<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>22809</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/11/2018 16:15</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/11/2018 07:13</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปลุกผู้หญิง #เจ็บแต่ไม่ยอม ชงหลักสูตรเท่าเทียมทางเพศ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;แม้ว่าตามหลักสากลของนานาชาติ และรัฐธรรมนูญของประเทศ ยอมรับถึงความเท่าเทียม และความเสมอภาคทางเพศแล้วก็ตาม&amp;nbsp; แต่ในความเป็นจริงสิ่งที่เกิดขึ้นตามหลักสากลนั้นยังสวนทางกับวัฒนธรรมและความเชื่อของคนไทยบางส่วน &amp;nbsp;ที่ติดกับดักว่าชายเป็นใหญ่ &amp;nbsp;ตีกรอบผู้หญิงให้เป็นผู้ตาม นำมาซึ่งปัญหาความรุนแรงในครอบครัว &amp;nbsp;และวัตถุทางเพศ&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดังนั้นจึงถึงเวลาแล้วที่ต้องเปลี่ยนวิธีคิดเหล่านี้เสียใหม่ &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;และนี่เป็นที่มาของการทำกิจกรรมสำคัญในแคมเปญ # เจ็บแต่ไม่ยอมขึ้น เมื่อเร็วๆ นี้ อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ทั้งนี้ มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.)&amp;nbsp; ซินดี้ สิรินยา บิชอฟ&amp;nbsp; และเพื่อนนักแสดง นำทีมรวมพลังผู้ถูกกระทำความรุนแรง ทำกิจกรรมรณรงค์ในแคมเปญ #เจ็บแต่ไม่ยอม เนื่องในวันยุติความรุนแรงต่อสตรีสากล (25 พฤศจิกายน) &amp;nbsp;พร้อมเสวนาถ่ายทอดประสบการณ์ผู้ที่เคยถูกกระทำ โดยภายในงานมีการนำผู้ที่ผ่านพ้นจากความรุนแรง และเครือข่ายกว่าร้อยชีวิต วาดหยดน้ำตาสีดำที่ใบหน้า ร่วมเดินรณรงค์และทำ flash mob รวมพลคนเจ็บแต่ไม่ยอม&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;นางสาวจรีย์ ศรีสวัสดิ์ หัวหน้าฝ่ายส่งเสริมภาคีเครือข่าย มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล กล่าวว่า จากการเก็บผลสำรวจความคิดเห็นของกลุ่มผู้หญิง อายุตั้งแต่ 18 ปี ขึ้นไป จำนวน 1,655 ชุด พื้นที่ในกรุงเทพฯ ตั้งแต่วันที่ 1-8 พฤศจิกายน 2561 พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ อายุ 31-40 ปี ร้อยละ 36.2 เคยเห็นเพื่อน/คนใกล้ชิดประสบปัญหา ,ร้อยละ 38.4&amp;nbsp; เคยเห็นคนใกล้ชิดโดนทำร้ายและเคยเจอมากับตัวเองด้วย ร้อยละ 10.4, ตลอดจนเคยประสบปัญหาด้วยตัวเอง ร้อยละ 7.8 &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;นอกจากนี้ยังเห็นการตอกย้ำสะท้อนความรุนแรงทางเพศ ผ่านสื่อละคร เช่น &amp;ldquo;ฉากละครตบ-จูบ เป็นเรื่องปกติ ทำให้ละครน่าสนใจ&amp;rdquo;&amp;nbsp;&amp;nbsp; มีผู้เห็นด้วยถึงร้อยละ 44.7,&amp;nbsp; &amp;ldquo;นางร้ายในละครถูกลงโทษด้วยความรุนแรงเป็นสิ่งที่สมควรแล้ว&amp;rdquo; ร้อยละ 39.0 ,&amp;ldquo;สื่อส่วนใหญ่มักนำเสนอภาพผู้หญิงเป็นวัตถุทางเพศ&amp;rdquo; ร้อยละ 32.1 และ&amp;ldquo;ฉากพระเอกข่มขืนนางเอกเป็นเรื่องปกติ ยอมรับได้&amp;rdquo; ร้อยละ 25.3&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;นางสาวจรีย์&amp;nbsp; กล่าวว่า ประโยคหรือข้อความ ที่กลุ่มตัวอย่างคุ้นหู/เคยชินมากที่สุด ได้แก่ &amp;ldquo;สามี-ภรรยา เปรียบเหมือนลิ้นกับฟัน กระทบกระทั่งกันบ้างเป็นเรื่องธรรมดา&amp;rdquo; ร้อยละ 89.2 ,รองลงมา&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;ความในอย่านำออก ความนอกอย่านำเข้า เรื่องในครอบครัวไม่ควรนำไปบอกคนอื่น เพราะจะเป็นการประจานครอบครัวตัวเอง&amp;rdquo; ร้อยละ 77.0 ,&amp;ldquo;ผู้ชายเป็นหัวหน้าครอบครัว มีหน้าที่หาเลี้ยงครอบครัว&amp;rdquo;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ร้อยละ 62.8 ,&amp;ldquo;ผู้ชายเข้มแข็ง แข็งแรงกว่า และมีภาวะความเป็นผู้นำ&amp;rdquo; ร้อยละ 61.6 ,&amp;ldquo;ครอบครัวที่พ่อแม่แยกทางกันหรือหย่าร้าง จะทำให้ลูกเป็นเด็กมีปัญหา&amp;rdquo; ร้อยละ 57.4&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ประโยคดังกล่าวนี้ หากมองเพียงชั้นเดียวเหมือนไม่มีอะไร&amp;nbsp; แต่ในความเป็นจริงนี่คือสิ่งที่ถูกสร้างขึ้น ถูกผลิตซ้ำ สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น โดยเฉพาะการปลูกฝังแบบแผนตีกรอบความเป็นผู้หญิง ความเป็นผู้ชายแบบตายตัว ผ่านกระบวนการ&amp;nbsp; &amp;nbsp;บ่มเพาะหล่อหลอมจากสถาบันทางสังคม&amp;nbsp; ผลิตซ้ำทำให้ความรุนแรงในครอบครัวเป็นเรื่องปกติ&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไม่ใช่ปัญหา ทนๆ กันไปเดี๋ยวทุกอย่างก็จะดีขึ้นเอง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;ldquo;ถึงเวลาแล้วที่เราควรกลับมาทบทวน และช่วยกันรื้อถอนวิธีคิด วิธีการหล่อหลอมที่มีผลต่อการสืบทอดความคิดความเชื่อแบบชายเป็นใหญ่ &amp;nbsp;ซึ่งเป็นรากเหง้าของทั้งปัญหาความรุนแรงในครอบครัว ปัญหาความรุนแรงทางเพศ และงานรณรงค์ในวันนี้หวังจะเป็นส่วนหนึ่งในการชวนกันกลับมาตั้งคำถามกับการหล่อหลอมดังกล่าว และหวังว่าจะส่งสัญญาณไปยังกระทรวงศึกษาธิการ ให้ถึงเวลาปรับหลักสูตรการเรียนการสอนที่ตอกย้ำการบ่มเพาะแบบเดิมๆ ให้เปลี่ยนใหม่เป็นการออกแบบหลักสูตรที่เน้นความเท่าเทียมทางเพศ ความเสมอภาคทางเพศ และการเคารพสิทธิเนื้อตัวร่างกายของคนทุกเพศอย่างจริงจังเสียที&amp;rdquo; นางสาวจรีย์&amp;nbsp; กล่าว &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;ซินดี้&amp;rdquo; &amp;nbsp;สิรินยา บิชอพ ดารานางแบบชื่อดัง กล่าวว่า กิจกรรมรณรงค์ครั้งนี้อยากสะท้อนว่าเมื่อผู้หญิงต้องเผชิญกับสถานการณ์ความรุนแรง&amp;nbsp; ต้องหยุดโทษตัวเองหรือเลิกคิดว่ามันเป็นเพราะเราเองกับเรื่องที่เกิดขึ้น สิ่งสำคัญคือต้องเริ่มจากตัวเองสร้างพลังให้ตัวเอง แน่นอนว่าบางเรื่องอาจละเอียดอ่อนซับซ้อนเปราะบางในครอบครัว&amp;nbsp; แต่เราต้องสร้างทางเลือกอื่นให้กับตัวเอง โดยเฉพาะการมีข้อมูลในมือ ต้องค้นหาเสาะแสวง เพื่อที่จะมีความรู้ สร้างทางเลือกเพราะคนที่ไม่รู้ว่ามีทางเลือกอื่นอยู่ในมือจะเสียเปรียบ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;quot;อยากให้หยุดมายาคติเรื่องโทษผู้หญิงด้วยกันเอง หยุดโทษตัวเอง เพราะสังคมไม่ควรมีสถานการณ์รุนแรงอะไรเกิดขึ้นและสังคมไม่ได้นิ่งนอนใจ ทุกคนคอยฟัง คอยช่วยสนับสนุน พร้อมเป็นพลังใจ แคมเปญ#เจ็บแต่ไม่ยอม เราอยากบอกว่าอย่าพยายามอยู่ในสถานการณ์เป็นเหยื่อหรือเสี่ยงที่จะตกเป็นเหยื่อ&amp;nbsp; เราควรแข็งแรงพอที่จะลุกขึ้นสู้ แน่นอนว่ามันเคยเจ็บ แต่เจ็บต้องไม่ยอม เราต้องสร้างพลังบวก เชื่อมั่นในตัวเองเชื่อในสิ่งที่กำลังทำอยู่&amp;nbsp; เห็นคุณค่าในตัวเอง&amp;nbsp; แต่เราต้องการลุกขึ้นก้าวผ่านมันไปให้ได้&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ลุกขึ้นมาสร้างการเปลี่ยนแปลง&amp;nbsp; แล้วมองหาตัวช่วย มีองค์กรหน่วยงานจำนวนมากที่พร้อมจะเข้ามายืนเคียงข้างเรา อย่างมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล รวมไปถึงกลไกของรัฐเช่น โทร สายด่วน 1300&amp;quot; นางแบบสาว ระบุ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ขณะที่เค (นามสมมติ) บอกเล่าประสบการณ์ที่เคยเผชิญความรุนแรงและการคุกคามทางเพศที่เกิดจากคนใกล้ชิดในครอบครัวว่า ลูกสาวตน ในวัย 13 ขวบ ตกเป็นผู้ถูกกระทำความรุนแรงทางเพศจากสามีของตน หรือพ่อแท้ๆของเด็กโดยมีสติครบถ้วน อย่างไรก็ตามเมื่อเกิดเหตุลูกสาวไม่กล้าเล่าให้ฟังจนผ่านไปเกือบสองเดือนหลังเกิดเหตุ ลูกจึงตัดสินใจบอก ซึ่งช็อคมากกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่รู้จะทำอย่างไร สามีคนก่อเหตุก็ปฎิเสธและเข้าไปด่าทอลูกว่าบอกเรื่องนี้ทำไม&amp;nbsp; จนสุดท้ายเธอตั้งสติได้จึงปรึกษาเจ้านาย และได้ไปแจ้งความ และตำรวจก็ไม่สนใจเพราะเขามองว่าเป็นเรื่องในครอบครัว&amp;nbsp; แต่เธอยืนยันเอาเรื่องถึงที่สุด โดยมีทางมูลนิธิหญิงชายก้าวไกลเข้ามาช่วย&amp;nbsp; แต่สุดท้ายเขาก็หนีไป &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;ldquo;ทุกวันนี้ต้องพาลูกไปพบจิตแพทย์เดือนละสองครั้ง ในตอนแรกรู้สึกหวาดกลัวว่าเขาจะกลับมา&amp;nbsp; แต่ตอนนี้ดีขึ้นเพราะได้ย้ายที่พักใหม่แล้ว&amp;nbsp; แต่คงต้องดูแลลูกมากเป็นพิเศษเพื่อเยียวยาหัวใจที่บอบช้ำของลูก&amp;nbsp; เราเองก็ต้องแข็งแกร่งขึ้น&amp;nbsp; เปรียบเหมือนคนที่จะจมน้ำ&amp;nbsp; ก็ต้องช่วยตัวเองก่อนในเบื้องต้น&amp;nbsp; ตั้งหลักให้ดีแล้วจึงค่อยๆ มองหาขอนไม้หรือตัวช่วย เพื่อมายืนเคียงข้างเรา&amp;rdquo; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ด้านวี (นามสมมติ) ผู้ที่เผชิญเหตุการณ์ความรุนแรงทางเพศจากคนในครอบครัว โดยสามีของตนเอง ซึ่งอยู่กันมาได้ระยะหนึ่งบังคับให้เธอไปขายบริการทางเพศตอนกลางคืน&amp;nbsp; โดยวิธีการปล่อยทิ้งไว้ที่ป้ายรถเมล์หรือที่เปลี่ยวตอนกลางคืน&amp;nbsp; หรือบังคับไปโรงแรมเพื่อรับแขก&amp;nbsp; ในช่วงแรกของการแต่งงานก็ไม่พบว่าผู้ชายมีความผิดปกติอะไร&amp;nbsp; แต่เมื่อย้ายที่ทำงานมาในจังหวัดทางชายฝั่งตะวันออก พฤติกรรมสามีก็เปลี่ยนไป ดื่มเหล้า พูดจาลามก หรือบังคับให้ตนดูรูปคลิปโป๊&amp;nbsp; และบังคับให้ไปเร่ขายบริการทางเพศ โดยขู่ว่าถ้าไม่ทำจะไม่ได้พบหน้าลูกอีก จนสุดท้ายตนก็ทนไม่ได้&amp;nbsp; จึงหาทางออกด้วยการหาข้อมูลในโซเชียล&amp;nbsp;&amp;nbsp; จนมาพบหน่วยงานช่วยเหลือคือมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล ก็เลยเขียนจดหมายมาเล่าเรื่องของตนจนมีเจ้าหน้าที่โทรมาหา และให้ความช่วยเหลือดูแล&amp;nbsp; จนกระทั่งหลุดจากบ่วงตรงนั้นมาได้&amp;nbsp; และตอนนี้ผู้ชายก็ถูกดำเนินคดีแล้ว&amp;nbsp; อยู่ในคุกโดนโทษ 7 ปี&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;ldquo;จึงอยากฝากไปถึงผู้ที่กำลังถูกทำร้ายทุกคนให้ตั้งสติ หนักแน่น อย่ายอมให้ถูกกระทำหรืออดทนเพราะคิดว่าเดี๋ยวก็จะดีขึ้นเอง หรือกลัวเสียงติฉินนินทา เพราะมันจะยิ่งเลวร้าย แน่นอนเราเจ็บ แต่เราจะไม่ยอมอีกต่อไป&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;ได้เวลาแล้ว ที่ลูกผู้หญิงจะต้อง #เจ็บแต่ไม่ยอม พร้อมรื้อถอนวิธีคิดชายเป็นใหญ่ ขจัดรากเหง้าความรุนแรงในครอบครัว และเพศให้หมดไปเสียที&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/22809</URL_LINK>
                <HASHTAG>กองทุนเสมอภาคการศึกษา, ปลุกผู้หญิง, มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล, สสส., หลักสูตรเท่าเทียมทางเพศ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181126/image_big_5bfbb9096cacc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>5536</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/03/2018 20:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/03/2018 09:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ยันกองทุนเสมอภาคจุดเริ่ม&quot;ปฎิรูป&quot;ประเทศได้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ประสาร&amp;rdquo; เผยกองทุนเสมอภาคฯจะเป็นจุดเริ่มต้นปฏิรูปประเทศ &amp;nbsp;เผยยังมีปัญหาความเหลื่อมล้ำเกือบทุกพื้นที่ มีเด็ก4.3ล้านคนยากไร้จริง &amp;nbsp;2ล้านคน ครอบครัวมีรายได้แค่เดือนละ 3พันบาท ได้งบฯช่วยเหลือแค่วันละ 5บาท &amp;nbsp;ลั่นหากไม่ได้รับสนับสนุนทรัพยากร และความเป็นอิสระจัดการ ก็จะเป็นแค่กลไกแบบเดิมๆ &amp;nbsp; ด้าน &amp;ldquo;สมพงษ์&amp;rdquo; เผยกองทุนฯ นี้จะเป็นสตาร์ทอัพปฏิรูปประเทศ คานงัดการใช้งบฯศึกษา 5แสนล้าน มูลนิธิศูนย์วิจัยเป็นธรรมสุขภาพ &amp;nbsp;ชี้จะทำให้เด็กได้รับประโยชน์ 270บาท/คน/เดือน จากเดิมแค่เดือนละ150บาท/คน/เดือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย - คณะกรรมการการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬา องค์การยูเนสโก สำนักงานกรุงเทพมหานคร และองค์กรยูนิเซฟ ประเทศไทย ได้ร่วมกันการจัดเวทีเสวนาวิชาการ เรื่องร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา พ.ศ.... พบประสบการณ์การแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาที่ประสบผลสำเร็จในระดับนานาชาติ และบทเรียนสำหรับกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยนายประสาร ไตรรัตน์วรกุล กรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา กล่าวว่า ในการปฏิรูปประเทศเรื่องที่มีความท้าทายมากที่สุด คือ เรื่องการปฏิรูปการศึกษา ดังนั้นรัฐธรรมนูญจึงได้มีการกำหนดให้มีคณะกรรมการปฏิรูปการศึกษา และยังกำหนดให้มีกองทุนฯ ขณะนี้อยู่ในขั้นตอน สนช. และคาดว่าน่าจะเสร็จทันต้นเดือนเมษายน และการที่คณะกรรมการอิสระฯ ใช้คำว่าความเสมอภาคการศึกษาเป็นชื่อของกองทุน เพราะต้องการสะท้อนให้เห็นความสำคัญที่ทุกภาคส่วนจะต้องช่วยกันทำให้ความเสมอภาคทางการศึกษาเกิดขึ้นในประเทศไทย เนื่องจาก การศึกษาเป็นปัจจัยรากฐานสำคัญที่จะช่วยลดปัญหาความเหลื่อมล้ำของประเทศเรา ในปัจจุบันแม้ว่าเราใช้งบการศึกษาถึง 5 แสนล้านบาท และมีอัตราเพิ่มขึ้นทุกปี แต่ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษายังคงพบเห็นได้เกือบทุกพื้นที่ในประเทศไทย และบางพื้นที่มีแนวโน้มที่จะแย่ลง อีกทั้งในปัจจุบันประเทศไทย มีเด็กที่หลุดออกหรืออยู่นอกระบบการศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวนมากกว่า 670,000 คน โดยการจากที่คณะกรรมการอิสระฯ ได้ลงพื้นที่หาสาเหตุของปัญหา ก็พบว่า เด็กจำนวนมากเข้าเรียนช้า หรือไม่ได้เรียนต่อ เพราะผู้ปกครองไม่มีกำลังทรัพย์ เด็กบางคนขาดเรียนบ่อย เนื่องจากไม่มีค่ารถ ไม่มีเครื่องแบบชุดพละ ซึ่งถือเป็นการเสียโอกาสชีวิตที่น่าเสียดาย ซึ่งองค์การยูเนสโกได้ประเมินว่า เด็กเหล่านี้ถือเป็นเด็กที่มีศักยภาพแต่เจ้าไม่ถึงโอกาส ทำให้สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจสูงถึง 2 แสนล้านบาทต่อปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายประสาร กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ประเทศไทยยังมีเด็กยากจนที่ครอบครัวมีรายได้ต่ำกว่า 3 พันบาทต่อเดือน มากกว่า 2 ล้านคน และการจัดสรรงบประมาณให้กับเด็กกลุ่มนี้มีเพียง 3 พันล้านบาท หรือเฉลี่ยวันละ 5 บาท และคงที่ไม่มีการเพิ่มขึ้นตลอดระยะเวลา 7 ปี ดังนั้นคณะกรรมการอิสระฯ จึงได้ใช้ข้อมูลเหล่านี้กำหนดกรอบแนวทางการดำเนินงานของกองทุนเพื่อให้เกิดความเสมอภาคทางการศึกษา ให้ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมาย 7 กลุ่ม รวมทั้งสิ้น 4.3 ล้านคน ได้แก่ เด็กปฐมวัยในครอบครัวยากจน เด็กเยาวชนวัยเรียนการศึกษาขั้นพื้นฐานนอกระบบการศึกษา นักเรียนยากจนและด้อยโอกาสในระบบการศึกษา เยาวชนและประชาชนที่ยากจนและต้องการการพัฒนาศักยภาพ ครูและสถานศึกษาผู้ดูแลเด็กเยาวชนในกลุ่มเป้าหมายของกองทุน โดยมีหลักการจัดการงบประมาณแบบใหม่เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา 4 ข้อคือ 1.ความคุ้มค่าแก้ไขปัญหาที่ต้นทาง โดยเริ่มตั้งแต่เด็กปฐมวัย 2.จัดลำดับความสำคัญและแก้ปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพ 3.ลงทุนอย่างฉลาดและโปร่งใส โดยใช้ข้อมูล นวัตกรรมใหม่ๆ ในการคัดกรองเด็กยากจนโดยติดตามพัฒนาการนักเรียนรายบุคคล และใช้เทคโนโลยีที่ก้าวหน้าตรวจสอบการเงินที่เข้าบัญชีเพื่อป้องกันการทุจริต และ 4.ร่วมมือกับภาคีทุกภาคส่วนอย่างบูรณาการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ผมหวังว่ากลไกของกองทุนฯ จะทำให้ตัวเลขกลุ่มเป้าหมาย 4.3 ล้านคนลดลง และผมเชื่อว่าการดำเนินการของกองทุนฯ ยากที่จะประสบความสำเร็จหากไม่ได้รับการสนับสนุนด้านทรัพยากร รวมทั้งความเป็นอิสระในการบริหารจัดการ &amp;nbsp;เพื่อความคล่องตัวและมีประสิทธิภาพในการทำงาน ซึ่งหากไม่มีสองสิ่งนี้กองทุนฯ ใหม่ที่จะตั้งขึ้นก็อาจจะเป็นเพียง กลไกแบบเดิมๆ ที่จะให้ผลลัพท์ไม่ต่างจากที่เป็นมา และการจัดตั้งกองทุนฯ นี้ไม่ใช่ยาวิเศษที่จะประกันว่าการปฏิรูปการศึกษาที่มีความซับซ้อนจะประสบความสำเร็จได้ในเร็ววัน การปฏิรูปปัญหาที่เป็นการสะสมมานานจำเป็นต้องใช้เวลา อีกทั้งความสำเร็จต้องขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นด้วย โดยเฉพาะความร่วมมือและความเข้าใจจากผู้เกี่ยวข้อง&amp;ldquo;กรรมการคณะกรรมการอิสระฯ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านายสมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์ประจำคณะครุศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า ในรายงานของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) พบว่า เด็กไทยอายุ 15 ปี ร้อยละ 50 อ่านหนังสือและตีความไม่ได้ ร้อยละ 53 ใช้คณิตศาสตร์ขั้นพื้นฐานไม่ได้ ร้อยละ 47 ไม่มีความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ และเราจะเป็นประเทศไทย 4.0 ได้อย่างไร ดังนั้นรัฐบาลจะใจเย็นไม่ได้ต้องเองจริงเอาจัง กับกองทุนฯ นี้ ซีงมีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อชะตากรรมของเด็กด้อยโอกาส และยังเป็นการตอบโจทย์ประเทศอย่างมีคุณภาพ ไม่ใช่เป็นนโยบายที่เลื่อนลอย พูดอย่างสวยหวาน แต่พอจะลงไปแก้ปัญหากับไม่มีทรัพยากร และหากรัฐบาลไม่สนับสนุนกองทุนฯ นี้อย่างเต็มที่ ก็คงไม่ต้องพูดถึงเรื่องการปฏิรูป เพราะทรัพยากรมนุษย์ถ้าไม่ได้รับการพัฒนาจะส่งผลกระทบต่อการพัฒนาในทุกด้านอย่างแน่นอน ดังนั้นกองทุนฯ นี้ จะต้องเป็นสตาร์ทอัพของการปฏิรูปประเทศอย่างเอาจริงเอาจัง และจะต้องเป็นคานงัดการศึกษา ร้อยละ 5 นี้ จะต้องเป็นคานงัดงบประมาณการศึกษาทั้ง ร้อยละ 95 ที่ใช้แบบไม่ค่อยมีประสิทธิภาพให้กลับมาทบทวน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ผมว่าผมเป็นคนหนึ่งที่เข้าใจวัตถุประสงค์ของกองทุนฯ นี้ เพราะผมเคยเป็นเด็กยากจนมาก่อน ได้ดิบได้ดีได้รับการศึกษา ก็เพราะทุน ดังนั้นเรื่องของกองทุนฯ เป็นเรื่องที่สำคัญมาก และรัฐบาลจะต้องทำอย่างจริงจัง&amp;rdquo;นายสมพงษ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนพ.ศุภสิทธิ์ พรรณารุโณทัย มูลนิธิศูนย์วิจัยและติดตามความเป็นธรรมทางสุขภาพ กล่าวว่า จากการศึกษาต้นทุนต่อหัวของเด็กยากจนและเด็กในพื้นที่ห่างไกลพบความซับซ้อนของปัญหา &amp;nbsp;ทำให้การจัดชุดสวัสดิการสิทธิประโยชน์มีความแตกต่างหลากหลาย เพื่อให้ตรงและตอบสนองกับปัญหาของเด็กแต่ละคน อย่างไรก็ตามความช่วยเหลือพื้นฐานของเด็กแต่ละกลุ่มนำมาสู่การคำนวณงบประมาณพื้นฐาน สำหรับกองทุนฯคือ การจัดการเด็กเยาวชนกลุ่มเป้าหมายปีละ 3.65 ล้านคน และแต่ละคนมีเป้าหมายเฉพาะที่แตกต่างหลากหลายตามสภาพปัญหาและเงื่อนไขของการรับเงินอุดหนุน งบประมาณสมทบในการบริหารจัดการจึงอยู่ที่ไม่เกินร้อยละ 5 ของงบการศึกษา เพื่อเป็นต้นทุนการจัดการประมาณ 270 บาท/เดือนต่อเด็ก1คน ซึ่งต้นทุนนี้ครอบคลุมการบริหารจัดการและการวิจัย เพื่อเสนอแนะกองทุนฯ ในการจัดตั้ง ดำเนินการ และประเมินผล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายฮิวจ์ เดอลานีย์ หัวหน้าฝ่ายการศึกษา องค์กรยูนิเซฟ ประเทศไทย กล่าวว่า ทางยูนิเซฟ ยินดีกับรัฐบาลไทยที่ให้ความสำคัญกับความเสมอภาคทางการศึกษา โดยกำหนดในรัฐธรรมนูญ และออกเป็นกฎหมายการจัดตั้งกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาเพื่อให้เกิดแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน เพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในเด็กกลุ่มยากจน เพราะการศึกษา คือ การลงทุนที่มีค่าใช้จ่ายที่ต้องใช้สำหรับการศึกษา ซึ่งพบว่าในบางจังหวัดของไทย มีเด็กที่เป็นผู้อพยพที่ไม่ได้เรียนหนังสือถึง ร้อยละ 40 ทั้งนี้การทำงานของกองทุนต้องมีระบบฐานข้อมูลและใช้นวัตกรรมใหม่ เพื่อให้เกิดความเสมอภาคทางการศึกษา ไม่ใช่ระบบทดแทนภาครัฐที่มีอยู่เดิม เช่น เงินอุดหนุนเด็กยากจนของกระทรวงศึกษา กองทุนสามารถให้อุดหนุนเพิ่มเติมตั้งแต่เด็กปฐมวัย และกองทุนต้องรู้จำนวนเงินที่ชัดเจนเพื่อให้เกิดการวางแผนระยะยาวได้
-------------------------------&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/5536</URL_LINK>
                <HASHTAG>กองทุนเสมอภาคการศึกษา, งบประมาณกองทุนเสมอภาคการศึกษา, ลดเหลื่อมล้ำ, เชื่อกองทุนเสมอภาคการศึกษาจุดเริ่มต้นปฎิรูปประเทศ, เด็ก2ล้านได้เงินข่วยเหลือครอบครัวละ 5บาท</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180321/image_big_5ab25cfd67141.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>4017</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/02/2018 21:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/02/2018 07:04</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> &quot;ประสาร&quot;เตรียมแจงกมธ.งบ5%กองทุนลดเหลื่อมล้ำเด็ก4.3ล้านคน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;quot;ประสาร&amp;quot;เตรียมชี้แจงกมธ. 28 ก.พ.นี้ ขอคงอัตรางบฯ กองทุนเพื่อความเสมอภาคฯ &amp;nbsp;5%ของงบฯการศึกษา หวั่นเปลี่ยนรัฐบาลใหม่ขาดความเข้าใจกระทบกองทุน ชี้มีเด็กที่ต้องแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา 4.3 ล้านคน และยัง ไม่นับครูอีกจำนวนมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;27 ก.พ.- ในงานมหกรรมสร้างเสริมสุขภาวะเด็ก เยาวชน และครอบครัว ที่อิมแพคฟอรั่ม เมืองทองธานี ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ประธานอนุคณะกรรมการรปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ และกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา(กอปศ.) ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับร่างพรบ.กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาว่า ขณะนี้ผ่านความเห็นชอบของสภานิติบัญญติแห่งชาติ(สนช.)วาระที่ 1แล้ว จากนี้จะเข้าสู่การพิจารณาของชั้นกรรมาธิการ(กมธ.)วิสามัญ สนช.ก่อนเข้าสู่สนช.วาระที่ 2 และ 3 &amp;nbsp;ส่วนประเด็นในเรื่องของแหล่งที่มาของเงินทุน จากเดิมในร่างกฎหมายที่กอปศ.จัดทำเสนอให้จัดสรร 5%จากงบประมาณด้านการศึกษา แต่ร่างที่ผ่านสนช.วาระ 1 ให้จัดสรรทุนประเดิม 1,000 ล้านบาทเข้ากองทุน และให้เสนอแผนงานที่ชัดเจนเสนอต่อคณะกรรมการกองทุนและคณะรัฐมนตรี(ครม.)อนุมัติ แล้วสำนักงบประมาณจะจัดสรรงบฯให้อย่างเพียงพอ แต่ในฝ่ายที่ยกร่างพ.ร.บ.นี้มีความกังวลว่าหากเวลาเปลี่ยนรัฐบาลใหม่ คนอาจจะไม่เข้าใจและไม่สามารถจัดสรรได้ตามความจำเป็น ซึ่งประเด็นเหล่านี้อาจจะมีการแก้ไขปรับปรุงร่างกฎหมายอีกครั้งในชั้นกรรมาธิการได้ ตนจะเป็นผู้แทนกอปศ.เข้าชี้แจงเหตุผลที่เสนอบรรจุงบ 5%ไว้ในกฎหมายต่อกรรมาธิการในวันที่ 28 ก.พ.นี้ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ดร.ประสาร กล่าวอีกว่า ที่ต้องการเสนอให้มีเงินทุนเข้ากองทุนตามที่กอปศ.เสนอบรรจุไว้เดิม เนื่องจากมองว่าหากมีการจัดงบประมาณด้านการศึกษาไว้เท่าไหร่ ก็อยากจะจัดงบประมาณมาใช้ในการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาและพัฒนาครูไว้ 5 % แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการจัดสรรงบประมาณมีความกังวลว่าจะเป็นการทำเป็นตัวอย่างแล้วหน่วยงานอื่นๆจะทำในลักษณะเดียวกัน แต่ในการเสนอบรรจุ 5%ของกอปศ.มีการคำนึงถึงประเด็นนี้เช่นกัน จึงอ้างอิง 5%ของงบด้านการศึกษา ไม่ใช่งบประมาณทั่วไป และมีการวางกรอบเวลาช่วง 5 ปีในการสร้างระบบและสร้างตัวอย่าง หลังจากนั้นก็ใช้อ้างอิงจากผลงาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ประธานอนุกก.ฯ กล่าวอีกว่า ในร่างพ.ร.บ.ได้มีการกำหนดแหล่งทุนอื่นไว้ด้วย เช่น เงินบริจาคให้ได้รับสิทธิในการลดหย่อนภาษี หรือถ้าจำเป็นก็ขอรัฐบาลขอรายได้ส่วนหนึ่งจากสลากกินแบ่งรัฐบาล &amp;nbsp;ส่วนเงินประเดิม 1,000 ล้านบาท คงไว้เพื่อวัตถุประสงค์รักษาความมั่นคงของสำนักงานกองทุน เพราะเมื่อจัดตั้งแล้วจำเป็นที่จะต้องรับพนักงานและต้องมีเงินเดือนและค่าใช้จ่ายด้านต่างๆ &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม การคงอัตรา 5 %ไว้ในร่างพ.ร.บ.เช่นเดิม จะทำให้มีความมั่นใจมากขึ้นว่ามีทรัพยากรในระดับเพียงพอที่จะให้กองทุนฯสามารถดำเนินภารกิจได้ตามเป้าหมาย
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;ตามบทบัญญัติในร่างพรบ.ที่ผ่านวาระแรก ไม่ได้มีอะไรที่ชี้ไปในทางที่ว่าปฏิเสธไม่ให้งบประมาณ เพียงบอกว่าไม่อยากให้ใส่ตัวเลข แต่ให้ทำแผนและถ้าแผนครม.เห็นชอบ สำนักงบฯก็จัดให้เพียงพอ ถ้าเป็นเช่นนี้ก็ขึ้นกับว่าการจัดทำแผนต้องเป็นที่น่าเชื่อถือแค่ไหน มีตัวเลขยืนยันเพียงใด และครม.มีความมุ่งมั่นแค่ไหน &amp;nbsp;ส่วนเรื่องการปรับขนาด แน่นอนว่าโจทย์เรื่องความเหลื่อมล้ำเป็นเรื่องใหญ่พอสมควร จากงานวิจัยพบว่ามีเด็กและเยาวชนที่กองทุนจะเข้าไปช่วยเหลือประมาณ 4.3 ล้านคนและครูอีกจำนวนหนึ่ง และมีหลักการว่าจะเข้าไปสนับสนุนในรูปแบบใด อัตราอุดหนุนคนละเท่าไหร่ หากสมมติฐานว่าเงินกองทุนได้น้อย ก็จะต้องไปปรับกลุ่มเป้าหมายเหล่านี้ จำนวนคนที่ได้รับการช่วยเหลืออาจจะลดลง หรือจำนวนเงินต่อหัวที่ได้รับการช่วยเหลือลดลง ซึ่งวิธีการบริหารจัดการอาจจะต้องปรับเปลี่ยน&amp;rdquo;ดร.ประสารกล่าว .

&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/4017</URL_LINK>
                <HASHTAG>กองทุนเสมอภาคการศึกษา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180219/image_big_5a8a35b9065ae.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>3629</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/02/2018 09:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/02/2018 08:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;หมอจรัส&quot;ตั้งคำถามงบฯแก้เหลื่อมล้ำ ต้อง&quot;หวังน้ำบ่อหน้า?&quot;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;หมอจรัส&amp;rdquo; หวัง สนช. หยิบกรณี ครม. ตัดถ้อยคำสนับสนุนงบฯ 5%ของงบฯ &amp;nbsp;ในร่างพ.ร.บ.กองทุนเสมอภาคทางการศึกษามาพิจารณาอีกครั้ง เผยเข้าใจข้อจำกัดทางการเงิน &amp;nbsp;แต่การแก้ปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำ &amp;nbsp; จะใช้วิธีแบบหวังน้ำบ่อหน้าหรือรอน้ำบ่ออื่นไม่ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ตามที่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา พ.ศ.... โดยประเดิมเงินทุนในการดำเนินการให้ จำนวน 1,000 ล้านบาท แต่ตัดถ้อยคำเรื่องการสนับสนุนงบประมาณในส่วนที่เป็นเงินอุดหนุนที่รัฐบาลต้องจัดสรรให้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 5 ของเงินงบประมาณแผ่นดินในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาก่อน ในวาระเริ่มแรกเป็นเวลา 5 ปี ตามที่คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะพิเศษ) ได้ปรับตามข้อเสนอของคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษาออกนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นพ.จรัส สุวรรณเวลา ประธานคณะกรรมการอิสระฯ กล่าวว่า เรื่องนี้ก็คงต้องไปว่ากันต่อที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ซึ่งคณะกรรมการอิสระฯ เข้าใจถึงข้อจำกัดทางฐานะการเงินของรัฐบาล แต่มองว่าการจะแก้ปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำเพื่อสร้างความเสมอภาคทางการศึกษามีความจำเป็นที่ต้องมีการกำหนดวงเงินที่รัฐต้องจัดสรรให้ &amp;nbsp;ส่วนที่จะให้ไปวางแผนการดำเนินงานในแต่ละปีนั้น &amp;nbsp;การให้ไปกำกับภายหลังตามกรอบความจำเป็น ตนมองว่าเป็นเรื่องที่พิจารณากันค่อนข้างลำบาก เพราะถ้าพิจารณาแล้วเขาบอกว่าไม่จำเป็นก็ไม่ให้เงิน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;quot;&amp;quot;อีกทั้งเหตุผลที่คณะกรรมการอิสระฯ เสนอไปโดยขอร้อยละ 5 เป็นเวลา 5 ปี เพราะรู้ถึงความจำเป็นและอยากให้กำกับไว้เลย เนื่องจากอยากได้น้ำบ่อนี้ ไม่อยากหวังน้ำบ่อหน้าหรือต้องไปรอบ่ออื่น เพราะเงินจำนวนดังกล่าวนอกจากจะใช้กับเด็กและเยาวชนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์แล้ว ยังต้องใช้สนับสนุนการผลิตและพัฒนาครูด้วย การที่บอกว่าอาจทำให้การจัดสรรงบประมาณเป็นไปลำบาก นั่นคือ วิธีคิดของเขา เมื่อว่ามาอย่างนี้ก็คงต้องไปดูกันต่อไปว่าเรื่องนี้มีความจำเป็นในระดับไหนอย่างไร&amp;quot;นพ.จรัส กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/3629</URL_LINK>
                <HASHTAG>กองทุนเสมอภาคการศึกษา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180222/image_big_5a8e2c23b7fa2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>3518</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/02/2018 19:22</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/02/2018 19:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ครม.ตัดข้อความกันเงิน 5%ติดต่อ 5ปีออกจากร่างพรบ.กองทุนลดเหลื่อมล้ำ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ครม. ตัด ระบบกันเงิน 5% ของงบประมาณการศึกษา&amp;nbsp;ติดต่อ 5ปี ออกจากร่าง พ.ร.บ.กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา สำนักงบฯ แจง ไม่ใช่วิธีการทางงบฯ ต้องมีการทำแผนการดำเนินงานในแต่ละปีมาเพื่อเสนอของบฯ กับครม.

นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวว่า ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีการพิจารณาเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา พ.ศ.... พร้อมทั้งมีมติมอบหมายให้ตนเป็นผู้แถลงในนามรัฐบาล ที่รัฐสภา ในวันที่ 23 กุมภาพันธ์นี้ โดยสิ่งที่สำคัญคือ ร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวจะเสร็จทันตามที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 กำหนดแน่นอน ซึ่งรัฐบาลจะประเดิมเงินทุนให้จำนวน 1,000 ล้านบาท ทั้งนี้ในส่วนของแผนประจำปีนั้น ทางสำนักงบประมาณได้ติงว่าไม่สามารถใช้ระบบกันเงินร้อยละ 5 ของงบฯ การศึกษาทั้งหมดได้ โดยให้เหตุผลว่าการดำเนินการดังกล่าวไม่ใช่วิธีการทางงบฯ ซึ่งวิธีทางงบฯ คือจะต้องมีการทำแผนการดำเนินงานในแต่ละปีมาเพื่อเสนอของบฯ กับครม.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/3518</URL_LINK>
                <HASHTAG>กองทุนเสมอภาคการศึกษา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180112/5a587e6b59e6d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>3400</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/02/2018 09:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/02/2018 09:41</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คกก.อิสระหวั่นรัฐบาลตัดงบฯ อุดหนุนกองทุนลดเหลื่อมล้ำที่ระบุในร่างกม.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คณะกกอิสระฯ &amp;nbsp;ดัน ร่างพ.ร.บ.กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา เข้า ครม. พิจารณา อีกครั้ง ชึ้น &amp;quot;ประสาร&amp;quot;หวั่นครม.ตัดข้อผูกพันธ์สนับสนุนเงินให้กองทุนฯ 5 % ของงบประมาณแต่ละปี&amp;nbsp;ย้ำมีความสำคัญมาก แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาล ในการสร้างความเสมอภาค&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ประธานคณะอนุกรรมการกองทุน ของคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา กล่าวว่า ขณะนี้คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะพิเศษ) ได้มีการปรับเพิ่มภารกิจของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ในร่าง พ.ร.บ.กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา พ.ศ.... อีก 2-3 ภารกิจ อย่างเรื่องการสนับสนุนมาตรการลดความเหลื่อมล้ำระหว่างสถานศึกษา การสนับสนุนการวิจัยพัฒนาการผลิตและพัฒนาครู และการวิจัยองค์ความรู้ในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งภารกิจเหล่านี้จะช่วยให้การขับเคลื่อนเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ของประชากรเด็กเยาวชนและผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ส่วนเรื่องของงบประมาณที่จะนำมาสนับสนุนกองทุนนั้น คณะกรรมการกฤษฎีกาได้เห็นชอบแนวทางการสนับสนุน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประธานอนุกกก.อิสระฯ กล่าวอีกว่าการกำหนดวงเงินให้แก่กองทุนฯโดยเป็นทุนประเดิม 1,000 ล้านบาท และเงินอุดหนุนที่รัฐบาลจัดสรรให้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 5 ของเงินงบประมาณแผ่นดินในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา ในวาระเริ่มแรกเป็นเวลา 5 ปี เป็นเรื่องที่มีความสำคัญมาก แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในพันธสัญญาของรัฐบาลในการสร้างความเสมอภาคทางการศึกษา ซึ่งจะช่วยขจัดปัญหาความเหลื่อมล้ำ หากทำได้สำเร็จจะช่วยเพิ่มคุณภาพกำลังคน ทั้งยังเป็นหลักประกันในการดำเนินการของกองทุนตามภารกิจให้ประสบความสำเร็จตามเจตนารมณ์แห่งรัฐธรรมนูญ มาตรา 54 รวมทั้งสนับสนุนความพยายามในการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศ ให้เดินหน้าตามยุทธศาสตร์ชาติ ได้อย่างมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนพ.จรัส สุวรรณเวลา ประธานคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา กล่าวว่า กอปศ.ได้เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.กองทุนฯ ตามที่คณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแก้ไขเพิ่มเติมและนำข้อสังเกตของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาประกอบการพิจารณาอย่างเหมาะสมแล้ว ซึ่งถือว่าภารกิจของคณะกรรมการอิสระฯ ในการยกร่างพ.ร.บ.กองทุนฯ ตามรัฐธรรมนูญได้เสร็จสิ้นลงแล้ว ขั้นตอนต่อไปเป็นหน้าที่ของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่จะพิจารณาและส่งร่างให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติดำเนินการตามขั้นตอนการตรากฎหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุม คณะรัฐมนตรี(ครม.) วันที่ 20 กุมภาพันธ์นี้ คาดว่าจะมีการนำร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวเข้าพิจารณาเพื่อขอความเห็นชอบ อย่างไรก็ตาม มีกระแสข่าวว่า ครม.อาจจะตัดข้อความเรื่องการจัดสรรงบฯอุดหนุนไม่น้อยกว่าร้อยละ 5 ในวาระเริ่มแรกเป็นเวลา 5 ปีออกไป
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/3400</URL_LINK>
                <HASHTAG>กองทุนเสมอภาคการศึกษา, คณะกรรมการอิสระปฎิรูปการศึกษา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180219/image_big_5a8a35b9065ae.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
