<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>115538</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/09/2021 19:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/09/2021 19:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อุตฯ เผย 6 เดือน โควิดระบาดเฉียดพันโรงงาน กระทบพนักงาน 6 หมื่นราย </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3 ก.ย. 2564 นายกอบชัย สังสิทธิสวัสดิ์ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวภายหลังเป็นประธานในพิธีเปิดการเสวนา &amp;ldquo;ผนึกกำลัง ฝ่าวิกฤต COVID-19 ในสถานประกอบกิจการ&amp;rdquo; ว่าจากข้อมูลของศูนย์บริหารสถานการณ์วิกฤตกระทรวงอุตสาหกรรม (ศูนย์ CMC : Crisis Management Center) พบว่าตั้งแต่ 1 เม.ย. &amp;ndash; 2 ก.ย. 2564 พบการระบาดของเชื้อโควิด-19 &amp;nbsp;ในโรงงานประมาณ 881 โรงงาน ใน 62 จังหวัด และพบว่ามีผู้ติดเชื้อ ประมาณ 61,919 คน โดยจังหวัดที่พบการระบาด ในโรงงานสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ จังหวัดเพชรบุรี ฉะเชิงเทรา สระบุรี สมุทรสาคร และเพชรบูรณ์ สำหรับประเภทอุตสาหกรรมที่พบการระบาดในโรงงานสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ อุตสาหกรรมอาหาร อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ &amp;nbsp;อุตสาหกรรมโลหะ อุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่ม และอุตสาหกรรมพลาสติก &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยสาเหตุเกิดขึ้นจาก ทั้งในส่วนของพนักงานได้รับเชื้อที่ระบาดภายในโรงงานแล้วนำไปแพร่เชื้อต่อในสถานที่ต่าง ๆ และจากพนักงานได้รับเชื้อไวรัสจากสถานที่ต่าง ๆ แล้วนำไปแพร่เชื้อต่อที่โรงงาน ส่งผลให้เกิดการระบาด ของโควิด-19 ในวงกว้าง ทำให้จำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มสูงขึ้นในช่วงก่อนหน้านี้ และโรงงานหลายแห่งต้องหยุดประกอบกิจการชั่วคราว กระทรวงอุตสาหกรรม จึงจึงมีการผนึกความร่วมมือกับกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงแรงงาน กระทรวงมหาดไทย หน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง ขับเคลื่อนมาตรการป้องกันและควบคุม &amp;nbsp;การแพร่กระจายของเชื้อไวรัสโควิด-19 ในสถานประกอบกิจการโรงงาน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ได้จัดเสวนาในหัวข้อ &amp;ldquo;ผนึกกำลัง ฝ่าวิกฤต COVID-19 ในสถานประกอบกิจการ&amp;rdquo; เพื่อทำความเข้าใจในมาตรการกู๊ด เฟคตอรี่ แพรคทิส(Good Factory Practice) และหลักเกณฑ์บับเบิล แอนด์ ซีล (Bubble and Seal) ให้กับผู้ประกอบกิจการโรงงาน และเจ้าหน้าที่ของกระทรวงอุตสาหกรรม รวมถึงหน่วยงานต่าง ๆ ที่ได้บูรณาการทำงานร่วมกัน ผ่านช่องทาง Facebook Live เพื่อให้สามารถนำมาตรการ ดังกล่าวไปให้คำแนะนำและ ตรวจประเมินได้ในทิศทางเดียวกัน &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;ปัจจุบันแม้ว่าสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ในประเทศไทยจะมีแนวโน้มดีขึ้น แต่ก็ยังคงพบการระบาดในสถานประกอบการอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหากผู้ประกอบการไม่ให้ความสำคัญกับมาตรการป้องกันและควบคุม จะทำให้สถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ในประเทศไทยกลับลงมาแย่ลงได้อีกและอาจมีโรงงานต้องหยุดประกอบกิจการชั่วคราวเพิ่มขึ้นอีก จึงมีความจำเป็นที่ทั้งภาครัฐและเอกชนต้องช่วยกันและร่วมมือกัน เพื่อหยุดการระบาด และเพื่อให้มาตรการป้องกันและควบคุมการสามารถนำไปปฏิบัติได้เหมาะสมกับโรงงานมากขึ้น จึงเกิดการเสวนาขึ้น&amp;rdquo;นายกอบชัย กล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115538</URL_LINK>
                <HASHTAG>กอบชัย สังสิทธิสวัสดิ์, ฝ่าวิกฤต COVID-19, ระบาดในโรงงาน, โควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210517/image_big_60a1ca5876569.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>105926</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/06/2021 15:31</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/06/2021 15:31</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อุตฯยัน &#039;โรงงานน้ำตาลกุมภวาปี&#039;ปิดไม่กระทบภาพรวมอ้อยน้ำตาลในประเทศ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 มิ.ย. 2564 นายกอบชัย สังสิทธิสวัสดิ์ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมในฐานะประธานกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย เปิดเผยว่า ตามที่ปรากฏข่าวเมื่อวันที่ 7 มิ.ย. 2564 กรณี บริษัท น้ำตาลกุมภวาปี จำกัด อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี มีมติหยุดกิจการน้ำตาลอย่างเป็นทางการ โดยบริษัทจะโอนย้ายสัญญาซื้อขายอ้อยไปยัง บริษัท น้ำตาลเกษตรผล จำกัด ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทเดียวกัน ที่มีกำลังการผลิตได้ถึง 30,000 ตันอ้อยต่อวัน เพื่อรองรับชาวไร่อ้อยคู่สัญญาจาก บริษัท น้ำตาลกุมภวาปี จำกัด และขอยืนยันว่าไม่มีผลกระทบต่อภาพรวมของอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายของไทย เนื่องจากในฤดูการผลิตปี 2564/2565 มีแนวโน้มผลผลิตอ้อยและราคาน้ำตาลของตลาดโลกจะสูงขึ้นจากในฤดูการผลิตปี 2563/2564 &amp;nbsp;
นายเอกภัทร วังสุวรรณ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย(สอน.) กล่าวว่า บริษัท น้ำตาลกุมภวาปี มีชาวไร่อ้อยคู่สัญญา จำนวน 1,195 ราย ในฤดูการผลิตปี 2563/2564 หีบอ้อยได้ 716,862.94 ตัน และผลิตน้ำตาลได้ 82,977.23 ตัน โดยการปิดโรงงานดังกล่าวจะไม่กระทบกับชาวไร่อ้อยคู่สัญญา ในขณะเดียวกัน สอน. ได้ประสานไปยัง บริษัท น้ำตาลกุมภวาปี ให้ดำเนินการตามระเบียบข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องเพื่อเยียวยาช่วยเหลือแก่พนักงานประจำโรงงาน และจะดำเนินการติดตามการจ่ายเงินค่าอ้อยขั้นสุดท้ายให้กับชาวไร่อ้อยคู่สัญญาอย่างใกล้ชิด ซึ่งคาดว่าจะมีการประกาศราคาอ้อยขั้นสุดท้ายในช่วงเดือนต.ค. 64 รวมไปถึงตรวจสอบภาระหนี้ของบริษัทฯ กับกองทุนอ้อยและน้ำตาลทราย เพื่อไม่ให้กระทบกับระบบอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายเอกภัทร กล่าวยืนยันว่า ผลประกอบการโรงงานน้ำตาลที่เหลือ 56 แห่ง ยังมีผลประกอบการที่แข็งแกร่ง และขณะนี้ราคาน้ำตาลตลาดโลกมีแนวโน้มดีขึ้น จะยิ่งเป็นผลดีกับผู้ประกอบการอุตสาหกรรมน้ำตาลทราย และฤดูกาลผลิตปี 64/55 จะมีโรงงานน้ำตาลเพิ่มขึ้นอีก 1 แห่ง คือ โรงงานน้ำตาลสีคิ้ว อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา ในเครือโรงงานน้ำตาละครบุรีอีกด้วย ส่งผลให้โรงงานน้ำตาลทรายจะกลับมามีจำนวน 57 แห่งเช่นเดิม หลังจากโรงงานน้ำตาลกุมภวาปี จ.อุดรธานี ได้ประกาศปิดตัว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนแนวโน้มผลผลิตอ้อยฤดูการผลิตปี 64/65 คาดว่า มีอ้อยเข้าหีบประมาณ 80-90 ล้านตันอ้อย สูงขึ้นกว่าผลผลิตอ้อยปี 63/64 ที่ได้ปิดหีบไปแล้วเมื่อเดือนเม.ย. 64 มีปริมาณ 66.658 ล้านตันอ้อย ลดลงประมาณ 8.2% เมื่อเทียบกับผลผลิตปี 62/63 ส่งผลให้ราคาอ้อยขั้นต้นปี 64/65 คาดว่า อยู่ที่ 900 บาทต่อตัน ถือว่า ราคาอยู่ในระดับสูง เป็นประโยชน์กับชาวไร่อ้อย รวมทั้งยังมีข่าวดี ให้ชาวไร่อ้อยอีก หลังจากโรงงานน้ำตาล ได้ประกาศราคารับซื้ออ้อยสด ตันละ 1,000 บาท อีกด้วย เพื่อลดปัญหาอ้อยไฟไหม้ และได้อ้อยที่มีคุณภาพสูง &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/105926</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงอุตสาหกรรม, กอบชัย สังสิทธิสวัสดิ์, ปิดกิจการ, โรงงานน้ำตาลกุมภวาปี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210517/image_big_60a1ca5876569.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>104940</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/06/2021 17:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/06/2021 17:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อุตฯเปิดพักชำระหนี้ 6 เดือนผ่าน ธพว. เริ่มตั้งแต่ 1 มิ.ย. 64</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1 มิ.ย. 64 นายกอบชัย สังสิทธิสวัสดิ์ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะประธานคณะกรรมการกองทุนพัฒนา เอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ เปิดเผยว่า การแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่นี้ ได้เข้ามาซ้ำเติมผลกระทบ จากสถานการณ์ในรอบแรกที่ผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ส่วนใหญ่ของประเทศ ยังไม่สามารถพลิกฟื้นธุรกิจ ให้กลับสู่ภาวะปกติได้ และสร้างความยากลำบากในการดำเนินธุรกิจมากยิ่งขึ้น กองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ เล็งเห็นถึงสถานการณ์ดังกล่าว จึงมีมติเห็นชอบมาตรการช่วยเหลือเอสเอ็มอีที่เป็นลูกหนี้สินเชื่อของกองทุนฯที่ยังไม่ด้อยคุณภาพ (Non NPL) หรือไม่อยู่ในระหว่างที่ถูกกองทุนดำเนินคดี ต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยให้สามารถยื่นความประสงค์ขอพักชำระหนี้เงินต้นกับทางธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) โดยสามารถพักชำระหนี้ได้สูงสุด ไม่เกิน 6 เดือน และไม่เกินวันที่ 31 ธ.ค. 2564 ทั้งนี้ ลูกหนี้สินเชื่อของกองทุนฯ สามารถแจ้งความประสงค์ขอเข้าร่วมมาตรการพักชำระเงินต้น พร้อมขอรับการส่งเสริมพัฒนาในด้านต่าง ๆ อาทิ การตลาด การผลิต การเงินและบัญชี ได้ที่ ธพว.ทุกสาขาทั่วประเทศในเขตพื้นที่ที่สถานประกอบการตั้งอยู่ ได้ตั้งแต่วันที่ วันที่ 1 มิ.ย. 64 ถึงวันที่ 31 ก.ค. 64&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;จากภาระที่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ ทางกองทุนฯ มองเห็นความพยายามช่วยเหลือตัวเองอย่างสุดกำลังของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีมาโดยตลอด จึงต้องการเป็นอีกพลังช่วยสนับสนุนให้เอสเอ็มอีสามารถก้าวผ่านวิกฤตไปได้อีกครั้ง โดยออกมาตรการช่วยเหลือระยะที่ 3 นี้ เป็นมาตรการต่อเนื่องจากการให้ความช่วยเหลือก่อนหน้า ซึ่งเชื่อว่าจะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้กับเอสเอ็มอี โดยเฉพาะรายเล็กที่ประสบปัญหาจากการขายสินค้าหรือการให้บริการในสถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิดและคาดว่าจะช่วยแก้ไขปัญหาการว่างงานได้ไปจนถึงสิ้นปีนี้&amp;rdquo; นายกอบชัย กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/104940</URL_LINK>
                <HASHTAG>กองทุนพัฒนา เอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ, กอบชัย สังสิทธิสวัสดิ์, พักชำระหนี้</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210517/image_big_60a1ca5876569.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>103956</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/05/2021 09:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/05/2021 09:20</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อุตฯจับมือพาณิชย์ลุยแก้ปัญหาราคาเหล็กแพง หวั่นกระทบต้นทุนธุรกิจลามเป็นลูกโซ่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 พ.ค. 2564 นายกอบชัย สังสิทธิสวัสดิ์ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ตามที่นายกรัฐมนตรี ได้มีข้อสั่งการในการประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 27 เม.ย. 2564 ให้กระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงพาณิชย์ดูแลปัญหาราคาเหล็กที่เพิ่มสูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมา เพื่อลดบรรเทาและผลกระทบต่อต้นทุนการประกอบการอุตสาหกรรมที่มีเหล็กเป็นวัตถุดิบหลัก เพื่อไม่ให้กระทบทั้งอุตสาหกรรมหลัก และอุตสาหกรรมต่อเนื่อง ซึ่งอาจจะส่งผลต่อการจ้างแรงงานต่อไปนั้น กระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงพาณิชย์จึงได้ประชุมหารือกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องรวมทั้งผู้ประกอบการทั้งกลุ่มผู้ใช้ และกลุ่มผู้ผลิตเหล็ก เพื่อหาทางแก้ไขผลกระทบที่เกิดจากสถานการณ์ดังกล่าวอย่างเร่งด่วน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยมีข้อสรุปร่วมกันเรื่องการแก้ปัญหาราคาที่กระทบต้นทุนของผู้ใช้เหล็กเป็นหลัก คือ กลุ่มก่อสร้างที่เสนองานกับหน่วยงานภาครัฐจะมีการพิจารณาทบทวนตัวเลขค่า K หรือ ดัชนีที่ใช้วัดการเปลี่ยนแปลงของค่างานของงานโครงการภาครัฐระหว่างหน่วยงานภาครัฐกับสมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย ทั้งในด้านการสืบราคาจำหน่ายและการกำหนดค่า K ให้สะท้อนกับราคาในตลาดยิ่งขึ้น รวมทั้งจัดทำการจับคู่ธุรกิจ ระหว่างผู้ผลิต และผู้ใช้เหล็กเพื่อวางแผนการใช้และการผลิตร่วมกัน และขอความร่วมมือผู้ผลิตและผู้จำหน่ายเหล็ก ตรึงราคาและจำหน่ายสินค้าเหล็กในราคาที่สอดคล้องต้นทุนที่แท้จริง โดยกรมการค้าภายในจะติดตามสถานการณ์ต้นทุนการนำเข้าและราคาจำหน่ายอย่างใกล้ชิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้อุตสาหกรรมเหล็กเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรม ที่อยู่ในแผนการพัฒนาตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน ตามนโยบายบีซีจี(เศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียนและเศรษฐกิจสีเขียว) ของรัฐบาล ซึ่งกระทรวงฯ ได้มอบหมาย 4 หน่วยงานหลัก ทั้ง สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) และกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) ให้เข้าไปดูแลผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเหล็กอย่างใกล้ชิด พร้อมกำชับหน่วยงานกำกับดูแลให้ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเหล็กเร่งพัฒนาประสิทธิภาพโดยนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาใช้ในการปรับปรุงกระบวนการผลิตเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลิตภัณฑ์ ตลอดจนใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ผู้ผลิตเหล็ก โดยสมาคมเหล็กฯ ยืนยันว่า จากสถานการณ์การผลิตและจำหน่ายเหล็กในประเทศไทยปัจจุบันมีการผลิตประมาณ 30% ของกำลังการผลิตที่สามารถผลิตได้ ปัญหาการขาดแคลนสินค้าเหล็กในประเทศไทยจะไม่เกิดขึ้น ถึงแม้ว่าจะมีความต้องการใช้เพิ่มเติมจากกลุ่มผู้บริโภคที่หันกลับมาใช้สินค้าเหล็กในประเทศแทนเพื่อลดการนำเข้า สำหรับดัชนีอุตสาหกรรมเหล็ก และเหล็กกล้าขั้นมูลฐานของเดือนมีนาคม 2564 ที่ผ่านมามีการขยายตัวเพิ่มขึ้น 19.19% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน &amp;nbsp;จากเหล็กแผ่นรีดเย็น เหล็กเคลือบสังกะสี เหล็กลวด เหล็กรูปพรรณรีดร้อนและเหล็กเส้นกลม เป็นหลัก โดยได้รับอานิสงส์จากปริมาณเหล็กในตลาดโลกลดลง และเป็นช่วงที่สถานการณ์เศรษฐกิจทั่วโลกเริ่มมีการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจดีขึ้น ความต้องการใช้เหล็กของโลกจึงปรับตัวสูงขึ้นไปด้วยทำให้ราคาเหล็กโลกปรับตัวสูงขึ้น ตามกลไกของตลาดโลก&amp;rdquo;นายกอบชัย กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/103956</URL_LINK>
                <HASHTAG>กอบชัย สังสิทธิสวัสดิ์, ดูแลราคาเหล็ก, ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210517/image_big_60a1ca5876569.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>103150</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/05/2021 08:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/05/2021 08:44</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ก.อุตฯ สั่งกนอ.สำรวจพื้นที่นิคมฯทั่วประเทศทำศูนย์กลางฉีดวัคซีน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17 พ.ค. 2564 นายกอบชัย สังสิทธิสวัสดิ์ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมเพื่อหาแนวทางบริหารจัดการพื้นที่ของนิคมอุตสาหกรรมทั่วประเทศเป็นศูนย์กลางการฉีดวัคซีนให้กับประชาชนทั่วไป ว่า ที่ประชุมมีมติแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารจัดการจุดบริการให้ฉีดวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ให้แก่แรงงานภาคอุตสาหกรรม ประชาชนทั่วไป ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม โดยคณะกรรมการชุดดังกล่าวจะมีการประชุมอย่างเป็นทางการถึงแนวทางการดำเนินงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชนนัดแรกในวันที่ 17 พ.ค.2564 ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล ในการให้วัคซีนแก่ประชาชนทั่วประเทศตามความสมัครใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ คณะกรรมการฯชุดดังกล่าว มีหน้าที่หลัก คือ 1.กำหนดแนวทางพื้นที่จุดบริการและเตรียมความพร้อมการให้วัคซีนป้องกันโรค โควิด-19 แก่แรงงานภาคอุตสาหกรรม และประชาชน 2.ประสานงานและบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อให้การบริการมีความพร้อมและมีประสิทธิภาพ 3. ติดตามและรายงานผลการดำเนินการเพื่อขับเคลื่อนการดำเนินการให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรม และ 4.ปฏิบัติหน้าที่อื่นๆ ตามที่ได้รับมอบหมายจากกระทรวงอุตสาหกรรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวีริศ อัมระปาล ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) กล่าวว่า กนอ.ได้จัดตั้งคณะทำงานเพื่อลงพื้นที่อย่างเร่งด่วน โดยเบื้องต้นได้สำรวจพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมที่เหมาะสมเพื่อรองรับการฉีดวัคซีนแล้ว ซึ่งมีทั้งในส่วนที่ กนอ.บริหารจัดการเอง และในส่วนของนิคมอุตสาหกรรมร่วมดำเนินงาน รวมทั่วประเทศ 59 นิคมฯ แต่จะต้องรอความชัดเจนจากที่ประชุมคณะกรรมการฯ อีกครั้งว่าความสามารถในการฉีดวัคซีนต่อวันจะได้ประมาณกี่ราย โดยคิดจากอัตราส่วนต่อผู้ปฏิบัติงานทั้งหมด เพื่อประเมินความพร้อมของสถานที่ ไม่ให้เกิดความแออัด ขณะเดียวกันต้องเป็นพื้นที่ที่อยู่ใกล้โรงพยาบาล เพราะหากเกิดเหตุฉุกเฉินจะได้ดำเนินการได้ทันท่วงที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เบื้องต้นในที่ประชุมได้หารือว่าจะแบ่งกลุ่มผู้ที่รับวัคซีนออกเป็น 3 กลุ่ม คือ 1.ผู้ปฏิบัติงานในโรงงานอุตสาหกรรมที่อยู่ในนิคมอุตสาหกรรม 2.โรงงานอุตสาหกรรมนอกนิคมอุตสาหกรรมที่แจ้งความประสงค์เข้ามา และโรงงานอุตสาหกรรมที่อยู่ในสวนอุตสาหกรรมที่กำกับดูแลโดยกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) 3.ประชาชนทั่วไปในพื้นที่ใกล้เคียง ซึ่งรูปแบบจะเป็นอย่างไรจะพิจารณาในที่ประชุมอีกครั้ง ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนการฉีดวัคซีนตามนโยบายของรัฐบาล โดยกระทรวงสาธารณสุข ที่ต้องการฉีดให้ได้วันละ 5 แสนคน&amp;quot;นายวีริศ กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/103150</URL_LINK>
                <HASHTAG>กอบชัย สังสิทธิสวัสดิ์, จุดฉีดวัคซีน, ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม, หาพื้นที่การนิคม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210517/image_big_60a1ca5876569.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>76059</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/08/2020 16:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/08/2020 16:18</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ก.อุตจัดงานตลาดนัดเอสเอ็มอีกระตุ้นชิมช้อปเที่ยวไทยฟื้น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;31 ส.ค. 2563 นายกอบชัย สังสิทธิสวัสดิ์ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า กระทรวงอุตสาหกรรมร่วมกับธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) บริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) บริษัท สิงห์ คอร์เปอเรชั่น จํากัด บมจ.ไทยเบฟเวอเรจ และบมจ.เครือเจริญโภคภัณฑ์อาหาร จัดงานตลาดนัด SME &amp;ldquo;เราช่วยไทย ไทยช่วยกัน&amp;rdquo;ระหว่างวันที่ 4-6 ก.ย.2563 ที่ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี ฮอลล์ 5-7 จังหวัดนนทบุรี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีมีพื้นที่และช่องทางจำหน่ายสินค้า สร้างโอกาสทางการตลาดและการเงิน เพิ่มสภาพคล่องของธุรกิจแก่เอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 แก้ไขปัญหาการว่างงานจากการชะลอธุรกิจหรือหยุดกิจการ โดยมีเอสเอ็มอีที่รับสินเชื่อกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ และวิสาหกิจชุมชนร่วมออกงานจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคกว่า 600 บูธ ประกอบด้วย สินค้าจำพวกอาหารและเกษตรแปรรูป เสื้อผ้า อัญมณี เครื่องประดับ ของใช้และของตกแต่งบ้าน บริการท่องเที่ยว โรงแรม ที่พัก ในราคาพิเศษ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมธุรกิจทางการตลาด อาทิ สัมมนาและเวิร์คช็อปเพิ่มความรู้ให้ผู้ประกอบการให้สามารถปรับตัวและปรับเปลี่ยนธุรกิจในวิถีชีวิตใหม่(นิว นอร์มอล) เพื่อเพิ่มรายได้ เช่น เอสเอ็มอีต้องรู้ การตลาดบนติ๊กต็อก โดย TikTok (Thailand) การตลาดออนไลน์สไตล์เอสเอ็มอี โดย Shopee (Thailand) อีกทั้งยังมีบูธให้คำปรึกษาจากสถาบันการเงินชั้นนำ ที่จะมาให้ความรู้แก่ผู้ประกอบการเกี่ยวกับการฟื้นฟูธุรกิจ แนวทางการปรับตัวให้อยู่รอด ในภาวะปัจจุบัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวปทิตตา ตันติเวชกุล ผู้อำนวยการส่งเสริมการท่องเที่ยว การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) กล่าวว่ายอมรับการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทั่วโลกส่งผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวทั้งจำนวนและรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ ทำให้รูปแบบการท่องเที่ยวปรับเปลี่ยนไปสู่นิว นอร์มอล ผู้ประกอบการภาคการท่องเที่ยวในไทยจึงเริ่มปรับรูปแบบโรงแรมหรือการท่องเที่ยวที่มีบรรยากาศให้มีความรู้สึกเหมือนไปต่างประเทศ เช่น ญี่ปุ่น จีน รองรับคนไทยที่ไม่ได้ไปท่องเที่ยวต่างประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ตั้งแต่ต้นปีจำนวนนักท่องเที่ยวลดลง ส่งผลให้โรงแรมทยอยปิดตัวจำนวนมาก เนื่องจากไม่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาในประเทศ แต่หลังมีการผ่อนปรนมาตรการล็อกดาวน์ ทำให้คนไทยเริ่มกลับมาท่องเที่ยวจำนวนมากในแหล่งท่องเที่ยวใกล้กรุงเทพมหานคร ซึ่งหลังจากนี้ต้องพึ่งพาการท่องเที่ยวของคนไทยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศให้ฟื้นตัวโดยเร็ว คาดว่าสถานการณ์การท่องเที่ยวจะกลับมาดีขึ้นอีกครั้งช่วงกลางปีหน้า แต่พื้นที่ห่างไกลยังคงได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะภูเก็ต ที่ต้องเร่งเยียวยา ซึ่งขณะนี้รัฐบาลมีนโยบายเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาในไทย โดยเตรียมใช้ภูเก็ตโมเดลเป็นต้นแบบภายใต้มาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่รัดกุมมากที่สุด &amp;rdquo;นางสาวปทิตตา กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/76059</URL_LINK>
                <HASHTAG>กอบชัย สังสิทธิสวัสดิ์, ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม, เราช่วยไทย ไทยช่วยกัน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200831/image_big_5f4cc055ce5c4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>66954</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/05/2020 10:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/05/2020 10:50</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กองทุนเอสเอ็มอีเร่งเติมสภาพคล่องลูกหนี้ คิดดอกเบี้ย 1 %</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 พ.ค.2563 นายกอบชัย สังสิทธิสวัสดิ์ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ (กอป.) กล่าวว่า ตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมได้ทำการสำรวจ ความเดือดร้อนและความต้องการของเอสเอ็มอี ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ระบาดของไวรัสโคโรน่า 2019 (โควิด 19) และสถานการณ์ภัยแล้งนั้น พบว่า เอสเอ็มอีส่วนใหญ่ต้องการให้ช่วยเหลือเยียวยาด้านการเงินโดยเฉพาะการพักชำระหนี้ และการเสริมสภาพคล่องในการดำเนินธุรกิจ กองทุนฯ จึงได้ได้ประกาศพักชำระหนี้แก่ลูกหนี้กองทุนสูงสุด 12 เดือน ตามความสมัครใจ ตั้งแต่เดือนเมษายน 2563 ที่ผ่านมา ถือเป็นการชะลอหรือ ลดโอกาสในการเกิดหนี้เสีย ขณะนี้มีลูกหนี้ได้รับอนุมัติแล้วจำนวน 2,834 ราย คิดเป็นวงเงิน 5,300 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี ยังมีกลุ่มลูกหนี้กองทุนอีกจำนวนมากที่ยังได้รับความเดือดร้อนจากโรคระบาด และภัยแล้ง ประสงค์จะขอสินเชื่อเพื่อการเสริมสภาพคล่อง และคงการจ้างงานต่อเนื่อง ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนฯ จึงได้มีมติเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2563 เห็นชอบให้กองทุนปล่อยสินเชื่อในลักษณะที่เป็นเงินทุนหมุนเวียน (Working Capital) วงเงินรวม 1,700 ล้านบาท แก่ลูกหนี้กองทุนจำนวนกว่า 10,000 ราย ที่ต้องการใช้เงินหมุนเวียนในการดำเนินกิจการ รวมถึงการจ้างงานบุคลากรของสถานประกอบการ โดยวงเงินสินเชื่อสูงสุดต่อรายจะอยู่ที่ 1,000,000 บาท ดอกเบี้ยร้อยละ 1 ระยะเวลา 5 ปี โดยคุณสมบัติเบื้องต้นของลูกหนี้ที่เข้าร่วมโครงการต้องมีสถานะไม่เป็น NPL และมีประวัติการผ่อนชำระหนี้ปกติในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา นอกจากนี้ ลูกหนี้ที่ได้รับอนุมัติสินเชื่อทุนหมุนเวียนดังกล่าว ต้องเข้าร่วมกิจกรรมพัฒนาหรือเสริมศักยภาพในด้านต่าง ๆ ตามที่กองทุนฯ กำหนด อาทิ ด้านแผนบริหารความต่อเนื่องของธุรกิจ ด้านการตลาด และบริหารการเงิน การบัญชี อย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งนี้ เพื่อเป็นการประกันว่า กิจการจะสามารถฟื้นตัวและดำเนินธุรกิจได้อย่างเข้มแข็งต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวทิ้งท้ายว่า สินเชื่อเงินทุนหมุนเวียนแบบใหม่นี้ จะเริ่มเปิดให้บริการตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม จนถึง 31 กรกฎาคม 2563 สามารถยื่นขอสินเชื่อได้ที่ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME D Bank) ในทุกสาขาของประเทศ หรือติดต่อสายด่วนที่ 1357 หรือโทร 0 2265 3000 ภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2563 และสำหรับลูกหนี้กองทุนฯ ที่ต้องการพักชำระหนี้เงินต้นแต่ยังไม่ได้แจ้งความประสงค์ขอพักชำระหนี้ ขอให้รีบติดต่อ SME D Bank ภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2563 ก่อนที่จะปิดรับคำขอ
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/66954</URL_LINK>
                <HASHTAG>กองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ (กอป.), กอบชัย สังสิทธิสวัสดิ์, ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200526/image_big_5ecc91d4474cc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
