<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>103665</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/05/2021 10:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/05/2021 10:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;กสิกร&#039;จ่อปรับจีดีพี64จับตาวัคซีนไม้เด็ดฟื้นเศรษฐกิจ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 พ.ค. 2564 นายกอบสิทธิ์ ศิลปชัย ผู้บริหารงานวิจัยเศรษฐกิจและตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK กล่าวว่า ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จะมีการทบทวนประมาณการเศรษฐกิจไทยใหม่อีกครั้งในเดือน มิ.ย. 2564 ซึ่งปัจจุบันยังคงเป้าหมายจีดีพีในปี 2564 เติบโตที่ 1.8% โดยมองว่า จากที่ประเทศไทยเผชิญกับการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ระลอก 3 อยู่ในขณะนี้ นโยบายหลักซึ่งเป็นตัวแปรที่สำคัญต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย คือ นโยบายด้านสาธารณสุข โดยเฉพาะการกระจายวัคซีนเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ในประเทศให้ได้เร็วที่สุด ในขณะที่นโยบายการเงิน และนโยบายการคลังจะเป็นเพียงตัวประกอบเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ พัฒนาการและความสามารถในการรับมือกับการระบาดของไวรัสโควิด-19 ในแต่ละประเทศที่แตกต่างกันไปนั้น ย่อมมีผลต่อพลวัตทางเศรษฐกิจของแต่ละประเทศที่แตกต่างกันไปด้วย ซึ่งจะเห็นว่าในปัจจุบันสถานการณ์โควิด-19ในสหรัฐอเมริกา, อังกฤษ และจีนมีทิศทางที่เริ่มคลี่คลาย เนื่องจากมีการกระจายวัคซีนได้รวดเร็ว โดยสหรัฐฯ สามารถฉีดวัคซีนให้กับประชากรไปแล้วถึง 36% ส่วนอังกฤษ 29% เป็นต้น ซึ่งเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของทั่วโลก ที่มีการฉีดวัคซีนไปแล้ว 4.5% ของประชากรโลก ถือว่าทั้งสหรัฐฯ และอังกฤษทำได้ดีกว่าค่าเฉลี่ยของโลก จึงทำให้ได้เห็นการเปิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจของประเทศเหล่านี้กันบ้างแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ขณะที่ประเทศไทย การกระจายวัคซีนยังทำได้ในระดับต่ำเพียง 1.1% ของจำนวนประชากรในประเทศเท่านั้น ดังนั้นหากประเทศใดที่สามารถฉีดวัคซีนเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ได้ไว และลดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ได้ดีกว่า ก็จะส่งผลให้เกิดความชัดเจนต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และสามารถเปิดประเทศได้เร็วขึ้น&amp;rdquo; นายกอบสิทธิ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกอบสิทธิ์ กล่าวอีกว่า ในแง่ของอัตราแลกเปลี่ยนจะพบว่าเงินบาทในปีที่ผ่านมาอ่อนค่ามาก จากผลกระทบต่อเศรษฐกิจจากการระบาดของโควิดในรอบแรก แต่ในปีนี้เริ่มกลับมาแข็งค่า 1.8% เมื่อเทียบกับดอลลาร์ และหากเทียบกับช่วงต้นปีแล้ว เงินบาทอ่อนค่าไปมากกว่าสกุลเงินของประเทศอื่น จากผลของการกลับมาระบาดในรอบที่ 3 โดยเงินบาทที่อ่อนค่าในช่วงเม.ย.-พ.ค.นี้ ถือว่าเป็นช่วงฤดูกาล เนื่องจากเป็นช่วงที่บริษัทต่างชาติที่มาเปิดกิจการในไทย มีการนำส่งเงินรายได้จากผลประกอบการกลับสู่ประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ช่วงเม.ย. พ.ค. เงินบาทจะอ่อนค่ากว่าปกติ เป็นเพราะการจ่ายเงินปันผลของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ที่เจ้าของเป็นบริษัทต่างชาติ ซึ่งสัปดาห์นี้น่าจะมีการจ่ายปันผล 18,000-19,000 ล้านบาท ส่วนสัปดาห์หน้าอีกราว 6,500 ล้านบาท หลังจากนั้นก็จะหมด จึงเป็นตัวสะท้อนดุลบัญชีเดินสะพัดส่วนหนึ่ง และทำให้เงินบาทอ่อนค่าในช่วงนี้ซึ่งเป็นภาวะของฤดูกาล&amp;quot; นายกอบสิทธิ์กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี ธนาคารกสิกรไทยยังคงมุมมองอัตราแลกเปลี่ยนในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ไว้ที่ 31.10 บาท/ดอลลาร์ ส่วน ณ สิ้นปี 2564 คาดว่าจะเฉลี่ยที่ระดับ 29.80 บาท/ดอลลาร์ ส่วนกรณีวัคซีนของแอสตร้าเซนเนก้า ถ้ามีการส่งมอบได้ตามเป้าหมาย ก็จะเป็นข่าวดี การฟื้นตัวของเศรษฐกิจก็จะค่อย ๆ ดีขึ้น สนับสนุนให้เงินบาทกลับไปแข็งค่าขึ้นช้า ๆ ไม่ก้าวกระโดดเมื่อเทียบกับดอลลาร์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนการปรับตัวลดลงของตลาดคริปโตเคอร์เรนซี จะมีผลต่อตลาดทุนไทยอย่างไรนั้น มองว่า อาจจะเป็นแง่ดีได้ เพราะการลงทุนในคริปโตเคอร์เรนซีในประเทศไทยยังไม่กว้างขวางนัก เพราะไม่เช่นนั้นแล้วจะส่งผลกระทบให้กำลังซื้อ และความมั่งคั่งหายไป ซึ่งภาวะที่เกิดขึ้นกับคริปโตเคอร์เรนซี ในขณะนี้น่าจะเป็นการปรับฐาน และยิ่งทำให้เห็นว่าการจะเลือกลงทุนในคริปโตเคอร์เรนซีต้องมีการไตร่ตรองให้รอบคอบก่อน ดังนั้นควรมีโครงสร้างในการกำกับดูแลการลงทุนดังกล่าวที่มากขึ้นและสร้างองค์ความรู้ให้กับผู้ที่เกี่ยวข้องกับคริปโตเคอร์เรนซีให้มากพอสมควร เพราะการรับรู้เพียงแค่กำไรหรือผลประโยชน์จากการลงทุนเพียงด้านเดียว โดยไม่พิจารณาความเสี่ยงควบคู่ไปด้วย อาจจะนำไปสู่วิกฤติทางการเงินได้
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/103665</URL_LINK>
                <HASHTAG>กอบสิทธิ์ ศิลปชัย, ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน), ปรับจีดีพี, ศูนย์วิจัยกสิกรไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210521/image_big_60a722c41be0b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>11396</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/06/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/06/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เฟดขึ้นดอกเบี้ยหุ้นดิ่ง18.68จุด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คลังเผยไม่เซอร์ไพรส์ &amp;quot;เฟด&amp;quot; ขยับดอกเบี้ยเพิ่ม 0.25% แจงเป็นไปตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้ เชื่อไม่ส่งผลกระทบดัชนีหุ้นไทย เงินไม่ไหลออกมากนัก เหตุผลตอบแทนยังแรง ส.อ.ท.รับกดดันตลาดทุนไทย หวั่นส่งผลลดการลงทุนจากต่างชาติ จับตา กนง.ขึ้นดอกเบี้ยตามกระทบผู้ประกอบการ ขณะที่หุ้นไทยแดงทั้งกระดาน ดิ่งต่ำสุด 18.68 จุด ค่าบาทปิดตลาด 32.14 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ด้านราคาทองปรับขึ้น 100 บาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันพฤหัสบดี นายสุวิชญ โรจนวานิช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยถึงกรณีที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 0.25% สู่ระดับ 1.75-2% ว่า การขึ้นดอกเบี้ยของเฟดเป็นไปตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้ จึงไม่ค่อยมีผลต่อตลาดหุ้นมากนัก แต่ตามธรรมชาติ เมื่อดอกเบี้ยมีการขึ้น ดัชนีหุ้นจะลง เพราะนักลงทุนจะ หันไปลงทุนในสิ่งที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า แต่อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นในอาเซียน โดยเฉพาะประเทศไทย ยังให้ผลตอบแทนที่จูงใจนักลงทุนได้เป็นอย่างดี&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยังคงรักษาระดับอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ แต่ในอนาคตก็จะมีการปรับขึ้นให้เหมาะสม เพราะจากอดีตจนปัจจุบัน อัตราดอกเบี้ยไทยกับสหรัฐจะเติบโตกันอย่างคู่ขนานกันมาตลอด แต่ขณะนี้ดอกเบี้ยของสหรัฐปรับขึ้นมากกว่าไทยแล้ว คือ 1.75% ขณะที่ดอกเบี้ยนโยบายของไทยอยู่ที่ 1.50% แต่ยังไม่สูงพอที่ ธปท. จำเป็นต้องขยับขึ้นดอกเบี้ยตาม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า การที่เฟดขึ้นดอกเบี้ย อาจจะทำให้อัตราแลกเปลี่ยนในส่วนของเงินเหรียญสหรัฐแข็งขึ้นมาบ้าง แต่ขณะเดียวกันก็จะส่งผลตลาดทุนในประเทศไทยเกิดความกดดัน และอาจ จะมีการลงทุนที่น้อยลงสำหรับการลงทุนจากต่างประเทศ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ อาจจะส่งผลให้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีการปรับดอกเบี้ยในประเทศไทยเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ซึ่งหากมีผลจริง ก็จะส่งผลให้บางธุรกิจที่ต้องพึ่งพาการกู้เงินจากสถาบันการเงินในประเทศอยู่นั้น ก็จะมีต้นทุนที่สูงตามไปด้วย และจะส่งผลกระทบแน่นอนกับผู้ประกอบการ ไม่ว่าจะเป็นผู้ผลิตหรือขายในประเทศเป็นหลัก ขณะที่ด้านส่งออกต้องติดตามอัตราแลกเปลี่ยนในส่วนของค่าเงินบาทว่าจะอ่อนลงหรือไม่ ถ้าอ่อนลงก็จะมีผลกระทบน้อย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เศรษฐกิจระดับล่างของประเทศยังไม่ค่อยดีนัก ก็ยังไม่อยากให้ปรับดอกเบี้ยของ กนง. ซึ่งจะเป็นการช่วยเหลือผู้ประกอบการได้อีกทางหนึ่ง แต่จะสามารถตรึงได้อีกนานแค่ไหน ต้องติดตามการเคลื่อนไหวของเฟดในระยะต่อไป&amp;rdquo; นายสุพันธุ์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ทั้งนี้ เจอโรม พาวเวลล์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) แถลงข่าวหลังการประชุมของคณะกรรมการ FOMC 2 ว่า ที่ประชุมมีมติเอกฉันท์ให้ปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ตามที่ตลาดส่วนใหญ่ได้คาดไว้ ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนนโยบายที่สำคัญจาก มาตรการเดิมที่ได้ใช้มานานในการต่อสู้รับมือกับภาวะวิกฤติการเงินและภาวะเศรษฐกิจถดถอยในช่วงปี 2007-2009
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การที่เฟดปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายประเภทข้ามคืนไปอยู่ในช่วง 1.75-2.00% ถือเป็นการยกเลิกนโยบายเดิมที่ได้ใช้มานานในการกำหนดให้ดอกเบี้ยยืนอยู่ในระดับที่ต่ำพอที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ พร้อมกับส่งสัญญาณว่าเฟดจะยอมปล่อยให้อัตราเงิน เฟ้อปรับขึ้นอยู่เหนือระดับ 2% ได้อย่างน้อยไปถึงปี 2020
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เศรษฐกิจสหรัฐกำลังอยู่ในสภาพที่ดีมาก พร้อมระบุว่า ชาวอเมริกันส่วนใหญ่ที่ต้องการหางานทำสามารถทำได้ตามต้องการ ในขณะที่อัตราว่างงานและเงินเฟ้อก็ยืนอยู่ในระดับต่ำ ซึ่งทำให้ภาพรวมของแนวโน้มการขยายตัวของเศรษฐกิจอยู่ในสภาพที่ดี&amp;quot;&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประธานเฟดกล่าวว่า การปรับขึ้นดอกเบี้ยอย่างช้าๆ และอย่างต่อเนื่อง จะเอื้อต่อการขยายตัวของจีดีพี ในขณะที่เฟดกำลังเดินก้าวมาถึงจุดที่สามารถบรรลุเป้านโยบาย ส่วนใหญ่ทางด้านการจ้างงานและเงินเฟ้อ โดยที่เศรษฐกิจอยู่ในสภาพที่พร้อมที่จะรับมือกับต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้นโดยที่ไม่ทำให้เงินเฟ้อพุ่งขึ้นไป
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานข่าวจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า ผลการประชุมเฟด เมื่อวันที่ 13 มิ.ย.ที่ผ่านมา มีมติเอกฉันท์ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.25% ส่งผลให้ภาพรวมเป็น 1.75-2.00% จาก 1.50-1.75% ถือเป็นตามที่ตลาดคาดไว้ แต่การที่เฟดส่งสัญญาณปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก 2 ครั้งในปีนี้ และปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก 3 ครั้งในปี 62 ทำให้ตลาดหุ้นไทยเกิดความผันผวนในแดนลบตั้งแต่เปิดตลาดทันที โดยระหว่างวันปรับลดสูงสุดที่ 18.68 จุด อยู่ที่ 1,699.66 และดัชนีปิด ตลาดที่ 1,709.86 จุด ลดลง 8.48 จุด หรือเปลี่ยนแปลง -0.49% ด้วยมูลค่าซื้อขาย &amp;nbsp;59,741.75 ล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่อัตราค่าเงินบาทปิดตลาดที่ 32.14 ต่อเหรียญสหรัฐ ส่วนราคาทองคำในประเทศ ปรับขึ้น 100 บาท ส่งผลให้ราคาทองคำแท่ง รับซื้อที่ 19,750 บาท ขายออกที่ 19,850 บาท ส่วนราคาทองคำรูปพรรณ รับซื้อที่ 19,389.64 บาท ขายออกที่ &amp;nbsp;20,350 บาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานข่าวจากกลุ่มงานโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา กล่าวว่า การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของเฟด ถือเป็นการปรับขึ้นดอกเบี้ย 0.25% นับเป็นครั้งที่ 7 ของการคุมเข้มนโยบายการเงิน ที่เริ่มต้นตั้งแต่เดือน ธ.ค.58 และคาดว่าเฟดจะ ปรับขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งในเดือน ก.ย.61 โดยธนาคารยังมีมุมมองค่าเงินบาทในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ จะมีแนวโน้มกลับมาแข็งค่าอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยภาพรวมตลาดและกระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายมีความเสี่ยงที่จะผันผวนสูงขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกอบสิทธิ์ ศิลปชัย ผู้บริหารงานวิจัยเศรษฐกิจและตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า การที่เฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย และเปลี่ยนมุมมองการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีนี้จาก 3 ครั้งเป็น 4 ครั้ง มองว่ายังไม่กระทบกับไทยมากนัก เนื่องจากฐานะการเงินของไทยยังมั่นคง มีหนี้ที่เป็นสกุลเงินต่างชาติอยู่ที่ 140,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งน้อยกว่าเงินทุนสำรองที่อยู่ที่ 207,000 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยคาดว่าเงินทุนจากนักลงทุนต่างชาติจะไม่ไหลออกจากตลาดเกิดใหม่รุนแรงเหมือนกับช่วงปี 56
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับการประชุมเฟดครั้งนี้ ยังมีข้อดีคืออัตราดอกเบี้ยระยะยาวของเฟดอยู่ที่ 2.9% ยังไม่มีแนวโน้มที่จะปรับขึ้น ทำให้ตลาดเกิดใหม่คลายกังวลลงได้ ส่วน ธปท. คาดว่ายังไม่ขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ เนื่องจากการขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยต้องคำนึงถึงสถานการณ์ต่างๆ เช่น บัญชีเงินสะพัดยังเกินดุล &amp;nbsp;และอัตราเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับต่ำ ส่วนค่าเงินบาทได้ผ่านจุดที่แข็งค่าที่สุดไปแล้ว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายประกิต สิริวัฒนเกตุ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ บล.กสิกรไทย กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยปรับลดลง ภายหลังเฟดปรับขึ้นดอกเบี้ยเป็นไปตามที่ตลาดคาดไว้ และจะปรับขึ้นอีก 2 ครั้ง เป็น 4 ครั้งในปีนี้ แต่มีแรงกดดันเพิ่มจากแนวโน้มการปรับขึ้นที่เข้มข้น เพราะมุมมองเศรษฐกิจ ตัวเลขการว่างงาน การใช้จ่ายภาคครัวเรือน และอัตราเงินเฟ้อของสหรัฐปรับตัวดีขึ้นกว่าที่ประเมินไว้ ทำให้ตลาดตกใจและเกิดการเทขายออกมา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ภาพรวมตลาดเกิดใหม่ยังคงมีเงินทุนต่างชาติไหลออกต่อเนื่อง โดยมาจากการลดน้ำหนักการลงทุนในตลาดเกิดใหม่ เพื่อย้ายเงินลงทุนไปตลาดหุ้นจีน ส่วนเศรษฐกิจไทยยังคงแข็งแกร่ง เงินสำรองอยู่ในระดับสูง ภายหลังจากหลายหน่วยงานมีแนวโน้มจะปรับประมาณการจีดีพีไทยเพิ่มขึ้น โดยยังคงคาดการณ์ดัชนีหุ้นไทยสิ้นปีนี้อยู่ที่ 1,898 จุด&amp;quot; นายประกิต กล่าว.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/11396</URL_LINK>
                <HASHTAG>กอบสิทธิ์ ศิลปชัย, คณะกรรมการนโยบายการเงิน, ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย, ธนาคารกลางสหรัฐ, ธนาคารแห่งประเทศไทย, ประกิต สิริวัฒนเกตุ, สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง, สุวิชญ โรจนวานิช, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180614/image_big_5b227eb73a51d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
