<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>26914</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/01/2019 17:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/01/2019 17:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จ่อออกหมายจับ&#039;เทพโซโล&#039;หลังตร.สืบรู้แล้วเป็นใคร</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 ม.ค.62 - ที่กองบังคับการสืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรภาค4 (บก.สส.ภ.4)&amp;nbsp; จ.ขอนแก่น พล.ต.ต.ไพโรจน์ กุจิรพันธ์ ผบก.สส.ภ.4 เปิดเผยว่า การติดตามจับกุมผู้ที่ใช้เฟชบุค &amp;quot;เทพ โซโล&amp;quot; หรือ &amp;quot;เทพบุตรโซโล&amp;quot;&amp;nbsp; ที่มีการสั่งการและว่าจ้างบุคคลอื่นไปก่อเหตุทำร้ายร่างกาย ฆ่าคนตายในพื้นที่จังหวัดขอนแก่น จา่กเหตุการณ์สะเทือนขวัญที่ผ่านมานั้น การสืบสวนนั้นต้องทำร่วมกันในหลายฝ่าย ทั้งการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย และการสืบสวนขยายผลจากตัวบุคคลที่เกี่ยวข้อง&amp;nbsp; &amp;nbsp; ซึ่งการสืบสวนคืบหน้าไปมาก โดยทราบว่า เทพบุตรโซโลนั้นคือคนกลุ่มเดียวกับกลุ่มมันทุกเม็ด ที่เชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายยาเสพติด กระจายกันอยู่ตามจังหวัดในประเทศไทย แต่ที่รุนแรงที่สุดคือพื้นที่ภาคอีสาน&amp;nbsp; และภาคเหนือ รวมไปถึงพื้นที่ความรับผิดชอบของตำรวจภูธรภาค 6&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ในกลุ่มของมันทุกเม็ดนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจออกหมายจับไปแล้วหลายสินคน ซึ่งในจำนวนผู้ที่ถูกออกหมายจับ มีคนไทยที่หนีคดี หนีหมายจับ ไปอาศัยอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน และยึดอาชีพค้า ยาเสพติด โดยมีเครือข่ายเป็นกลุ่มผู้ค้ารายย่อยกระจายกันอยู่ในประเทศไทย และทราบว่าเทพบุตรโซโลนั้น เป็นชายชาวไทย ที่อาศัยอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน ทำการสั่งการทุกอย่างทั้งเรื่องการกระจายยาเสพติด มีการจัดตั้งคนดูแลทั้งเรื่องการเงินและควบคุมการจำหน่ายยาเสพติดประจำทุกจังหวัด ที่มีเครือข่ายอยู่&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.ต.ต.ไพโรจน์ กล่าวต่ออีกว่า&amp;nbsp; การเร่งรัดสืบสวนสอบสวนนนั้นคืบหน้าอย่างมากแต่รายละเอียดไม่ขอเปิดเผยได้มากไปกว่านี้ แต่ความคืบหน้ามีมากถึงขนาดที่จะขออำนาจศาลอนุมัติออกหมายจับ บุคคลที่ใช้นามแฝงว่า &amp;quot;เทพ โซโล&amp;quot; หรือ&amp;nbsp; &amp;quot;เทพบุตรโซโล&amp;quot;&amp;nbsp; แต่ขอรวบรวมหลักฐานที่บ่งชี้ ชัดเจนกว่านี้ จึงจะขอศาลออกหมายจับตามขั้นตอนต่อไป ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บ้านเป็ด อ.เมือง จ.ขอนแก่น ซึ่งเป็นพื้นที่หลักของคดีที่เกิดขึ้นนั้น ทราบตัวเจ้าของบัญชีที่ทำการโอนเงินค่าจ้าง จำนวน 5,000บาท มาให้กลุ่มรับจ้างแล้ว ขณะนี้ สภ.บ้านเป็ด ได้ขอหมายจับ เพื่อทำการจับกุมเจ้าของบุญชีรายดังกล่าวแล้ว ซึ่งทราบว่าอยู่ในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง เมื่อจับกุมเจ้าของบัญชีได้ก็จะขยายผลไปถึงบุคคลที่เป็นเจ้าของเงิน เชื่อว่าจะเชื่อมโยงถึงผู้บงการและผู้จ้างวานได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เจ้าหน้าที่ตำรวจมั่นใจว่าบุคคลรายดังกล่าวเป็นเทพบุตรโซโล เพราะก่อนหน้านี้ก็เคยถูกออกหมายจับในกลุ่มเดียวกับกลุ่มมันทุกเม็ด แต่ยังหนีรอดได้ เพราะอาศัยอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน ฉะนั้นหากทุกอย่างชัดเจน เจ้าหน้าที่ตำรวจก็จะมีการประสานงานไปยังประเทศเพื่อนบ้านในการจับกุมเทพโซโล หรือเทพบุตรโซโล มาดำเนินคดีที่ประเทศไทย ขอยืนยันว่าคดีนี้ถึงแม้ผู้ต้องหาจะอาศัยอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน ก็ไม่ใช่เรื่องยากที่จะจับกุม เพราะหลายๆคดี เจ้าหน้าที่ทั้งสองประเทศประสานความร่วมมือกันและสำเร็จมาแล้วหลายคดีเช่นกัน&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในเวลาต่อมาผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ที่บ้านของนายคุรุศาสตร์&amp;nbsp; ศรีคุณหลิว หรือเรส เหยื่อรายล่าสุดที่ถูก &amp;quot;เทพบุตรโซโล&amp;quot; สั่งฆ่า&amp;nbsp;พบญาติผู้พี่อยู่ที่บ้านเพียงลำพัง และ จากการพูดคุยทราบว่า หลัวเสร็จสิ้นพิธีฌาปนกิจศพนายเรสแล้วนั้น วันนี้ พนักงานสอบสวนสภ.บ้านเป็ด ได้เรียกตัวคนในครอบครัวไปสอบสวนเพิ่มเติม &amp;nbsp;โดยในกรณีที่มีผู้ใช้เฟชบุคชื่อ &amp;quot;เทพโซโล&amp;quot; หรือ &amp;quot;เทพบุตรโซโล&amp;quot; ขอเยียวยาที่นายเรสถูกทำร้ายจนเสียชีวิตนั้น คนในครอบครัวนายเรส กล่าวเพียงสั้นๆว่า ครอบครัวทำใจจากการจากไปของน้องเรสแล้ว และคงไม่รับเงินจากฆาตรกรที่สั่งฆ่าน้องเรสเด็ดขาด เพราะเงินจำนวนเท่าใดก็เอาชีวิตน้องคืนมาไม่ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน พ.ต.อ.ภาคภูมิ พิศมัย ผกก.สภ.บ้านเป็ด กล่าวว่า พนักงานสอบสวน&amp;nbsp; ได้เรียกตัวมารดา ของนายเรสมาสอบปากคำ เพราะตั้งแต่นายเรสเสียชีวิต &amp;nbsp;ตำรวจสอบปากคำเพียงญาติพี่น้องเท่านั้น แต่ยังไม่สอบปากคำมารดา จึงทำให้่วันนี้ต้องเรียกตัวมารดา สอบสวน ตามขั้นตอนการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ และในสำหรับกรณีผู้ใช้เฟชบุคชื่อ &amp;quot; เทพโซโล&amp;quot;&amp;nbsp; หรือ &amp;quot;เทพบุตรโซโล&amp;quot; ที่จะเยียวยา ครอบครัวผู้ตายนั้น&amp;nbsp; ตำรวจได้ทราบเรื่องจากมารดาว่า ผู้ใช้เฟชบุคชื่อ &amp;quot;เทพโซโล&amp;quot; หรือ &amp;quot;เทพบุตรโซโล&amp;quot;&amp;nbsp; มีการพูดคุยผ่านแชทกับสื่อมวลชนรายหนึ่ง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ซึ่งมารดายืนยันว่า ไม่มีการติดต่อโดยตรง แต่ถ้าจะเยียวยาด้วยเงินก็ให้จ่ายต่อหน้าตำรวจเท่านั้น จึงจะรับ&amp;nbsp;การพูดคุยผ่านแชท ของผู้ใช้เฟชบุคดังกล่าว&amp;nbsp; กรณีนี้ตำรวจยังไม่ปักใจเชื่อว่าจะเป็นตัวตนที่แท้จริง เพราะขณะนี้มีผู้ใช้เฟชบุคชื่อดังกล่าวมากขึ้น แต่เฟชบุคที่เจ้าหน้าที่กำลังติดตามอยู่นั้นได้ถูกปิดไปแล้ว&amp;quot;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/26914</URL_LINK>
                <HASHTAG>กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค4, พล.ต.ต.ไพโรจน์ กุจิรพันธ์, เทพบุตรโซโล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190118/image_big_5c41ab0ebfdc3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>9980</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/05/2018 07:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/05/2018 14:33</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตำรวจฮือร้องเรียนตำรวจถูกตำรวจตุ๋น 229 ล้าน!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 พ.ค.61 - ที่กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค4 จ.ขอนแก่น ผู้สื่อข่าวรายงานว่าได้มีข้าราชการตำรวจซึ่งปฎิบัติราชการอยู่ในพื้นที่ จ.เลย รวมกว่า 10 นาย เข้ายื่นเรื่องร้องเรียนต่อ พล.ต.ท.สุระชัย &amp;nbsp;ควรเดชะคุปต์ ผบช.ภ.4 โดยมี พล.ต.ต.ธนาศักดิ์ ฤทธิเดชไพบูลย์ รอง ผบช.ภ.4 &amp;nbsp;รับเรื่องร้องเรียนดังกล่าวแทน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;พล.ต.ต.ธนาศักดิ์ ฤทธิเดชไพบูลย์ รอง ผบช.ภ.4 กล่าวว่า จากการตรวจสอบเอกสารหนังสือร้องเรียน และการหารือร่วมดับข้าราชการตำรวจที่เป็นผู้แทนจาก ภ.จว.เลย ที่เดินทางมาร้องเรียนในครั้งนี้ ส่วนใหญ่เป็นสมาชิกของสหกรณ์ออมทรัพย์ตำรวจภูธรจังหวัดเลยที่เข้าร่วมโครงการบริหารหนี้ ทั้งหมดจำนวน 194 ราย &amp;nbsp;รวมเป็นเงิน 229,476,804 &amp;nbsp;บาท โดยจากการตรวจสอบรายละเอียดในหนังสือร้องเรียนและจากการพูดคุยกับข้าราบการตำรวจทีเดินทางเข้าร้องเรียนทราบว่าเมื่อปีงบประมาณ 2560 ช่วง ม.ค.- ก.ค.2560 ข้าราชการตำรวจใน สังกัด ภ.จว. เลย จำนวน 194 นาย เป็นสมาชิกของสหกรณ์ออมทรัพย์ตำรวจภูธรจังหวัดเลย และได้เข้าร่วมโครงการกู้รวมหนี้ของสหกรณ์รวมวงเงิน 229,476,804 บาท โดยการกู้เงินของสหกรณ์นำไปชำระปิดบัญชีจากเจ้าหนี้ ซึ่งเป็นสถาบันการเงินต่างๆจากภายนอก โดยให้ข้าราชการตำรวจซึ่งเป็นสมาชิกสหกรณ์เป็นหนี้กับสหกรณ์เพียงแห่งเดียว เพื่อป้องกันมิให้สมาชิกสหกรณ์ซึ่งเป็นลูกหนี้รวมทั้งผู้ค้ำประกันเสี่ยงต่อการถูกเจ้าหนี้ดังกล่าวฟ้องเป็นบุคคลล้มละลาย ซึ่งจะส่งผลให้ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามรับราชการตำรวจตามกฎ ก.ตร. โดยสมาชิกแต่ละรายกู้รวมหนี้ได้ไม่เกินคนละ 4 ล้านบาท ซึ่งมีผู้บังคับบัญชาขณะนั้น เป็นประธานสหกรณ์ฯ ที่ได้คิดโครงการบริหารหนี้ขึ้นมา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.ต.ต.ธนาศักดิ์ &amp;nbsp;กล่าวต่อว่าในขั้นตอนการดำเนินงานนั้นได้มีการประชุมชี้แจงสมาชิก โดยเสนอผลประโยชน์สำหรับผู้ที่เข้าร่วมโครงการบริหารหนี้ คือ 1. พล.ต.ต.สุทิพย์จะรับผิดชอบนำเงินไปผ่อนชำระสถาบันเงินเจ้าหนี้ให้เป็นประจำทุกเดือน จนปิดบัญชียอดหนี้ทั้งหมด เมื่อถึงระยะเวลาสิ้นสุดตามโครงการ 3 ปีนับแต่วันเข้าร่วมโครงการ และ 2. พล.ต.ต.สุทิพย์ จะจ่ายเงินค่าตอบแทนแก่สมาชิกผู้เข้าร่วมโครงการเป็นจำนวนเงิน 5,000 บาทต่อยอดเงินที่สมาชิกเข้าร่วมโครงการ คือ 1 ล้านบาทหรือตามอัตราส่วนร้อยละ 5000 เป็นประจำทุกเดือน จนสิ้นสุดโครงการ โดยจะนำเงินจำนวนดังกล่าวไปชำระหนี้ให้แก่สหกรณ์เป็นการตัดยอดหนี้เงินต้นคงเหลือ หลังจากที่สหกรณ์ได้หักเอาเงินต่างๆของสมาชิกเป็นรายเดือนตามปกติแล้ว เพื่อจะได้ทำให้ยอดหนี้ของสมาชิกที่มีอยู่กับสหกรณ์มีจำนวนลดลงเป็นประจำทุกเดือน &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. เมื่อครบกำหนดระยะเวลาตามโครงการ 3 ปีนับแต่วันเข้าร่วมโครงการ พล.ต.ต.สุทิพย์ จะคืนเงินให้แก่สมาชิกร้อยละ 50 ของยอดเงินที่เข้าร่วมโครงการ เช่น เข้าร่วมโครงการ 1 ล้านจะได้คืน 500,000 ตามอัตราส่วนของสมาชิกแต่ละคนโดยจะนำไปตัดหนี้สินเงินคงเหลือที่สมาชิกมีอยู่กับสหกรณ์เพื่อจะได้ทำให้ยอดหนี้ของสมาชิกที่มีอยู่กับสหกรณ์มีจำนวนน้อยลงหรือหมดสิ้นไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และข้อที่ 4. หากสมาชิกผู้ใดไม่ประสงค์จะเข้าร่วมโครงการอีกต่อไป พล.ต.ต.สุทิพย์จะนำเงินไปปิดบัญชีที่สมาชิกเป็นลูกหนี้แก่สถาบันการเงินซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ดังกล่าวให้โดยทันที หากแต่ข้อผิดพลาดเกิดจาก พล.ต.ต.สุทิพย์ ไม่ใช่ความผิดของสมาชิก พล.ต.ต.สุทิพย์ ก็ต้องปฏิบัติตามข้อตกลงดังกล่าว ที่กล่าวข้างต้นโดยการนำเงินไปปิดบัญชีหนี้สินให้แก่สมาชิกตามจำนวนเงินที่เข้าร่วมโครงการ และต้องคืนเงินให้แก่สมาชิกร้อยละ 50 ของยอดเงินที่เข้าร่วมโครงการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รอง ผบช.ภ.4 กล่าวต่ออีกว่า ข้าราชการตำรวจได้ตัดสินใจเข้าร่วมโครงการ แต่อยู่กลับได้รับการทวงหนี้จากธนาคารอาคารสงเคราะห์ ว่ามีการค้างชำระหนี้ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2560 เป็นต้นมา และธนาคารออมสินตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2561 เป็นต้นมาและธนาคารกรุงไทยตั้งแต่เดือนมีนาคม 2561 เป็นต้นมานอกจากนี้ยังมีจากบริษัทไฟแนนซ์รถยนต์ที่สมาชิกกำลังผ่อนชำระอยู่ได้ติดตามทวงถามให้ชําระหนี้และจะยึดรถเป็นจำนวนมาก เมื่อสอบถามไปยังเจ้าหน้าที่สหกรณ์โดยเผฉพาะคณะทำงานของ พล.ต.ต.สุทิพย์ กลับได้รับคำตอบกลับมาว่าระบบการเบิกจ่ายเงินถูกล็อคกำลังแก้ไขระบบอยู่สมาชิกแจ้งขอยกเลิกการเข้าร่วมโครงการบริหารหนี้กับพล.ต.ต.สุทิพย์ โดยขอให้นำเงินที่สมาชิกเข้าร่วมโครงการไปชำระปิดบัญชีให้แก่สมาชิกทันที แต่เมื่อไปตรวจสอบกับสหกรณ์แล้ว สหกรณ์แจ้งว่า ไม่เคยได้รับตั้งแต่สมาชิกเข้าร่วมโครงการเลย
&amp;nbsp;
&amp;quot; &amp;nbsp;สมาชิกซึ่งเป็นลูกหนี้และผู้ค้ำประกันได้ถูกสถาบันการเงินซึ่งเป็นเจ้าหนี้ทวงหนี้อย่างหนัก เป็นหนี้ ธอส. ก็จะถูกยึดบ้าน รถยนต์ที่ผ่อนชำระอยู่ก็จะยึดรถ ส่วนผู้ที่เป็นหนี้ธนาคารกรุงไทย ก็ถูกธนาคารหักเอาเงินที่มีอยู่ในบัญชีไปจนหมด เพราะทั้งเงินเดือนเบี้ยเลี้ยงและค่าตอบแทนต่างๆที่หน่วยงานโอนเข้าบัญชีให้จะโอนเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารกรุงไทย ถึงแม้ยังมีเงินเหลืออยู่ในบัญชีก็ไม่สามารถเบิกถอนออกมาได้&amp;nbsp;
เมื่อธนาคารอายัดเงินในบัญชีไว้ ทำให้สมาชิกและครอบครัวรวมทั้งผู้ที่จะต้องพึ่งพาสมาชิกในการดำรงชีพต่างได้รับความเดือดร้อนอย่างมากเพราะไม่มีเงินที่จะมาจุนเจือครอบครัวและค่าใช้จ่ายของบุตรหลานที่กำลังจะเปิดเทอม ตำรวจหลายคนต้องไปขอกู้ยืมเงินนอกระบบ เพื่อไปชำระหนี้ค้างไว้ เพราะธนาคารจะยื่นฟ้องบังคับหนี้&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.ต.ต.ธนาศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า ทุกอย่างต้องดำเนินการตามขั้นตอน เมื่อมีผู้เดือดร้อนเข้าร้องเรียนก็ต้องมีการตรวจสอบ ซึ่งในระบบราชการนั้น การตรวจสอบก็ต้องตั้งกรรมการขึ้นมา 1 ชุด ใช้เวลาการตรวจสอบข้อเท็จจริงให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน ทั้งนี้ผู้ถูกร้องเรียนเป็นข้าราชการระดับสูงของสำนักวานตำรวจแห่งชาติ บช.ภ.4 ไม่หนักใจ เพราะความเดือดร้อนของข้าราชการตำรวจจำนวนมาก ต้องว่ากันตามหลักฐาน และไม่กล่าวหาใครง่ายๆ อีกทั้งข้าราชการหากทำผิดก็ถูกดำเนินการตามระเบียบขั้นตอนของกฎหมาย ผิดอาญาก็ดำเนินคดีทางอาญา ผิดวินัยก็ว่ากันไปทางวินัย และไม่รู้สึกหนักใจ อีกทั้งต้องตรวจสอบด้วยว่าเข้าข่ายแชร์ลูกโซ่หรือไม่ &amp;nbsp;หรือถ้าเกี่ยวพัน เชื่อมโยงกับบุคคลในหลายภาคส่วน ก็จะประสาน ปปง.ปปช.เข้ามาตรวจสอบร่วมกัน และภายหลังรับหนังสือร้องเรียนแล้วจะทำรายงานถึง ผบ.ตร.เพื่อพิจารณา ในความเดือดร้อนของตำรวจด้วย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/9980</URL_LINK>
                <HASHTAG>กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค4, ผบช.ภ.4, พล.ต.ท.สุระชัย  ควรเดชะคุปต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180525/image_big_5b07bb5347464.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
