<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>120195</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/10/2021 14:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/10/2021 14:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผบ.ทสส. ยันตำรวจคุมม็อบ หากกระทบเอกราช-อธิปไตยเป็นหน้าที่ทหารปราบกบฏ-จลาจล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 ต.ค.64 - ที่กองบัญชาการกองทัพไทย (บก.ทท.) ถ.แจ้งวัฒนะ พล.อ.เฉลิมพล ศรีสวัสดิ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) เป็นประธานการประชุมคณะผู้บัญชาการทางทหาร และการประชุมผู้บัญชาการเหล่าทัพครั้งที่ 1 ประจำปี 2565 โดยมีพล.อ.ณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ ผู้บัญชาการทหารบก พล.ร.อ.สมประสงค์ นิลสมัย ผู้บัญชาการทหารเรือ พล.อ.อ.นภาเดช ธูปะเตมีย์ ผู้บัญชาการทหารอากาศ และพล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เข้าร่วมประชุมครั้งแรกอย่างพร้อมเพรียง ภายหลังจากที่ผู้บัญชาการเหล่าทัพท่านใหม่เข้ารับตำแหน่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากนั้นเวลา 11.30 น. พล.อ.เฉลิมพล ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนกรณีกลุ่มทะลุแก๊สได้เปลี่ยนชื่อเป็นภาคีปฏิวัติประชาชนไท หรือ PRA ที่แสดงจุดยืนโค่นล้มการปกครอง และปลดปล่อยอีสาน ล้านนา และปาตานี จะนำไปสู่การเคลื่อนไหวใหญ่และรุนแรงหรือไม่ว่า เป็นลักษณะของการแสดงออกภายใต้ข้อกฎหมาย การดำเนินการเป็นหน้าที่ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) เพื่อดูตามข้อกฎหมาย แต่ถ้ามีกระบวนการไปกระทบเรื่องความมั่นคง และสุดท้ายปลายทางกระทบเอกราช อธิปไตย ก็เป็นหน้าที่ของกองทัพที่จะดำเนินการ แต่ลักษณะการเคลื่อนไหวดังกล่าว ก็ยังคงเป็นระดับการใช้สิทธิในการแสดงความคิดเห็นมากกว่า ซึ่งยังไม่ส่งผล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่ากองทัพจะไม่ยุ่งเกี่ยวการชุมนุมที่เกิดขึ้นทั่วประเทศใช่หรือไม่ พล.อ.เฉลิมพล กล่าวว่า ในส่วนการดูแลเรื่องการชุมนุมเป็นบทบาทของสตช. ในการบังคับใช้กฎหมาย ในส่วนของทางการทหาร เราก็มีหน้าที่ของความไม่สงบเรียบร้อย ซึ่งหากสถานการณ์พัฒนาไปสู่สถานการณ์ที่เริ่มบอกว่าไม่สงบเรียบร้อย ทหารก็ต้องเข้าไปเพื่อดำเนินการ ถ้ายึดถือกันตามหน้าที่แล้วนั้น หน้าที่ทหารก็คือปราบปรามกบฏและจลาจล ถ้ามีกบฏ ถ้ามีจลาจล เป็นหน้าที่ทหาร แต่ถ้ายังไม่ถึง ตำรวจก็ดูแล และถ้าขอบเขตนั้นกว้างขวาง ไม่ถึงกบฏ ไม่ถึงจลาจล ทหารอาจถูกขอให้ไปเป็นผู้ช่วยเจ้าพนักงาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านพล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวถึงการประเมินสถานการณ์การชุมนุมของกลุ่มทะลุแก๊สนั้นจะถึงขั้นเกิดจลาจลขึ้นหรือไม่ว่า ตอนนี้ทุกคนก็เห็นภาพว่าเป็นอย่างไร มันยังไม่ถึงขนาดนั้น การจะพูดอะไรคนเราก็พูดได้หมด แต่ขอให้สบายใจว่าทางเจ้าหน้าที่ตำรวจดูแลอยู่ และเชื่อว่าที่เจ้าหน้าที่ทำมานั้นได้ผล มีประสิทธิภาพ เพราะจะเห็นได้จากจำนวนผู้เข้าร่วมการชุมนุมลดน้อยลงไปทุกวัน และสามารถจับกุมได้อย่างต่อเนื่อง กระบวนการทางกฎหมายต้องเดินตามขั้นตอน เราจะไปกระโดดข้ามไม่ได้ จะไปเร่งให้เร็วหรือช้านั้นไม่ได้ ทุกอย่างต้องเดินไปตามนั้น แต่กระบวนการทางกฎหมายไม่เคยหยุด คนที่มีคดีสะสมก็พอกไปเรื่อยๆ ช่วงนี้การไต่สวนคดีต่างๆอาจจะประสบปัญหาเรื่องโควิด-19 และทางศาลก็มีข้อจำกัดเรื่องนี้ แต่อย่าลืมว่ามันไม่จบ เพราะฉะนั้นคนที่จะทำต้องคิดให้ดี โดยเฉพาะการไปชักจูงใจปั่นหัวเยาวชนให้ออกมาใช้ความรุนแรง ซึ่งต้องฝากครอบครัวและผู้ปกครองช่วยดูแลด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ที่ผ่านมาจะเห็นว่าจำนวนผู้ชุมนุมลดน้อยลงไปเรื่อยๆ จนช่วงนี้แทบจะไม่มี เพราะเราใช้มาตรการที่เห็นว่าเหมาะสมและสมควรทั้งมาตรการทางกฎหมายและมาตรการการใช้กำลังเท่าที่จำเป็น ถือว่าเราทำได้ในระดับที่น่าพอใจ ส่วนที่เขาประกาศว่าจะยกระดับนั้นก็ต้องติดตามสถานการณ์ไป เราประเมินแล้วว่าเป็นไปได้ยากมาก แต่เราก็ไม่ประมาท ใช้มาตรการทางกฎหมายดำเนินการต่อ&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่า เหตุการณ์ที่แยกดินแดนจะต้องเคลียร์ให้จบก่อนเปิดประเทศหรือไม่ พล.ต.อ.สุวัฒน์ กล่าวว่า ต้องดูว่าความขัดแย้งมาจากเรื่องอะไร ซึ่งต้นเหตุอยู่ตรงนั้น การใช้กำลังปราบปรามจับกุมเป็นเรื่องปลายเหตุ ดังนั้นเราต้องไม่ทำตัวเป็นเงื่อนไข เพื่&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/120195</URL_LINK>
                <HASHTAG>กองบัญชาการกองทัพไทย, ทะลุแก๊ส</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211019/image_big_616e72e01ac1b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>109252</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/07/2021 15:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/07/2021 15:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผบ.ทหารสูงสุด สั่งตั้งด่าน &#039;ล็อกดาวน์&#039; เพิ่มกำลัง-คุมเข้มแนวชายแดน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พลเอกเฉลิมพล ศรีสวัสดิ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 ก.ค.64 - พลตรี ธีรพงศ์ ปัทมสิงห์ ณ อยุธยา รองโฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย เปิดเผยว่า ในวันนี้ เวลา&amp;nbsp;06.00 น.&amp;nbsp;พลเอกเฉลิมพล ศรีสวัสดิ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด/หัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินด้านความมั่นคง (ผบ.ทสส/หน.ศปม.) สั่งการให้หน่วยงานด้านความมั่นคง เริ่มดำเนินการจัดตั้งจุดตรวจจุดสกัด และชุดสายตรวจในการลาดตระเวนเพื่อกำกับดูแลการปฏิบัติ การเดินทางข้ามพื้นที่อย่างเข้มงวดในพื้นที่กรุงเทพฯ ทั้ง&amp;nbsp;50&amp;nbsp;เขต จำนวน&amp;nbsp;88&amp;nbsp;จุด ทั้งนี้ หากเจ้าหน้าที่ตรวจพบว่ามีผู้ฝ่าฝืนจากมาตรการจำกัดการเคลื่อนย้ายและการดำเนินกิจกรรมที่มีความเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดฯ ของบุคคลในพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด (สีแดงเข้ม)&amp;nbsp;10&amp;nbsp;จังหวัด ให้บังคับใช้บทลงโทษตามแห่ง พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548&amp;nbsp;และพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ.&amp;nbsp;2558&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ผบ.ทสส/หน.ศปม. ได้ขอความร่วมมือกำลังพลและครอบครัว รวมทั้งประชาชนทุกภาคส่วน มีความเคร่งครัดในการปฏิบัติตามการป้องกันไวรัสโควิด-19&amp;nbsp;เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อตามที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนดไว้อย่างเคร่งครัด โดยขอให้งดเว้นการจัดกิจกรรมทุกรูปแบบที่อาจก่อให้เกิดการแพร่ระบาดของโรค พร้อมทั้งเน้นย้ำการปฏิบัติหน้าที่ของทหารที่ประจำอยู่ในพื้นที่ควบคุมจุดตรวจหรือด่านตรวจต่างๆ โดยเฉพาะตามแนวชายแดนต้องเคร่งครัด รวมทั้งการปฏิบัติเพื่อควบคุมการเคลื่อนย้ายผู้ติดเชื้อที่อาจลักลอบเข้ามาในราชอาจักรไทย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับ การควบคุมการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19&amp;nbsp;ในพื้นที่ตามแนวชายแดนนั้น ปัจจุบันได้ดำเนินการปฏิบัติโดยการเพิ่มกำลังทหาร ตำรวจ สนธิกำลังกับกองกำลังป้องกันชายแดน อย่างเข้มข้นมากยิ่งขึ้น รวมทั้งได้เน้นย้ำการวางจุดตรวจพื้นที่ที่สำคัญ เพื่อป้องกันการข้ามเข้ามายังประเทศไทย พร้อมทั้งสั่งการให้ใช้เครื่องมือพิเศษตรวจพื้นที่ และประสานกระทรวงมหาดไทยใช้ชุมชนเข้มแข็งตามแนวชายแดนช่วยตรวจตราแจ้งข้อมูลข่าวสารให้กับทางเจ้าหน้าที่เพื่อดูแลควบคุมพื้นที่ทหารที่ทำหน้าที่ต้องเพิ่มความเข้มข้นและเข้มงวดในมาตรการต่างๆ เพื่อป้องกันให้ได้มากที่สุด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในห้วงเวลาแห่งความยากลำบากนี้ ขอให้พี่น้องประชาชนชาวไทยทุกคน โปรดให้ความร่วมมือในการปฏิบัติตนตามที่ภาครัฐกำหนดโดยเคร่งครัด งดการออกนอกเคหะสถานในช่วงเวลาที่กำหนดโดยไม่มีความจำเป็น หลีกเลี่ยงการเดินทางข้ามจังหวัด ปฏิบัติงานที่บ้าน (Work from home)&amp;nbsp;อย่างเต็มรูปแบบ ร่วมกันอยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ&amp;nbsp;&amp;nbsp;มีวินัยในการปฏิบัติตนตามมาตรการอย่างเคร่งครัด เพื่อลดการแพร่ระบาดของโรค โดยกองทัพไทยพร้อมเคียงข้างพี่น้องประชาชนและจะปฏิบัติภารกิจเพื่อดูแลประชาชนอย่างเต็มขีดความสามารถเพื่อก้าวผ่านวิกฤตโควิด-19&amp;nbsp;ในครั้งนี้ไปด้วยกัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/109252</URL_LINK>
                <HASHTAG>กองบัญชาการกองทัพไทย, ความมั่นคง, ตั้งด่านตรวจ, พล.ต.ธีรพงศ์ ปัทมสิงห์ ณ อยุธยา, พล.อ.เฉลิมพล ศรีสวัสดิ์, ล็อกดาวน์, โควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210710/image_big_60e95d2fb4ba0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>108899</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/07/2021 09:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/07/2021 09:34</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เกษตรดึงมือทหารกู้วิกฤติผลผลิตเกษตรกรล้นตลาด    </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;เกษตรดึงมือทหารกู้วิกฤติผลผลิตเกษตรกรล้นตลาด ช่วยรับซื้อผลผลิต &amp;ndash;สนับสนุนพื้นที่จำหน่ายและกระจายผลผลิตทางการเกษตร นำร่องหน้าค่ายทหาร-หน่วยงานในสังกัด 42 แห่ง 25 จังหวัดเป็นตลาดซื้อ-ขายสินค้าเกษตร หวังแบ่งเบาความเดือดร้อนเกษตรกรช่วงวิกฤติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา2019(โควิด-19)ที่ต่อเนื่องมาถึงระลอก 3 ส่งผลกระทบให้ผลผลิตเกษตรที่กำลังจะทยอยออกสู่ตลาดทั้งไม้ผล ไม้ดอก และพืชผักต่างๆ ไม่สามารถส่งออกไปจำหน่ายต่างประเทศได้ อีกทั้งภาคธุรกิจและสถานบริการหลายแห่งปิดตัวลงทำให้ลดจำนวนการสั่งซื้อสินค้าเกษตรลง ทำให้ผลผลิตทางการเกษตรปีนี้ของไทยทั้งระบบไม่ว่าจะเป็นผลผลิตปศุสัตว์ ประมง ผัก ผลิตภัณฑ์นม ไข่ สินค้าเกษตรอินทรีย์ และผลผลิตทางการเกษตรรวมไปถึงผลไม้ตามฤดูกาลประสบปัญหาล้นตลาด ราคาตกต่ำลงอย่างมาก ทั้งหมดจึงกลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในการเร่งหามาตรการและช่องทางตลาดใหม่ๆเพื่อบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนให้กับเกษตรกรไทยให้รอดพ้นภาวะวิกฤติช่วงนี้ไปให้ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.ทองเปลว กองจันทร์  ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า จากสถานการณ์วิกฤติที่เกิดขึ้น กระทรวงเกษตรฯได้ระดมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการผนึกกำลังในการคิดค้นมาตรการและสร้างกลไก เครือข่ายทางการตลาดใหม่ๆที่สอดคล้องกับภาวะวิกฤติโควิดและความเปลี่ยนแปลงของตลาดอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งการบริหารจัดการตลาดสินค้าเกษตรไทยให้อยู่รอดแบบยั่งยืน มีการกระจายสินค้าเกษตรสู่ตลาดอย่างมีประสิทธิภาพ โดยหนึ่งในมาตรการสำคัญล่าสุดคือ การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ(เอ็มโอยู) ระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และกระทรวงกลาโหม ในการรับซื้อผลผลิตทางการเกษตรจากเกษตรกรตามความต้องการและศักยภาพของหน่วย เช่น ผลผลิตปศุสัตว์ ประมง ผักและผลไม้ตามฤดูกาล ผลิตภัณฑ์นม ไข่ สินค้าเกษตรอินทรีย์ และผลผลิตทางการเกษตรที่สำคัญอื่นๆ เป็นต้น และการสนับสนุนพื้นที่จำหน่ายและกระจายผลผลิตทางการเกษตร เพื่อให้ข้าราชการทหารและครอบครัว รวมถึงประชาชนในพื้นที่จังหวัดต่าง ๆ มีโอกาสได้เข้าถึงผลผลิตทางการเกษตรและอาหารที่มีคุณภาพในราคาที่เป็นธรรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภายใต้ข้อตกลงความร่วมมือฯจะมอบหมายให้หน่วยงานในสังกัดในระดับพื้นที่ร่วมกันสำรวจความต้องการรับซื้อและความพร้อม/ศักยภาพพื้นที่ของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงกลาโหม อาทิ สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม กองบัญชาการกองทัพไทย กองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศ โดยเบื้องต้นจะมีการนำร่องจำนวน 42 แห่งครอบคลุมพื้นที่ 25 จังหวัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สำหรับตัวอย่างสินค้าผลผลิตทางการเกษตรที่คาดว่าจะมีผลผลิตออกมาเป็นจำนวนมาก ในช่วง 6 เดือนนี้ (กรกฎาคม - ธันวาคม 2564) ได้แก่ ผลไม้-ลำไยสด มะม่วงมหาชนก มะม่วงเขียวมรกต แก้วมังกร พืชผัก-พริก กระเทียม กะหล่ำปลี สินค้าปศุสัตว์-ไข่ไก่ ไข่เป็ด และสินค้าประมง-กุ้งขาวแวนนาไม กุ้งก้ามกราม ปลากะพง เป็นต้น โดยได้มอบหมายกรมการข้าว กรมปศุสัตว์ กรมหม่อนไหม กรมวิชาการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร และสำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัด จัดทำข้อมูลผลผลิตทางการเกษตร ในปี 2564 ที่ประสงค์ให้กระทรวงกลาโหมรับซื้อและจัดจุดจำหน่ายและมอบหมายให้กรมส่งเสริมการเกษตรเป็นหน่วยงานหลักจัดทำข้อมูลและแผนปฏิบัติการที่จะดำเนินงานร่วมกับกระทรวงกลาโหม&amp;rdquo; ดร.ทองเปลว กล่าว &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.ทองเปลว กล่าวด้วยว่า ที่ผ่านมากระทรวงเกษตรฯได้เตรียมมาตรการในการบริหารจัดการตลาดสินค้าเกษตรทั้งในภาวะปกติและในช่วงภาวะวิกฤติของการแพร่ระบาดของโรค COVID-19ไว้อย่างครบวงจรตั้งแต่ก่อนถึงฤดูกาลผลผลิตออกสู่ตลาด อาทิ การจัดทำแผนบริหารจัดการผลไม้ภาคตะวันออก (ทุเรียน มังคุด เงาะ ลองกอง) แผนบริหารจัดการผลไม้ภาคเหนือ(ลิ้นจี่) การจัดทำแผนบริหารจัดการผลไม้ภาคใต้ การจัดทำโครงการพัฒนาEcosystemเพื่อจำหน่ายผลไม้ไทยครบวงจรบนแพลตฟอร์มออนไลน์ การจัดหาช่องทางจำหน่ายและกระจายสินค้าด้านการเกษตรต่างๆ ให้กับเกษตรกร ได้แก่ ตลาด Modern trade เช่น Tesco Lotus, Big C และ Makro ตลาดกลางค้าส่งขนาดใหญ่ เช่น ตลาดไท ตลาดเฉพาะกิจ เช่น จำหน่ายสินค้าในรูปแบบค้าส่งร่วมกับบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด เป็นต้น แต่ด้วยแนวโน้มของสถานการณ์ของโรคโควิด-19ยังคงวิกฤติอย่างต่อเนื่อง กระทรวงเกษตรฯจำเป็นที่จะต้องเร่งหามาตรการเพิ่มเติมเพื่อขยายช่องทางตลาดในการระบายสินค้าเกษตรออกสู่ตลาดให้มากที่สุดเพื่อบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนให้กับเกษตรกรและเศรษฐกิจของประเทศ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนางสาวรัฐรินทร์ สว่างสาลีรัฐ ประธาน Young Smart Farmer จังหวัดสระแก้ว กล่าวว่า การจับมือระหว่างกระทรวงเกษตรและกระทรวงกลาโหมในครั้งนี้ถือเป็นแนวคิดที่ดีที่ทหารช่วยซื้อผลผลิตของเกษตรกรและเปิดพื้นที่จำหน่ายสินค้าให้เกษตรกรได้มีตลาดจำหน่ายและลดปัญหาความเดือดร้อนจากการหาตลาดไม่ได้ คนซื้อน้อยลง ซึ่งตนมองว่ากระทรวงกลาโหมมีหน่วยงานในสังกัดกระจายอยู่ทุกจังหวัด จึงถือเป็นตลาดที่ใหญ่มีครอบครัวทหารทั่วประเทศหลายล้านคนซึ่งจะช่วยระบายสินค้าเกษตรได้เป็นจำนวนมาก และหวังว่าในอนาคตกระทรวงเกษตรฯจะหาแนวทางในการจับมือกับกระทรวงอื่นๆเพิ่มเติม อาทิ กระทรวงสาธารณสุขซึ่งมีหน่วยงานและบุคลากรทางการแพทย์ พยาบาลทั่วประเทศหลายสิบล้านคน หรือแม้แต่โรงเรียนและสถานบันการศึกษา หากสามารถเข้าไปเจาะช่องทางตลาดหน่วยงานตรงเพิ่มเติมได้ ก็จะแก้ไขปัญหาผลผลิตล้นตลาดและราคาตกต่ำได้อย่างมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับจังหวัดสระแก้ว ปัจจุบันเป็นแหล่งผลิตสินค้าทางการเกษตรที่สำคัญหลายชนิด เช่น พืชผักอินทรีย์ มะม่วง กระท้อน และลำไย โดยเกษตรกรได้มีการรวมตัวเป็นกลุ่มแปลงใหญ่ปลูกผักเกษตรอินทรีย์จังหวัดสระแก้ว และกลุ่มเครือข่ายYoung Smart Farmer กว่า400 ราย มีผลผลิตออกสู่ตลาดปีละหลายพันตัน เช่น ผักอินทรีย์ มีผลผลิตประมาณ 5 ตัน/เดือน มะม่วง ผลิตปีละ 3 ครั้ง มีผลผลิตประมาณ 400-500 ตัน/รอบการผลิต กระท้อน 200 ตัน/ปี เป็นต้น ซึ่งก่อนเกิดวิกฤติมีตลาดจำหน่ายหลักๆ คือ ตลาดชุมชน ตลาดไท และห้างสรรพสินค้าชั้นนำ ส่วนมะม่วงก็ส่งเข้าโรงงานเพื่อแปรรูป แต่หลังจากเกิดวิกฤติโรงงานปิดและหยุดรับซื้อ ตลาดค้าส่งและห้างสรรพสินค้าก็สั่งซื้อน้อยลง ทำให้ผลผลิตล้นตลาดจำนวนมาก เลยหันมาเปลี่ยนช่องทางตลาดแบบขายปลีกแทนเพื่อประคองสถานการณ์ให้ผ่านวิกฤติในช่วงนี้ไปให้ได้ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งหมดถือเป็นอีกหนึ่งความพยายามของกระทรวงเกษตรฯ ในการเดินหน้าสร้างมาตรการและสร้างเครือข่ายทางการตลาดใหม่ ๆ ในการหาทางออกให้กับเกษตรกรที่ประสบปัญหาสินค้าเกษตรล้นตลาดจากภาวะวิกฤติต่างๆ รวมทั้งภาวะวิกฤติโควิด-19 ได้บรรเทาความเดือดร้อน ทั้งนี้ นอกจากมาตรการดังกล่าวแล้ว เกษตรกรและสถาบันเกษตรกรที่ประสบปัญหาผลผลิตล้นตลาด ยังสามารถติดต่อขอความช่วยเหลือไปยังสำนักงานเกษตรจังหวัด และสำนักงานเกษตรอำเภอในพื้นที่ทั่วประเทศได้โดยตรงอีกทางหนึ่งด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/108899</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมส่งเสริมการเกษตร, กระจายผลผลิตทางการเกษตร, กระทรวงกลาโหม, กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, กองทัพบก, กองทัพอากาศ, กองทัพเรือ, กองบัญชาการกองทัพไทย, ดร.ทองเปลว กองจันทร์, ตลาดสินค้าเกษตรไทย, ทหาร, นางสาวรัฐรินทร์ สว่างสาลีรัฐ, ประธาน Young Smart Farmer, ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์, ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ(เอ็มโอยู), วิกฤติผลผลิตเกษตรกรล้นตลาด, เกษตร, โครงการพัฒนาEcosystem</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210707/image_big_60e513ce1e00a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>108066</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/06/2021 18:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/06/2021 18:54</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สนธิกำลังทหาร ตร. เทศกิจ ตั้งชุดปฏิบัติการคุมแคมป์คนงาน-ด่านตรวจ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 มิ.ย.64 - พล.ต.ธีรพงศ์ ปัทมสิงห์ ณ อยุธยา รองโฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย เปิดเผยว่า ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินด้านความมั่นคง (ศปม.) ได้มีการจัดกำลังพลสนับสนุนการจัดตั้งจุดตรวจ/ด่านตรวจร่วม เพื่อเสริมประสิทธิภาพในการสกัดกั้นการเคลื่อนย้ายแรงงานในพื้นที่เสี่ยงของกรุงเทพมหานครโดยแต่ละแคมป์ในพื้นที่ทั้ง&amp;nbsp;50&amp;nbsp;เขตกรุงเทพฯ สนธิกำลัง ดังนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจ 2 นาย เจ้าหน้าที่ทหาร 2 นาย เจ้าหน้าที่เทศกิจ 2 นาย เจ้าหน้าที่ของบริษัท และเจ้าหน้าที่กรุงเทพมหานครที่เกี่ยวข้อง ดูแล575แคมป์งานที่ได้รับมอบหมาย โดยแบ่งเขตความรับผิดชอบ ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กองบัญชาการศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินด้านความมั่นคง&amp;nbsp;&amp;nbsp;(บก.ศปม.) ดูแลรับผิดชอบ จำนวน 72 แคมป์ ใน 6 เขต ของพื้นที่เขตกรุงเทพฯ ตะวันออก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศูย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินด้านความมั่นคงกองทัพบก (ศปม.ทบ.) ดูแลรับผิดชอบ จำนวน 322 แคมป์ ใน 27 เขต ของพื้นที่เขตกรุงเทพฯ กลาง,&amp;nbsp;กรุงเทพฯ ตะวันออก,&amp;nbsp;กรุงเทพฯ เหนือ,&amp;nbsp;กรุงเทพฯ ใต้ และกรุงธนฯ เหนือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินด้านความมั่นคงกองทัพเรือ (ศปม.ทร.) ดูแลรับผิดชอบ จำนวน 106 แคมป์ ใน 11 เขต ของพื้นที่เขตกรุงธนฯเหนือ และกรุงธนฯ ใต้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินด้านความมั่นคงกองทัพอากาศ (ศปม.ทอ.) ดูแลรับผิดชอบ จำนวน 75 แคมป์ ใน 6 เขต ของพื้นที่เขตกรุงเทพฯ ตะวันออก และกรุงเทพฯ เหนือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินด้านความมั่นคงตำรวจ (ศปม.ตร.) ดูแลรับผิดชอบ จำนวน 309 แคมป์&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับในกรณีความห่วงใยของสังคมต่อการดูแลแรงงานภายในแคมป์ก่อสร้างในพื้นที่ต่าง ๆ นั้น ปัจจุบันศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินด้านความมั่นคง&amp;nbsp;&amp;nbsp;(บก.ศปม.) ได้ดูแลรับผิดชอบในเรื่องการป้องกันการเคลื่อนย้ายแรงงาน พร้อมทั้งบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานต่าง ๆ ในการดูแลความเรียบร้อยของพื้นที่แคมป์ก่อสร้างในพื้นที่ต่าง ๆ ในส่วนของกระทรวงแรงงาน รับผิดชอบในเรื่องการดูแลความเป็นอยู่ของแรงงานในภาพรวม และกระทรวงสาธารณสุข รับผิดชอบในด้านการป้องกันการแพร่ระบาดของโรค และการดูแลรักษาผู้ป่วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งนับจากวันที่ได้มีการประกาศมาตรการเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโควิด 19 นั้น พล.อ. เฉลิมพล ศรีสวัสดิ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด/หัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินด้านความมั่นคง (ผบ.ทสส./หน.ศปม.) ได้กำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้ความสำคัญในการดูแลด้านชีวิตความเป็นอยู่ของกลุ่มแรงงานที่อาศัยในแคมป์ เพื่อให้แรงงานที่กักตัวในแคมป์สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้โดยไม่เดือดร้อนไปจนกว่าจะครบกำหนดประกาศผ่อนคลายมาตรการในระยะต่อไป&amp;nbsp;&amp;nbsp;จึงขอให้ประชาชนมีความเชื่อมั่นว่ากองทัพจะปฏิบัติหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายอย่างเต็มขีดความสามารถ และพร้อมเคียงข้างดูแลประชาชนไปจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/108066</URL_LINK>
                <HASHTAG>กองบัญชาการกองทัพไทย, ศปม., แคมป์คนงาน, แรงงาน, โควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210629/image_big_60dafa8306fa8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>104759</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/05/2021 10:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/05/2021 10:24</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สทป. ดำเนินโครงการประยุกต์ใช้แผนที่สถานการณ์ร่วม  เพื่อจำลองภารกิจการช่วยเหลือทางทหารในสถานการณ์ฉุกเฉิน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ (สทป.) ได้ดำเนินการวิจัยและพัฒนาโครงการประยุกต์ใช้แผนที่สถานการณ์ร่วมเพื่อจำลองภารกิจการช่วยเหลือทางทหารในสถานการณ์ฉุกเฉิน เพื่อสนับสนุนภารกิจทางทหารด้านความมั่นคงของกระทรวงกลาโหม (กห.) ที่ต้องปฏิบัติหลายประการ รวมไปถึงภารกิจที่ไม่ใช่ภารกิจด้านการรบ เช่น การส่งกำลังเข้าสนับสนุนการพัฒนาประเทศ การป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติ และการให้ความช่วยเหลือประชาชน โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับการเตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติ และภารกิจการตอบสนองขณะประเทศประสบสภาวะวิกฤตและขาดสัญญาณการสื่อสาร โดยการจัดทำแผนที่สถานการณ์ร่วมจากข้อมูลภาพถ่ายที่ได้จากอากาศยานไร้คนขับหรือ UAV&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โครงการประยุกต์ใช้แผนที่สถานการณ์ร่วมเพื่อจำลองภารกิจการช่วยเหลือทางทหารในสถานการณ์ฉุกเฉิน จึงดำเนินการสถาปนาระบบสื่อสารขึ้นเอง เพื่อสนับสนุนการเข้าช่วยเหลือของทหารในพื้นที่ฉุกเฉิน และการขยายขีดความสามารถของแผนที่สถานการณ์ช่วยสร้างผลกระทบในเชิงบวกกับหน่วยงานด้านความมั่นคง อีกทั้งในด้านเศรษฐกิจเพื่อเตรียมการรับมือ ตอบสนอง และบรรเทาภัยพิบัติ เช่น น้ำท่วม เป็นต้น ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อความสูญเสียทางเศรษฐกิจของประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพื่อให้หน่วยงานภายใต้สังกัด กห. ได้นำแผนที่สถานการณ์ร่วมไปประยุกต์ใช้เพื่อจำลองภารกิจการช่วยเหลือทางทหารในสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยสร้างความเข้าใจและความตระหนักรู้สถานการณ์ร่วมให้ผู้บังคับบัญชาสั่งการที่ศูนย์ควบคุม และสั่งการในพื้นที่ห่างไกลได้ออกคำสั่งตามหนทางปฏิบัติที่ดีที่สุด รวมถึงการตัดสินใจต่อการปฏิบัติภารกิจฉุกเฉินให้ทหารที่ปฏิบัติการในพื้นที่รับคำสั่งไปปฏิบัติได้ทันที ในการนี้ สทป. และหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา กองบัญชาการกองทัพไทย หรือ บก.ทท. (นทพ.) ได้ตกลงร่วมกันจัดทำบันทึกข้อตกลงในการวิจัยและพัฒนาร่วม เพื่อให้ได้เครื่องมือซึ่งเป็นต้นแบบให้ทหารนำไปใช้ฝึกก่อนการปฏิบัติภารกิจฉุกเฉินขณะเกิดเหตุฉุกเฉินจากภัยพิบัติและสาธารณภัย และเมื่อสิ้นสุดโครงการจะส่งมอบให้หน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ 31 หรือ นพค.31 ที่มีขอบเขตความรับผิดชอบครอบคลุมพื้นที่ จังหวัดน่าน นำเข้าประจำการทดสอบทดลองเพื่อปฏิบัติภารกิจในพื้นที่รับผิดชอบ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โครงการประยุกต์ใช้แผนที่สถานการณ์ร่วมเพื่อจำลองภารกิจการช่วยเหลือทางทหารในสถานการณ์ฉุกเฉิน เป็นการวิจัยและพัฒนาต่อยอดแผนที่สถานการณ์ร่วมในรูปแบบสามมิติด้วยภาพถ่ายจาก UAV มาถ่ายทอดสัญญาณและแสดงผลการปฏิบัติหน้าที่ของทหารขณะปฏิบัติภารกิจในสถานการณ์ฉุกเฉิน จากนั้นจึงใช้เทคโนโลยีการสร้างตัวแบบและการจำลองภาพสถานการณ์ฉุกเฉินในระบบศูนย์อำนวยการสถานการณ์ฉุกเฉิน (Command, Control, Communication, Computer, Intelligence, Surveillance, Reconnaissance (C4ISR)) เพื่อให้ผู้บังคับบัญชาสั่งการที่ศูนย์ควบคุมและสั่งการในพื้นที่ห่างไกลได้ออกคำสั่ง รวมถึงการตัดสินใจต่อการปฏิบัติภารกิจฉุกเฉินให้ทหารที่ปฏิบัติการในพื้นที่รับคำสั่งไปปฏิบัติได้ทันที &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การสื่อสารข้อมูลในการปฏิบัติภารกิจช่วยเหลือทางทหารในสถานการณ์ฉุกเฉิน อาทิเช่น การเตรียมความพร้อมก่อนเกิดอุทกภัย UAV จะทำหน้าที่บินถ่ายภาพพื้นที่ ที่คาดการณ์ว่าจะเกิดอุทกภัยตามหลักการลาดตระเวน พร้อมกรรมวิธีการเฝ้าตรวจ และการสำรวจภาคพื้น เพื่อความถูกต้องของข้อมูลในการจัดเตรียมแผนที่สถานการณ์ 3 มิติ การเข้าบรรเทาเหตุอุทกภัยด้วย UAV ที่ทำหน้าที่ลาดตระเวน เพื่อสื่อสารสัญญาณข้อมูลจากอุปกรณ์สื่อสารสัญญาณแบบพกพา Manpack จากพื้นที่ เข้าสู่ระบบอำนวยการปฏิบัติแบบเคลื่อนที่ ห่างออกไปได้ถึง 150 กิโลเมตร เพื่อวิเคราะห์ข้อมูล ภาพ หรือ วีดิโอ ก่อนส่งข่าวสารที่ได้ผ่านโครงข่ายการสื่อสารปกติ เข้าสู่ศูนย์อำนวยการสถานการณ์ฉุกเฉิน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;การดำเนินการที่สำคัญ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;1. สร้างต้นแบบและองค์ความรู้ระบบโครงข่ายการสื่อสารด้วยระบบสื่อสารในช่วงคลื่น L-band ติดตั้งบน UAV บินทำการ 6 ชั่วโมง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-left:0in&quot;&gt;2. สร้างต้นแบบและองค์ความรู้ระบบแผนที่สถานการณ์ร่วม 3 มิติ ด้วยภาพจาก UAV แทนภาพดาวเทียมเพื่อความถูกต้องและทันสมัยกว่า&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;3. สร้างต้นแบบและองค์ความรู้ระบบ C4ISR ด้วยองค์ความรู้ด้านข่าวกรอง, การเฝ้าตรวจ และการลาดตระเวน (ISR : Intelligence, Surveillance and Reconnaissance) เพื่อหนทางปฏิบัติที่ดีกว่า&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัจจุบัน สทป. อยู่ระหว่างการดำเนินงานวิจัยและพัฒนาต่อยอดองค์ความรู้แผนที่สถานการณ์ร่วมในรูปแบบ 3 มิติ ด้วยภาพถ่ายจาก UAV เพื่อสนับสนุนภารกิจทางทหาร และภารกิจอื่นของรัฐในประเทศเพื่อการป้องกัน และบรรเทาสาธารณภัย การร่วมกับภาครัฐอื่นแก้ไขปัญหาภัยพิบัติอย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยคลี่คลายปัญหาได้อย่างทันเวลา เนื่องจากระบบสามารถสร้างโครงข่ายการสื่อสารขึ้นเองได้ขณะเกิดสถานกาณ์ฉุกเฉิน การนำต้นแบบโครงการฯ ไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติเพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยและภัยพิบัติปฏิบัติภารกิจช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบภัยได้ใกล้เคียงเวลาจริง ช่วยลดความสูญเสียทางเศรษฐกิจของประเทศ เน้นภารกิจที่เป็นกลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา (นทพ.) หน่วยงานของรัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องกับภารกิจด้านการบรรเทาสาธารณภัย และภัยพิบัติ โดย สทป. นำเทคโนโลยีป้องกันประเทศที่มีอยู่หลากหลายแขนงมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อการป้องกันประเทศ รวมถึงการประยุกต์ใช้ประโยชน์แก่ประเทศในภาพรวม ด้วยการวิจัยและพัฒนาต่อยอดองค์ความรู้แผนที่สถานการณ์ร่วมในรูปแบบ 3 มิติ ด้วยภาพถ่ายจาก UAV เพื่อการจำลองเหตุการณ์น้ำท่วมแบบ 3 มิติ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องมือสนับสนุนภารกิจการช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบภัยพิบัติและสาธารณภัยของ นพค.31 ในพื้นที่ จังหวัดน่าน &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สทป. ยังคงต้องวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีป้องกันประเทศที่เป็นโครงการเดิมนี้ ควบคู่ไปกับการดำเนินการโครงการใหม่ภายใต้พระราชบัญญัติเทคโนโลยีป้องกันประเทศ พ.ศ. 2562 ในลักษณะของการบูรณาการและเป็นเทคโนโลยี 2 ทางที่ใช้งานได้ทั้งทหารและพลเรือน งานในโครงการใดที่สามารถต่อยอดในเชิงพาณิชย์ได้&amp;nbsp; จะได้รับการพิจารณาดำเนินการ โดยเชื่อมั่นในศักยภาพของคนไทยในด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ที่นอกจากจะทำให้กองทัพไทยพึ่งพาตนเองได้แล้ว ยังเป็นอุตสาหกรรมที่จะสร้างรายได้เพิ่มขึ้นให้แก่ประเทศไทยในอนาคตอีกด้วย &lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/104759</URL_LINK>
                <HASHTAG>UAV, กระทรวงกลาโหม, กห., กองบัญชาการกองทัพไทย, ด้วยภาพถ่าย, นทพ., บก.ทท, ภารกิจการช่วยเหลือทางทหาร, รูปแบบสามมิติ, สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ, สทป., สนับสนุนภารกิจทางทหาร, หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา, โครงการประยุกต์ใช้แผนที่สถานการณ์ร่วม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210531/image_big_60b45809c491e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>100550</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/04/2021 14:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/04/2021 14:45</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กองทัพตั้งศูนย์เคลื่อนย้ายผู้ป่วยโควิดแล้ว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 เม.ย. 64 - พลตรี ธีรพงศ์ ปัทมสิงห์ ณ อยุธยา รองโฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย เปิดเผยว่าจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค Covid-19 ที่แพร่กระจายเป็นวงกว้าง ส่งผลให้มีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก มีความต้องการเคลื่อนย้ายผู้ติดเชื้อไปยังโรงพยาบาลสนามเพิ่มขึ้น ดังนั้นเพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกด้านการเคลื่อนย้ายผู้ติดเชื้อตามนโยบายของรัฐบาล พลเอก เฉลิมพล ศรีสวัสดิ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด/หัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินด้านความมั่นคง (หน.ศปม.) จึงได้สั่งการเร่งด่วนให้กองทัพสนับสนุนยานพาหนะพร้อมพลขับในการเคลื่อนย้ายผู้ติดเชื้อไปยังโรงพยาบาลสนาม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พร้อมทั้งสั่งการให้จัดตั้งศูนย์สนับสนุนการเคลื่อนย้ายผู้ติดเชื้อ Covid-19 ศปม. ณ กรมยุทธบริการทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย เพื่อให้การสนับสนุนแก่ศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) โดยเบื้องต้นจะให้บริการในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลก่อน เพื่อเป็นการตอบสนองต่อความต้องการในการเคลื่อนย้ายผู้ติดเชื้อไปส่งยังโรงพยาบาลสนามได้สะดวกรวดเร็วมากยิ่งขึ้น ซึ่งศูนย์สนับสนุนการเคลื่อนย้ายผู้ติดเชื้อ Covid-19 ได้จัดยานพาหนะสนับสนุนจำนวนทั้งสิ้น 21 คัน ประกอบด้วย กองบัญชาการกองทัพไทย จำนวน 5 คัน กองทัพบก จำนวน 10 คัน กองทัพเรือ จำนวน 3 คัน และกองทัพอากาศ &amp;nbsp;จำนวน 3 คัน โดยจะทำการหมุนเวียนรับ-ส่งผู้ติดเชื้อ ไปยังโรงพยาบาลสนาม วันละ 5 คัน ระหว่างเวลา 08.00-20.00 นาฬิกา ซึ่งได้เริ่มดำเนินการตั้งแต่วันนี้ (24 เมษายน) และจะดำเนินการไปจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในช่วงเวลาแห่งความยากลำบากนี้ ขอให้คนไทยทุกคนโปรดร่วมมือร่วมใจกันในการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อ Covid-19 อย่างเคร่งครัด มีวินัยในการดูแลตนเอง ไม่เดินทางไปในพื้นที่เสี่ยง เพื่อลดจำนวนผู้ป่วยรายใหม่ในประเทศไทย และเพื่อให้บุคลากรทางการแพทย์ได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มขีดความสามารถต่อไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินด้านความมั่นคง (ศปม.) จะยังคงบทบาทที่สำคัญในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อสนับสนุนรัฐบาล และพร้อมเคียงข้างประชาชนอย่างเข้มแข็งต่อไปจนกว่าไทยจะชนะ เพื่อนำชีวิตปกติสุขกลับคืนสู่พี่น้องประชาชนชาวไทยโดยเร็ววัน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/100550</URL_LINK>
                <HASHTAG>กองบัญชาการกองทัพไทย, โควิด19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210424/image_big_6083c96631ce6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>77501</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/09/2020 12:24</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/09/2020 12:24</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทัพไทยแจงเหตุ &#039;พลทหาร&#039; ดับปริศนาในค่าย แพทย์สันนิษฐานหัวใจเต้นผิดจังหวะ ไร้ประทุษร้าย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 ก.ย.63 - จากกรณีพลทหารเสรี บุตรวงค์ ทหารกองประจำการ รุ่นปี 2563 ผลัดที่ 1 เสียชีวิตลงเมื่อวันที่ 14 ก.ย.2563 เวลาประมาณ 02.45 น. ณ โรงพยาบาลทหารอากาศ สีกัน แขวงสีกัน เขตดอนเมือง กรุงเทพฯ นั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พลตรีธีรพงศ์ ปัทมสิงห์ ณ อยุธยา โฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย ได้ชี้แจงถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่า ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ได้รับรายงานในเรื่องดังกล่าวแล้ว และแสดงความเสียใจต่อครอบครัวของผู้เสียชีวิต พร้อมสั่งการให้เร่งสอบสวนหาข้อเท็จจริงโดยละเอียด เพื่อให้ความกระจ่างและเป็นธรรมกับครอบครัวผู้เสียชีวิต โดยเน้นย้ำให้ต้นสังกัดดูแล จัดงานศพอย่างดีที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการสอบสวนข้อเท็จจริงและจากผลการสันนิษฐานสาเหตุการเสียชีวิตโดยแพทย์ โรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช เมื่อวันที่ 14 ก.ย.2563 เวลาประมาณ 12.00 น .สันนิษฐานว่า สาเหตุการเสียชีวิตเนื่องจากหัวใจเต้นผิดจังหวะ (ลักษณะไหลตาย โดยไม่ได้เกิดจากการถูกประทุษร้าย) ทั้งนี้ นายสมทรง บุตรวงค์ (บิดา พลทหาร เสรีฯ) ได้รับทราบสาเหตุการเสียชีวิตจากแพทย์และได้ร่วมขอดูศพแล้ว ซึ่งไม่ติดใจและมีความเข้าใจดีถึงสาเหตุการเสียชีวิตดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยในเบื้องต้น กรมการสื่อสารทหารซึ่งเป็นหน่วยต้นสังกัด ได้จัดผู้แทนหน่วย ได้แก่ ผู้บังคับกองพัน กรมการสื่อสารทหาร และผู้แทนหน่วยฝึกฯ จำนวน 7 นาย ร่วมเดินทางนำศพกลับภูมิลำเนา และจะอยู่ร่วมในงานสวดพระอภิธรรมศพทุกวัน จนกว่าจะถึงวันฌาปนกิจศพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ หน่วยต้นสังกัดได้ดำเนินการออกค่าใช้จ่ายในการนำศพ พลทหาร เสรีฯ กลับภูมิลำเนา รวมทั้งออกค่าใช้จ่ายในพิธีสวดพระอภิธรรมทุกคืน ตลอดจนออกค่าใช้จ่ายในงานฌาปนกิจศพ และเก็บอัฐิ กับทั้งยินดีมอบทุนทรัพย์ให้แก่บิดา พลทหาร เสรีฯ เป็นเงินจำนวน 200,000 บาท เพื่อแบ่งเบาภาระความเป็นอยู่ของครอบครัวต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/77501</URL_LINK>
                <HASHTAG>กองบัญชาการกองทัพไทย, พลทหารเสียชีวิต, โรคไหลตาย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200915/image_big_5f604f302c112.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
