<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>88417</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/12/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/12/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>5 เหตุการณ์สำคัญการเมืองปี 63</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับปี 2563 ถือเป็นปีที่มีเหตุการณ์สำคัญมากมาย โดยเฉพาะสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศ โดยมีบางเหตุการณ์เป็นจุดเปลี่ยนทางการเมือง โดยจะรอขอรวบรวม 5 เหตุการณ์สำคัญๆ ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ยุบ อนค.จุดเปลี่ยนเสียงในสภาผู้แทนราษฎร&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หลังจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติขอให้ศาลพิจารณาวินิจฉัยเพื่อมีคำสั่งยุบพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) จากกรณีนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรค ปล่อยกู้ให้แก่พรรคเป็นจำนวนเงิน 191 ล้านบาท ต่อมาวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2563 ศาลได้มีมติให้ยุบ อนค. เนื่องจากเห็นว่าเป็นการกระทำอันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 72 ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 และมีมติให้สั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของกรรมการบริหารพรรคจำนวน 16 คนที่ดำรงตำแหน่งอยู่ ณ วันที่มีการทำสัญญากู้เงิน คือ วันที่ 2 มกราคา 2562 และ 11 เมษายน 2562 เป็นเวลา 10 ปี โดยในจำนวนนี้เป็น ส.ส. 11 คน ทำให้ อนค.เหลือเสียงในสภา 65 คน จากเดิม 76 คน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผลจากการยุบพรรค อนค. ทำให้อดีต ส.ส.ที่เหลือ ต้องออกไปตั้งพรรคใหม่ คือ พรรคก้าวไกล แต่ขณะเดียวกัน หลายพรรคการเมือง โดยเฉพาะพรรคร่วมรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นพรรคพลังประชารัฐ พรรคภูมิใจไทย พรรคพลังท้องถิ่นไท พรรคชาติพัฒนาได้ใช้โอกาสนี้ไปดึง ส.ส.ที่ไม่ตามไปอยู่พรรคก้าวไกลมาอยู่ด้วย จนคนที่ตัดสินใจย้ายขั้วถูกตราหน้าว่าเป็น &amp;lsquo;งูเห่า&amp;rsquo; ทำให้ปัจจุบัน ส.ส.ของพรรคก้าวไกลเหลือเพียง 54 คนเท่านั้น และส่งผลให้เสียงของฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านไม่ได้อยู่ในสภาวะปริ่มน้ำเหมือนเมื่อครั้งตั้งรัฐบาล โดยขณะนี้ฝ่ายรัฐบาลมีเสียงในสภาประมาณ 277 เสียง ส่วนฝ่ายค้านมีประมาณ 212 เสียง ทำให้รัฐบาลมีเสถียรภาพในสภาผู้แทนราษฎรมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เปลี่ยนวิกฤติเป็นโอกาส ปราบโควิด-19&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในช่วงต้นปี 2563 หลายประเทศทั่วโลกต้องเผชิญมหันตภัยครั้งใหญ่หลวง คือ การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 เช่นเดียวกับประเทศไทย ต้องยอมรับว่าการบริหารสถานการณ์ของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในช่วงแรกถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่าล้มเหลว มีการแพร่ระบาดไปทั่วประเทศไทยจากเคสสนามมวยลุมพินี และสถานบันเทิงย่านทองหล่อ ขณะเดียวกันยังไม่สามารถจัดหาหน้ากากอนามัยและแอลกอฮอล์ให้กับประชาชนอย่างทั่วถึงได้ พร้อมกับมีข่าวกักตุนหน้ากากอนามัย ซึ่งเชื่อมโยงกับบุคคลในรัฐบาล&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะนั้น พล.อ.ประยุทธ์อยู่ในสภาวะเครียดจากแรงกดดันอย่างหนัก ที่สุดจึงตัดสินใจดึงนายแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์เกี่ยวกับการโรคระบาดเข้ามาให้คำปรึกษา อาทิ นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร อดีต รมว.สาธารณสุข นพ.อุดม คชินทร อดีต รมช.ศึกษาธิการ นอกจากนี้ยังมีการตั้งศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. โดยโครงสร้างดังกล่าวประกอบด้วยฝ่ายข้าราชการมากกว่าฝ่ายการเมือง เพื่อหวังเรียกความเชื่อมั่น ปรากฏว่าประเทศไทยสามารถตีวงจำกัดการแพร่ระบาดได้อย่างรวดเร็ว โดยใช้เวลาเพียงไม่กี่เดือน ทำให้รัฐบาลได้รับคำชื่นชมจากองค์การอนามัยโลกว่า สามารถบริหารจัดการได้ดีเป็นลำดับต้นๆ ของโลก อย่างไรก็ดีในช่วงก่อนส่งท้ายปี ประเทศไทยต้องเผชิญกับการแพร่ระบาดอย่างหนักอีกครั้ง หลังพบผู้ติดเชื้อในจังหวัดสมุทรสาคร เมื่อวันที่ 19 ธ.ค. วันเดียวกว่า 500 คน มากกว่าในช่วงต้นปีที่พบมากสุดวันเดียว 188 คน จากนั้นขยายวงไปหลายจังหวัด ซึ่งมีสาเหตุมาจากแรงงานต่างด้าวที่ลักลอบเข้าเมือง ทำให้รัฐบาลต้องถูกตำหนิอีกครั้ง และพยายามจะปิดเคสนี้ให้เร็วที่สุด เพราะกังวลว่าจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในปีหน้า&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; พลังประชารัฐไล่ 4 กุมารพ้นพรรค&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หลังจากมีความพยายามกดดันนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ และกลุ่ม 4 กุมาร ประกอบด้วย นายอุตตม สาวนายน นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ และนายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ให้พ้นเก้าอี้รัฐมนตรีเพื่อเปิดทางให้บุคคลในพรรคมาตั้งแต่หลังเลือกตั้งเสร็จ ที่สุดความพยายามของกลุ่มก๊วนต่างๆ ภายในพรรคพลังประชารัฐก็สำเร็จ หลัง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ไฟเขียวให้รื้อโครงสร้างพรรคครั้งใหญ่ และใช้ยุทธวิธีมัดคอ ด้วยการให้กรรมการบริหารพรรค จำนวน 18 คน หรือกึ่งหนึ่งของกรรมการบริหารพรรคที่มีอยู่ทั้งหมด 34 คน ยื่นหนังสือลาออก เพื่อให้กรรมการบริหารพรรคชุดนั้นสิ้นสภาพโดยอัตโนมัติ เมื่อวันที่ 1 มิ.ย. ทำให้นายอุตตม นายสนธิรัตน์ และนายสุวิทย์ สิ้นสภาพหัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค และรองหัวหน้าพรรคทันที&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยในการประชุมใหญ่พรรคเมื่อวันที่ 27 มิ.ย. ที่ประชุมมีมติเลือก พล.อ.ประวิตรให้เป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่เพื่อมาคุมพรรคเต็มตัว และให้นายอนุชา นาคาศัย ส.ส.ชัยนาท มาเป็นเลขาธิการพรรคคนใหม่ พร้อมทั้งให้บรรดาหัวหน้ามุ้งต่างๆ เข้ามาเป็นรองหัวหน้าพรรค โดยภารกิจสำคัญของ พล.อ.ประวิตรคือ การจัดสรรผลประโยชน์ใหม่ในพรรคให้เท่าเทียมและลงตัว และแก้ปัญหาความขัดแย้งของมุ้งต่างๆ ภายในพรรค&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;lsquo;สมคิด&amp;rsquo; ไขก๊อก ปรับ ครม.ตู่ 2/2&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ภายหลังมีการเปลี่ยนแปลงกรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐ โดยไร้กลุ่ม 4 กุมารในผู้บริหารชุดใหม่ นายอุตตม นายสนธิรัตน์ นายสุวิทย์ และนายกอบศักดิ์ ได้ตัดสินใจลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคทั้งหมด ทั้งที่เป็นผู้ก่อตั้ง กระทั่งวันที่ 16 ก.ค. นายสมคิด และ 4 กุมาร ได้ยื่นหนังสือลาออกจากการเป็นรัฐมนตรี หลังจากได้ข่าวว่าจะมีการปรับกลุ่ม 4 กุมารออกจากคณะรัฐมนตรีแบบยกยวง โดยอ้างว่า ไม่ต้องการสร้างความลำบากใจให้กับ พล.อ.ประยุทธ์ที่ถูกบรรดาลูกพรรคพลังประชารัฐกดดันผ่าน พล.อ.ประวิตร เป็นการปิดฉากการร่วมทำงานกัน 6 ปี นับตั้งแต่ปลายปี 2558 ในยุคคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ต่อเนื่องมาถึงยุคเลือกตั้ง นอกจากนี้ นายเทวัญ ลิปตพัลลภ หัวหน้าพรรคชาติพัฒนา ยังตัดสินใจลาออกจากรัฐมนตรี เช่นเดียวกัน เพราะรู้ตัวว่า มีแรงยุผู้มีอำนาจให้ปรับโควตาของพรรคออก เนื่องจากมี ส.ส.น้อย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยในวันที่ 6 ส.ค. มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ครม.พล.อ.ประยุทธ์ 2/2 ซึ่งมีการปรับ ครม.แทนตำแหน่งที่ว่างลง โดยมีรัฐมนตรีป้ายแดง 6 คน ได้แก่ นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ นั่งรองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พลังงาน นายอนุชา นาคาศัย นั่ง รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายปรีดี ดาวฉาย นั่ง รมว.คลัง นายสุชาติ ชมกลิ่น นั่ง รมว.แรงงาน นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ นั่ง รมช.แรงงาน นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ นั่ง รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ขณะเดียวกันยังได้ขยับนายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.ต่างประเทศ ให้มาควบรองนายกรัฐมนตรีอีกตำแหน่ง อย่างไรก็ดีภายหลังทำงานได้ไม่ถึงเดือน นายปรีดี ดาวฉาย ได้ตัดสินใจลาออกจากตำแหน่ง รมว.คลัง หลังมีกระแสข่าวว่ามีปัญหากับนายสันติ พร้อมพัฒน์ รมช.คลัง ก่อนที่ พล.อ.ประยุทธ์จะเลือกนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ อดีต รมว.คมนาคม ในยุค คสช.มาเป็นขุนคลังคนใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; กำเนิด &amp;lsquo;คณะราษฎร 2563&amp;rsquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในช่วงเดือน ส.ค. มีการชุมนุมของนิสิตนักศึกษา ในรูปแบบแฟลชม็อบเกิดขึ้นหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ศูนย์รังสิต และสถานที่สำคัญๆ ใน กทม. นำโดยกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม และกลุ่มเยาวชนปลดแอก กระทั่งวันที่ 19 ก.ย. ได้มีการจัดชุมนุมกันที่ท้องสนามหลวง และในเช้าวันที่ 20 ก.ย. มีการประกาศตั้งคณะราษฎร 2563 โดยใช้ยุทธศาสตร์ทุกคนคือแกนนำ พร้อมทั้งยื่นข้อเรียกร้อง 3 ข้อ ได้แก่ แก้ไขรัฐธรรมนูญ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องลาออก และปฏิรูปสถาบัน จากนั้นมีการจัดแฟลชม็อบกันทุกสัปดาห์ตามจุดต่างๆ ใน กทม.และต่างจังหวัด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในวันที่ 16 ต.ค. หลังถูกตำรวจบล็อกไม่ให้ชุมนุมที่สี่แยกราชประสงค์ ผู้ชุมนุมได้ย้ายมาชุมนุมกันที่สี่แยกปทุมวัน ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะตัดสินใจใช้รถฉีดน้ำความดันสูงผสมสีฉีดใส่ผู้ชุมนุม ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่มีการสลายการชุมนุม นอกจากนี้ยังมีการใช้รถฉีดน้ำความดันสูงกับผู้ชุมนุมในอีกหลายเหตุการณ์ เช่น วันที่ 8 พ.ย. ที่ผู้ชุมนุมจะเคลื่อนมวลชนไปที่พระบรมมหาราชวัง และวันที่ 17 พ.ย. บริเวณแยกเกียกกายและรัฐสภา ซึ่งมีการฉีดน้ำและใช้แก๊สน้ำตา รวมถึงมีการปะทะกันระหว่างกลุ่มคนเสื้อเหลืองกับม็อบคณะราษฎรจนมีผู้ได้รับบาดเจ็บ อย่างไรก็ดีปัจจุบันแกนนำและนักเคลื่อนไหวหลายรายได้ถูกตั้งข้อหาผิดประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112.&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/88417</URL_LINK>
                <HASHTAG>กอบศักดิ์ ภูตระกูล, เกษมราษฎร์, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201230/image_big_5fec6bfe5dedd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>71624</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/07/2020 13:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/07/2020 12:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ยื่นนายกฯแล้ว &#039;อุตตม&#039; ยัน 4 กุมารลาออกเพื่อให้ชาติเดินหน้า เปิดทางปรับ ครม.ลดแรงกดดันการเมือง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16 ก.ค.63 - ผู้สื่อข่าวรายงานช่วงเช้าก่อนที่นายอุตตม สาวนายน อดีตรมว.คลัง นายสนธิรัตน์ สนธิจิระวงศ์ อดีตรมว.พลังงาน นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ อดีตรมว.อุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม และนายกอบศักดิ์ ภูตระกูล อดีตรองเลขาธิการนายกฯ จะเดินทางมายื่นหนังสือลาออกกับนายดิสทัต โหตระกิตย์ เลขาธิการนายกฯ มีรายงานว่าทั้ง 4 คน ได้เดินทางไปโรงแรมหรรษา นัดหารือกันเพื่อพูดคุยลำดับขั้นตอนต่างๆ รวมถึงกำหนดตัวบุคคลและประเด็นที่จะให้สัมภาษณ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากนั้นเวลา 10.00 น. ทั้ง 4 คน เดินทางถึงทำเนียบฯโดยลงรถหน้าตึกไทยคู่ฟ้า ก่อนจะเดินขึ้นตึกพร้อมๆกันและให้ช่างภาพถ่ายภาพ ทั้งหมดมีสีหน้าแจ่มใส พร้อมกันนี้หลังยื่นหนังสือลาออกได้ขึ้นชั้นบนตึกไทยคู่ฟ้าเพื่อสักการะพระพรหมประจำตึกไทยฯ และลงมาสักการะศาลพระภูมิเจ้าที่และศาลตายายสิ่งศักดิ์ประจำทำเนียบฯเพื่ออำลาตำแหน่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมาเวลา 10.40 น.นายอุตตม กล่าวว่าวันนี้พวกตนทั้ง 4 คน ได้นำหนังสือลาออกจากการปฏิบัติหน้าที่ของแต่ละคนยื่นต่อนายกฯ ผ่านนายดิสทัต เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยจะมีผลตั้งแต่วันที่ 16 ก.ค.เป็นต้นไป พร้อมกันนี้นายกอบศักดิ์ ได้รับมอบหมายจากนายสมคิด ให้นำหนังสือลาออกของนายสมคิดมายื่นพร้อมกันด้วย จากนี้ถือว่าโล่งอกในระดับหนึ่ง การลาออกครั้งนี้พวกเราเห็นพ้องกันว่าเป็นเวลาที่เหมาะสม มองแล้วเหตุการณ์ที่เราเห็นกันอยู่เพื่อให้ประเทศชาติเดินหน้าไปได้ ความคลุมเครือหายไป เราจะได้มีส่วนช่วยลดความกดดันทางการเมืองที่อาจมีต่อนายกฯในช่วงเวลานี้ อาจส่งผลให้เกิดความชะงักในการบริหารงาน คิดร่วมกันแล้วจึงลาออกในช่วงนี้เพื่อให้เกิดความชัดเจน เช่น ในเรื่องการปรับครม.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่าการลาออกเพราะได้รับแรงกดดันทางการเมืองหรือไม่ นายอุตตมกล่าวว่าเราคิดของเราเอง ไม่ได้ถูกกดดัน ส่วนการลาออกเข้าใจว่าขณะนี้นายกฯทราบเรื่องแล้ว เพราะประสานนายดิสทัตมาก่อน ถือว่าจากกันด้วยดี และนายสมคิดไม่ได้เล่าอะไรเกี่ยวกับการพูดคุยกับนายกฯให้ฟัง ช่วงนี้พวกเราต้องช่วยกันประคับประคองสถานการณ์บ้านเมือง ส่วนอนาคตนั้น อะไรที่เป็นประโยชน์ต่อบ้านเมืองต่อสังคม เราสามารถทำสิ่งเหล่านั้น ไม่ปิดกั้นการร่วมมือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่ามีการทาบทามหรือตั้งกลุ่มการเมืองใหม่หรือไม่ นายอุตตม กล่าวว่าส่วนตัวไม่มี และเชื่อว่าทุกคนยังไม่ได้เดินในเรื่องนี้ เมื่อถามว่าการลาออกเพราะนายสมคิดขอให้ลาออกพร้อมกันหรือไม่ นายอุตตมกล่วาว่า ไม่ใช่ เราหารือและคิดกันเอง นายสมคิดก็เห็นพ้อง แต่ในส่วนของนายสมคิดนั้นสื่อมวลชนคงทราบแล้วบ้าง ว่าเรื่องสุขภาพเป็นเหตุผลหนึ่ง หากได้พักผ่อนพื้นฟูสุขภาพน่าจะเป็นสิ่งที่ดี รวมถึงพวกตนจะถือโอกาสพักผ่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่าการเข้าสู่การเมืองครั้งนี้มีอะไรได้มา เสียไปอย่างไรบ้าง นายอุตตม กล่าวว่า ในนามของพวกตน ขอขอบคุณนายกฯ ที่ให้ความไว้วางใจให้โอกาสมาทำงานให้บ้านเมืองมาระยะหนึ่ง ผ่านเหตุการณ์ต่างๆมาพอประมาณ ตนขอขอบคุณที่ไว้วางใจให้พวกเรามาทำงานให้ชาติบ้านเมืองและทำงานให้นายกฯ สำหรับตนนี่คือสิ่งที่ทำสำคัญที่สุดที่พวกเราได้มาในครั้งนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถามอีกว่าจะพูดได้หรือไม่ว่ายังไม่เข็ดการเมือง นายอุตตมกล่าวว่า &amp;ldquo;เอาเป็นว่าวันนี้ยังไม่ได้คิดจริงๆ เอาทีละขั้นตอน&amp;nbsp;ขอคิดนิดนึง เราคนไทยมีหน้าที่กันทุกคน ในการประคับประคองให้ประเทศเดินหน้าไปได้ในภาวะเช่นนี้ เรามีเหตุผลในการลาออกของเราที่เชื่อว่าเป็นประโยชน์กับการบริหาร ทำให้บ้านเมืองผ่านพ้นวิกฤติ ส่วนใครจะมารับหน้าที่ต่อนั้นเราไม่ทราบแต่เชื่อว่านายกฯมีความสามารถ คงหาคนมีความสามารถมาร่วมทีม ขณะที่ตำแหน่งในกมธ.งบประมาณรายจ่ายปี 2564 นั้นคงหลุดไปโดยปริยาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่าเสียดายหรือไม่ที่ต้องลาออกขณะที่มีงานค้างอยู่ นายอุตตมกล่าวว่า พวกตนไม่ยึดติดตำแหน่งและไม่เสียดาย เราได้รับโอกาสมาทำงานก็ทำงาน เมื่อไม่มีตำแหน่งก็สามารถทำงานเป็นประโยชน์ได้ เมื่อถามว่าเจ็บตัวในการเข้าการเมืองหรือไม่นายอุตตม กล่วาว่า ไม่เจ็บตัว เพราะไม่ว่าใส่หมวกใบไหนก็ทำประโยชน์ให้ประเทศชาติได้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/71624</URL_LINK>
                <HASHTAG>4 กุมาร, กอบศักดิ์ ภูตระกูล, นายสนธิรัตน์ สนธิจิระวงศ์, นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์, สุวิทย์ เมษินทรีย์, อุตตม สาวนายน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200716/image_big_5f0fe93c64b26.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>70982</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/07/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/07/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นับ1เขย่าเก้าอี้ครม. 4กุมารไขก๊อกพปชร.‘ประยุทธ์’คุยพรรคร่วมจับตาโควตานายก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; ปิดฉาก 4 กุมารตอนแรก &amp;ldquo;อุตตม&amp;rdquo; นำแถลงไขก๊อกอย่างเป็นทางการ บอกถึงเวลาเหมาะสม ตอนนี้ยังไม่คิดตั้งกลุ่มหรือพรรคการเมืองใหม่ &amp;ldquo;ประยุทธ์&amp;rdquo; เคารพการตัดสินใจ ลั่นได้เวลานับหนึ่งเขย่าเก้าอี้ ครม. ชี้ต้องคุยกับหัวหน้าทุกพรรคร่วมจะเอาอย่างไร โดยเฉพาะเก้าอี้ รมต.ในโควตานายกฯ เผยเล็งไว้หลายคนในทุกภาคส่วน แต่ยังไม่ได้ทาบ รับประยุทธ์ 2/2 ต้องสร้างการยอมรับ โดยเฉพาะในด้านเศรษฐกิจ&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 9 กรกฎาคม ที่โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ เซ็นทรัล ลาดพร้าว กลุ่ม 4 กุมารประกอบด้วย นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง อดีตหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.), นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พลังงาน อดีต เลขาธิการพรรค พปชร., นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม อดีตรองหัวหน้าพรรค พปชร. และนายกอบศักดิ์ ภูตระกูล รองเลขาธิการนายกฯ อดีตกรรมการบริหารพรรค พปชร. แถลงลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรค พปชร.อย่างเป็นทางการ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยนายอุตตมกล่าวว่า การทำงานร่วมกับพรรคมา 2 ปี ถือว่าภารกิจนำพาพรรคเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลก้าวข้ามปัญหาต่างๆ ได้สำเร็จ โดยมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี และเวลานี้ถึงเวลาที่เหมาะสมแล้ว จึงขอยุติบทบาทในทางการเมืองกับพรรค พปชร. ที่มีผู้บริหารพรรคชุดใหม่เข้ามาทำหน้าที่ต่อไป โดยจะเดินหน้าทำหน้าที่ฝ่ายบริหารในตำแหน่งที่ได้รับมอบหมายจากนายกฯ และยังไม่ได้มีความคิดไปตั้งกลุ่มหรือพรรคการเมือง
&amp;quot;การแถลงวันนี้เป็นเรื่องของพรรค ไม่ใช่ฝ่ายบริหาร ส่วนการจะปรับเปลี่ยนตำแหน่งใดๆ ในอนาคตเป็นเรื่องที่เข้าใจกันได้ โดยขึ้นอยู่กับนายกฯ เวลานี้ขอทำหน้าที่อย่างเต็มที่ หากจะมีการปรับเปลี่ยนในคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถือเป็นเรื่องของนายกฯ ทั้งนี้ พวกเราทำปัจจุบันให้เต็มที่ วันข้างหน้าเป็นเรื่องของวันข้างหน้า&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า วันนี้ถือเป็นการปิดตำนาน 4 กุมารได้หรือยัง หรือจะมีภาคต่อไป นายอุตตมตอบว่า เอาเป็นว่าวันนี้เราได้บรรลุในสิ่งที่เราตั้งใจเอาไว้ตั้งแต่ต้น ถือว่าบรรลุแล้ว อาจเรียกได้ว่าจบไปตอนหนึ่ง และเราจะทำงานของเราต่อ ส่วนอนาคตจะเป็นอย่างไรยังไม่ได้คิด แล้วจะเป็นอย่างไรขอให้ดูโอกาสที่จะทำประโยชน์ให้กับประเทศชาติและประชาชนมีแน่นอน เชื่อว่าอย่างนั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถามย้ำว่าจะไปตั้งพรรคการเมืองใหม่หรือไม่ นายอุตตมกล่าวว่า วันนี้ยังไม่มีความคิด ยังขอทำหน้าที่ในฝ่ายบริหารอย่างเต็มที่ ทั้งนี้ การลาออกจากพรรคในวันนี้ไม่ได้มีการแจ้งนายกฯ เพราะถือเป็นเรื่องของพรรคการเมือง ไม่ใช่เรื่องของฝ่ายบริหาร แต่คิดว่านายกฯ คงได้ติดตามข่าวอยู่แล้ว วันนี้ขออยู่กับปัจจุบัน ทำหน้าที่อย่างเต็มที่ ยังไม่อยากไปคิดถึงเรื่องตำแหน่งใดๆ ในอนาคต
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสนธิรัตน์กล่าวเช่นกันว่า เราไม่ได้ยึดติดกับตำแหน่ง และแยกแยะบทบาทในพรรค พปชร.กับฝ่ายบริหารในฐานะรัฐมนตรี โดยจะทำหน้าที่ให้ถึงที่สุด ส่วนสัดส่วนของ ครม. หากไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคแล้ว จะเป็นโควตากลางของนายกฯ หรือไม่นั้น เราไม่ไปก้าวล่วง เพราะอยู่นอกขอบเขตการตัดสินใจ และอนาคตจะเป็นอย่างไรขึ้นอยู่กับดุลพินิจของนายกฯ พิจารณา ที่ผ่านมาเป็นส่วนหนึ่งของ พปชร. แม้จะไม่เคยทำงานการเมือง แต่ก็สร้างพรรคจนเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล และอยากให้พรรคเข้มแข็ง เดินหน้าเป็นสถาบันการเมืองต่อไป
4 กุมารบอกสมคิดแล้ว
&amp;ldquo;สายใยความผูกพันกับสมาชิกจะไม่หายไป ยังมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ยังเป็นครอบครัวกัน ไม่ได้ขัดแย้งกัน และเคยพูดเสมอว่าไม่ถอดใจ การมาทำงานการเมืองคือความเสียสละ ทำหน้าที่ให้ดี ตราบใดที่มีหน้าที่จะทำให้ ไม่ได้ยึดตำแหน่งหรือหวังอะไร ทั้งนี้ ก่อนตัดสินใจลาออกจากสมาชิกพรรคได้บอกกล่าวกับนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ แล้ว ซึ่งท่านให้กำลังใจในการทำงาน แต่ไม่ได้แนะนำอะไร เพราะท่านเคารพการตัดสินใจของพวกเรา&amp;rdquo;นายสนธิรัตน์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสนธิรัตน์ย้ำว่า ในวันนี้พวกเราจะยังทำหน้าที่ของฝ่ายบริหารจนถึงที่สุด จนถึงวันที่มีการเปลี่ยนแปลง เพราะฉะนั้นจึงไม่ใช่เรื่องที่จะมาคิดเรื่องโควตาในวันนี้ โดยสิ่งที่รู้สึกคือภูมิใจที่ได้มีส่วนร่วมในการสร้างพรรคใหญ่ เป็นสถาบันทางการเมืองให้ประชาชนมีความหวัง สมาชิกพรรคทั่วประเทศ เราไม่มีการโกรธชังกัน ถึงวันนี้เราจะลาออกจากพรรค แต่มิตรภาพจะยังคงอยู่ เราแค่เลือกทางเดินในวิถีของเรา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน พล.อ.ประยุทธ์ให้สัมภาษณ์ถึงเรื่องนี้ว่า เคารพการตัดสินใจ ถือเป็นเรื่องภายในพรรค ซึ่งก็ต้องเตรียมพิจารณาว่าจะเดินหน้าอย่างไรต่อไป วันนี้ขอให้ท่านเชื่อมั่นระบบบริหารราชการแผ่นดินของเรา เชื่อมั่นในตนเองที่จะนำพาประเทศชาติในช่วงเวลานี้ไปให้ได้ ในส่วนการปรับเปลี่ยน ครม.ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งเป็นวิถีทางทางการเมือง การเข้ามาเป็น ส.ส. การเข้ามาเป็นรัฐมนตรี การจะเข้ามาเป็น ครม. การเป็นพรรคร่วมรัฐบาล ต้องไปพูดคุยเจรจากันอีกครั้ง ซึ่งคำตอบอันนี้ยังไม่มีให้ว่าใครจะเป็น ใครจะเข้า ใครจะออก เพราะเราต้องคุยกับพรรคการเมือง พรรคร่วมรัฐบาล ซึ่งเป็นไปตามกลไกทางการเมือง ขอให้ใจเย็นๆ
เมื่อถามว่า ที่มีข่าวว่ากำหนดไว้ว่าเดือน ก.ย.จะปรับ ครม.ถึงวันนี้จะเร็วขึ้นหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวย้อนถามว่า &amp;quot;ดูจากการปรับ ครม. ใครปรับหรือยัง ผมพูดเมื่อไหร่ว่าจะมีขึ้นในเดือน ก.ย. ผมไม่เคยพูดจะปรับในเดือนกันยายนเลย พวกคุณไปตีความกันเอง&amp;quot;
เมื่อถามย้ำว่า ช่วงเวลาที่นายกฯ วางไว้เป็นช่วงเดือนไหน พล.อ.ประยุทธ์ตอบทันทีว่า &amp;quot;ตั้งแต่นี้เป็นต้นไป เมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น แต่ไม่ได้พูดว่าเป็นเดือนกันยายน&amp;quot;
เมื่อถามว่า นายกฯ ไม่กำหนดชัดเจนว่าจะปรับ ครม.เมื่อไหร่ ก็จะมีการวิ่งเต้นเพื่อขอตำแหน่งกันอีก พล.อ.ประยุทธ์ย้อนว่า &amp;quot;วิ่งกับใคร ผมยืนยันว่าใครจะวิ่ง ใครจะอะไร คนวิ่งมากๆ ก็อาจไม่ได้ก็ได้ แต่ขอร้องว่าอย่าทำให้เกิดความสับสนอลหม่านได้หรือไม่ ใครจะวิ่งก็วิ่งไปเถอะ ผมจะตัดสินใจด้วยตัวของผมเอง และผมก็ต้องคุยกับหัวหน้าพรรคทุกพรรค&amp;quot;
ผู้สื่อข่าวถามว่า เมื่อ 4 กุมารไม่ได้เป็นสมาชิกพรรค พปชร.แล้วจะส่งผลต่อเก้าอี้รัฐมนตรีหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า เป็นเรื่องกลไกภายในพรรค เพราะสัดส่วนในการเข้ามาเป็นรัฐมนตรีมาจากพรรคการเมืองเป็นอันดับแรก โควตาคนนอกก็เป็นอีกส่วนหนึ่ง แต่อย่าลืมว่าตนเองก็ไม่ได้เป็นสมาชิกพรรค พปชร. เพราะฉะนั้นสัดส่วนรัฐมนตรีก็ต้องฟังจากพรรคเป็นหลัก การจะนำคนนอกเข้ามาก็เป็นโควตาของเขา ซึ่งตนเองก็ขอเขามา และเขาก็ให้เข้ามาตรงนี้ รวมทั้งมีรัฐมนตรีหลายคนที่มากับตนเองด้วย
เมื่อถามว่า การที่ 4 คนลาออกจาก พปชร. ถือว่าเป็นโควตาของนายกฯ ใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า เดิมก็เป็นเช่นนั้นอยู่ และเป็นตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ดังนั้นวันนี้ต้องไปดูว่าโควตาเหมาะสมแล้วหรือยัง ใครจะได้เพิ่ม ใครจะได้ลดอย่างไรก็ไปว่ากันอีกที
ซักอีกว่าพูดได้หรือไม่ว่าการปรับ ครม.ครั้งหน้าจะเป็นการปรับใหญ่หรือปรับเฉพาะที่จำเป็น พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า เท่าที่จำเป็น ใครที่เขาทำงานดีอยู่แล้วก็ให้เขาทำงานต่อ ที่ผ่านมาทุกคนทำงานดีทั้งหมด ไม่ได้ว่าใครไม่ดี เพียงแต่กลไกทางการเมืองและวิถีทางการเมืองเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
ย้ำ 4 เก้าอี้โควตานายกฯ
เมื่อถามย้ำว่า โควตาสัดส่วน ครม.ของนายกฯ คือเฉพาะตำแหน่งเดิมที่มีอยู่ใช่หรือไม่ นายก?ฯ กล่าวว่า &amp;quot;ผมถึงถามว่าเมื่อเอาเขาเข้ามาแล้วจำเป็นต้องคืนเขาหรือเปล่า ต้องคืนเขาบ้างไหม จะมีคนนอกเข้ามาได้ตรงไหน ก็ต้องไปคุยกันอีก เพราะผ่านมา 1&amp;nbsp; ปีแล้วก็ต้องคุยกันใหม่&amp;rdquo;
เมื่อถามว่า ได้มีการพูดคุยกับนายสมคิดบ้างหรือยัง นายกฯ ตอบว่า ก็มีการพูดคุยกันมาโดยตลอด นายสมคิดก็บอกว่าท่านเองก็พร้อมทุกเรื่อง แต่เมื่อถามว่าที่ผ่านมามีกระแสข่าวโจมตีและขย่มนายสมคิดบ่อยครั้ง พอยืนยันได้หรือไม่ว่าไม่มีปัญหาระหว่างกัน พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า &amp;quot;ผมเองก็ต้องดูมีการขย่มกันทั้ง 2 ฝ่าย สื่อก็รู้ว่าใครขย่มใคร แล้วใครขย่มกันอย่างไร วิธีไหน บางทีก็พูดกันไปเรื่อย สื่อก็เอาไปพาดหัวข่าว ซึ่งผมก็ไม่รู้ ผมก็ต้องดูว่าใครขย่มใคร และใครถูกใครผิด ผมจะตัดสินของผมเอง&amp;quot;
ถามอีกว่า หากดูตามระยะเวลาแล้ว คิดว่าถึงเวลาที่จะปรับ ครม.แล้วหรือยัง ในขณะที่ยังมีวิกฤติหลายด้าน นายกฯ กล่าวว่าพวกท่านก็รู้ว่ายังมีวิกฤติอยู่ ดังนั้นวันนี้ก็ต้องทำงานกันไปก่อน แล้วเมื่อไหร่ที่ต้องปรับก็จะปรับไป แต่ขอให้เชื่อมั่นในกลไกของเรา การบริหารราชการแผ่นดินที่ได้สร้างไว้ ใครจะไปใครจะมา ก็ต้องรักษากฎระเบียบที่วางไว้ใน พ.ร.บ.ต่างๆ ที่ทำไปใหม่ ทั้ง พ.ร.บ.งบประมาณ พ.ร.บ.การเงินการคลัง เราอาจยึดมั่นตัวบุคคลเป็นธรรมดาในเรื่องของความเชื่อมั่น แต่สิ่งสำคัญที่สุดถ้าตัวบุคคลทำงานร่วมกันไม่ได้มันก็อยู่ไม่ได้ถูกหรือไม่
เมื่อถามว่า แสดงว่านายกฯ ยึดนโยบายที่ทุกคนต้องสามารถสานต่องานที่วางได้ ถึงจะเข้ามาเป็นรัฐมนตรี นายกฯ กล่าวปฏิเสธว่า ไม่ได้ล็อกถึงขนาดนั้น แต่คิดว่าจะพิจารณาเอง เมื่อถามอีกว่าสิ่งสำคัญในการปรับ ครม.คืออะไร พล.อ.ประยุทธ์กล่าวทันทีว่า เพื่อความสงบเรียบร้อย
ซักอีกว่า ต้องปรับทัพ ครม.เศรษฐกิจใหม่ทั้งหมดหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ครม.ใหม่ถ้าปรับก็ต้องปรับ ครม.เศรษฐกิจด้วย เพราะ ครม.เศรษฐกิจมีหลายกระทรวงที่เกี่ยวข้อง และในวันที่ 10 ก.ค.นี้ ได้เลื่อนการประชุม ครม.เศรษฐกิจออกไปก่อน โดยจะประชุมที่ปรึกษาทางด้านเศรษฐกิจทั้งหมดทั้งในและนอกระบบ มาพูดคุยและรับฟังความคิดเห็นของเขาว่ามีแนวความคิดอย่างไร ถึงจะนำเข้าที่ประชุม ครม.เศรษฐกิจ นี่คือการบริหารงานแบบนิวนอร์มอล
เมื่อถามว่า ดูจากฝีมือการทำงานของ 4 กุมารแล้ว ครั้งหน้าน่าจะได้กับเข้ามาเป็นรัฐมนตรีหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า &amp;quot;คุณจะถามให้ได้สาระอะไรตรงนี้ ผมตอบไปแล้วในภาพรวม และท่านเหล่านี้ก็ทำงานกับผมมาโดยตลอด มีความสำเร็จมามากมายพอสมควร แต่ก็ต้องไปดูว่ากลไกทางการเมืองว่ากันอย่างไร &amp;nbsp;
มองไว้แต่ยังไม่ได้ทาบ
เมื่อถามว่า หัวหน้าทีมเศรษฐกิจได้มองคนนอกไว้จริงหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า &amp;quot;ก็มองไว้ ขึ้นอยู่กับว่า...&amp;quot; ทั้งนี้เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวถึงตรงนี้ก็พูดต่อว่า ก็มองไว้ทั่วทุกกลุ่ม ทั้งความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคม ดูไว้ทั้งหมด รวมทั้งด้านสาธารณสุขก็ดู เพราะต้องรับผิดชอบทั้ง ครม.
ถามอีกว่า มั่นใจหรือไม่ว่า ครม.จะเป็นที่ยอมรับ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า พูดแล้วว่าการยอมรัฐเป็นเรื่องยากมากพอสมควร ต้องไปดูมิติอื่นๆ ร่วมด้วย การยอมรับ-ไม่ยอมรับก็เป็นเรื่องของความเชื่อมั่นเชื่อถือ บางส่วนที่คนอยากให้เข้ามาทำงาน เขาก็ไม่อยากจะมา แต่เราก็ต้องเลือกคนที่ดีที่สุด ทุกกระทรวง ยืนยันว่ายังไม่ได้ทาบใครเลย
เมื่อถามว่า ที่นายกฯ ระบุว่าจะเปลี่ยนด้านความมั่นคง สาเหตุมาจากอะไร พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า พูดในภาพรวมไม่ต้องมาสงสัย มันไม่เกี่ยวอะไรกับตนเองทั้งสิ้น ทำผิดพลาดอะไรในตำแหน่ง รมว.กลาโหม ถ้าไม่ผิดแล้วจะเปลี่ยนทำไม ถามต่อว่ามีกระแสข่าวเสนอชื่อ พล.อ.อนุพงษ์ ?เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย มาเป็น รมว.กลาโหมแทน พล.อ.ประยุทธ์ย้อนถามว่า &amp;quot;ใครเสนอ ถ้าบอกว่ามีการเสนอตามหน้าข่าวต่างๆ ก็ต้องถามว่าใครเป็นคนเขียนข่าว เรื่องนี้ขอให้ฟังผมก็แล้วกัน&amp;quot;
เมื่อถามว่ากระแสตีให้ 3 ป.แตกกัน มีความเป็นไปได้หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์นิ่งเงียบก่อนตอบพร้อมส่ายศีรษะว่า เป็นไปไม่ได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ในฐานะว่าที่หัวหน้าพรรค พปชร. กล่าวในเรื่องนี้ว่า รับแล้ว รับทราบแล้ว และเคารพการตัดสินใจของแต่ละคน ตัดสินใจอย่างไรก็เป็นเรื่องของท่าน เคารพการตัดสินใจ แล้วจะเอาอย่างไรก็เป็นเรื่องของเขา แล้วแต่เขา และไม่ทราบว่าเป็นเรื่องน้อยใจหรือไม่ ส่วนความรู้สึกของคนในพรรค พปชร.นั้น ก็อยู่กัน ใครยังอยู่ก็อยู่ เพราะทุกคนรู้ว่าอะไรเป็นอะไร ไม่ต้องมาถามหรอก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า เป็นไปได้หรือไม่ที่พวกเขาจะแยกไปตั้งพรรคการเมืองแล้วเป็นพันธมิตรพรรค พปชร. พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า &amp;quot;ผมไม่รู้ ผมไม่ทราบ ไม่ได้คุยกันนะ&amp;quot; และเมื่อถามว่า แล้วในอนาคตยังจะทำงานร่วมกันได้อยู่ใช่หรือไม่ พล.อ.ประวิตรตอบว่า ยังทำงานร่วมกันได้ เพราะทุกคนมีความตั้งใจทำงานให้กับประเทศชาติด้วยกันทั้งนั้น ไม่ว่าใครทั้งนั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า เมื่อไม่ได้เป็นสมาชิกของพรรค พปชร.แล้วตำแหน่งรัฐมนตรียังคงอยู่หรือไม่ เพราะเป็นโควตาของ พปชร. พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า อันนี้เป็นเรื่องของนายกฯ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสิระ เจนจาคะ ส.ส.กทม.พรรคพลังประชารัฐ กล่าวว่า ต้องขออวยพรให้ทั้ง 4 ท่านโชคดี แต่วันนี้เมื่อไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคแล้ว ก็ควรจะคืนโควตา ครม.ที่ตัวเองดำรงตำแหน่งอยู่กลับมาให้พรรค พปชร.ด้วย ตนขอเรียกร้องให้ลาออกจากตำแหน่งครม.ด้วย ควรคืนตำแหน่งนี้กลับมาให้เป็นสมบัติของพรรค ไม่ใช่ยังกั๊กตำแหน่งอยู่เช่นนี้ เพราะถือว่าวันนี้พวกท่านไม่มีสิทธิ์แล้ว และคนที่จะดำรงตำแหน่งแทนก็ควรจะเป็นสมาชิกของพรรค พปชร.ท่านอื่นๆ ช่วงเวลาที่ผ่านมาพวกท่านได้รับประโยชน์จากพรรคไปมากพอแล้ว ขอให้ท่านกระทำให้เหมือนกับคำพูดที่ท่านบอกว่าไม่ยึดติดกับตำแหน่งทางการเมือง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; วันเดียวกัน นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ คณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย ยื่นหนังสือขอให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พิจารณาเพื่อส่งศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยกรณีที่นายไพบูลย์ นิติตะวัน รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ พร้อมด้วยแกนนำพรรค ไปเทียบเชิญ พล.อ.ประวิตรที่มูลนิธิป่ารอยต่อ 5 จังหวัด ให้มาเป็นหัวหน้าพรรค พปชร. อาจเข้าข่ายผิดพระราชบัญญัติ?ประกอบรัฐธรรมนูญ? (พ.ร.ป.)? ว่าด้วยพรรคการเมือง มาตรา 92 วรรค 1 (2) โดยได้เทียบเคียงกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ยุบพรรคไทยรักษาชาติ&amp;nbsp; ซึ่งศาลมองว่าเข้าข่ายเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/70982</URL_LINK>
                <HASHTAG>กอบศักดิ์ ภูตระกูล, พรรคพลังประชารัฐ, พรรคร่วมรัฐบาล, ยุติบทบาทในทางการเมือง, สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์, สุวิทย์ เมษินทรีย์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อุตตม สาวนายน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200709/image_big_5f071a04024b4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>68170</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/06/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/06/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;เวลคัม&#039; คนดีๆ?</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ข่าวดี!
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วานนี้ (๘ มิถุนายน) ไม่พบผู้ติดเชื้อโควิดรายใหม่ภายในประเทศครบ ๑๔ วัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และจะเป็นข่าวดีมากยิ่งกว่า หากประชาชนไม่ประมาท การ์ดไม่ตก!
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อีก ๑๔ วัน หากยังไม่พบผู้ติดเชื้อเพิ่ม เราก็จะสามารถกลับมาใช้ชีวิตเกือบปกติแน่นอน ข่าวไม่ดีก็มีมาก ต่อให้ไม่พบผู้ติดเชื้อในไทย ๑ เดือนติดต่อกัน แต่ &amp;quot;ข้างนอก&amp;quot; ตัวเลขยังพุ่งไม่หยุด &amp;nbsp;เราทำได้แค่ประคองสถานการณ์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างน้อยไม่ย่ำแย่กว่าที่เป็นอยู่ในวันนี้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากโควิด-๑๙ เรายังต้องเผชิญกับปัญหาทางการเมือง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งการเมืองในรัฐบาลเอง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และการเมืองฝ่ายต่อต้านรัฐบาล&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;คนดีๆ มาได้ทั้งนั้น เวลคัม&amp;quot;.... สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ พูดถึงทีมเศรษฐกิจ หากจะต้องมีการปรับเปลี่ยน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;คนดีๆ เราต้องการให้เข้ามาอยู่ในเมืองไทย เข้ามาให้ช่วยทำงานการเมืองใช่หรือไม่ เราเห็นตั้งแต่วันแรกแล้วรัฐมนตรีอย่างเช่น กอบศักดิ์ ภูตระกูล อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี คนดี คนเก่ง &amp;nbsp;ซื่อสัตย์สุจริต เขาก็อยู่การเมืองไม่ได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แล้วถ้าทยอยไปทีละคนใครจะทำงานใช่ไหม พวกเขาไม่ได้เดือดร้อน คนอื่นต่างหากที่จะเดือดร้อน &amp;nbsp;ช่วยกันนะครับ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผมมองว่าทุกฝ่ายก็รู้จักกันทั้งนั้น ข่าวอะไรก็อย่าไปพูดอย่าไปถาม หยุดได้แล้ว&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คำพูดของ &amp;quot;สมคิด จาตุศรีพิทักษ์&amp;quot; สะท้อนให้เห็นถึงความขัดแย้งภายในพรรคพลังประชารัฐว่า อยู่ในขั้นรุนแรงจริงๆ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถ้าคนดีอยู่ในการเมืองไม่ได้ แล้วปล่อยให้นักการเมืองโสโครก เข้ามามีอำนาจ มันคือการนับถอยหลังรัฐบาลลุงตู่เช่นกัน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นักการเมืองในพรรคพลังประชารัฐไล่ฟัดกัน นอกพรรคมีเงื่อนไขใหม่ และสามารถปลุกระดมให้กลายเป็นเรื่องใหญ่ได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จบโควิด-๑๙ เปิดฉากไล่รัฐบาลกันทันที&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เงื่อนไขใหม่ตอนนี้พร้อมแล้ว การหายตัวไปของ &amp;quot;วันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์&amp;quot; ปลุกได้ทั้งในและต่างประเทศ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ใครจะอุ้ม &amp;quot;วันเฉลิม&amp;quot; ไปไม่สำคัญเท่า การนำเงื่อนไขนี้ไปใช้ทำอะไร&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เรื่องมันเลยเถิดถึงขนาดบรรดาแกนนำนักเคลื่อนไหวพยายามบอกว่า &amp;quot;วันเฉลิม&amp;quot; ถูกฆ่าตายแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และเรียกร้องไปยังรัฐบาลกัมพูชาให้ส่งศพกลับไทย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พร้อมเชิดชูว่า &amp;quot;วันเฉลิม&amp;quot; เป็นวีรชนประชาธิปไตย จะไม่ยินยอมให้การตายของ &amp;quot;วันเฉลิม&amp;quot; ต้องสูญเปล่า&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จะเห็นได้ว่าข้อเรียกร้องไปเร็วกว่าที่คิด &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การไม่ยอมให้การตายสูญเปล่า ก็แปลความได้ว่า จะต้องมีการชุมนุมเรียกร้อง เพื่อบีบให้รัฐบาลต้องรับผิดชอบ แม้จะยังไม่รู้ว่าคนอุ้มเป็นใครก็ตาม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; นักการเมืองในพรรคพลังประชารัฐมองดูรอบตัวเองบ้างหรือเปล่าก็ไม่รู้ แต่หากปล่อยให้ศึกในศึกนอกดำรงอยู่อย่างนี้ เลิกคิดเรื่องอำนาจ เรื่องเก้าอี้รัฐมนตรีไปได้เลย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพราะรัฐบาลจะอยู่ไม่ได้. &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/68170</URL_LINK>
                <HASHTAG>กอบศักดิ์ ภูตระกูล, สมคิด จาตุศรีพิทักษ์, อ่านเอาเรื่อง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180114/5a5b69ad52eea.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>60580</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/03/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/03/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ดันแพ็กเกจอุ้มตลาดทุน ผุดตั้งกองทุน1ล้านล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ธปท.คลอด 3 มาตรการดูแลตลาดเงิน-ตลาดทุน ตั้งกองทุนเสริมสภาพคล่อง 1 ล้านล้านบาท คลังชง ครม. 24 มี.ค.เคาะแพ็กเกจเยียวยาผลกระทบโควิดเฟส 2 &amp;quot;อุตตม&amp;quot; ยันให้ครอบคลุมประชาชนทุกกลุ่ม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 22 มีนาคม นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ได้ร่วมหารือกับกระทรวงการคลัง สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และธนาคารพาณิชย์ไทย เกี่ยวกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อโควิด-19 ที่ทวีความรุนแรงขึ้น สร้างความกังวลให้แก่ตลาดเงินและตลาดทุนทั่วโลก จึงเห็นควรออกมาตรการสนับสนุนเสถียรภาพตลาดการเงินไทย ซึ่งจะช่วยป้องกันไม่ให้ปัญหาการขาดสภาพคล่องในตลาดการเงินขยายผลต่อไป โดยมาตรการดังกล่าวประกอบด้วยการดำเนินงานใน 3 ด้าน ดังนี้ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;1.กองทุนรวมตราสารหนี้ ธปท.จัดตั้งกลไกพิเศษเพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้แก่กองทุนรวมผ่านธนาคารพาณิชย์ โดยธนาคารพาณิชย์ที่เข้าซื้อหน่วยลงทุนจากกองทุนรวมตลาดเงิน และกองทุนรวมตราสารหนี้ที่เป็นกองทุนเปิด ที่ถือสินทรัพย์คุณภาพดี แต่ได้รับผลกระทบจากการที่ตลาดการเงินขาดสภาพคล่อง สามารถนำหน่วยลงทุนดังกล่าวมาวางเป็นหลักประกัน เพื่อขอสภาพคล่องจาก ธปท.ได้ โดยจะดำเนินการจนกว่าสถานการณ์ในตลาดการเงินจะเข้าสู่ภาวะปกติ จากการประมาณการเบื้องต้นพบว่ามีกองทุนรวมตราสารหนี้ที่มีสินทรัพย์คุณภาพดีที่สามารถนำมาวางเป็นหลักประกัน เพื่อขอสภาพคล่องจาก ธปท.ได้ มูลค่ารวมกว่าหนึ่งล้านล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;2.ตราสารหนี้ภาคเอกชน สมาคมธนาคารไทย ธนาคารออมสิน ธุรกิจประกันภัย และกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ร่วมกันจัดตั้งกองทุนเสริมสภาพคล่องเพื่อลดความเสี่ยงของการระดมทุนในตลาดตราสารหนี้ วงเงินเริ่มต้น 70,000-100,000 ล้านบาท เพื่อลงทุนในตราสารหนี้ภาคเอกชนออกใหม่ของบริษัทที่มีคุณภาพดี แต่ประสบปัญหาตลาดขาดสภาพคล่องจนส่งผลให้ไม่สามารถต่ออายุตราสารหนี้ที่ครบกำหนดได้ครบทั้งจำนวน และ 3.ตราสารหนี้ภาครัฐ ธปท.พร้อมที่จะดูแลให้กลไกตลาดตราสารหนี้ภาครัฐทำงานได้อย่างราบรื่น มีประสิทธิภาพ และมีสภาพคล่องเพียงพอ ผ่านการเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยมาตรการเหล่านี้จะเสริมสภาพคล่องของตลาดการเงินและช่วยให้กลไกตลาดตราสารหนี้กลับมาทำงานได้อย่างปกติ ท่ามกลางภาวะตลาดการเงินโลกที่ผันผวน และจะช่วยสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ถือหน่วยลงทุนตราสารหนี้ โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชนจะร่วมกันติดตามพัฒนาการในตลาดการเงินอย่างใกล้ชิด และพร้อมที่จะร่วมมือในการดำเนินมาตรการเพิ่มเติม เพื่อให้มั่นใจว่าตลาดการเงินทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้ว่าการ ธปท.กล่าวว่า สถานการณ์ที่ยังมีความผันผวนสูง ทำให้ผู้ถือหน่วยลงทุนบางส่วนเร่งไถ่ถอนหน่วยลงทุนจากกองทุนรวมตราสารหนี้ ส่งผลให้กองทุนรวมตราสารหนี้บางแห่งต้องเร่งขายตราสารหนี้ที่ส่วนใหญ่มีคุณภาพดีในราคาต่ำกว่าปกติ เพราะการขาดสภาพคล่องในตลาดการเงิน ส่งผลให้ผู้ถือหน่วยลงทุนได้รับผลตอบแทนที่ต่ำกว่าที่ควรโดยไม่จำเป็น ซึ่งอาจส่งผลต่อเนื่องให้เกิดการไถ่ถอนหน่วยลงทุนอื่นๆ ตามมา จนกระทบต่อการทำงานของกองทุนรวมตราสารหนี้และตลาดตราสารหนี้ในประเทศ รวมถึงอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่ภาคเอกชน เศรษฐกิจ และประชาชนเป็นวงกว้าง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;แม้ระบบสถาบันการเงินไทยโดยรวมยังมีเสถียรภาพดี ธนาคารพาณิชย์ไทยมีเงินกองทุนเข้มแข็งและไม่มีปัญหาสภาพคล่อง แต่สถานการณ์สภาพคล่องตึงตัวในระบบการเงินโลก และกลไกตลาดการเงินที่ทำงานต่างจากสภาวะปกติ ได้เริ่มส่งผลต่อตลาดการเงินไทย อย่างไรก็ตาม จึงต้องจำเป็นที่จะหามาตรการมาเยียวยาเรื่องดังกล่าว โดยการดำเนินงานกองทุนรวมตราสารหนี้จะนำเข้าที่ประชุมคณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย(บอร์ด ธปท.) ในวันที่ 23 มี.ค. และคาดว่าจะสามารถจัดตั้งกองทุนได้ภายใน 1 สัปดาห์&amp;rdquo; นายวิรไทระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายปรีดี ดาวฉาย ในฐานะประธานสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า ขอให้ประชาชนอย่าตื่นตระหนกหรือเร่งไถ่ถอนหน่วยลงทุนกองทุนรวมตราสารหนี้ในภาวะที่ตลาดการเงินไม่ปกติ ทั้งนี้ยืนยันว่าธนาคารพาณิชย์ไทยมีสภาพคล่องเพียงพอ รวมถึงสามารถกู้เงินมาเพิ่มได้เสมอ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายกอบศักดิ์ ภูตระกูล รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง กล่าวว่า รัฐบาลพร้อมที่จะสนับสนุนการทำงานของทั้งกระทรวงการคลัง ธปท. และ ก.ล.ต. เพื่อให้สามารถดำเนินการได้อย่างเต็มที่ ช่วยเหลือประชาชนหรือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ในภาคการเงิน และในวันที่ 24 มี.ค.นี้ กระทรวงการคลังเองเตรียมเสนอมาตรการดูแลประชาชนชุดที่ 2 &amp;nbsp;ในภาคของความเป็นอยู่เพิ่มเติม ให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กในหัวเรื่อง &amp;quot;มาตรการ ศก. ดูแลผู้ได้รับผลกระทบจากแผนสกัดโควิด-19&amp;quot; โดยระบุว่า กระทรวงการคลัง ได้เฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งประสานหารือกับทุกหน่วยงาน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน เช่น ธปท., ก.ล.ต., ตลาดหลักทรัพย์, สำนักงบประมาณ, สภาอุตสาหกรรมฯ, หอการค้าฯ &amp;nbsp;ฯลฯ เพื่อร่วมกันจัดเตรียมชุดมาตรการด้านเศรษฐกิจ ดูแลบรรเทาผลกระทบต่อประชาชนอย่างต่อเนื่อง มาตรการบรรเทาผลกระทบระยะแรกได้ออกไปเมื่อสองสัปดาห์ก่อน และวันนี้เราเห็นความจำเป็นของมาตรการเพิ่มเติมเป็นระยะที่สอง เพื่อให้สอดรับกับสถานการณ์และแนวโน้มที่เปลี่ยนแปลงไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับมาตรการระยะสอง โดยรวมแล้วเราให้ความสำคัญในการช่วยเหลือประชาชนกลุ่มต่างๆ ที่ได้รับผลกระทบด้านต่างๆ ทั้งรายได้ ภาระค่าใช้จ่าย และอื่นๆ โดยพยายามให้ครอบคลุมทุกกลุ่ม พร้อมกันนั้นเราจะเตรียมมาตรการทางเศรษฐกิจที่อาจจำเป็นต้องเพิ่มเติมในอนาคตด้วย ทั้งนี้ เพื่อให้มาตรการมีผลและสามารถช่วยเหลือประชาชนได้รวดเร็ว กระทรวงการคลังกำลังเตรียมนำเสนอมาตรการระยะสองต่อ ครม.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/60580</URL_LINK>
                <HASHTAG>กอบศักดิ์ ภูตระกูล, วิรไท สันติประภพ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200322/image_big_5e7773e8d2135.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>50916</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/11/2019 11:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/11/2019 11:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ครม.เศรษฐกิจไปไม่ถูก คิดหนักหามาตรการกระตุ้นศก.เพิ่ม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 พ.ย.2562 นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล เลขานุการ คณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) เปิดเผยว่า การประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ ครั้งที่ 7 ไม่มีการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่ม เพราะที่ผ่านมาได้ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจไปหมดแล้ว ทั้งการกระตุ้นการบริโภค การท่องเที่ยว การช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และการเร่งลงทุนโครงการขนาดใหญ่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ครม.เศรษฐกิจ อาจจะมีการพิจารณาออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมในเดือนสุดท้ายของปีนี้ ซึ่งต้องยอมรับว่าถึงมีมาตรการใหม่ออกมาก็ไม่เพียงพอที่จะทำให้เศรษฐกิจไทยปี 2562 ขยายตัวได้ 3% ตามที่ ครม.เศรษฐกิจ ตั้งใจไว้ และการประชุม ครม.เศรษฐกิจครั้งต่อไปยังกำหนดไม่ได้ว่าจะมีการประชุมเมื่อไร เนื่องจากนายกรัฐมนตนรีจะต้องเดินทางไปภารกิจในต่างประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกอบศักดิ์ กล่าวว่า การประชุม ครม. เศรษฐกิจ ที่ตั้งขึ้นมา 3 เดือน ในครั้งนี้ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงเศษเท่านั้น โดยที่ประชุมที่มีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ได้มีการหารือกัน 3-4 เรื่องประกอบด้วย เรื่องแรก มีการรายงานภาวะเศรษฐกิจที่ขยายตัวได้ลดลง จากเดิมที่คาดว่าเศรษฐกิจปี 2562 จากเดิมที่จะขยายตัวได้ 2.8% เหลือ 2.6% ซึ่งได้มีการสั่งการให้หน่วยงานด้านเศรษฐกิจดูแลการขยายตัวเศรษฐกิจไตรมาสสุดท้ายขยายตัวให้ได้มากกว่าไตรมาส 3 ที่ขยายตัวได้ 2.4%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เรื่องที่สอง ครม.เศรษฐกิจมีการหารือเรื่องการเบิกจ่ายงบประมาณ โดยให้รัฐวิสาหกิจเบิกจ่ายเงินลงทุนใน 2 เดือนสุดท้ายของปีนี้ให้ได้ 1.1 แสนล้านบาท และการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2563 ที่ล่าช้าให้เบิกจ่ายให้ได้ 92.7%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เรื่องที่สาม มีการหารือเรื่องการก่อสร้างรถไฟฟ้าความเร็วสูงไทยจีน ที่มีความล่าช้า โดยล่าสุดกระทรวงคมนาคมและธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หารือกันให้มีการกู้เงินดอลลาร์เพื่อการก่อสร้างในโครงการนี้ เนื่องจากต้นทุนต่ำกว่าการกู้ในประเทศ และช่วยทำให้ค่าเงินบาทของไทยที่แข็งค่าอ่อนค่าลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับเรื่้องสุดท้ายที่ ครม. เศรษฐกิจมีการหารือกัน คือการเร่งเบิกจ่ายเงินขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ซึ่งทางกระทรวงมหาดไทยได้รายงานว่ามีการเร่งเบิกจ่ายในช่วงที่ผ่านมาประมาณ 1 หมื่นล้านกว่าบาทแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม เปิดเผยว่า กระทรวงคมนาคมได้รายงานความคืบหน้าโครงการรถไฟไทยจีน หรือรถไฟความเร็วสูง ช่วงที่ 1 กรุงเทพฯ-นครราชสีมา ระยะทาง 253 กม. วงเงิน 179,413 ล้านบาท โดยเฉพาะในเรื่องของการจัดหาแหล่งเงินกู้ ซึ่งขณะนี้ยังติดปัญหาการเจรจากับจีนในสัญญาที่ 2.3 เป็นงานระบบ วงเงิน 50,633 ล้านบาท ที่ยังไม่ได้ข้อยุติ จึงทำให้ไม่สามารถเสนอให้ ครม.พิจารณาเพื่อเซ็นสัญญาร่วมกันได้ โดยในส่วนนี้กำลังพิจารณาว่าจะใช้เงินกู้จากแหล่งใด ซึ่งฝ่ายไทยอยากกู้เป็นสกุลเงินบาท แต่ทางฝ่ายจีนต้องการให้ไทยกู้เป็นเงินหยวน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ครม.เศรษฐกิจต้องพิจารณามาตรการเพิ่มเติม สร้างความเข้มแข็ง การดูแลผู้มีรายได้น้อย หรือ ผู้มีรายได้ปานกลาง ซึ่งสังคมรอความหวังจากการทำงานของรัฐบาลและ ครม.เศรษฐกิจ สิ่งที่ต้องทำวันนี้ ต้องทำคู่ขนานกันไปทั้งเรื่องในปัจจุบัน ที่เป็นปัญหาความเดือดร้อน รวมถึงการสร้างอนาคตไปด้วยกัน ทั้งด้านการเกษตร การลงทุน และ อุตสาหกรรม รวมถึงการใช้จ่ายโครงการของหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ และ การกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายระดับล่างให้มากที่สุด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/50916</URL_LINK>
                <HASHTAG>กอบศักดิ์ ภูตระกูล, คณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ), ม่มีการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190828/image_big_5d66916e20d3d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>47847</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/10/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/10/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ครม.ศก.หวังดูด&#039;ต่างชาติ&#039; 18มาตรการดันท่องเที่ยว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ครม.เศรษฐกิจไฟเขียว 18 มาตรการกระตุ้นท่องเที่ยว หวังดูดต่างชาติทะลักไทยทะลุ 39.8 ล้านคน ฟันรายได้ 2.04 ล้านล้านบาท ดันจีดีพีโต 3% &amp;quot;บิ๊กตู่&amp;quot; ทุกข์ใจคนไทยรายได้น้อย เล็งศึกษาแผนแก้จนของจีน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง และเลขานุการคณะกรรมการรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) เปิดเผยว่า ที่ประชุม ครม.เศรษฐกิจ ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ได้เห็นชอบมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและอำนวยความสะดวกด้านการท่องเที่ยว สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ รวม 18 มาตรการ เพื่อช่วยในการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงปลายปี และสนับสนุนให้การเติบโตของเศรษฐกิจไทย (จีดีพี) ปีนี้ขยายตัวได้ตามเป้าหมายที่ 3% นั่นหมายถึงในปี 2562 ต้องมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศไทย 39.8 ล้านคน สร้างรายได้เข้าประเทศ 2.04 ล้านล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ในอนาคตเมื่อปลดล็อกทุกอย่างได้ มีการจูงใจ มีอีเวนต์ ดึงดูดนักท่องเที่ยวก็จะเป็นแรงขับเคลื่อนในปีต่อไปได้ และเป็นภาคที่สดใสที่สร้างรายได้เข้าประเทศ&amp;quot; นายกอบศักดิ์ระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายโชติ ตราชู ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า สถานการณ์นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ในช่วง 8 เดือนแรกปีนี้ (ม.ค.-ส.ค.62) มียอดรวม 26.56 ล้านคน สร้างรายได้สะสม 1.28 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นคิดเป็นร้อยละ 2.91 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีที่ผ่านมา ดังนั้นในช่วง 4 เดือนที่เหลือปีนี้ (ก.ย.-ธ.ค.62) จะต้องดึงนักท่องเที่ยวเข้ามาอีกรวม 13.3 ล้านคน ด้านรายได้จะต้องทำให้ได้อีก 7.5 แสนล้านบาท&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า ททท.มีแผนการจัดมหกรรมการท่องเที่ยวระดับโลกในประเทศไทยหลายรายการ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติ อาทิ มหกรรมกัญชาโลก, การแข่งขัน MoTO GP, Super GT, การแข่งขันจักรยาน Tour de France และคอนเสิร์ต Tomorrow Land, EDC และ Ultra Music Festival ซึ่งเป็นมหกรรมดนตรีที่ได้รับความนิยมจากทั่วโลก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับมาตรการชิมช้อปใช้ ได้ส่งผลดีกับการท่องเที่ยวในประเทศ เพราะคนเริ่มมีการใช้จ่ายและเดินทางท่องเที่ยวในประเทศเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประมาณ 5-10% โดยในปีนี้คาดว่ารายได้จากการท่องเที่ยวในประเทศจะเพิ่มขึ้นเป็น 1.12 ล้านล้านบาท สูงขึ้นจากเป้าหมายที่ 1.05 ล้านล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้น 10-20%
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายยุทธศักดิ์กล่าวว่า การเห็นชอบ 18 มาตรการดังกล่าว โดย ททท.มีแผนการจัดมหกรรมการท่องเที่ยวระดับโลกในประเทศไทยหลายรายการ อาทิ มหกรรมกัญชาโลก การแข่งขัน Moto GP ซึ่งจะช่วยให้การท่องเที่ยวไทยบรรลุเป้าหมายปีนี้ ส่วนปี 2563 ตั้งเป้าหมายจะมียอดนักท่องเที่ยวเพิ่มเป็น 41.8 ล้านคน สร้างรายได้เพิ่มเป็น 2.2 ล้านล้านบาท&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับมาตรการชิมช้อปใช้ จะช่วยเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยว ไทยเที่ยวไทยประมาณร้อยละ 5-10 ด้วยระบบการลงทะเบียนใช้เงินนอกจังหวัดภูมิลำเนา ด้านรายได้จะเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 10-20 ดังนั้น ททท.จึงคาดว่ารายได้ในประเทศน่าจะเพิ่มขึ้นจาก 1.05 ล้านล้านบาท เป็น 1.12 ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นผลจากมาตรการอื่นๆ ด้วย เช่น &amp;ldquo;เที่ยววันธรรมดา ราคาช็อกโลก&amp;rdquo; และ&amp;ldquo;100 เดียวเที่ยวทั่วไทย&amp;rdquo; ที่จะออกกลางเดือน พ.ย. ซึ่งในที่ประชุมยังสั่งการให้มีการกระตุ้นการจัดสัมมนาในประเทศภายในสิ้นปีด้วย ทั้งภาคเอกชนและภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นด้วย สถานการณ์คนไทยเที่ยวในประเทศในช่วง 8 เดือนแรก มียอดรวมรวม 103.5 ล้านคนครั้ง จากปีที่ผ่านมามียอด 160 ล้านคนครั้ง ปีนี้ททท.ต้องการผลักดันให้ได้ 180 ล้านคนครั้ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างหาพื้นที่รองรับการจัดมหกรรมการท่องเที่ยวระดับโลก โดยต้องการใช้ไม่ต่ำกว่า 500 ไร่ เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวคุณภาพสูง เชื่อว่าจะช่วยสร้างรายได้แต่ละครั้งกว่า 10,000 ล้านบาท มีผู้เข้าชมไม่ต่ำกว่าครั้งละ 400,000 คน และนักท่องเที่ยวยังเดินทางท่องเที่ยวต่อในประเทศอีกด้วย ส่วนนโยบายเปิดสถานบริการจนถึงตีสี่ ยังอยู่ระหว่างศึกษาน่าจะเสร็จสิ้นปีนี้ และนำเข้าหารือในที่ประชุมต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับ 18 มาตรการที่ได้รับการเห็นชอบจากที่ประชุม ครม.เศรษฐกิจ ได้แก่ มาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวระยะสั้น ปี 2562 ด้านการเงินการคลังและกฎหมาย อาทิ การเพิ่มร้านค้าที่สามารถทำรายการคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวตรีฟันด์) ของนักท่องเที่ยวต่างชาติในพื้นที่เมือง และคืนภาษีในรูปแบบเงินสด ณ จุดขาย, การทบทวนข้อกฎหมาย ระเบียบ มาตรการที่เกี่ยวข้องเพื่อส่งเสริมให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวของคนต่างชาติที่อยู่อาศัยในไทย และการหักรายจ่าย 2 เท่า ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลสำหรับค่าใช้จ่ายในการจัดอบรมสัมมนาภายในประเทศ ระยะเวลาดำเนินการ 3 เดือน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านการอำนวยความสะดวกและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน อาทิ การอำนวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยวด้านการตรวจลงตาม (วีซ่า) ได้แก่ เร่งรัดการดำเนินมาตรการด้านการตรวจลงตราวีซ่า 3 ฉบับ คือ Double Entries Visa, Re-entry Rermit และหลักเกณฑ์ด่านบก การขยายระยะเวลาการเปิดด่านชายแดน จากเวลา 08.30-16.30 น. เป็น 24 ชั่วโมง ในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ หรือวันหยุดยาว จำนวน 2 ด่าน ได้แก่ ด่านชายแดนไทย-มาเลเซีย และด่านชายแดนไทย-ลาว เป็นระยะเวลา 6 เดือน ขอความร่วมมือกระทรวงการต่างประเทศในการเร่งรัดการใช้ระบบ E-Visa ให้ครอบคลุมกับนักท่องเที่ยวชาวจีน ขอความร่วมมือเร่งประชาสัมพันธ์ระบบ E-VoA ให้นักท่องเที่ยวต่างชาติได้รับทราบและเข้าถึงข้อมูล&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การกระตุ้นตลาดและเพิ่มค่าใช้จ่าย ผ่านโครงการ Amazing Thailand Grand Sale &amp;ldquo;Passport Privileges&amp;rdquo; โรงการประชุมเมืองไทยภูมิใจช่วยชาติ กระตุ้นบริษัท (Corporate) โดยการใช้ Voucher 2 หมื่นบาทต่องาน/กลุ่ม เพื่อกระตุ้นการจัดประชุมองค์กรและการเดินทางเพื่อเป็นรางวัลในประเทศ ส่งเสริมการจัดประชุมภาครัฐ โดยขอความร่วมมือให้จัดประชุมสัมมนานอกสถานที่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่มาตรการระยะกลาง-ยาว (ตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นไป) ในส่วนมาตรการด้านการเงินและการคลัง รวมถึงกฎหมาย อาทิ การส่งเสริมการขึ้นทะเบียนสถานที่พักแรม และให้สินเชื่อพิเศษสำหรับผู้ประกอบการในการปรับปรุงสถานประกอบการ ด้านการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน อาทิ การเพิ่มการดูแลความปลอดภัย และลดจำนวนการสูญเสียชีวิตและการบาดเจ็บของนักท่องเที่ยว การเพิ่มจำนวนแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นมรดกโลก ด้านการกระตุ้นตลาดและเพิ่มค่าใช้จ่าย อาทิ การดึงงานประชุมองค์กรจากต่างประเทศมาจัดในประเทศไทย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม กล่าวว่า กระทรวงการท่องเที่ยวฯ ได้ขอให้มีการพิจารณาแนวทางการอำนวยความสะดวกกับนักท่องเที่ยวที่เดินทางด้วยเครื่องบินเช่าเหมาลำ เช่น การจัดหลุมจอด การยกเว้นค่าธรรมเนียมในส่วนที่เกี่ยวข้อง ซึ่งกระทรวงคมนาคมพร้อมนำกลับไปพิจารณา &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน พล.อ.ประยุทธ์กล่าวผ่านรายการ &amp;quot;Government Weekly&amp;quot; ช่วง PM TALK ทางเพจเฟซบุ๊กไทยคู่ฟ้าว่า ตนมีความทุกข์ใจมาตลอด โดยเฉพาะคนที่มีรายได้น้อย ซึ่งได้ศึกษาจากข้อมูลภายในของเรา และจากต่างประเทศ โดยเฉพาะจากจีน ทุกคนทราบดีว่า นายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ได้ทำโครงการแก้ปัญหาความยากจนขึ้นมาจนสามารถยกระดับประชาชนของเขา พ้นจากความยากจนได้หลายสิบล้านคน ในระยะเวลาอันสั้น ซึ่งตนได้เรียนกับนายสี จิ้นผิง ด้วยตัวเอง ถ้ามีโอกาสจะขอจัดคณะทำงานไปเยี่ยมชมดูงาน เพื่อไปดูว่าเขาแก้ปัญหาอย่างไร อะไรเราทำได้หรือไม่ได้ ต้องหาวิธีการที่เหมาะสมสำหรับบ้านเรา ทั้งนี้ได้เกริ่นไว้กับ รมว.มหาดไทย รมว.เกษตรและสหกรณ์ เพื่อจัดชุดไปดูงาน ซึ่งเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยส่งข่าวมาแล้ว ว่าประธานาธิบดีจีนก็ยินดี.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/47847</URL_LINK>
                <HASHTAG>กอบศักดิ์ ภูตระกูล, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, พิพัฒน์ รัชกิจประการ, ยุทธศักดิ์ สุภสร, ศักดิ์สยาม ชิดชอบ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, โชติ ตราชู</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191011/image_big_5da07c955ee3a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
