<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>52650</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/12/2019 09:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/12/2019 09:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“สรรพสามิต” ชงคลังตั้งกองทุนรีดเงินแบตฯรถลูกละพันบาท หวังเป็นกลไกป้องกันขนะอิเล็กทรอนิกส์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17 ธ.ค. 2562 นายพชร อนันตศิลป์ อธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวภายหลังการหารือร่วมกับผู้ประกอบการรถยนต์เกี่ยวกับแนวทางการจัดทำร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) กองทุนส่งเสริมและพัฒนายานยนต์ไฟฟ้า ว่า ในต้นปี 2563 จะเสนอให้กระทรวงการคลังพิจารณาเห็นชอบในหลักการเกี่ยวกับการจัดตั้งกองทุนดังกล่าว ซึ่งจะมีหน้าที่หลักในการดูแล ติดตามการบริหารจัดการแบตเตอรี่ของยานยนต์ไฟฟ้าที่เสื่อมสภาพให้ถูกวิธี ทั้งการกำจัดทิ้งให้สิ้นซาก หรือการรีไซเคิล เพื่อไม่ให้แบตเตอรี่ของยานยนต์ไฟฟ้าที่เสื่อมสภาพกลายเป็นขยะอิเล็กทรอนิกส์ตกค้างภายในประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยหลังจากกระทรวงการคลังเห็นชอบในหลักการแล้ว จะต้องทำประชาพิจารณ์ตามขั้นตอน และเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาเห็นชอบ เสนอให้คณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณา ก่อนเสนอให้สภาพิจารณาต่อไป โดยยอมรับว่ายังมีกระบวนการอีกมาก และต้องใช้ระยะเวลาดำเนินการพอสมควร ซึ่งประเมินว่ากองทุนดังกล่าวจะยังไม่แล้วเสร็จภายในปี 2563 แน่นอน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ปัจจุบันมีการใช้พลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่เป็นตัวขับเคลื่อนทั้งรถยนต์และเรือ ไปจนถึงของใช้อื่น ๆ โดยสิ่งที่เป็นห่วงคือแบตเตอรี่ไฟฟ้า ซึ่งเป็นจำพวกนิเกิลไอออน และริเทียมไฮไดรด์ ซึ่งเป็นแบตเตอรี่ที่ไม่สามารถรีไซเคิลได้ จึงต้องมีระบบบริหารจัดการขึ้นมาดูแล ซึ่งพิจารณาร่วมกับภาคเอกชนแล้วเห็นว่าการจัดตั้งหน่วยติดตามในส่วนนี้ในรูปแบบกองทุนจะคล่องตัวมากที่สุด โดยจะมีคณะกรรมการกองทุน ที่มีตัวแทนภาคเอกชนและนักวิชาการเข้ามาร่วมด้วย และมีหน้าที่หลักในการติดตามการบริหารจัดการแบตเตอรี่ไฟฟ้าที่เสื่อมสภาพเพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าแบตเตอรี่ลูกนั้นจะถูกนำไปกำจัดหรือรีไซเคิลอย่างถูกวิธี&amp;rdquo; นายพชร กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับกลไกของกองทุน คือ จะมีการเรียกเก็บเงินจากแบตเตอรี่ไฟฟ้า ไม่เกิน 1 พันบาทต่อยูนิต เสมือนเป็นค่ามัดจำ เพื่อไม่ให้เป็นภาระกับผู้บริโภค เพื่อหมุนเวียนในกองทุนในการสร้างระบบในการใช้กำกับติดตาม และกรณีที่แบตเตอรี่ครบอายุการใช้งาน เช่น 5-7 ปี ผู้บริโภคต้องนำแบตเตอรี่มาคืนให้กับค่ายรถยนต์ เพื่อเอาเข้าสู่ระบบกำจัดอย่างถูกต้อง และค่ายรถยนต์จะคืนเงินกลับไปให้ผู้บริโภค แต่ถ้าไม่นำแบตเตอรี่มาคืน ผู้บริโภคก็จะไม่ได้รับเงินดังกล่าวคืน โดยเบื้องต้นประเมินว่าการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนดังกล่าว ในช่วงแรกจะมีเงินเข้ามาประมาณ 10 ล้านบาท ซึ่งกรมฯ ไม่ได้ต้องการเงินจำนวนเยอะอยู่แล้ว แค่อยากให้มีกลไกการจัดการแบตเตอรี่ที่ชัดเจนและถูกต้องเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;กองทุนจะดำเนินการในลักษณะการส่งเสริม ไม่ใช่การคิดค่าปรับเหมือนกับที่ส่วนราชการทำ โดยกองทุนมีหน้าที่ติดตามว่าแต่ละค่ายรถยนต์ทำอย่างไรให้แบตเตอรี่ที่เสื่อมสภาพให้หายไปอย่างถูกต้องตามกระบวนการ&amp;rdquo; นายพชร กล่าว
นายพชร กล่าวถึงกรณีที่มีข้อเสนอให้จัดตั้งกองทุนจัดการรถเก่าและซากรถยนต์นั้น ยืนยันว่า ไม่เคยมีการหารือ ไม่เคยพูดถึงเรื่องดังกล่าวเลย โดยเท่าที่ทราบเรื่องนี้เป็นข้อเสนอของประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งเป็นแนวความคิดส่วนตัว ซึ่งยังไม่เคยมีการหารืออย่างเป็นทางการในเรื่องนี้แต่อย่างใด รวมทั้งมองว่าเรื่องนี้ไม่ใช่หน้าที่กรมสรรพสามิต&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/52650</URL_LINK>
                <HASHTAG>กองทุนส่งเสริมและพัฒนายานยนต์ไฟฟ้า, พชร อนันตศิลป์, เก็บเงินประกันแบตเตอรี่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190714/image_big_5d2b362dd2a06.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
