<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>71813</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/07/2020 15:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/07/2020 15:42</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;สมคิด-กอบศักดิ์&#039; ทยอยขนของออกจากทำเนียบฯ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 ก.ค.63 - ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศที่ทำเนียบรัฐบาลว่า เมื่อเวลา 08.00 น.ได้มีรถ 6 ล้อของบริษัทรับจ้างขนของ เข้ามายังตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล เพื่อขนของและเอกสารต่างๆ ในห้องของนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี &amp;nbsp;ภายหลังจากที่ยื่นขอลาออกไปพร้อมกับอดีตรัฐมนตรีกลุ่ม 4 กุมาร โดยคณะทำงานของนายสมคิด ได้จ้างบริษัทฯมาขนเฟอร์นิเจอร์และข้าวของเครื่องใช้ รวมถึงเอกสารต่างๆ ออกจากห้องทำงาน หลังจากนายสมคิดได้เข้ามาปฏิบัติภารกิจที่ทำเนียบรัฐบาล ในตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีรวมเป็นระยะเวลา 5 ปี
&amp;nbsp;
ขณะที่ในเวลา 11.00 น. นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล อดีตรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ก็ได้เดินทางเข้าทำเนียบรัฐบาล เพื่อทยอยเก็บข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ เช่นเดียวกัน โดยส่วนใหญ่เป็นหนังสือและต้นไม้ เพื่อนำกลับไปดูแลต่อที่บ้าน ซึ่งใช้เวลาเพียงแค่ 1 ชม. สำหรับนายกอบศักดิ์ ได้เข้ามาทำงานที่ทำเนียบรัฐบาลในรอบนี้รวมเป็นระยะเวลา 11 เดือน 16 วัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม มีรายงานด้วยว่าคณะทีมงานได้แจ้งต่อเจ้าหน้าที่ว่า ขอเวลาเก็บของและเคลียร์ห้องหนึ่งสัปดาห์ ก่อนจะทำการคืนห้อง เนื่องจากมีเอกสารจำนวนมากจึงต้องใช้เวลาพอสมควร.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/71813</URL_LINK>
                <HASHTAG>4กุมาร, กอบศักดิ์, ทำเนียบรัฐบาล, ปรับครม., สมคิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200718/image_big_5f12b55d89051.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>40602</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/07/2019 11:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/07/2019 11:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พปชร.ปัดเบี้ยวค่าแรง425 หวั่นขึ้นพรวดเดียววิกฤติซ้ำยุคยิ่งลักษณ์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 ก.ค. 62 &amp;ndash; ที่ทำเนียบรัฐบาล นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล โฆษกพรรคพลังประชารัฐ กล่าวภายหลังเข้าพบนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ว่า มาพบนายสมคิด เพราะไม่ได้เจอนานแล้ว อย่างไรก็ตาม ในส่วนร่างนโยบายของรัฐบาล ที่มีการวิพากษ์วิจารณ์กันถึงค่าแรงขั้นต่ำ 400 -&amp;nbsp; 425 บาทที่ไม่สามารถทำได้ทันทีนั้น เราได้ชี้แจงตั้งแต่ตอนประกาศนโยบายดังกล่าวแล้วว่า จะทยอยขึ้น ไม่ขึ้นพร้อมกันทุกจังหวัด และต้องขึ้นพร้อมกับการพัฒนาทักษะ เพราะเราเห็นประสบการณ์ตอนมีการทำค่าแรงขั้นต่ำ300 บาท พอขึ้นพร้อมกันทีเดียวมันช็อต อีกทั้งตอนนี้เศรษฐกิจโลกไม่ดี ดังนั้น เราจะไม่ทำแบบตอนค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทแน่ การขึ้นครั้งเดียวจะทำให้ปรับตัวยาก จะทำให้เกิดปัญหาในจังหวัดเล็ก ขณะเดียวกัน ตอนมีการทำค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท เขามีการมาตรการเสริม 10 กว่าอย่าง เพื่อให้ทุกคนสามารถปรับตัวได้ เพราะถ้าให้ค่าแรงสูงเกินไปจะไม่มีคนจ้าง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกอบศักดิ์ กล่าวว่า นโยบายของรัฐจะมี 2 อย่าง คือ 1.ทำในปีแรก ซึ่งนโยบายเร่งด่วนจะมีอยู่ในปีแรก และ 2.นโยบาย 4 ปี ซึ่งนโยบายดูแลแรงงานจะอยู่ในระยะนี้ เราไม่ได้บอกว่าจะไม่ทำ เพียงแต่บอกว่าจะขึ้น 400 &amp;ndash; 425 บาท ทันทีเลยไม่ได้ แต่นั่นเป็นเป้าหมายของเรา จะทยอยขึ้นเป็นขั้นบันได ส่วนค่าแรงขั้นต่ำจะเริ่มทีเท่าไรนั้น ขอคุยกับพรรคร่วมรัฐบาลในสัปดาห์นี้ก่อน ส่วนที่มีข่าวว่าจะนำนโยบายฝ่ายค้านมาด้วยนั้น กำลังพิจารณากันอยู่ ซึ่งการร่างนโยบายทันก่อนการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาแน่นอน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามถึงกระแสข่าวว่าจะมานั่งโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายกอบศักดิ์ กล่าวว่า ต้องถามนายกฯ แต่มั่นใจไม่ใช่ตนแน่.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/40602</URL_LINK>
                <HASHTAG>กอบศักดิ์, ขึ้นค่าแรง425บาท, ค่าแรงขัันต่ำ300, ทยอยขึ้นแบบขั้นบันได, สมคิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190123/image_big_5c480c9850fc7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>28437</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/02/2019 10:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/02/2019 10:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;กอบศักดิ์&#039;ควงผู้สมัครกทม.หาเสียง ชูปราบฝุ่นPM2.5</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6 ก.พ. 62 - นายกอบศักดิ์ &amp;nbsp;ภูตระกูล โฆษกพรรคพลังประชารัฐ พร้อมด้วยนางสาวภาดาท์ วรกานนท์ ผู้สมัคร ส.ส.เขต &amp;nbsp;6 ราชเทวี พญาไท จตุจักร ลงพื้นที่พบประชาชน เพื่อแนะนำตัวกับแม่ค้าพ่อค้าและประชาชนที่สัญจรบริเวณย่านอนุเสาวรีชัยสมรภูมิ รวมถึงดูปัญหาที่เกิดขึ้นในพื้นที่ เพราะเป็นพื้นที่ใจกลางเมือง และเชื่อมต่อการขนส่งสาธารณะ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยปัญหาเร่งด่วนที่จำเป็นต้องได้รับการแก้ไขคือเรื่องฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ที่เกินค่ามาตรฐาน ซึ่งพรรคได้เสนอนโยบายการแก้ปัญหาตั้งแต่ต้นตอ จนถึงการแก้ปัญหาในระยะสั้นคือจะต้องลดประมาณการใช้รถยนต์ลง ไม่ขับต้องดับเครื่อง และรัฐบาลจะต้องเอาจริงเอาจังในการกวดขันสำหรับรถสำหรับรถที่มีควันดำ​ ส่วนระยะยาวผลักดันให้ใช้รถพลังงานไฟฟ้าทั้งในรถยนต์ส่วนตัวและรถสาธารณะ และทำนโยบาย 50 เขต 50 สวนสาธารณะ ปลูกต้นไม้ 1 ล้านต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศหาเสียงเป็นไปด้วยความเรียบร้อย มีการทักทายประชาชนพ่อค้า แม่ค้า รวมถึงผู้โดยสารรถสาธาณะ เพื่อแนะนำผู้สมัครและพรรคพลังประชารัฐ พร้อมฝากประชาชนในย่านนั้นไปใช้สิทธิของตนเองในพื้นที่ด้วย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/28437</URL_LINK>
                <HASHTAG>กอบศักดิ์, ฝุ่นPM2.5, พญาไท, พปชร., หาเสียง, อนุสาวรีย์ชัย, เลือกตั้ง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190206/image_big_5c5a4d4f93493.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>5073</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/03/2018 16:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/03/2018 16:20</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สสว.อัดงบ 3,800ล้านหนุนเอสเอ็มอี 4.0 </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กอบศักดิ์ มอบนโยบายการขับเคลื่อนเอสเอ็มอี 4.0 อัดงบ 3.8 พันล้านบาทปรับเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินธุรกิจในยุคดิจิทัล ผุดโครงการปั้นดาว ปูพรมพัฒนาภาคการค้าและบริการในเมืองรองเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ กระจายรายได้สู่ชุมชน ตั้งเป้านำร่อง 10 จังหวัดภายในปีนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 มี.ค. 2561 - นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยในฐานะผู้กำกับดูแลสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) แถลงภายหลังการประชุมมอบนโยบายให้แก่ผู้บริหาร สสว. ว่าได้สั่งการให้ สสว.เป็นหน่วยงานกลางในการบริหารจัดการฐานข้อมูลวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(เอสเอ็มอี)แบบเบ็ดเสร็จ โดยจัดทำงบประมาณบูรณาการด้านการส่งเสริมเอสเอ็มอีของประเทศร่วมกับ 25 หน่วยงาน ภายใต้วงเงิน 3,810.41 ล้านบาท โดยให้ประสาน กำกับ และติดตามการดำเนินงานให้สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ชาติเน้นปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำธุรกิจสู่ เอสเอ็มอี 4.0 โดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเป็นเครื่องมือในการเสริมศักยภาพ สื่อสารด้านการตลาด วางระบบการพัฒนาเครือข่ายร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ ซึ่งเป็นนโยบายหลักที่รัฐบาลจะใช้เป็นเครื่องมือลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุวรรณชัย โลหะวัฒนกุล ผู้อำนวยการ สสว. กล่าวว่า สสว.จะเป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนโครงการปั้นดาว เติมเต็มศักยภาพและรองรับความต้องการของผู้ประกอบการแบบครบวงจรในจังหวัดรองทั่วประเทศ โดยอาศัยการพัฒนาผลิตภัณฑ์ บรรจุภัณฑ์ การตลาด ฯลฯ ที่สสว.มีความเชี่ยวชาญเข้ามาช่วย นอกจากนี้ยังสามารถต่อยอดให้เติบโตต่อไปได้อย่างยั่งยืนตามวงจรธุรกิจ โดยผลักดันให้ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ทำงานร่วมกันตามบทบาทหน้าที่เพื่อส่งเสริมสนับสนุนผู้ประกอบการวิสาหกิจรายย่อย วิสาหกิจชุมชน ให้มีศักยภาพ คาดว่าภายในปี 2561 จะสามารถดำเนินโครงการปั้นดาวได้ไม่น้อยกว่า 10 จังหวัด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/5073</URL_LINK>
                <HASHTAG>กอบศักดิ์, กอบศักดิ์ ภูตระกูล, ยุคดิจิทัล, รัฐมนตรี, สสว., เมืองรอง, เหลื่อมล้ำ, เอสเอ็มอี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180315/image_big_5aaa3a48c4deb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>3360</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/02/2018 16:10</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/02/2018 16:10</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;รัฐ&quot;ผุดแบงก์ชุมชนหวังลบวลี ‘คนจนออมเงินไม่ได้’     </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 ก.พ.61 - &amp;nbsp;นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า หลังคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบ ร่าง พ.ร.บ. สถาบันการเงินประชาชนเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการจับมือกันระหว่างรัฐบาลและพี่น้องประชาชนทั้งประเทศ โดยมีธนาคารออมสินและธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เป็นพี่เลี้ยง ช่วยสร้างความแข็งแกร่งให้กับองค์กรการเงินชุมชนที่จะเข้าเครือข่าย ทั้งในด้านการพัฒนาระบบฝาก ถอน โอน ชำระเงิน รวมถึงระบบการจัดสวัสดิการให้คนในชุมชน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกอบศักดิ์ กล่าวต่อว่า คนมักจะพูดกันเสมอว่าคนจนออมไม่ได้ หรือเงินไม่พอใช้ในแต่ละวัน แล้วจะให้มาออมเพื่ออนาคตได้อย่างไร แต่ขณะนี้ชุมชนทั่วไทยจำนวนมาก กำลังพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่าใครๆ ก็ออมได้ จากการออมเงินเล็กๆ วันละ 1 บาทต่อคน แต่ด้วยสมาชิกตำบลละ 2,000-3,000 คน กลายมาเป็นเงินออมของชุมชนนับล้านบาทในแต่ละปี &amp;nbsp;บางชุมชนช่วยกันเก็บเล็กผสมน้อยกันมา 10 ปี สามารถออมได้ 10 ล้าน 20 ล้าน 50 ล้าน แม้กระทั่ง 100 ล้านบาท โดยมีตัวอย่างจากกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์เพื่อพัฒนาคุณธรรมครบวงจรชีวิต จ.ตราด ของท่านพระอาจารย์สุบิน ปณีโต ที่พบว่ากลุ่มของท่านมีเงินออมรวมกันถึง 2,700 ล้านบาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ตัวอย่างเหล่านี้คือแรงบันดาลใจของรัฐบาล ในการขับเคลื่อนร่าง พ.ร.บ.สถาบันการเงินประชาชน เพื่อสนับสนุนให้พี่น้องประชาชนสามารถจัดตั้งแบงก์เล็กๆ ในชุมชนของตนเองอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ในทุกตำบลทั่วไทย ตำบลละ 1-2 แห่ง ซึ่งเมื่อตั้งแล้วจะเป็นของชุมชน บริหารโดยคนในชุมชน ทำเพื่อชุมชนของตนเอง&amp;rdquo;นายกอบศักดิ์กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกอบศักดิ์ยืนยันว่า รัฐจะส่งเสริมสถาบันการเงินเล็กๆ เหล่านี้ อย่างเต็มที่ในด้านต่างๆ ทั้งในระบบการทำบัญชี บันทึกการฝากเงิน การกู้เงิน โอนเงิน การออมเพื่อชราภาพ ระบบสวัสดิการชุมชน แต่ที่สำคัญที่สุด รัฐจะรักษาให้ทุกชุมชนมีความเป็นอิสระในการบริหารจัดการตามความต้องการของสมาชิก ให้สอดคล้องกับสภาพ ตามอัตลักษณ์ของแต่ละชุมชน.&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/3360</URL_LINK>
                <HASHTAG>กอบศักดิ์, กอบศักดิ์ ภูตระกูล, คนจน, ครม., รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี, สถาบันการเงินประชาชน, เงินออม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180116/image_big_5a5da89402bae.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>2378</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/02/2018 15:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/02/2018 15:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กอบศักดิ์ดัน’วิจัยกินได้’</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;กอบศักดิ์ถกหน่วยงานวิจัยของประเทศ ชงแนวคิดวิจัยกินได้แทนที่งานวิจัยที่แค่อยากทำ สุดท้ายถูกเก็บในลิ้นชักหรือบนหิ้ง เผยประชาชนไม่ได้ใช้ประโยชน์แท้จริง เปลืองงบประมาณเปล่าๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 ก.พ.61 - นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี &amp;nbsp;ในฐานะผู้กำกับดูแลคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เผยว่า เมื่อวันที่ 2ก.พ.ได้หารือกับสำนักงบประมาณ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการทำวิจัยของประเทศ ซึ่งประกอบด้วย สำนักงบประมาณ สภาวิจัยแห่งชาติ (วช.) สำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ (สวทน.) และสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ว่าจะมีแนวทางอย่างไรที่จะทำให้งบประมาณและโครงการวิจัยในปีนี้และปีต่อๆ ไปมุ่งตอบโจทย์ที่เกี่ยวกับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนและเอาไปใช้ได้จริง มากกว่าที่จะวิจัยในหัวข้อที่อาจารย์อยากทำแล้วก็ถูกนำไปขึ้นหิ้ง โดยประชาชนไม่ได้ประโยชน์ใดๆ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รมต.ประจำสำนักนายกฯ กล่าวต่อว่า ที่ประชุมจึงได้หารือกันภายใต้แนวคิด &amp;quot;วิจัยกินได้&amp;quot; โดยหารือถึงแนวทางการกำหนดโจทย์การวิจัยอย่างไรที่จะเกิดประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแท้จริง &amp;nbsp;รวมถึงแก้ปัญหาสำคัญของแต่ละพื้นที่ &amp;nbsp;เช่น การวิจัยเรื่องธนาคารปู, &amp;nbsp;การปลูกทุเรียนนอกฤดูกาล, การเจาะรูต่อท่อแทนการกรีดยางพารา ซึ่งจะช่วยเพิ่มอายุต้นยางได้เท่าตัว, การสร้างคุณค่าจากผักตบชวา หรือแม้แต่การแก้ปัญหาหมอกควันทางภาคเหนือที่ส่วนใหญ่เกิดจากการเผาใบข้าวโพด ถ้าเราสามารถแก้ปัญหาเหมือนการใช้ใบอ้อยที่เอามาใช้ในโรงงานไฟฟ้า ที่ปัจจุบันใบอ้อยหนึ่งตันสามารถขายได้ 200 บาท หากเราวิจัยให้เอาใบข้าวโพดมาใช้ได้เช่นกันก็จะไม่ต้องมีการเผา สร้างปัญหาหมอกควันเหมือนทุกๆปี เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&amp;quot;ผมมองว่าโครงการวิจัยดังกล่าวต้องทำกับชุมชน และเมื่อวิจัยเสร็จแล้วต้องนำองค์ความรู้เรื่องนั้นๆ มาขยายผลต่อไปสู่พื้นที่อื่นๆ ทั่วประเทศ รวมถึงในอนาคตจะมีการตั้งศูนย์ความเป็นเลิศในแต่ละด้าน เช่น จ.จันทบุรีเรื่องทุเรียน จ.เชียงใหม่ เรื่องลำไย &amp;nbsp;จ.สงขลาเรื่องประมง จ.นครราชสีมาเรื่องโคเนื้อนุ่ม เป็นต้น ตรงนี้จะเป็นการตอบโจทย์ในสิ่งที่ประชาชนต้องการและอยากได้ ช่วยสร้างรายได้ สร้างอาชีพใหม่ของประชาชน ที่สำคัญยังเป็นการสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจที่จะทำให้เกิดความยั่งยืนในชุมชนและสังคมทั่วประเทศไทยต่อไป&amp;quot;นายกอบศักดิ์กล่าว.

&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/2378</URL_LINK>
                <HASHTAG>กอบศักดิ์, ธนาคารปู, ยางพารา, วิจัย, วิจัยกินได้</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180116/image_big_5a5da89402bae.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
