่บนฝั่งได้ โดยเฉลี่ยแปลงที่ดินที่จะสร้างบ้านให้มีขนาดเท่ากัน (ประมาณ 4X6 ตารางเมตรหรือมากกว่าตามขนาดของชุมชน) และ 1&amp;nbsp;ครอบครัวได้ 1 สิทธิ์ หรือตามข้อตกลงของชุมชน เช่น ครอบครัวที่มีผู้อยู่อาศัยเกิน 8 คน จะได้รับสิทธิ์ขยายเพิ่ม 1 สิทธิ์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 6.ร่วมกันออกแบบบ้าน ออกแบบผังชุมชน นำข้อมูลที่ได้จากการสำรวจชุมชนและครัวเรือนมาออกแบบผังชุมชนและออกแบบบ้าน โดยมีสถาปนิกและเจ้าหน้าที่ของ พอช.เป็นพี่เลี้ยง เพื่อให้ได้แบบบ้านและผังชุมชนที่ตรงกับความต้องการของชาวบ้าน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 7.เสนอโครงการและงบประมาณต่อ พอช. เมื่อผ่านกระบวนการและขั้นตอนต่างๆ ดังกล่าวแล้ว ชุมชนจะต้องยื่นโครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยในนามสหกรณ์เคหสถานมายัง พอช.เพื่อพิจารณาอนุมัติโครงการและสินเชื่อ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 8.วางแผน ขออนุญาตก่อสร้าง และรื้อย้าย ชุมชนจะร่วมกับเจ้าหน้าที่ พอช. สถาปนิกและวิศวกร วางแผนการก่อสร้าง แผนการรื้อย้าย และจัดเตรียมเอกสารเพื่อขออนุญาตก่อสร้างจากกรมธนารักษ์และสำนักงานเขต&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 9.ทำนิติกรรมสัญญา และเบิกจ่ายงบประมาณ เมื่อ พอช.อนุมัติโครงการแล้ว ชุมชนจะต้องส่งตัวแทนในนามของสหกรณ์เคหสถานที่จดทะเบียนเอาไว้ไปทำนิติกรรมสัญญาเพื่อเบิกจ่ายงบประมาณ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 10.กระบวนการก่อสร้างบ้าน เมื่อได้รับงบประมาณสนับสนุนจาก พอช.แล้ว ชุมชนจะมีการคัดเลือกผู้รับเหมา มีการแบ่งหน้าที่กันทำงาน เช่น จัดทำบัญชี ตรวจสอบการเงิน และตรวจสอบการดำเนินการก่อสร้าง ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 11.พัฒนาคุณภาพชีวิต เมื่อก่อสร้างบ้านเสร็จแล้ว ชุมชนจะร่วมกับ พอช.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพัฒนาชุมชนในด้านต่างๆ เช่น เรื่องอาชีพ มีการวางแผนการจัดตลาดนัด ตลาดน้ำชุมชน เรือโดยสารในคลอง ส่งเสริมอาชีพผู้สูงอายุ &amp;nbsp;พัฒนาสิ่งแวดล้อม เช่น ปลูกต้นไม้ ปลูกผักสวนครัว การคัดแยกขยะ การบำบัดน้ำเสียในครัวเรือนก่อนปล่อยลงคลอง จัดกิจกรรมเด็กและเยาวชน พัฒนาศักยภาพผู้สูงอายุ กลุ่มแม่บ้าน ฯลฯ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;บ้านสวยริมคลองราคาหลักแสน-วิวหลักล้าน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ปัจจุบันการพัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลองลาดพร้าวก่อสร้างแล้วใน 35 ชุมชน&amp;nbsp; จำนวนบ้านที่ก่อสร้างเสร็จ 3,065&amp;nbsp; ครัวเรือน&amp;nbsp; (มีผู้เข้าอยู่อาศัยหมดแล้ว)&amp;nbsp; กำลังก่อสร้าง 194 ครัวเรือน&amp;nbsp;&amp;nbsp; พื้นที่พร้อมก่อสร้าง&amp;nbsp; 277 ครัวเรือน&amp;nbsp; ส่วนที่เหลือกำลังดำเนินการในระยะต่อไป&amp;nbsp; คาดว่าจะแล้วเสร็จทั้งหมด 7,069 ครัวเรือนภายใน 3 ปีนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สำหรับชาวชุมชนที่ด้อยโอกาส ผู้สูงอายุ ไม่มีรายได้&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ผ่านมามีหลายชุมชนที่ชาวบ้านร่วมกันลงขันครัวเรือนละ 1,000 บาท เพื่อสร้างบ้านกลางให้เป็นที่อยู่อาศัยของผู้ด้อยโอกาส เช่น ชุมชนศาลเจ้าพ่อสมบุญ ชุมชน กสบ.หมู่ 5 เขตสายไหม ชุมชนหลัง ว.ค.จันทรเกษม เขตจตุจักร ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;ชุมชนริมคลองลาดพร้าว (ช่วงคลองสองสายใต้&amp;nbsp; เขตสายไหม) ตรงข้ามกองทัพอากาศดอนเมือง&amp;nbsp; ราคาไม่เกิน 400,000 บาท&amp;nbsp; มีบรรยากาศริมคลองสวยงาม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นอกจากนี้รัฐบาลยังมีโครงการพัฒนาคลองเปรมประชากร ซึ่งมีปัญหาเช่นเดียวกับคลองลาดพร้าว โดยการรื้อย้ายชุมชนที่รุกล้ำลำคลอง-ก่อสร้างที่อยู่อาศัยใหม่&amp;nbsp; ก่อสร้างเขื่อนระบายน้ำ&amp;nbsp; อุโมงค์ระบายน้ำและบำบัดน้ำเสีย&amp;nbsp; ปรับทัศนียภาพชุมชนริมคลอง-พัฒนาคุณภาพชีวิตชาวชุมชน&amp;nbsp; ส่งเสริมอาชีพ&amp;nbsp; การท่องเที่ยวทางน้ำ&amp;nbsp; รวมทั้งเชื่อมโยงเส้นทางคมนาคมรถ-ราง (ไฟฟ้า)&amp;nbsp; -เรือ&amp;nbsp; เริ่มดำเนินการในปี 2562-2570&amp;nbsp; ขณะนี้การก่อสร้างเขื่อนระบายน้ำดำเนินการไปแล้วบางช่วง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ขณะที่ พอช. มีแผนงานพัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลองเปรมฯ ทั้งหมด 38 ชุมชน รวม 6,386 ครัวเรือนในพื้นที่เขตจตุจักร หลักสี่ &amp;nbsp; ดอนเมือง และใน จ.ปทุมธานี ซึ่งชุมชนเหล่านี้สามารถอยู่อาศัยในที่ดินเดิมได้ทั้งหมด &amp;nbsp; แต่จะต้องรื้อบ้านออกจากพื้นที่ริมคลองและแนวก่อสร้างเขื่อนฯ เพื่อปรับผังชุมชนแล้วก่อสร้างบ้านใหม่เพื่อให้ทุกครอบครัวอยู่ในชุมชนเดิมได้ โดย พอช.จะสนับสนุนชุมชนเช่นเดียวกับโครงการบ้านมั่นคงริมคลองลาดพร้าว&amp;nbsp; เริ่มดำเนินการชุมชนแรกในเดือนมกราคม 2563&amp;nbsp; โดยพลเอกประยุทธ์&amp;nbsp; จันทร์โอชา&amp;nbsp; นายกรัฐมนตรีมาเป็นประธานยกเสาเอกสร้างบ้านหลักแรก&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;พลเอกประยุทธ์เป็นประธานงานที่ชุมชนประชาร่วมใจ 2 เขตจตุจักร&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ล่าสุดขณะนี้&amp;nbsp; (ตุลาคม 2564)&amp;nbsp; พอช.สนับสนุนการสร้างบ้านใหม่แล้ว&amp;nbsp; 4 ชุมชน &amp;nbsp;&amp;nbsp;ก่อสร้างแล้วเสร็จ&amp;nbsp; 196 ครัวเรือน &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;บ้านที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง 472 ครัวเรือน &amp;nbsp;&amp;nbsp; พื้นที่รื้อย้ายพร้อมก่อสร้างบ้าน 95 ครัวเรือน&amp;nbsp; ตามแผนงานการก่อสร้างจะแล้วเสร็จทั้ง&amp;nbsp; 6,386 ครัวเรือนภายใน 3 ปีนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ทั้งนี้บ้านที่ก่อสร้างส่วนใหญ่เป็นบ้านแถว &amp;nbsp;มีทั้งบ้านชั้นเดียวและสองชั้น&amp;nbsp; เช่น บ้านแถวชั้นเดียว ขนาด 4 X 7 ตารางเมตร ราคา 290,000 บาท ผ่อนชำระเดือนละ 1,500 บาท บ้านแถวสองชั้น ขนาด 4 X 7 ตารางเมตร ราคา 450,000 บาท ผ่อนชำระเดือนละ 2,600 บาท บ้านแถวสองชั้น ขนาด 5 X 6 ตารางเมตร ราคา 450,000 บาท ผ่อนชำระเดือนละ 2,600 บาท ระยะเวลาผ่อนชำระ 20 ปี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บ้านใหม่ริมคลองเปรมประชากรย่านจตุจักร&amp;nbsp; สวยงามร่มรื่น&amp;nbsp; ราคาไม่กี่แสน&amp;nbsp; แต่วิวหลักล้าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;รัฐบาลเดินหน้าพัฒนาคลองสนองพระราชดำริ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-7.5pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เมื่อวันที่ 3 ตุลาคมที่ผ่านมา&amp;nbsp;นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี &amp;nbsp;เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ &amp;nbsp;จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี&amp;nbsp; สนองพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 &amp;nbsp;เร่งพัฒนา &amp;nbsp;ปรับภูมิทัศน์ &amp;nbsp;พลิกฟื้นชีวิตของประชาชนริมคลอ ง &amp;nbsp;รวมทั้งน้อมถวายในหลวงรัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง &amp;nbsp;ที่ทรงให้ความสำคัญกับน้ำและการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมมาโดยตลอด ซึ่งได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องจนประสบความสำเร็จตามลำดับ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-7.5pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp;&amp;nbsp; คลองลาดพร้าว &amp;nbsp;มีความยาวประมาณ 22 กิโลเมตร &amp;nbsp;&amp;nbsp;มีชุมชนที่ปลูกสร้างบ้านเรือนอยู่ริมคลองลาดพร้าวตลอดสองฝั่งคลอง  จำนวน 50 ชุมชน รวม 7,069 ครัวเรือน &amp;nbsp;ได้ก่อสร้างเขื่อนคอนกรีตระบายน้ำในคลองลาดพร้าวความยาวทั้งสองฝั่งประมาณ 45 กิโลเมตร  และดำเนินโครงการ &amp;ldquo;บ้านมั่นคง&amp;rdquo; ริมคลองลาดพร้าว  เพื่อแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยของผู้มีรายได้น้อย &amp;nbsp;พัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลองลาดพร้าว &amp;nbsp; ซึ่งนอกจากการเปลี่ยนแปลงด้านกายภาพและสิ่งแวดล้อมแล้ว  ยังมีการรื้อฟื้นการใช้ประโยชน์จากลำคลองเพื่อใช้เป็นเส้นทางคมนาคมทางน้ำขึ้นมาเหมือนในอดีตด้วย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-7.5pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;คลองเปรมประชากร &amp;nbsp;รัฐบาลได้ริเริ่มแผนพัฒนาคลองเปรมประชากรความยาวกว่า 50 กิโลเมตรทั้งระบบ &amp;nbsp;ในระยะเวลา 9 ปี คือ&amp;nbsp; พ.ศ.2562-2570&amp;nbsp; เช่น &amp;nbsp;โครงสร้างพื้นฐาน &amp;nbsp;ระยะเร่งด่วน &amp;nbsp;ปี 2562 &amp;ndash; 2565 จำนวน 4 โครงการ &amp;nbsp;วงเงิน 4,448 ล้านบาท &amp;nbsp;เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ &amp;nbsp;ป้องกันน้ำท่วม &amp;nbsp;และบำบัดน้ำเสียในคลองเปรมประชากรตั้งแต่กรุงเทพฯถึงพระนครศรีอยุธยา &amp;nbsp;นอกจากนี้ยังมีหน่วยงานต่างๆ ร่วมสนับสนุนการพัฒนาพื้นที่ริมคลอง &amp;nbsp;เช่น สร้างพื้นที่สีเขียว &amp;nbsp;ตลาดนัดริมคลอง &amp;nbsp;พัฒนาเส้นทางจักรยานเลียบคลอง &amp;nbsp;เชื่อมเส้นทางคมนาคมทั้งทางรถไฟและรถไฟฟ้า และพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวชุมชนต่อไป&amp;rdquo; &amp;nbsp;&amp;nbsp;โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวในตอนท้าย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119323</URL_LINK>
                <HASHTAG>21 ปี พอช., กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์, กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ, คลองลาดพร้าว, คลองเปรมประชากร, ชุมชนริมคลองลาดพร้าว, ชุมชนหลัง ว.ค.จันทรเกษม, ชุมชนแออัด, ธนัช  นฤพรพงศ์, นายธนกร วังบุญคงชนะ, บ้านมั่นคง, พอช., มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม, มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร, สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ, สสส., อวยชัย  สุขประเสริฐ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211010/image_big_6162bc61c8b3b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>115795</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/09/2021 15:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/09/2021 15:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สสส. ห่วงเด็กช่วงเรียนออนไลน์ที่บ้าน กินขนมกรุบกรอบ น้ำอัดลมมาก เตือนอย่าละเลยเรื่องกิน-เล่น เสี่ยงอ้วน แนะจัดเมนูอาหารและเครื่องดื่มที่มีคุณภาพให้เด็ก ใช้เงินค่าอาหารกลางวัน 20 บาทต่อคน ให้คุ้มค่าได้ประโยชน์สูงสุด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และรักษาการผู้อำนวยการสำนักสร้างเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ สสส. กล่าวว่า การเรียนออนไลน์ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ส่งผลกระทบต่อพฤติกรรมสุขภาพของเด็กๆ อย่างมาก โดยเฉพาะการกิน การเล่น หากไม่มีการจัดการที่ดี เด็กจะกินอาหารที่มีไขมันสูง ขนมกรุบกรอบ และน้ำอัดลม ซึ่งเป็นอาหารที่ไม่มีประโยชน์ต่อร่างกายมากขึ้นตลอดทั้งวัน รวมทั้งขาดการเคลื่อนไหวร่างกาย หรือขยับเขยื้อนร่างกายน้อยลง ซึ่งอาจส่งผลต่อสุขภาพของเด็กและเกิดภาวะอ้วนตามมาได้ จากรายงานคลังข้อมูลสุขภาพ (Health Data Center : HDC) ปี 2560 -2563 ของสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ กระทรวงสาธารณสุข พบว่า เด็กวัยเรียน อายุตั้งแต่ 6-14 ปี มีภาวะเริ่มอ้วนและอ้วนเพิ่มสูงขึ้น โดยในปี 2563 เด็กวัยเรียนมีภาวะเริ่มอ้วนและอ้วนถึงร้อยละ 12.50 และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นทุกปี &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;ldquo;การไปโรงเรียนทำให้เด็กได้รับประทานอาหารกลางวันที่มีคุณภาพตามมาตรฐานและทำให้ได้รับสารอาหารครบถ้วน โดยเฉพาะเด็กในพื้นที่ชนบท หรือมีฐานะยากจน แต่ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 เด็กไม่ได้รับประทานอาหารที่โรงเรียน อาจจะทำให้ไม่สามารถควบคุมคุณภาพอาหารและโภชนาการที่เด็กควรจะได้รับ รวมทั้งผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจ อาจทำให้บางครอบครัว ไม่สามารถซื้อ หรือปรุงอาหารที่ดีมีประโยชน์ตามที่ต้องการได้ และอาจมีการบริโภคอาหารกึ่งสำเร็จรูปเพิ่มมากขึ้น ซึ่งล้วนส่งผลกระทบต่อภาวะโภชนาการและสุขภาพของเด็ก&amp;rdquo; ดร.นพ.ไพโรจน์ กล่าว &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;นางจงกลนี วิทยารุ่งเรืองศรี ประธานมูลนิธิสร้างเสริมวิถีบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพ และผู้จัดการโครงการเด็กไทยแก้มใส สสส. กล่าวว่า โครงการเด็กไทยแก้มใส ร่วมกับ สสส. จัดทำแนวทางสำหรับผู้ปกครองในการจัดอาหารที่มีคุณภาพสำหรับเด็กวัยเรียนช่วงเรียนออนไลน์ที่บ้าน เพราะตระหนักถึงความสำคัญของอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการและปลอดภัยสำหรับเด็กนักเรียน ซึ่งเป็นวัยที่กำลังเจริญเติบโต ต้องการอาหารที่มีคุณภาพ สะอาด ปลอดภัย มีสารอาหารครบถ้วนทั้ง 3 มื้อ เพื่อการเติบโตอย่างสมวัย เกิดพัฒนาการทางสมองและการเรียนรู้ที่ดี มีความแข็งแรง ไม่เจ็บป่วยบ่อย &amp;nbsp;สำหรับนโยบายที่โรงเรียนจัดสรรเงินค่าอาหารกลางวัน &amp;nbsp;20 บาทต่อคนต่อวัน เพื่อให้พ่อแม่จัดหาหรือซื้อหาอาหารมื้อกลางวันให้เด็กกินเองนั้น มีความจำเป็นต้องสร้างความรู้และทักษะให้กับพ่อแม่และเด็กในการเลือกซื้อและกินอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการและปลอดภัย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;ldquo;เครือข่ายโครงการเด็กไทยแก้มใส เสนอแนวทางการให้ความรู้ทางโภชนาการกับผู้ปกครอง ในรูปแบบง่ายๆ เพื่อให้ข้อมูลว่า แต่ละวันควรทำอาหารอะไรให้เด็กกินบ้าง โดยออกเป็นคำแนะนำจากโรงเรียน ในการดูแลอาหารสำหรับเด็ก ซึ่งมีเมนูอาหารหลากหลาย สามารถเลือกจัดอาหารตามความเหมาะสมของแต่ละบ้าน เพื่อให้การจัดการเงินค่าอาหารกลางวัน 20 บาทต่อคนต่อวัน ที่ให้เด็กได้รับประโยชน์สูงสุด โดยพ่อแม่ที่ต้องจัดทำ หรือซื้ออาหารให้ลูก ควรยึดหลักตามที่โรงเรียนมีคำแนะนำ แต่หากจะให้เงินลูกไปซื้ออาหารกินเอง ต้องคอยดูแลให้ลูกเลือกซื้ออาหารสะอาด ปลอดภัย และที่สำคัญควรหลีกเลี่ยงการซื้ออาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการต่ำ เช่น ขนมกรุบกรอบ น้ำอัดลม น้ำหวาน เป็นต้น&amp;rdquo; นางจงกลนี กล่าว &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นางจงกลนี &amp;nbsp;กล่าวต่อว่า สำหรับอาหารกลางวันที่มีคุณค่าทางโภชนาการและปลอดภัยที่ผู้ปกครองควรจัดให้เด็กนักเรียน คือ 1.จัดอาหารครบ 5 หมู่ ได้แก่ ข้าว เนื้อสัตว์ต่างๆ ที่ไม่ติดมัน ไข่ นม และถั่วเมล็ดแห้ง ผักผลไม้ น้ำมันพืช 2.จัดอาหารที่ช่วยเสริมระบบภูมิคุ้มกันด้วยอาหารที่มีวิตามินซี วิตามินดี สังกะสี และซิลีเนียม เช่น ผักคะน้า พริกหวาน ชะอม หอมหัวใหญ่ ผลไม้ เช่น ฝรั่ง มะละกอ กล้วย มะปราง มะขามป้อม เนื้อสัตว์ เช่น เนื้อหมู เนื้อไก่ ตับ ปลาทู ปลา กุ้ง ไข่ไก่ ไข่เป็ด 3.ส่งเสริมให้เด็กได้กินผักผลไม้หลากหลาย ทุกวันๆ ละ 300-400 กรัม (อนุบาล 175 กรัม/วัน ประถมศึกษา 350 กรัม/วัน มัธยมศึกษา 400 กรัม/วัน หรือ มื้อละ 1-2 ทัพพี) ตามวัยของเด็ก เพื่อเพิ่มวิตามิน แร่ธาตุ 4.หลีกเลี่ยงการใช้อาหารสำเร็จรูป การเติมผงชูรส ผงปรุงแต่งรส อาหารที่มีสีฉูดฉาด กรณีหลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ควรเพิ่มไข่ เลือด ตับ ผักใบเขียว เพื่อเพิ่มสารอาหารที่จำเป็นจำพวกโปรตีน ธาตุเหล็ก วิตามินเอ รวมทั้งแนะนำให้ใช้เกลือเสริมไอโอดีนไม่เกิน 1 ช้อนชาต่อวันในการปรุงประกอบอาหาร และ 5.ปลูกฝังการกินอาหารรสจืด ไม่หวาน มัน เค็ม ไม่เติมน้ำปลา/น้ำตาลเพิ่มในอาหาร และส่งเสริมการดื่มน้ำสะอาด และนมรสจืด (2 กล่อง/วัน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115795</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงสาธารณสุข, กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ, การดูแลอาหารสำหรับเด็ก, การเรียนออนไลน์, กินขนมกรุบกรอบ, ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม, นางจงกลนี วิทยารุ่งเรืองศรี, น้ำอัดลม, ภาวะอ้วน, มูลนิธิสร้างเสริมวิถีบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพ, สสส., สำนักสร้างเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ, โครงการเด็กไทยแก้มใส สสส.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210906/image_big_6135d55e1933c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>105148</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/06/2021 13:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/06/2021 13:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เตือน! อย่าหลงเชื่อ 2 ข่าวลวงใหม่ ฟ้าทะลายโจรป้องกันโควิด-แอปฯ เป๋าตังค์กู้เงินได้ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;สสส. เปิดรายงานครบรอบ 1 ปี นวัตกรรม &amp;ldquo;โคแฟค&amp;rdquo; มีผู้เช็คข่าวลวงสุขภาพกว่า 1.3 แสนราย พบประชาชนแก้ข่าวปลอม 4,048 ครั้ง ชี้ กลุ่มไลน์-อคติส่วนตัว ต้นตอข่าวลวงระบาด ดัน สร้างอาสาพลเมืองดิจิทัล ตรวจสอบ-แก้ไขข่าวลวงรับผิดชอบสังคม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 แต่ละระลอก มาพร้อมกับการระบาดของข้อมูลข่าวสาร ทำให้เกิดข่าวลวงประเด็นที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาวะแพร่กระจายในสื่อออนไลน์ทั่วโลก&amp;nbsp; สสส. เห็นความสำคัญของปัญหา ได้ร่วมจุดประกายความคิดให้เกิดนวัตกรรมโคแฟค (Collaborative Fact Checking : Cofact) แพลตฟอร์มบนสื่อออนไลน์ที่เป็นพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงด้านสุขภาพ ผ่านเว็บไซต์ cofact.org และโปรแกรมการพูดคุยอัตโนมัติ (Chatbot) ไลน์ @cofact ซึ่งขณะนี้ครบรอบ 1 ปี มีพันธมิตรเครือข่ายทุกภาคส่วนร่วมทำงาน 39 องค์กร เกิดเป็นชุมชนโคแฟคที่ประชาชนทุกกลุ่มวัยเข้ามาตรวจสอบข่าวลวงร่วมกัน 136,668 คน แบ่งเป็น ผู้ใช้งานเว็บไซต์ 131,333 คน และผู้ใช้งานโปรแกรมแชทบอท 5,335 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.นพ.ไพโรจน์ กล่าวว่า ตลอดระยะเวลา 1 ปี ของการมีนวัตกรรมโคแฟค พบว่า ปัญหาการแพร่ระบาดข่าวลวงในประเทศไทยเกิดจาก 2 สาเหตุ คือ 1.การสื่อสารในแอปพลิเคชันไลน์ในรูปแบบห้องสนทนาวงปิด ทำให้ยากต่อการตรวจสอบและป้องกันการแพร่ระบาด เช่น กลุ่มครอบครัว ที่ทำงาน มักมีความเกรงใจ ไม่กล้าเตือนว่าผิด 2.การมีอคติ เลือกแชร์ตามความเชื่อเพียงเพราะตรงกับทัศนคติของตัวเอง โดยไม่ได้ตรวจสอบที่มา ข้อเท็จจริง ทางออกของการแก้ไขปัญหาการระบาดของข่าวลวงที่ยั่งยืนคือ ผู้ใช้สื่อจำเป็นที่จะต้องมีวัฒนธรรมการเป็นผู้ตรวจสอบข้อมูลด้วยตนเองเบื้องต้น (Fact-checker) ไม่แชร์ข่าวที่ตรวจสอบแล้วว่าเป็นเท็จ พร้อมแจ้งข่าวลวงเข้าแพลตฟอร์มออนไลน์นวัตกรรมโคแฟค และเป็นผู้นำข้อความแก้ไขข่าวลวง (Corrector) ไปโพสต์ในห้องสนทนาที่พบการกระจายข่าวลวง ส่งผลให้เกิดกระบวนการเรียนรู้และทักษะพลเมืองที่รู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงในโลกแห่งการสื่อสารในยุคดิจิทัล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวสุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้งโคแฟค ประเทศไทย กล่าวว่า ผลการสำรวจผู้เข้าใช้งานนวัตกรรมโคแฟค เดือนเมษายน 2563 &amp;ndash; เดือนพฤษภาคม 2564 พบว่า ผู้เข้าใช้งานเว็บไซต์โคแฟค 131,333 คน แบ่งเป็นกลุ่มอายุ 18-24 ปี 27.5% อายุ 25-34 ปี 33.5% อายุ 35-44 ปี 15.5% อายุ 45-54 ปี 12.5% อายุ 55-64 ปี 5.5% และอายุมากกว่า 65 ปี 5.5% มีส่วนร่วมแก้ไขข้อมูลและเผยแพร่ข้อเท็จจริงถึง 4,048 ครั้ง ขณะที่สถิติการเข้าชมข่าวอินโฟกราฟิก 5 ข่าวลวงวนซ้ำที่เกี่ยวข้องกับโควิด-19 ได้แก่ 1.คลิปเสียงปลอมของคณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล แจ้งวิธีปฏิบัติตัวในช่วงการแพร่ระบาดโควิด-19 ขอให้คนไทยล็อกดาวน์ตัวเอง 2.มะนาวโซดาฆ่าเชื้อโควิด-19 ได้ 3.เลือดเป็นด่างทำให้โอกาสติดโควิด-19 น้อยลง 4.พัสดุไปรษณีย์เป็นแหล่งแพร่เชื้อโควิด-19 และ 5.ยืนตากแดดฆ่าโควิด-19 ในร่างกายได้ มีการเข้าถึง 133,016 ครั้ง และร่วมแสดงความคิดเห็น 21,868 ครั้ง อย่างไรก็ตาม รัฐต้องสนับสนุนระบบข้อมูลเปิดในการตรวจสอบได้ง่าย สื่อมวลชนมีบทบาทช่วยตรวจสอบข่าวลือข่าวลวงทันท่วงที ส่วนแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์เพิ่มฟังก์ชั่นการเตือน ลบข่าว ที่พิสูจน์แล้วว่าเป็นเท็จ และต้องสร้างการเรียนรู้ทักษะความรู้เท่าทันดิจิทัลในหลักสูตรการเรียน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายชิตพงษ์ กิตตินราดร ผู้แทนทีมวิจัยนวัตกรรมโคแฟค กล่าวว่า ผลการสำรวจพบข่าวลวง 2 เรื่องใหม่ที่น่าห่วง คือ 1.ข่าวฟ้าทะลายโจรป้องกันการติดโควิด-19 ได้ มาจากคลิปบิดเบือนบนยูทูบ ข่าวลวงนี้กระจายบนเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ อินสตราแกรม โดยผู้เผยแพร่มีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการขายสินค้า เมื่อโคแฟคตรวจสอบข้อมูลจากกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก พบว่าฟ้าทะลายโจรเป็นอีกทางเลือกที่ได้รับการยอมรับและนำไปรักษาควบคู่กับแพทย์แผนปัจจุบัน โดยที่ผ่านมา ได้ศึกษาวิจัยฟ้าทลายโจรที่มีสารแอนโดรกราโฟไลด์ (Andrographolide) ในผู้ป่วยอาการไม่หนัก จำนวน 309 ราย พบว่า สามารถยับยั้งความรุนแรงของโควิด 19 ได้ แต่ยังไม่สามารถป้องกันโควิด-19 ได้ และ 2.ข่าวแอปพลิเคชันเป๋าตังค์ สามารถใช้เพื่อกู้เงินหรือยืมเงินสดได้ ข่าวลวงนี้ระบาดมาจากกลุ่มไลน์สนทนาแบบปิด โคแฟคได้ทำการตรวจสอบข้อมูลจากกระทรวงการคลัง พบว่า ไม่มีนโยบายให้สินเชื่อแต่อย่างใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ยังมีการศึกษาปัญหาข่าวลวงและข่าวบิดเบือนอีกหลากหลายกรณีสามารถติดตามข้อมูลงาน &amp;ldquo;ถอดรหัสข่าวลวง: เปิดรายงานโคแฟค ที่มา ลักษณะข่าวลวงและข้อเสนอแนะ&amp;rdquo; (De-coding Disinformation: Cofact Original Report and Recommendations) ได้ที่เฟซบุ๊กแฟนเพจ Cofact&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/105148</URL_LINK>
                <HASHTAG>Collaborative Fact Checking : Cofact, Corrector, De-coding Disinformation: Cofact Original Report and Recommendations, Fact-checker, กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ, ข่าวฟ้าทะลายโจรป้องกันการติดโควิด-19, ข่าวลวงสุขภาพ, ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม, ตรวจสอบข้อมูลด้วยตนเองเบื้องต้น, ถอดรหัสข่าวลวง: เปิดรายงานโคแฟค ที่มา ลักษณะข่าวลวงและข้อเสนอแนะ, ทีมวิจัยนวัตกรรมโคแฟค, นวัตกรรมโคแฟค, นางสาวสุภิญญา กลางณรงค์, นายชิตพงษ์ กิตตินราดร, รายงานครบรอบ 1 ปี, สร้างอาสาพลเมืองดิจิทัล, สสส., เว็บไซต์ cofact.org, โคแฟค, โคแฟค ประเทศไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210603/image_big_60b8776c85252.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>104513</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/05/2021 08:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/05/2021 06:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เวทีไทยขานรับการประชุม สุดยอดผู้นำระบบอาหารโลก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;สสส.นำเสนอประเด็นประชากรโลก 41 ล้านคนสิ้นชีวิตด้วยโรค NCDs กว่า 3.9 ล้านคนกินผักผลไม้ไม่เพียงพอ หากบริโภคผักผลไม้มากขึ้น ลดอ้วนได้ถึง 24% และลดเสี่ยงโรคมะเร็ง ผอ.ศูนย์พืชผักโลก ยกเคสเมืองไทย รถพุ่มพวงปันสุขขายผักผลไม้ถึงชุมชน สสส.จับมือกระทรวงเกษตรฯ เสนอประกาศวาระแห่งชาติ &amp;ldquo;ปี 2564 ปีแห่งผักผลไม้สากล&amp;rdquo; พร้อมผลักดันนโยบายสนับสนุนการขับเคลื่อนอาหารสุขภาวะ สร้างความมั่นคงทางอาหาร ฟื้นเศรษฐกิจ ช่วยชาติยามวิกฤติ ดันเป้าหมายส่งเสริมกินผักผลไม้และอาหารสุขภาวะ สู่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฯ ฉบับที่ 13 ขานรับการประชุมสุดยอดผู้นำระบบอาหารโลก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;รถพุ่มพวงปันสุขในเมืองไทย เป็นตัวอย่างที่ดีของการเข้าไปขายผักตามชุมชนต่างๆ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;เวทีหารือสาธารณะ อิ่ม...ดี..มีสุข &amp;ldquo;ผักจะเป็นวาระแห่งชาติได้อย่างไร?&amp;rdquo; วันพฤหัสฯ ที่ 13 พ.ค. ผ่านทางออนไลน์ระบบ Zoom ระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ รองปลัด ก.เกษตรฯ ผู้ประสานงานประเทศไทย UNFSS ผู้บรรยายและผู้ช่วยประสานงานหลักของประเทศไทย ดร.วนิดา กำเนิดเพ็ชร์ ผอ.สำนักงานเกษตรต่างประเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม ผู้ช่วย ผจก.กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และรักษาการ ผอ.สำนักสร้างเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ สสส. อำนวย อรรถลังรอง นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ กรมวิชาการเกษตร ดร.เดลฟิน ลาลูส ผอ.ศูนย์พืชผักโลกประจำภาคเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (World Vegetable Center) (worldveg) ดร.โจดี ฮาร์ริส หัวหน้าผู้เชี่ยวชาญด้านระบบอาหารโลกประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ศูนย์พืชผักโลก (worldveg) ผศ.ดร.สิรินทร์ยา พูลเกิด สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล จิราภา จอมไธสง ผู้เชี่ยวชาญด้านการส่งเสริมและการจัดการการผลิตพืชผัก ไม้ดอกไม้ประดับและพืชสมุนไพร กรมส่งเสริมการเกษตร ทั้งนี้ในงานมีล่ามแปลเป็นภาษาไทย มาริสา ฉิมประภา และอภิรดี ตรีรัตน์เกื้อกูล&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และรักษาการผู้อำนวยการสำนักสร้างเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ สสส. กล่าวในเวทีการหารือสาธารณะ อิ่ม... ดี... มีสุข: สำหรับการประชุมสุดยอดผู้นำระบบอาหารโลก (UNFSS Independent Dialogue in Thailand) ในหัวข้อ &amp;ldquo;ผักจะเป็นวาระแห่งชาติได้อย่างไร?&amp;rdquo; ผ่านทางระบบ Zoom Meeting จัดโดย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สสส. สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล และศูนย์พืชผักโลก (World Vegetable Center : WorldVeg)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ดร.นพ.ไพโรจน์นำเสนอว่า 41 ล้านคนของประชากรโลกเสียชีวิตจากโรค NCDs (ข้อมูลจาก ก.สาธารณสุข และ WHO) จำนวน 4.72 ล้านคนของประชากรที่อ้วน ทุ่มเงิน 2 ล้านล้านดอลลาร์ คือมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับค่าใช้จ่ายในการรักษา ประชากรโลกกว่า 3.9 ล้านคนกินผักผลไม้ไม่เพียงพอ หากรับประทานผักผลไม้มากขึ้นจะลดอ้วนได้ถึง 24% และยังลดความเสี่ยงจากโรคมะเร็งบางชนิดด้วย WHO ระบุว่า แต่ละคนควรรับประทานผักอย่างน้อย 400 กรัม/วัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ผลงานปลูกผักจำนวน 470 หลุม เมื่อวันที่ 4-5 พ.ค. ต้นพันธุ์ 40 กก.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;จากการสำรวจกลุ่มที่ขาดผักผลไม้วัย 6-9 ขวบ และกลุ่มวัยทำงาน 33-44 ปี โดยเฉพาะคนที่อยู่คนเดียว ผลกระทบจากความมั่นคงทางอาหาร ปัญหาหลักคือมีเงินไม่เพียงพอซื้ออาหาร ได้รับผลกระทบด้านอาหารอย่างใดอย่างหนึ่ง 85.4% อาหารไม่พอรับประทานเพราะมีเงินไม่พอ 53.7% อาหารมีราคาแพงขึ้น 37.2% มีความยุ่งยากหรือยากลำบากในการออกไปซื้ออาหาร 35.6% กังวลว่าอาหารไม่สะอาดมีเชื้อโรค 26.8% รับประทานอาหารชนิดเดิมซ้ำซาก 26.0% ไม่สามารถหาอาหารบางประเภทรับประทานได้ 12.2%&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ร้อยละคนไทยที่กินผักเพียงพอ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติกำหนดให้ปี 2564 เป็น &amp;ldquo;ปีแห่งผักและผลไม้สากล&amp;rdquo; (International Year of Fruits and Vegetables, 2021) เพื่อเพิ่มความตระหนักถึงความสำคัญของผักและผลไม้ในเวทีระดับนานาชาติและระดับโลก ในฐานะที่ประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในประเทศสมาชิก ควรทบทวนหรือพัฒนานโยบายที่ให้ความสำคัญกับการกินผักและผลไม้เพื่อสุขภาพ มีคุณค่าทางโภชนาการ พัฒนาแนวทางปฏิบัติที่ดีในการส่งเสริมการกินผักผลไม้ ลดปริมาณผักผลไม้เหลือทิ้ง และสร้างความมั่นคงทางอาหาร&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ที่ผ่านมา กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) สสส. และภาคีเครือข่าย ร่วมกันรณรงค์และประกาศให้ &amp;ldquo;ปี 2560 เป็นปีแห่งการบริโภคผัก ผลไม้ปลอดภัย&amp;rdquo; บูรณาการพัฒนาระบบห่วงโซ่การผลิตผักและผลไม้สดปลอดภัยตลอดห่วงโซ่ จากต้นน้ำ-กลางน้ำ-ปลายน้ำ แต่จากการสำรวจสถานการณ์การกินผักและผลไม้ในประเทศไทย ปี 2561-2562 โดยสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล พบว่า คนไทยมีแนวโน้มกินผักและผลไม้เพิ่มมากขึ้น แต่ยังคงกินไม่ถึงตามเกณฑ์องค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำ 400 กรัม/วัน โดยในปี 2562 ผลสำรวจพบคนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไปกินผักและผลไม้ไม่เพียงพอสูงถึงร้อยละ 62.5&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ดร.นพ.ไพโรจน์กล่าวต่อว่า สสส.ได้จัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อส่งเสริมการกินผักและผลไม้ปลอดภัยอย่างเพียงพอ เพื่อความมั่นคงทางอาหารอย่างยั่งยืน โดยเชื่อมโยงกับเป้าหมายและยุทธศาสตร์ระดับชาติ เพื่อเตรียมผลักดันเข้าสู่กระบวนการจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 ร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และภาคีเครือข่าย เพื่อส่งเสริมให้คนไทยกินผักผลไม้ปลอดภัยอย่างเพียงพอเพิ่มขึ้น ส่งผลให้มีสุขภาวะที่ดี ลดความเสี่ยงจากการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) นำไปสู่การสร้างความมั่นคงทางอาหารและเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดสำคัญต่อการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะผู้ประสานงานหลักของประเทศไทย (National Dialogues Convenor) สำหรับการประชุมสุดยอดผู้นำระบบอาหารโลก กล่าวว่า ในการประชุม UNFSS ประเทศไทยมีเป้าประสงค์สู่การขับเคลื่อนระบบอาหารที่ยั่งยืน 5 ด้าน คือ 1.การเข้าถึงอาหารที่ปลอดภัยและมีคุณค่าทางโภชนาการโดยถ้วนหน้า 2.ปรับเปลี่ยนวิถีการบริโภคเพื่อความยั่งยืน 3.การส่งเสริมระบบการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม 4.ส่งเสริมความเสมอภาคในการดำรงชีวิตและมีกระจายคุณค่าอย่างเท่าเทียม และ 5.การสร้างความยืดหยุ่นปรับตัวได้ในทุกวิกฤติ โดยเฉพาะในกลุ่มเปราะบาง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;จุดเริ่มต้นของระบบอาหารสุขภาพที่มีผักเป็นส่วนประกอบต้องเริ่มจาก &amp;ldquo;เมล็ดพันธุ์ผัก&amp;rdquo; เมล็ดพันธุ์ที่ดีถือเป็นส่วนสำคัญที่นำไปสู่คุณภาพของผลผลิตการเกษตรที่ดี เป็นส่วนช่วยพัฒนานวัตกรรมการเกษตรของไทย ทั้งในด้านคุณภาพและประสิทธิภาพผลผลิต และเป็นหนึ่งยุทธศาสตร์ที่สำคัญของความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทย &amp;ldquo;ผัก&amp;rdquo; ถือเป็นกรณีศึกษาเพื่อเชื่อมโยงกิจกรรมของระบบอาหาร ตลอดห่วงโซ่คุณค่า ตั้งแต่ผลิต..จนเป็น..ขยะ จากการผลิต..สู่..การบริโภค ตลอดจนการสร้างองค์ความรู้นวัตกรรมเพื่อให้การบริหารจัดการสอดคล้องกับเป้าหมายและแนวคิดการพัฒนาโมเดลเศรษฐกิจสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ดังนั้นการพลิกโฉมระบบอาหารที่จะตอบสนองต่อ 5 วัตถุประสงค์หลักของระบบอาหารที่ยั่งยืนในบริบทของประเทศไทย จึงมีความจำเป็นเร่งด่วนที่เราทุกคนต้องมาช่วยสร้างสมดุลและร่วมคิดร่วมทำ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ดร.เดลฟีน ลาลูส ผู้อำนวยการศูนย์พืชผักโลก ภาคเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า ยินดีที่ได้ร่วมมือกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ของประเทศไทย และ สสส. ในการสร้างความแข็งแกร่งให้กับระบบอาหาร เพื่อบูรณาการแนวทางปฏิบัติที่ยั่งยืนในการผลิต การเก็บเกี่ยว การจัดการหลังการเก็บเกี่ยว การแปรรูป เพื่อส่งเสริมการบริโภคผัก ที่สำคัญคือ ความจำเป็นในการเสริมสร้างนโยบายการกินผักที่เป็นอาหารที่ดีต่อสุขภาพ สภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการมีสุขภาวะและการดำรงชีวิตที่ดีขึ้น ซึ่ง WorldVeg มุ่งมั่นอย่างมากที่จะร่วมมือและสนับสนุนรัฐบาลไทย องค์กรภาครัฐและเอกชนของไทย และเกษตรกร ในการเพิ่มการผลิตและการบริโภคผักปลอดภัยสำหรับทุกคน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;คนที่ขาดพืชผักผลไม้ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการบริโภคอาหารให้ครบ 5 หมู่ ทำให้ชีวิตเสี่ยงตาย โอกาสเกิดโรคความดันโลหิตสูง น้ำตาลในเลือดสูง เจอปัญหามลพิษจากการสูบบุหรี่ และดื่มสุรา ยิ่งสะสมให้เกิดโรค NCDs &amp;ldquo;ความสูญเสียอาหารทำให้ลดประสิทธิภาพลง นโยบายด้านอาหารตอบสนองพืชผักในปัจจุบัน จึงได้มีการหารือเพื่อกำหนดเรื่องผักเป็นวาระแห่งชาติ ศูนย์วิจัยพืชเศรษฐกิจโลกสนับสนุนให้เกษตรกรผลิตเพื่อผู้บริโภคได้รับพืชผักผลไม้ปลอดสารพิษ เพื่อสุขภาวะของทุกคน&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ดร.เดลฟีนยังได้ยกตัวอย่าง พร้อมนำเสนอเป็นภาพว่า ในเมืองไทยมีรถพุ่มพวงที่นำผักผลไม้สารพัดชนิดไปขายในแหล่งชุมชน แม้จะอยู่ห่างไกลในเมืองก็ได้บริโภคพืชผักผลไม้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&amp;ldquo;ช่วงโควิด ทั้งโลกอดอยากเพิ่มขึ้น รวม 820 ล้านคน&amp;rdquo;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;ดร.วนิดา กำเนิดเพ็ชร์ ผอ.สำนักงานเกษตรต่างประเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;นำเสนอข้อมูลการพลิกโฉมระบบอาหารประเทศไทย อันโตรนิโอ กูแตร์เรซ เลขาธิการสหประชาชาติ ประกาศจัดการประชุมสุดยอดระดับผู้นำด้านระบบอาหารโลก เมื่อวันที่ 16 ต.ค.2562 ระบบอาหารทั้งในระดับประเทศและระดับโลกมีความเปราะบาง และเกิดความเหลื่อมล้ำไม่เท่าเทียมกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;ถึงเวลาแล้วที่ทุกประเทศจะสร้างสมดุลใหม่ของโลก โดยการพลิกโฉมไปสู่ระบบอาหารอย่างยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;สถานการณ์ปัจจุบันด้านความมั่นคงทางอาหาร ปี 2562 ประชากรโลกกว่า 690 ล้านคน อยู่ในภาวะอดอยาก (hunger)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;ประชากรโลกมากกว่า 3 พันล้านคนไม่สามารถเข้าถึงอาหารที่ดีต่อสุขภาพได้ (Healthy Diets)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;ประชากรโลกกว่า 2 พันล้านคนมีปัญหาน้ำหนักเกินและโรคอ้วน ส่งผลกระทบต่อค่าใช้จ่ายด้านงบประมาณสาธารณสุขของประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;ปี 2563 มีการแพร่ระบาดโควิด-19 ทำให้สถานการณ์ความมั่นคงทางอาหารแย่ลง คนอดอยากทั่วประเทศและทั่วโลกเพิ่มมากขึ้นอีก 132 ล้านคน รวมทั้งสิ้นกว่า 820 ล้านคน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;1 ใน 4 ของก๊าซเรือนกระจกมาจากระบบการผลิตอาหารทางการเกษตร 1 ใน 3 ของอาหารที่ผลิตในโลกกลายเป็นขยะ อาหารเหลือทิ้งคิดเป็นมูลค่ามากกว่า 9 แสนล้าน USD/ปี (คิดเป็นเงินไทยกว่า 27 ล้านล้านบาท ประมาณ 2 เท่าของ GDP ประเทศไทย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;เป็นความท้าทายของภาคเกษตรไทย เมื่อผู้ผลิตสินค้าเกษตรหลายประเทศ มีลำดับภาพรวมการผลิตในภาคการเกษตรแซงหน้าประเทศไทยในทศวรรษล่าสุด กัมพูชา ลาว จีน เวียดนาม อินโดนีเซีย ไทย (ข้อมูล ดร.วิษณุ อรรถวานิช อ้างอิงจาก USAD 2020) ขณะเดียวกันแรงงานไทยภาคเกษตรมีแนวโน้มออกนอกภาคเกษตรมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&amp;ldquo;เกษตรกรแปลงใหญ่ทำ MOU TESCO LOTUS แมคโคร BIG C&amp;rdquo;

&lt;p align=&quot;center&quot; style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:center&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;จิราภา จอมไธสง กรมส่งเสริมการเกษตร&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;นำเสนอพื้นที่ปลูกผักในประเทศไทย 1.20-2.00 ล้านไร่ ผลผลิต 2-3 ล้านตัน พืชผักสำคัญกว่า 80 ชนิด แหล่งปลูกพืชผักกระจายทุกภูมิภาค อันดับ 1 คือ พริก มะเขือ 19.79% อันดับ 2 ข้าวโพด อันดับ 3 ถั่ว อันดับ 4 หอม กระเทียม อันดับ 5 กะหล่ำ อันดับ 6 แตง อันดับ 7 ขิง อันดับ 8 เห็ด ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;ตลาดภายในประเทศ มีการบริโภค 2 ล้านตัน/ปี ตลาดส่งออกมูลค่า 39,000 ล้านบาท ผักสดแช่เย็น แช่แข็ง ผักแห้งบดป่น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;กลุ่มเกษตรกรเป็นศูนย์กลางดำเนินการบริหารจัดการลดต้นทุนเพิ่มประสิทธิภาพ สร้างเครือข่าย ใช้ตลาดนำการผลิต มีการสำรวจแปลงผักกว่า 200 แปลง บางแปลงยังไม่มีแผนการตลาดอย่างชัดเจน เกษตรกรรวมกลุ่มตลาดขายส่ง เกษตรกรแปลงใหญ่มีการเจรจาต่อรองทำ MOU วางแผนการผลิต แก้ไขปัญหาร่วมกับ TESCO LOTUS (เชื่อมโยงจุดกระจายสินค้าทุกภูมิภาคของ TESCO LOTUS ขอนแก่น สุราษฎร์ฯ พระนครศรีอยุธยา ลำพูน) แม็คโคร Big C.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/104513</URL_LINK>
                <HASHTAG>NCDs, UNFSS, World Vegetable Center : WorldVeg, กรมวิชาการเกษตร, กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ, กินผักและผลไม้เพื่อสุขภาพ, จิราภา จอมไธสง, ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม, ดร.วนิดา กำเนิดเพ็ชร์, ดร.เดลฟิน ลาลูส, ดร.โจดี ฮาร์ริส, นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์, บริโภคผักผลไม้, ปี 2564 ปีแห่งผักผลไม้สากล, ผศ.ดร.สิรินทร์ยา พูลเกิด, ผักจะเป็นวาระแห่งชาติได้อย่างไร?, รถพุ่มพวงปันสุข, ลดอ้วน, ลดเสี่ยงโรคมะเร็ง, ศูนย์พืชผักโลก, ศูนย์พืชผักโลกประจำภาคเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้, สถาบันวิจัยประชากรและสังคม, สสส., สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์, สำนักงานเกษตรต่างประเทศ, สำนักสร้างเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ, สุดยอดผู้นำระบบอาหารโลก, อาหารสุขภาวะ, อำนวย อรรถลังรอง, อิ่ม...ดี..มีสุข, แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฯ ฉบับที่ 13</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210528/image_big_60b0dbe669f36.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>103212</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/05/2021 17:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/05/2021 17:16</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สสส. จับมือ กระทรวงเกษตรฯ เสนอประกาศวาระแห่งชาติ “ปี 2564 ปีแห่งผักผลไม้สากล” พร้อมผลักดันนโยบายสนับสนุนการขับเคลื่อนอาหารสุขภาวะ สร้างความมั่นคงทางอาหาร ฟื้นเศรษฐกิจ ช่วยชาติยามวิกฤต ดันเป้าหมายส่งเสริมกินผักผลไม้และอาหารสุขภาวะสู่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฯ ฉบับที่ 13 ขานรับการประชุมสุดยอดผู้นำระบบอาหารโลก </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.นพ. ไพโรจน์ เสาน่วม ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และรักษาการผู้อำนวยการสำนักสร้างเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ สสส. กล่าวในเวทีการหารือสาธารณะ อิ่ม... ดี... มีสุข: สำหรับการประชุมสุดยอดผู้นำระบบอาหารโลก (UNFSS Independent Dialogue in Thailand) ในหัวข้อ &amp;ldquo;ผักจะเป็นวาระแห่งชาติได้อย่างไร?&amp;rdquo; ผ่านทางระบบ Zoom Meeting จัดโดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สสส. สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล และศูนย์พืชผักโลก (World Vegetable Center : WorldVeg) ว่า สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติกำหนดให้ปี 2564 เป็น &amp;ldquo;ปีแห่งผักและผลไม้สากล&amp;rdquo; (International Year of Fruits and Vegetables, 2021) เพื่อเพิ่มความตระหนักถึงความสำคัญของผักและผลไม้ในเวทีระดับนานาชาติ และระดับโลก ในฐานะที่ประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในประเทศสมาชิก ควรทบทวนหรือพัฒนานโยบายที่ให้ความสำคัญกับการกินผักและผลไม้เพื่อสุขภาพ มีคุณค่าทางโภชนาการ พัฒนาแนวทางปฏิบัติที่ดีในการส่งเสริมการกินผักผลไม้ ลดปริมาณผักผลไม้เหลือทิ้ง และสร้างความมั่นคงทางอาหาร ที่ผ่านมากระทรวงสาธารณสุข (สธ.) สสส. และภาคีเครือข่าย ร่วมกันรณรงค์ และประกาศให้ &amp;ldquo;ปี 2560 เป็นปีแห่งการบริโภคผัก ผลไม้ปลอดภัย&amp;rdquo; บูรณาการพัฒนาระบบห่วงโซ่การผลิตผักและผลไม้สดปลอดภัยตลอดห่วงโซ่ จาก ต้นน้ำ-กลางน้ำ-ปลายน้ำ แต่จากการสำรวจสถานการณ์การกินผักและผลไม้ในประเทศไทย ปี 2561 - 2562 โดยสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล พบว่า คนไทยมีแนวโน้มกินผักและผลไม้เพิ่มมากขึ้น แต่ยังคงกินไม่ถึงตามเกณฑ์องค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำ 400 กรัมต่อวัน โดยในปี 2562 ผลสำรวจพบคนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไป กินผักและผลไม้ไม่เพียงพอสูงถึงร้อยละ 62.5 &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.นพ. ไพโรจน์ กล่าวต่อว่า สสส. ได้จัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อส่งเสริมการกินผักและผลไม้ปลอดภัยอย่างเพียงพอ เพื่อความมั่นคงทางอาหารอย่างยั่งยืน โดยเชื่อมโยงกับเป้าหมายและยุทธศาสตร์ระดับชาติ เพื่อเตรียมผลักดันเข้าสู่กระบวนการจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 ร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และภาคีเครือข่าย เพื่อส่งเสริมให้คนไทยกินผักผลไม้ปลอดภัยอย่างเพียงพอเพิ่มขึ้น นำไปสู่การมีสุขภาวะที่ดี ลดความเสี่ยงจากการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) นำไปสู่การสร้างความมั่นคงทางอาหาร และเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดสำคัญต่อการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะผู้ประสานงานหลักของประเทศไทย (National Dialogues Convenor) สำหรับการประชุมสุดยอดผู้นำระบบอาหารโลก&amp;nbsp; กล่าวว่า ในการประชุม UNFSS ประเทศไทยมีเป้าประสงค์สู่การขับเคลื่อนระบบอาหารที่ยั่งยืน 5 ด้าน คือ 1.การเข้าถึงอาหารที่ปลอดภัยและมีคุณค่าทางโภชนาการโดยถ้วนหน้า 2.ปรับเปลี่ยนวิถีการบริโภคเพื่อความยั่งยืน 3.การส่งเสริมระบบการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม 4.ส่งเสริมความเสมอภาคในการดำรงชีวิตและมีกระจายคุณค่าอย่างเท่าเทียม และ 5.การสร้างความยืดหยุ่นปรับตัวได้ในทุกวิกฤตโดยเฉพาะในกลุ่มเปราะบาง ซึ่งจุดเริ่มต้นของระบบอาหารสุขภาพที่มีผักเป็นส่วนประกอบ ต้องเริ่มจาก &amp;ldquo;เมล็ดพันธุ์ผัก&amp;rdquo; เมล็ดพันธุ์ที่ดีถือเป็นส่วนสำคัญที่นำไปสู่คุณภาพของผลผลิตการเกษตรที่ดี เป็นส่วนช่วยพัฒนานวัตกรรมการเกษตรของไทย ทั้งในด้านคุณภาพและประสิทธิภาพผลผลิต และเป็นหนึ่งยุทธศาสตร์ที่สำคัญของความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทย &amp;ldquo;ผัก&amp;rdquo; ถือเป็นกรณีศึกษาเพื่อเชื่อมโยงกิจกรรมของระบบอาหาร ตลอดห่วงโซ่คุณค่า ตั้งแต่ ผลิต..จนเป็น..ขยะ&amp;nbsp; จากการผลิต..สู่..การบริโภค ตลอดจนการสร้างองค์ความรู้นวัตกรรมเพื่อให้การบริหารจัดการสอดคล้องกับเป้าหมายและแนวคิดการพัฒนาโมเดลเศรษฐกิจสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ดังนั้นการพลิกโฉมระบบอาหารที่จะตอบสนองต่อ 5 วัตถุประสงค์หลักของระบบอาหารที่ยั่งยืนในบริบทของประเทศไทย จึงมีความจำเป็นเร่งด่วนที่เราทุกคนต้องมาช่วยสร้างสมดุลและร่วมคิดร่วมทำ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.เดลฟีน ลาลูส ผู้อำนวยการศูนย์พืชผักโลก ภาคเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า ยินดีที่ได้ร่วมมือกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ของประเทศไทย และ สสส. ในการสร้างความแข็งแกรงให้กับระบบอาหาร&amp;nbsp; เพื่อบูรณาการแนวทางปฏิบัติที่ยั่งยืนในการผลิต การเก็บเกี่ยว การจัดการหลังการเก็บเกี่ยว การแปรรูป เพื่อส่งเสริมการบริโภคผักที่สำคัญคือความจำเป็นในการเสริมสร้างนโยบายการกินผักที่เป็นอาหารที่ดีต่อสุขภาพ สภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการมีสุขภาวะและการดำรงชีวิตที่ดีขึ้น ซึ่ง WorldVeg มุ่งมั่นอย่างมากที่จะร่วมมือและสนับสนุนรัฐบาลไทยองค์กรภาครัฐและเอกชนของไทย และเกษตรกรในการเพิ่มการผลิตและการบริโภคผักปลอดภัยสำหรับทุกคน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/103212</URL_LINK>
                <HASHTAG>UNFSS Independent Dialogue in Thailand, WHO, World Vegetable Center : WorldVeg, กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ, ดร.นพ. ไพโรจน์ เสาน่วม, ดร.เดลฟีน ลาลูส, นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์, ปีแห่งผักและผลไม้สากล, ผักจะเป็นวาระแห่งชาติได้อย่างไร?, ศูนย์พืชผักโลก, สสส., สาธารณะ อิ่ม... ดี... มีสุข, สำนักสร้างเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ, สุดยอดผู้นำระบบอาหารโลก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210517/image_big_60a2436bc152c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>102946</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/05/2021 20:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/05/2021 06:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผนึกพลังจัดทำ“คู่มือวัคซีนสู้โควิดฉบับประชาชน”</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สสส. สธ. IHPP สช. WHO UNICEF&amp;nbsp; สถาบันวัคซีนแห่งชาติหลอมรวมผลักดัน &amp;ldquo;คู่มือวัคซีนสู้โควิด ฉบับประชาชน&amp;rdquo; เป็นแนวปฏิบัติ ก่อนฉีดวัคซีน 7 มิ.ย.นี้ คนไทยควรอ่านเพื่อเข้าใจข้อมูลถูกต้อง แนะเตรียมตัวให้พร้อม ทั้งก่อน-หลังฉีด ลดกังวล คลายทุกปม เข้าใจอาการไม่พึงประสงค์เกิดขึ้นได้ ผู้ป่วยเสี่ยง 7 กลุ่มโรค พึงระวังไขทุกปัญหามีคำตอบแนวปฏิบัติ ดาวน์โหลดได้แล้ววันนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ ( สสส.) กล่าวว่า สสส.ได้จัดทำ &amp;ldquo;คู่มือวัคซีนสู้โควิด ฉบับประชาชน&amp;rdquo; เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเรื่องวัคซีนด้วยข้อมูลที่ถูกต้องทางการแพทย์&amp;nbsp; และมีความรู้ที่เพียงพอในการตัดสินที่จะเข้ารับการฉีดวัคซีน โดยคู่มือฉบับนี้เกิดจากความร่วมมือระหว่าง สสส.&amp;nbsp; กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) สำนักงานพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ (IHPP) สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) องค์การอนามัยโลก&amp;nbsp; (WHO) องค์การทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูนิเซฟ (UNICEF) สถาบันวัคซีนแห่งชาติ รวบรวมแหล่งข้อมูลที่ครบทุกเรื่องเกี่ยวกับวัคซีนที่ประชาชนควรได้อ่านก่อนเข้ารับการฉีดวัคซีน เพื่อให้รู้และเข้าใจวิธีปฏิบัติตัวที่ถูกต้อง ทั้งก่อนและหลังฉีดวัคซีน &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ตามแผนการฉีดวัคซีนของประเทศไทย จะเริ่มฉีดวัคซีนระยะที่ 2 ในกลุ่มผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป (ผู้ที่เกิดก่อนปี&amp;nbsp; 2504) และผู้ป่วย 7 กลุ่มโรค ประกอบด้วย 1.โรคทางเดินหายใจเรื้อรังรุนแรง 2.โรคหัวใจและหลอดเลือด 3.โรคหลอดเลือดสมอง 4.โรคไตเรื้อรัง 5.โรคมะเร็งทุกชนิด 6.โรคเบาหวาน และ 7.โรคอ้วน โดยเริ่มฉีดวัคซีนในวันที่ 7 มิ.ย. - 31 ก.ค. 2564 ส่วนการฉีดวัคซีนระยะที่ 3 เริ่มฉีดเดือน ส.ค. 2564 ให้กับประชาชนทั่วไปช่วงอายุตั้งแต่ 18-59 ปี การฉีดวัคซีนจะช่วยลดความเสี่ยงการติดเชื้อโควิด-19 และสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ (herd immunity) ให้กับสังคมไทย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;ที่ผ่านมามีคำถามเกี่ยวกับวัคซีนเกิดขึ้นในสังคมไทยอย่างมาก ทั้งในเชิงวิชาการ วัคซีนทำงานอย่างไร เชิงทางการแพทย์ วัคซีนกับการจัดการโรคระบาด รับวัคซีนแล้วยังมีโอกาสติดเชื้อ หรือแพร่เชื้ออีกหรือไม่ ก่อน&amp;nbsp; ระหว่าง หลัง การรับวัคซีนโควิดควรทำตัวอย่างไร เมื่อเกิดอาการไม่พึงประสงค์จัดการอย่างไร ป่วยเป็นโรคอะไรบ้างที่รับวัคซีนได้ หรือกลุ่มไหนที่รับวัคซีนไม่ได้ และลงทะเบียนรับวัคซีนได้ที่ไหน คำถามเหล่านี้จะมีคำตอบในคู่มือวัคซีนสู้โควิดฯ ที่เข้าใจง่าย คลายข้อสงสัย และความวิตกกังวล ซึ่ง สสส.จัดทำในรูปแบบรูปเล่ม และแบบอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อให้คนในสังคมไทยได้เข้าถึงมากที่สุด และสามารถดาวน์โหลดได้แล้วในรูปแบบดิจิทัล ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป&amp;rdquo; ดร.สุปรีดา กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ก่อนรับวัคซีนควรศึกษาข้อมูล เมื่อฉีดวัคซีนแล้วยังต้องเว้นระยะห่าง ฉีดวัคซีนแล้วยังต้องล้างมือให้บ่อย ฉีดวัคซีนเป็นการสร้างภูมิให้ร่างกาย ฉีดวัคซีนแล้วยังต้องสวมหน้ากากเพื่อเป็นการป้องกันด้วย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นพ.นคร เปรมศรี ผู้อำนวยการสถาบันวัคซีนแห่งชาติ กล่าวว่า การเตรียมความพร้อม ก่อน ระหว่าง&amp;nbsp; และหลังการฉีดวัคซีน มีข้อควรปฏิบัติดังนี้ 1.ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับวัคซีนและขั้นตอนการรับบริการให้เข้าใจ 2.สำรวจตนเองหากมีไข้สูงในวันนัดหมายฉีดวัคซีนควรแจ้งขอเลื่อนการฉีดออกไปก่อน 3.เมื่อถึงวันนัดหมาย ควรไปถึงสถานที่ฉีดก่อนเวลาอย่างน้อย 30 นาที 4.ตรวจสอบข้อมูลยืนยันตัวบุคคลลงทะเบียนผ่านไลน์ &amp;ldquo;หมอพร้อม&amp;rdquo; ในโทรศัพท์มือถือให้เรียบร้อย 5.ให้ข้อมูลสุขภาพอย่างละเอียดและถูกต้อง เช่น ประวัติการแพ้ยา วัคซีน อาหาร สารก่อภูมิแพ้ต่างๆ 6.หลังได้รับวัคซีนควรเฝ้าระวังอาการข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้ อย่างน้อย 30 นาที 7.เมื่อได้รับวัคซีนเข็มแรกควรเตรียมตัวสำหรับการนัดหมายฉีดวัคซีนเข็มที่ 2 และ&amp;nbsp; 8.ทุกคนต้องสวมหน้ากาก รักษาระยะห่าง และล้างมือทั้งก่อน ระหว่าง หลังการฉีดวัคซีน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;นพ.นคร เปรมศรี &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นพ.นคร กล่าวต่อว่า สำหรับอาการไม่พึงประสงค์ เกิดขึ้นได้กับการฉีดวัคซีนทุกชนิด ถือเป็นปฏิกิริยาของร่างกายที่เป็นสัญญาณแสดงว่า ร่างกายกำลังถูกกระตุ้นให้วัคซีนสร้างภูมิคุ้มกัน คือ 1.อาการไม่พึงประสงค์ทั่วไป&amp;nbsp; ได้แก่ ปวด บวม มีไข้ อ่อนเพลีย คลื่นไส้ อาเจียน ส่วนใหญ่หายได้เองใน 24-28 ชั่วโมง บรรเทาได้ด้วยการกินยาลดไข้ แก้ปวด พักผ่อน ดื่มน้ำ และ 2.อาการไม่พึงประสงค์ที่ควรพบแพทย์ เป็นปฏิกิริยาของร่างกายที่ตอบสนองวัคซีนมากเกินไป มีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมากอาจเกิดกับผู้ที่มีประวัติแพ้วัคซีน มักเกิดภายใน 30 นาทีหลังการฉีด&amp;nbsp; อาการที่พบ ได้แก่ ไข้สูง กินยาก็ไม่ลด หน้ามืดเป็นลม&amp;nbsp; ความดันเลือดต่ำ แน่นหน้าอก หายใจขัด รักษาให้หายได้ ถ้าได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง อย่างไรก็ตาม วัคซีนที่ได้รับการรับรองและขึ้นทะเบียนแล้ว ถือว่าผ่านการพิสูจน์ว่ามีประโยชน์มากกว่าโทษ และไม่ก่อผลข้างเคียงรุนแรง&amp;nbsp; หรือพบในอัตราที่ต่ำมาก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ทั้งนี้ สามารถสแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อรับคู่มือวัคซีนสู้โควิดฯ ฉบับอิเล็กทรอนิกส์ หรือดาวน์โหลดได้ที่&amp;nbsp; http://ssss.network/2uq08 และติดตามข้อมูลเพิ่มได้ที่ www.thaihealth.or.th/ไทยรู้สู้โควิด. &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in; text-align: center;&quot;&gt;คนไทยควรอ่านก่อนฉีดวัคซีนโควิด-19&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ช่วงที่ผ่านมามีคำถามมากมายเกี่ยวกับวัคซีนเกิดขึ้นในสังคมไทย &amp;ldquo;คู่มือวัคซีนสู้โควิด ฉบับประชาชน&amp;rdquo; ได้รวบรวมข้อมูลที่ครบทุกเรื่องเกี่ยวกับวัคซีนที่ประชาชนควรได้อ่านก่อนเข้ารับการฉีด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; รู้จักวัคซีนโควิด วัคซีนทำงานอย่างไร วัคซีนต่างชนิดมีประสิทธิภาพและความปลอดภัยต่างกันหรือไม่ ฉีดวัคซีนแล้วยังมีโอกาสติดเชื้อและแพร่เชื้อหรือไม่ การรับรองประสิทธิภาพคุณภาพและความปลอดภัยของวัคซีน&amp;nbsp; ใครควรได้รับวัคซีน ใครไม่สามารถรับวัคซีนได้ อาการไม่พึงประสงค์หลังการฉีดวัคซีน การให้บริการวัคซีน ข้อปฏิบัติก่อนการรับและหลังการรับวัคซีน คลายความสงสัยเรื่องวัคซีน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 เป็นเชื้อไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคทางเดินหายใจ แพร่เชื้อได้ทั้งทางตรงทางอ้อม&amp;nbsp; จากการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อ ผ่านสารคัดหลั่ง เช่น&amp;nbsp; น้ำมูก น้ำตา น้ำลาย หรือผ่านละอองฝอยขนาดใหญ่ จากทางเดินหายใจที่เกิดจากการไอ จาม การพูดคุย โดยเข้าสู่ร่างกายได้ทางเยื่อบุต่างๆ เช่น ตา จมูก ปาก &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ผู้ติดเชื้อพบได้ในทุกเพศทุกวัย ผู้ได้รับเชื้อส่วนใหญ่มีอาการได้ตั้งแต่ ไม่มีอาการ อาการเล็กน้อยไม่รุนแรง จนถึงอาการรุนแรง มีภาวะแทรกซ้อนและเสียชีวิต อาการที่พบบ่อยคือ มีไข้ ไอแห้งๆ จมูกไม่ได้กลิ่น ลิ้นไม่รับรส ผื่น&amp;nbsp; ท้องเสีย ตาแดง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เมื่อร่างกายได้รับเชื้อ เราอาจติดเชื้อหรือไม่ติดเชื้อก็ได้ ขึ้นกับหลายปัจจัย เช่น ชนิดของเชื้อ (สายพันธุ์)&amp;nbsp; ปริมาณเชื้อ และระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย เมื่อมีการติดเชื้อเกิดขึ้น เราอาจติดเชื้อโดยไม่มีอาการ มีอาการน้อย หรือมีอาการรุนแรงจนเสียชีวิตก็ได้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ทั้งนี้อาจแบ่งความเสี่ยงต่อโรคโควิด-19 ได้เป็น 2&amp;nbsp; กลุ่ม คือ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 1.กลุ่มเสี่ยงต่อการติดเชื้อ คือประชาชนที่มีโอกาสสัมผัสเชื้อได้มาก เช่น บุคคลที่เดินทางไปยังพื้นที่เสี่ยง&amp;nbsp; บุคลากรทางการแพทย์ บุคลากรด่านหน้าในการควบคุมโรค บุคคลที่มีอาชีพที่มีโอกาสสัมผัสคนจำนวนมากหรืออยู่ในพื้นที่แออัด&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;2.กลุ่มที่มักมีอาการรุนแรงเมื่อได้รับเชื้อโควิด-19&amp;nbsp; ได้แก่ ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยเรื้อรัง เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคอ้วน โรคมะเร็ง โรคปอดเรื้อรัง ผู้ป่วยที่มีภาวะภูมิคุ้มกันต่ำอื่นๆ เหล่านี้มักมีอาการรุนแรงและมีโอกาสเสียชีวิตมากกว่าประชากรกลุ่มอื่นๆ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; วัคซีนโควิด-19 เป็นเครื่องมือสำคัญอย่างหนึ่ง ในการขับเคลื่อนพาสังคมไทยออกจากวิกฤติโควิด-19 โดยวัคซีนคือสารชีววัตถุที่สามารถกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้อโรคโดยทำงานเสมือนเป็น &amp;ldquo;คู่ซ้อม&amp;rdquo; ให้ร่างกายได้ฝึกฝนกลไกการป้องกันโรคตามธรรมชาติ ให้ร่างกายได้รู้จักและมีความพร้อมในการต่อสู้กับเชื้อโรคจริง โดยที่วัคซีนทุกชนิดไม่สามารถก่อโรคได้ ซึ่งวัคซีนอาจผลิตมาจาก &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 1.เชื้อโรคที่ถูกทำให้อ่อนฤทธิ์ หรือเชื้อโรคที่ตายแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 2.บางส่วนของเชื้อโรคหรือโปรตีนสังเคราะห์ ที่มีลักษณะคล้ายกับบางส่วนของเชื้อโรค&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;3.สารพันธุกรรมบางส่วนของเชื้อโรค&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 4.การตัดต่อพันธุกรรมของเชื้อก่อโรคเข้าไปในไวรัสชนิดอื่น &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นอกเหนือจากสารชีววัตถุที่กระตุ้นภูมิคุ้มกันแล้ว ในวัคซีนยังมีสารประกอบอื่นเพื่อเพิ่มความคงตัว หรือเพิ่มประสิทธิภาพของวัคซีน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; วัคซีนโควิด-19 ส่วนใหญ่ต้องฉีด 2 ครั้ง เพื่อกระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกันให้เพียงพอและอยู่นาน โดยเว้นระยะระหว่างเข็มแตกต่างกัน ซึ่งมักเป็นระยะเวลาตั้งแต่ 2&amp;nbsp; สัปดาห์ ถึง 3 เดือน ดังนั้นจึงจำเป็นต้องฉีดวัคซีน 2 เข็ม ในระยะเวลาห่างที่เหมาะสม จึงจะมั่นใจได้ว่าร่างกายมีภูมิคุ้มกันเพียงพอต่อการป้องกันโรคได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; แม้ว่าวัคซีนจะถูกฉีดเป็นรายคน แต่ก็มีประโยชน์ปกป้องคนใกล้ชิดที่มีความเสี่ยงต่อการป่วยรุนแรงได้อีกด้วย ในภาพรวม วัคซีนจึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการจัดการปัญหาโควิด-19 ทั้งช่วยลดความสูญเสียจากการเจ็บป่วยรุนแรงและการเสียชีวิต ลดผลกระทบต่อเศรษฐกิจ และในอนาคตอันใกล้มีความเป็นไปได้ที่จะมีข้อมูลมากที่จะแสดงให้เห็นว่า การฉีดวัคซีนโควิด-19 จะช่วยลดการติดเชื้อและแพร่กระจายโรคในสังคมได้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สำหรับวัคซีนที่นำมาใช้ในประเทศไทย เป็นวัคซีนที่มีข้อมูลความปลอดภัยที่ดี อาการไม่พึงประสงค์ส่วนใหญ่เป็นอาการเฉพาะที่และหายได้เอง ปัจจุบันยังไม่มีรายงานอาการไม่พึงประสงค์รุนแรงในอัตราที่สูงกว่าวัคซีนชนิดอื่นที่ใช้อยู่ทั่วไป &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ตามหลักการควบคุมโรค วัคซีนที่สามารถป้องกันความสูญเสียทางสุขภาพ จากการติดเชื้อตั้งแต่ลดโอกาสติดเชื้อ การเจ็บป่วย การเสียชีวิตของผู้ได้รับวัคซีน และลดโอกาสการแพร่กระจายเชื้อจากผู้ได้รับวัคซีนไปยังบุคคลอื่น อย่างไรก็ตามผู้ได้รับวัคซีนยังมีโอกาสรับเชื้อ มีโอกาสป่วย และมีโอกาสแพร่เชื้อไปยังคนอื่นๆ ได้ ขณะที่ยังมีคนอีกส่วนหนึ่งในสังคมที่ยังไม่สามารถรับวัคซีนได้ ดังนั้นจึงเป็นความจำเป็นที่ทุกคนไม่ว่าจะได้รับวัคซีนแล้วหรือไม่ จะยังต้องคงมาตรการป้องกันโรคโควิค-19 ต่อไป ทั้งการสวมหน้ากาก รักษาระยะห่างและหมั่นล้างมือ ซึ่งจะช่วยป้องกันโรคติดต่อทางเดินหายใจอื่นๆ เช่น ไข้หวัดใหญ่&amp;nbsp; วัณโรค ฯลฯ ได้อีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; คนไทยทุกคนมีสิทธิ์ได้รับบริการวัคซีนโควิด-19 ตามความสมัครใจ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; โดยมี 8 ขั้นตอนในการดูแลความปลอดภัยผู้เข้ารับบริการฉีดวัคซีนดังต่อไปนี้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;1.ลงทะเบียนรับบริการ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 2.ชั่งน้ำหนัก วัดความดันโลหิต &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;3.คัดกรอง ซักประวัติ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;4.รอฉีดวัคซีน ซึ่งจะมีการให้ความรู้ความเข้าใจอีกครั้งก่อนรับวัคซีน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;5.รับการฉีดวัคซีน โดยเป็นการฉีดเข้ากล้ามเนื้อ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;6.พักรอสังเกตอาการ 30 นาที ซึ่งจะมีการจัดห้องปฐมพยาบาล โดยมีบุคลากรทางการแพทย์ และอุปกรณ์ช่วยชีวิตพร้อมดูแล&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;7.ตรวจสอบอาการก่อนกลับบ้าน รับคำแนะนำและเอกสารให้ความรู้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 8.ติดตามข้อมูลและทำการสื่อสารผ่านไลน์ &amp;ldquo;หมอพร้อม&amp;rdquo; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in; text-align: center;&quot;&gt;สานพลังคลายทุกข์&amp;ldquo;@linefamilyเพื่อนครอบครัว&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;พม.-สสส.สานพลังวิถีชีวิตใหม่คลายทุกข์ พัฒนาแพลตฟอร์มสื่อสาร &amp;ldquo;@linefamilyเพื่อนครอบครัว&amp;rdquo; ให้คำปรึกษาปัญหาครอบครัวแบบลับเฉพาะตลอด 24 ชั่วโมง&amp;nbsp; เผยช่วงโควิด-19 ประชาชนแห่ปรึกษากฎหมายครอบครัว พบปมปัญหาความรุนแรงในบ้านมากที่สุด ชวนแอดไลน์และบอกต่อเพื่อเป็นตัวช่วยทุกครอบครัวฝ่าวิกฤติโควิด-19 ไปด้วยกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;จินตนา จันทร์บำรุง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; จินตนา จันทร์บำรุง อธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กล่าวว่า ปรากฏการณ์วิกฤติโควิด-19 ที่เกิดขึ้น ส่งผลกระทบต่อปัญหาครอบครัวหลายรูปแบบ กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และนักวิชาการด้านครอบครัว พัฒนาแพลตฟอร์ม @linefamily และ www.เพื่อนครอบครัว http://xn--43c.com/ เพื่อช่วยแก้ปัญหาครอบครัวที่เป็นความลับเฉพาะบุคคล โดย@linefamilyเพื่อนครอบครัว คือช่องทางการสื่อสารรูปแบบใหม่ ที่จะแยกหมวดหมู่ในการสนทนาหรือรับคำปรึกษาแบบพิเศษได้แบบตัวต่อตัว ผู้ที่สนใจสามารถลงทะเบียนได้ โดยจะมีผู้เชี่ยวชาญให้คำปรึกษาภายใน 24 ชั่วโมง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; จินตนากล่าวต่อว่า แพลตฟอร์มนี้มีการแบ่งบทสนทนาเป็นหมวดหมู่ เพื่อสะดวกในการให้คำปรึกษา เช่น ปัญหาความรุนแรงในครอบครัว การสร้างความสัมพันธภาพที่ดีในครอบครัว การเลี้ยงลูกหรือการเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวในภาวะวิกฤติ การให้ความรู้เกี่ยวกับกฎหมายครอบครัว และให้คำปรึกษาด้านสิทธิและสวัสดิการครอบครัว เช่น เงินอุดหนุนเด็กแรกเกิด การคุกคามทางเพศ การถูกเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งเพศและอื่นๆ โดยจะมีผู้เชี่ยวชาญจากสหวิชาชีพมาให้คำปรึกษา ได้แก่ นักกฎหมาย นักสังคมสงเคราะห์ สภาเด็กและเยาวชนแห่งประเทศไทยพร้อมให้คำแนะนำ
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นอกจากนี้ยังสามารถเชื่อมต่อข้อมูลกับหน่วยงานหลัก&amp;nbsp; ทั้งกรมสุขภาพจิต กรมอนามัย และศูนย์ช่วยเหลือสังคม 1300 คอยให้ความรู้หรือคลายข้อสงสัยที่ต้องการค้นหาได้อย่างสะดวก โดยแพลตฟอร์มนี้เปิดตัวตั้งแต่วันที่ 14 เมษายนที่ผ่านมา ตรงกับวันแห่งครอบครัว และสอดคล้องกับสถานการณ์โควิด-19 พบว่ามีประชาชนร้อยละ 36 สอบถามเรื่องกฎหมายครอบครัว รองลงมาร้อยละ 27 ปรึกษาปัญหาความรุนแรงในครอบครัว เรื่องสวัสดิการสำหรับแม่เลี้ยงเดี่ยว และสัมพันธภาพในครอบครัว ทั้งนี้ @linefamily&amp;nbsp; และ www.เพื่อนครอบครัว http://xn--43c.com/ จะช่วยสร้างความอบอุ่น ช่วยให้ครอบครัวเข้มแข็งได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ณัฐยา บุญภักดี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ณัฐยา บุญภักดี ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะเด็ก เยาวชน และครอบครัว สสส. กล่าวว่า ครอบครัวเป็นปัจจัยสำคัญของการสร้างคนที่มีสุขภาวะ ซึ่งจะต้องเริ่มตั้งแต่เด็กๆ โดยเน้นเรื่องการสร้างเสริมสุขภาพผ่านการสนับสนุนและทำงานเชิงรุก สสส.ทำงานร่วมกับกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว ในการสร้างความอบอุ่นในครอบครัว ทำให้ครอบครัวเข้มแข็ง โดยในปีนี้ สสส.ได้สนับสนุนการพัฒนาและสังเคราะห์องค์ความรู้เกี่ยวกับครอบครัว นำไปสื่อสารให้เข้าใจง่ายในรูปแบบดิจิทัล ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ @linefamily และ www.เพื่อนครอบครัว http://xn--43c.com/ ที่ช่วยให้เกิดความเข้าใจมากขึ้น&amp;nbsp; เพราะสถานการณ์โควิด-19 ทำให้บางครอบครัวต้องเผชิญกับความเครียด กดดัน จากการว่างงาน การมีรายได้น้อยลง&amp;nbsp; รวมถึงการกักตัวอยู่บ้านเป็นเวลานาน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; จุดเด่นของ Line เพื่อนครอบครัว คือ 1.ข้อมูลเชื่อถือได้ มีเมนูเข้าสู่เว็บไซต์ที่เป็นแหล่งเรียนรู้ สามารถเข้ามาดูเมื่อไหร่ก็ได้ 2.มีระบบเก็บข้อมูลที่คำนึงถึงสิทธิส่วนบุคคลที่เป็นความลับ เช่น การให้คำปรึกษาจะส่งรหัส OTP ยืนยันตัวตนมาที่มือถือเพื่อให้ใช้เข้าระบบแบบส่วนตัว และ 3.การเชื่อมบริการกับกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว&amp;nbsp; กรมอนามัยและกรมสุขภาพจิต โดยจะมีทีมผู้เชี่ยวชาญจาก&amp;nbsp; 3 หน่วยงานตอบคำถามและให้ข้อแนะนำ และส่งต่อเข้ารับความช่วยเหลือ ผู้สนใจสามารถรับคำปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านที่สนใจได้ เพียงแค่ลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์หรือไลน์เพื่อนครอบครัว ยืนยันว่าทุกถ้อยคำจะถูกเก็บเป็นความลับเฉพาะบุคคล เพื่อช่วยให้เกิดความมั่นใจ เป็นส่วนตัว และกล้าเปิดใจ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ณัฐยากล่าวต่อว่า ที่ผ่านมา สสส.ส่งเสริมความเข้มแข็งในครอบครัวผ่าน 3 กลยุทธ์ คือ ทำพื้นที่ต้นแบบ/พื้นที่สาธิต&amp;nbsp; เพื่อให้ชุมชนเรียนรู้ว่าทำอย่างไรจึงจะสามารถลดปัญหาในครอบครัวได้ด้วยพลังของชุมชนเอง รวมถึงชักชวนผู้ประกอบการ-สถานประกอบการมาเป็นเครือข่ายสถานประกอบการที่เป็นมิตรกับครอบครัว (family-friendly&amp;nbsp; workplace) จากนั้นจะถอดบทเรียนเพื่อขับเคลื่อนเป็นข้อเสนอเชิงนโยบาย ขยายผลสู่ทุกครอบครัวในสังคมไทยให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;สิ่งสำคัญเบื้องต้นที่ทำให้ครอบครัวอบอุ่นเข้มแข็งอยู่ที่การสื่อสาร เพราะการพูดคุยและเปิดใจรับฟังซึ่งกันและกัน&amp;nbsp; จะทำให้คนในบ้านเข้าใจกันมากขึ้น ลดความตึงเครียดจากสถานการณ์โควิด-19 เริ่มต้นจากการจัดการอารมณ์ของตนเอง ให้ใจเย็นลง เพิ่มการรับฟัง ให้อภัยกันเพราะเป็นช่วงที่ทุกคนรู้สึกกดดันไม่ต่างกัน แต่เข้าใจว่าบางทีก็ต้องการตัวช่วย สสส.หวังว่าช่องทางการสื่อสารใหม่ๆ ที่ร่วมพัฒนากับกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัวจะสามารถเป็นแหล่งช่วยเหลืออีกทางหนึ่งของครอบครัว อยากให้ลองใช้และช่วยกันบอกต่อ&amp;rdquo; ณัฐยากล่าว.&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/102946</URL_LINK>
                <HASHTAG>@linefamily, @linefamilyเพื่อนครอบครัว, herd immunity, IHPP, UNICEF, WHO, กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว, กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์, กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ, คู่มือวัคซีนสู้โควิด ฉบับประชาชน, จินตนา จันทร์บำรุง, ณัฐยา บุญภักดี, ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์, นพ.นคร เปรมศรี, พม., สช., สถาบันวัคซีนแห่งชาติ, สธ., สร้างภูมิคุ้มกันหมู่, สสส., สำนักงานพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ, สำนักสนับสนุนสุขภาวะเด็ก เยาวชน และครอบครัว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210514/image_big_609e79d03baae.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>102134</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/05/2021 20:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/05/2021 06:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>3 จังหวัดชายแดนใต้ตื่นตัวหยุดโควิด!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เฝ้าระวัง 3 ตำบลใน 3 ชายแดนภาคใต้ สตูล ยะลา นราธิวาส ผอ.สำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน นำทีมเสวนาออนไลน์ชุมชนท้องถิ่นเข้มแข็งครั้งที่ 9 ทุกคนรู้จักโควิดเป็นอย่างดี โดยเฉพาะรอบที่ 3 นราธิวาสจัดทีมสวอฟเป็นของ รพ. ดักผู้ลักลอบเข้าเมืองตามแนวชายแดนผ่านช่องทางธรรมชาติ แจ้งหน่วยเคลื่อนที่เร็วทำงานเชื่อมโยงกับตำรวจตลอด 24 ชั่วโมง นายก อบต.ขอฉีดเป็นคนสุดท้าย เปิดทางให้กลุ่มเสี่ยงฉีดก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เสวนาออนไลน์ชุมชนท้องถิ่นเข้มแข็งครั้งที่ 9 &amp;ldquo;ชุมชนท้องถิ่น รู้ทันปรับตัวสู้ภัยโควิด-19&amp;rdquo; ชุมชนท้องถิ่นมีแนวทางในการปรับตัวเพื่อสู้กับการระบาดโควิดรอบ 3 ในครั้งนี้อย่างไร? ผู้ร่วมเสวนารายการ ดวงพร เฮงบุณยพันธ์ ผู้ช่วยผู้จัดการอาวุโสกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) รักษาการ ผอ.สำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน เป็นผู้ซักประเด็น จำรัส ฮ่องสาย นายก อบต.ละงู อ.ละงู จ.สตูล (บุคคลดีเด่นด้านการพัฒนาครอบครัว จ.สตูล ประจำปี 2561) อาซัน สือนิล นายก อบต.สะเอะ อ.กรงปินัง จ.ยะลา ซุลกีฟรี เจ๊ะมามะ นายก อบต.โละจูด อ.แว้ง จ.นราธิวาส&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;อาซัน สือนิล นายก อบต.สะเอะ อ.กรงปินัง จ.ยะลา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; อาซัน สือนิล นายก อบต.สะเอะ อ.กรงปินัง จ.ยะลา กล่าวว่า รับฟังประกาศจากรัฐบาลโดยตลอด ประชุม 4 เสาหลักเฝ้าระวัง หารือกับผู้นำชุมชนในท้องที่ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำทางศาสนา ภาคเอกชน วางแผนรับมือด้วยข้อตกลงการประชาสัมพันธ์เพื่อเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารการเฝ้าระวัง เตือนให้ทุกคนสวมหน้ากากอนามัย เว้นระยะห่างทางสังคม พกเจลแอลกอฮอล์ หมั่นล้างมือบ่อยๆ อย่าออกไปชุมนุมกันนอกบ้าน กระตุ้นให้ใช้มาตรการเข้มงวด อย่างการระบาดของโควิดในรอบแรก ในช่วงแรกๆ ก็ค่อนข้างยากเพราะเขารู้สึกว่ายังเป็นเรื่องไกลตัว แต่ตอนหลังโควิดระบาดหนักมาก ชาวบ้านก็ให้ความสนใจและร่วมมือกันมากยิ่งขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สำหรับการประกอบอาชีพ การทำมาหากินภายในชุมชนมีการปรับตัว ชาวสวนยางพาราไม่กระทบ แต่ร้านค้า การค้าขายมีผลกระทบ เราเข้าไปเคาะประตูร้านค้าสาขาในชุมชนให้คนซื้อและคนขายใส่หน้ากากอนามัย ขอความร่วมมือให้ขายอาหารไม่เกิน 3 ทุ่มในพื้นที่ ร้านน้ำชาให้ปิดเวลา 5 ทุ่ม ข้าราชการเข้ามาทำงานในตัวอำเภอ ครูเข้ามาในพื้นที่โรงเรียน กลุ่มเฝ้าระวังขอความร่วมมือทำความเข้าใจให้ปฏิบัติตามอย่างดี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;ขณะนี้ อสม.ฉีดวัคซีนในรอบแรกไปแล้ว สาธารณสุขอำเภอให้ความสมัครใจในการฉีดวัคซีนด้วยการไปลงทะเบียนล่วงหน้าที่อำเภอ เมื่อฉีดแล้วก็มีอาการปกติ ยังไม่มีใครแพ้ยาแต่อย่างใด ผมยังไม่ได้ฉีดวัคซีนเพราะให้ความสำคัญกับบุคลากรทางการแพทย์ อสม.ฉีดก่อน ผมขอฉีดเป็นคนสุดท้าย ขอจัดให้ชาวบ้านก่อน&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; การทำงานประชาสัมพันธ์ด้วยหอกระจายข่าวท้องถิ่น ผู้บริหาร อบต.เชิญเครือข่ายเข้ามาให้ความรู้ สมาชิก พนักงาน นายก อบต.ท้องที่ สภาสันติสุขกระจายความรู้ไปถึงมัสยิด โดยเฉพาะทุกวันศุกร์ นายกฯ จะไปละหมาดต่างมัสยิด ขอความร่วมมือผู้นำศาสนาประชาสัมพันธ์ให้สมาชิก อบต. ขณะนี้มีเด็กและเยาวชนเข้ามามีบทบาทช่วยทำให้มาตรการป้องกันโควิดเป็นจริง ด้วยการเป็นแบบอย่าง รณรงค์พูดคุยเผยแพร่ความรู้ เด็กเป็นตัวหลักที่ทำเป็นตัวอย่างในโรงเรียนและกลับมาทำเป็นตัวอย่างที่บ้าน ถึงวันนี้น่าจะไม่มีใครไม่รู้จักโควิดแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ซุลกีฟรี เจ๊ะมามะ นายก อบต.โละจูด อ.แว้ง จ.นราธิวาส&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ซุลกีฟรี เจ๊ะมามะ นายก อบต.โละจูด อ.แว้ง จ.นราธิวาส เล่าว่า มีคนไทยที่ไปทำงานที่ประเทศมาเลเซีย กลับมาจากมาเลย์เราต้องรับเขากลับมาแต่มีเงื่อนไขต้องกักตัว 15 วัน ให้เขาตัดสินใจว่าจะกักตัวที่ไหน จะกักตัวที่สุไหงโก-ลกแล้วกลับเข้าบ้าน ยังมีคนไทยที่ไปทำงานอยู่ภาคเหนือ ภาคอีสาน กลับเข้ามาด้วย ก็ใช้มาตรการกักตัวเช่นเดียวกัน ช่วงที่ผ่านมาคนไทยที่ไปทำงานในต่างประเทศก็กลับเมืองไทยมาอยู่ที่บ้านกันหมด ถ้าไม่ยอมกักตัวจะถูกปรับ 800 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;ในรอบที่ 3 นี้ เจ้าหน้าที่ อสม.มีความเชี่ยวชาญมากขึ้น มีการออกป้ายประชาสัมพันธ์ใช้งบประมาณจากกองทุน สปสช. ผลิตหน้ากากอนามัยให้กับผู้สูงอายุทำอย่างต่อเนื่อง ส่วนใหญ่ก็จ้างคนในพื้นที่เย็บหน้ากากอนามัยด้วยผ้า เพื่อจะได้ซักล้างนำกลับมาใช้ใหม่ได้&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เรื่องการฉีดวัคซีน นายก อบต.ก็ยังไม่ได้ฉีดแต่อย่างใด ขณะนี้เริ่มมีการลงทะเบียนเพื่อจะเตรียมฉีดวัคซีนในตัวอำเภอกันบ้างแล้ว มีทั้งคนที่อยากฉีดวัคซีนและบางคนไม่อยากฉีดวัคซีนปะปนกันไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ช่องทางป้องกันโควิดด้วยระบบสื่อสารสัปดาห์ละครั้ง เป็นการทำเฉพาะเรื่องเร่งด่วน ใช้หอกระจายเสียงตามสายเข้าไปทุกหมู่บ้าน ทั้งตำบล เชิญอนามัย รพ.สุขภาพตำบล สาธารณสุขเข้ามาให้ความรู้กับเยาวชน คนในหมู่บ้าน กลุ่มสันติสุข ผู้นำตามธรรมชาติ ผู้นำท้องที่ อสม. เจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย ขณะนี้กลุ่มเยาวชนมีบทบาทจัดอบรมให้ความรู้ เยาวชนที่นี่ไม่ขี่มอเตอร์ไซค์มั่วสุมรวมตัวกัน ไม่ออกนอกพื้นที่ ทำงานเป็นจิตอาสาในหมู่บ้าน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เป็นที่สังเกตว่า ในช่วงที่คนกลับมาอยู่บ้านจะมีการเปิดร้านค้าเล็กๆ ภายในหมู่บ้าน ขับรถขายของ ใครที่มีความรู้ทำขนมก็ทำขนมไปฝากขาย หรือขายหน้าบ้านของตัวเอง มีการลงทะเบียนวางแผนเพื่อจัดการเรื่องอาชีพต่างๆ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เนื่องจากนราธิวาสอยู่แนวเขตชายแดน จึงต้องเข้มข้นและเข้มงวดในการตรวจคนเข้าออกตามแนวชายแดนมีเส้นทางธรรมชาติ 7 ตร.กม. มีหน่วยทีมสวอฟเป็นของโรงพยาบาล แจ้งหน่วยเคลื่อนที่เร็วทำงานเชื่อมโยงกับตำรวจตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อดำเนินการ &amp;ldquo;ผมก็มีชุดอวกาศอยู่ในรถ เตรียมพร้อมเสมอเมื่อจำเป็นต้องใช้&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in; text-align: center;&quot;&gt;สตูลไข่แตกเป็นจังหวัดสุดท้าย&amp;nbsp;แต่ที่ อ.ละงูยังไม่มีใครติดโควิด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; จำรัส ฮ่องสาย นายก อบต.ละงู อ.ละงู จ.สตูล (บุคคลดีเด่นด้านการพัฒนาครอบครัว จ.สตูล ประจำปี 2561) กล่าวว่า เป็นความภาคภูมิใจมากที่ละงูยังไม่มีใครติดโควิด ทั้งๆ ที่มีประชากรเป็นจำนวนมาก เพราะได้รับความร่วมมือจากประชาชนทุกฝ่าย ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน อบต. ผู้นำศาสนาต่างให้ความสำคัญและให้ความรู้ในเรื่องการป้องกันโควิดได้เป็นอย่างดี คนที่นี่นับถือศาสนาอิสลาม 92% ไทยพุทธ 8%&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;จำรัส ฮ่องสาย นายก อบต.ละงู อ.ละงู จ.สตูล&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;เรามีประชากรในตำบลมากเป็นพันคนก็จริง แต่เราเตรียมพร้อมมาตลอด คนของเราไปทำงานต่างประเทศ ต่างจังหวัด แต่เราเฝ้าระวังไม่ให้ติดโควิดแม้แต่คนเดียว ด้วยการขอความร่วมมือจากทุกฝ่าย ทุกองค์กร จ.สตูลไข่แตกเป็นจังหวัดสุดท้ายของแผ่นดินไทยที่ติดโควิด แต่ที่ อ.ละงูยังไม่มีใครติดโควิด เรื่องนี้ผู้นำศาสนาให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ เราสนับสนุนงบประมาณในการใช้เครื่องมือวัดไข้ หน้ากากอนามัย เจลแอลกอฮอล์ อุปกรณ์พร้อม ปกติอิสลามจะประกอบพิธีศาสนกิจ ละหมาด 5 เวลา ก่อนละหมาดจะต้องทำความสะอาดร่างกายเพื่อฆ่าเชื้อโรค เราใช้สื่อสาธารณะ ใช้ Line Facebook กลุ่มองค์กรสนับสนุนให้ความรู้ รวมถึงการบรรยายด้านสาธารณสุขถึงมัสยิด&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; การจัดการนอกพื้นที่ จ.สตูล ในตัวเมือง เป็นจังหวัดเล็กๆ ประชากรไม่มากนัก มีทางเข้าออกไม่มาก เส้นทางหนึ่งเข้ามาจาก จ.ตรัง อีกเส้นทางหนึ่งเข้ามาทาง จ.สงขลา อีกเส้นทางหนึ่งเป็นเส้นทางธรรมชาติ เดินทางลำบากมากเพราะต้องผ่านภูเขาสูง มีชายฝั่งติดกับมาเลย์ มีด่านตรวจมีชายฝั่งทางทะเลอันดามัน การกักตัวส่วนใหญ่ก็กักตัวกันที่บ้าน มีภาคีเครือข่ายคอยสังเกตการณ์ตลอดเวลา การให้ความรู้อย่าให้เกิดโควิดในพื้นที่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ขบวนรถให้ความรู้ป้องกันโควิด-19&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ที่ ต.ละงู เป็นพื้นที่กว้างขวาง ยังมีความเป็นชนบทอยู่สูง ประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ทำประมง อยู่กันอย่างไม่แออัด ทำนาทำสวนทำประมง ต่างคนต่างอยู่ แต่ที่น่าเป็นห่วงก็คือในช่วงเทศกาลศีลอด ในช่วงบ่ายๆ ประชาชนจะออกไปจ่ายตลาดพร้อมๆ กันเพื่อเตรียมทำกับข้าวเป็นอาหารมื้อเย็นหลังจากละศีลอดแล้ว ขอให้ระมัดระวัง เว้นระยะห่างในการจับจ่ายซื้อของ มีหอกระจายข่าว แจ้งข่าวผ่านทาง Line Facebook ทุกเช้า-เย็น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;วันนี้ยังไม่มีโควิดที่ละงู แต่ถ้าจะมีก็เป็นเหตุสุดวิสัย ที่เราต้องป้องกันอย่างดีไว้ก่อน เราต้องรับมือให้ดีและสร้างความภาคภูมิใจที่เราไม่มีโควิดที่นี่ เราต้องสร้างพื้นที่เรียนรู้ ให้ความสำคัญกับการป้องกันตนเอง เราต้องสร้างความพร้อมให้ความร่วมมือ ที่นี่ไม่ค่อยมีการจัดงานสงกรานต์ ปีนี้จัดสรงน้ำพระ มี Time Line คนส่วนใหญ่รู้จักกันทั้งหมด เนื่องจากจังหวัดสวยงาม เป็นแหล่งท่องเที่ยว เพื่อนๆ ก็จะตามมาพักอยู่ด้วย ยิ่งรู้ว่าที่นี่ไม่มีโควิด ใครๆ ก็อยากมาเที่ยว ก็ต้องระมัดระวังด้วย กลัวไข่แดงจะแตกเพราะนักท่องเที่ยวเข้ามาในพื้นที่ เพราะส่วนใหญ่ไม่พักที่โรงแรมหรือรีสอร์ต จะเข้ามาพักที่บ้าน เราเป็นห่วง ให้มีการกักตัว ขอความร่วมมือจากกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อสม.เข้มงวดโดยไม่มีข้อยกเว้นแต่อย่างใด&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ชุดป้องกันโควิดในระหว่างการทำงาน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; การระบาดโควิดรอบ 3 มีความน่ากลัวเพิ่มมากขึ้น ในชุมชนยังไม่มีใครฉีดวัคซีน มีการวางแผนไว้ว่าถ้ามีการฉีดวัคซีนจะฉีดให้กับกลุ่มเสี่ยงก่อน คนที่ขับรถไปรับเจ้าหน้าที่เข้าออกในตัวจังหวัดเป็นประจำ เพื่อให้เขาปลอดภัย &amp;ldquo;ในตำบลใครเข้าออกจะรู้หมด ต้องแจ้งชื่อกับผู้ใหญ่บ้านทั้ง 18 หมู่บ้าน ผู้ใหญ่บ้านแจ้ง อสม.มาตรวจคัดกรองทุกราย ถ้าหากบ้านมีผู้อยู่อาศัยเป็นจำนวนมาก ก็ให้มาอยู่ที่ที่ว่าการอำเภอ มีระบบคัดกรองที่จัดเตรียมพร้อม มีม้าเร็วจัดการในพื้นที่ เราเข้มงวดมาก ทุกบ้านก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี มีรายงานผ่านทางไลน์ โทรศัพท์ติดต่อกันโดยตลอด&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ด้านการสื่อสารหลักนั้นพี่น้องประชาชนเชื่อข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องและนำไปปฏิบัติตาม มีการกระจายเสียงตามสายตามมัสยิด 22 แห่งที่ขึ้นทะเบียนไว้แล้ว ครอบคลุมทั้งตำบล หมู่บ้าน นอกจากนี้ยังมีรถแห่ประชาสัมพันธ์ ข้อมูลก็ได้รับความร่วมมือจากชาวบ้านช่วยกันประชาสัมพันธ์โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ไม่ต้องจ้าง แต่ขอรับบริจาคช่วยเป็นค่าน้ำมัน ป้ายโฆษณาเขาก็ทำกันเอง รถที่ใช้ก็เป็นรถส่วนตัวของชาวบ้านที่ใช้ทำงาน หลังเลิกงานก็นำมาใช้ในการแห่ไปตลาดย่านชุมชนเพื่อให้ความรู้ ปรากฏว่าได้ผลดีเพราะทุกคนจะได้ยินและนำไปปฏิบัติ &amp;ldquo;รถแห่เป็นการบังคับให้ฟัง ยังไงก็ได้ยินตลอด กลายเป็นช่องทางหลักอีกทางหนึ่งด้วย&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ขณะนี้ ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กต้องหยุดการเรียนการสอน แม้จะยังไม่มีคำสั่งจากผู้ที่เกี่ยวข้อง ถ้าเราเปิดศูนย์เมื่อเกิดอะไรขึ้นน่ายกฯ จะต้องรับผิดชอบทุกปัญหา ดังนั้นเราต้องป้องกันไว้ก่อน ที่ผ่านมาศูนย์เด็กเล็กเป็นช่องทางที่ช่วยดูแลเด็ก พ่อแม่ไปทำงานได้ แต่ในช่วงที่ปิดศูนย์ฯ ครูยังต้องมาทำงานตามปกติ จัดเตรียมเอกสารการสอน งานทางด้านธุรการต่างๆ อบต.ออกไปทำความสะอาดฆ่าเชื้อโรคภายในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก อบต.มี 3 ทีม ประสานงานกับ รพ.สต.โดยไม่ต้องว่าจ้าง ด้วยการใช้คนงานรถขนขยะทำงานตั้งแต่ 3 ทุ่ม-ตี 4 เราดึงคนงานมาทำงานในช่วงเที่ยงเป็นเรื่องการบริหารจัดการ ขณะเดียวกันครูยังต้องจัดเตรียมอาหารกลางวันให้นักเรียนแม้จะปิดศูนย์เด็กเล็ก โดยมีแม่บ้านคอยดูแล ให้ผู้ปกครองมารับอาหารกลางวันไปให้เด็ก หรือในบางรายไม่สะดวกมารับเอง ทางครูก็ดำเนินการให้ ศูนย์เด็กเล็กบางแห่งมีเด็กมากถึงกว่าร้อยคน แต่บางแห่งก็ไม่ถึง.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/102134</URL_LINK>
                <HASHTAG>3 ชายแดนภาคใต้, กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ, จำรัส ฮ่องสาย, ชาวสวนยางพารา, ชุมชนท้องถิ่น รู้ทันปรับตัวสู้ภัยโควิด-19, ชุมชนท้องถิ่นเข้มแข็งครั้งที่ 9, ซุลกีฟรี เจ๊ะมามะ, ดวงพร เฮงบุณยพันธ์, นราธิวาส, บุคคลดีเด่นด้านการพัฒนาครอบครัว, ยะลา, สตูล, สสส., สำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน, อาซัน สือนิล, โควิดรอบ 3</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210507/image_big_6095360134254.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
