<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>83707</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/11/2020 09:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/11/2020 09:39</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สุดทน!กะเหรี่ยงปากะญอบุกโรงพักแจ้งตร.จัดการรถดูดส้วมเอาของเสียทิ้งในเขตป่าชุมชนต้นน้ำ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
13 พ.ย.63 - เมื่อค่ำคืนที่ผ่านมาท่ามกลางอากาศในตอนกลางคืนที่เริ่มหนาวเย็นบนภูเขา ยอดดอย หมู่บ้านชาวกะเหรี่ยงปากะญอ&amp;nbsp; ได้มีชาวบ้านกะเหรี่ยง- ปากะญอ ที่บ้านซอระแตะ หมู่ที่ 4 ตำบลช่องแคบ อ.พบพระ จ.ตาก&amp;nbsp; กว่า 200 คน ส่วนใหญ่สวมเสื้อกันหนาวเกือบทั้งหมด บางคนต้องสวมใส่หมวกไหมพรมและถุงมือกันหนาว บางคนต้องห่มผ้าห่ม&amp;nbsp; ได้เดินทางไปยังสถานีตำรวจภูธรพบพระ อ.พบพระ เพื่อแจ้งความดำเนินคดีกับรถดูดส้วมของผู้ประกอบการแห่งหนึ่งได้นำสิ่งปฏิกูลไปทิ้งในเขตป่าชุมชน ซึ่งติดกับแหล่งน้ำ และเป็นป่าต้นน้ำที่ชาวบ้านใช้อุปโภค-บริโภค เป็นประจำวัน ทำให้ชาวบ้านไม่พอใจ และได้รับความเดือดร้อน วิตกว่า การนำสิ่งปฏิกูลไปทิ้งยังป่าชุมชน จะส่งผลต่อสุขภาพของชาวบ้าน เพราะใช้น้ำที่ไปจากป่าชุมชนเป็นน้ำประปาหมู่บ้านดื่มมานานหลายชั่วอายุคนแล้ว ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ติดต่อผู้ประกอบการ ให้มาเจรจากับชาวบ้านก่อน เพื่อหาทางประนีประนอมกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชาวบ้านรายหนึ่งแจ้งว่า ชาวบ้านทราบมานานแล้วว่า รถดูดส้วมคันหนึ่ง มักเอาสิ่งปฏิกูลไปทิ้งป่าชุมชนแต่จับไม่ได้ และมาคราวนี้จับได้ทราบว่า เป็นรถยนต์ของผู้ประกอบการรายหนึ่ง ขอให้หน่วยงานที่รับผิดชอบ รีบดำเนินการตามกฎหมาย และแก้ไข เพราะป่าชุมชนไม่ใช่ที่ทิ้งสิ่งปฏิกูล &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ล่าสุด ทางผู้ประกอบการได้เจรจากับชาวบ้าน จ่ายเงินชดใช้ จำนวน 10,000 บาท และจะไม่นำสิ่งปฏิกูลไปทิ้งอีก ส่วนข้อกฎหมาย ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะดำเนินการต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รายงานข่าวแจ้งว่า ที่บ้านซอระแตะ หมู่ที่ 4 ต.ช่องแคบ อ.พบพระ จ.ตาก&amp;nbsp;&amp;nbsp; นั้นอยู่บนดอย ซึ่งขณะนี้สภาพอากาศเริ่มหนาวเย็น ชาวบ้านได้สวมใส่เสื้อกันหนาว หมวกไหมพรมเพื่อใส่กันหนาว บางคนถึงกับต้องห่มผ้าห่ม เนื่องจากขณะนี้อุณหภูมิลดลงลงอย่างรวดเร็ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/83707</URL_LINK>
                <HASHTAG>กะเหรี่ยงปกาเกอะญอ, สภ.พบพระ, เขตป่าต้นน้ำ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201113/image_big_5fadf050b8dbd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>83706</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/11/2020 09:36</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/11/-0001 00:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สุดทน!กะเหรี่ยงปากะญอบุกโรงพักแจ้งตร.จัดการรถดูดส้วมเอาของเสียทิ้งในเขตป่าชุมชนต้นน้ำ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
13 พ.ย.63 - เมื่อค่ำคืนที่ผ่านมาท่ามกลางอากาศในตอนกลางคืนที่เริ่มหนาวเย็นบนภูเขา ยอดดอย หมู่บ้านชาวกะเหรี่ยงปากะญอ&amp;nbsp; ได้มีชาวบ้านกะเหรี่ยง- ปากะญอ ที่บ้านซอระแตะ หมู่ที่ 4 ตำบลช่องแคบ อ.พบพระ จ.ตาก&amp;nbsp; กว่า 200 คน ส่วนใหญ่สวมเสื้อกันหนาวเกือบทั้งหมด บางคนต้องสวมใส่หมวกไหมพรมและถุงมือกันหนาว บางคนต้องห่มผ้าห่ม&amp;nbsp; ได้เดินทางไปยังสถานีตำรวจภูธรพบพระ อ.พบพระ เพื่อแจ้งความดำเนินคดีกับรถดูดส้วมของผู้ประกอบการแห่งหนึ่งได้นำสิ่งปฏิกูลไปทิ้งในเขตป่าชุมชน ซึ่งติดกับแหล่งน้ำ และเป็นป่าต้นน้ำที่ชาวบ้านใช้อุปโภค-บริโภค เป็นประจำวัน ทำให้ชาวบ้านไม่พอใจ และได้รับความเดือดร้อน วิตกว่า การนำสิ่งปฏิกูลไปทิ้งยังป่าชุมชน จะส่งผลต่อสุขภาพของชาวบ้าน เพราะใช้น้ำที่ไปจากป่าชุมชนเป็นน้ำประปาหมู่บ้านดื่มมานานหลายชั่วอายุคนแล้ว ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ติดต่อผู้ประกอบการ ให้มาเจรจากับชาวบ้านก่อน เพื่อหาทางประนีประนอมกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชาวบ้านรายหนึ่งแจ้งว่า ชาวบ้านทราบมานานแล้วว่า รถดูดส้วมคันหนึ่ง มักเอาสิ่งปฏิกูลไปทิ้งป่าชุมชนแต่จับไม่ได้ และมาคราวนี้จับได้ทราบว่า เป็นรถยนต์ของผู้ประกอบการรายหนึ่ง ขอให้หน่วยงานที่รับผิดชอบ รีบดำเนินการตามกฎหมาย และแก้ไข เพราะป่าชุมชนไม่ใช่ที่ทิ้งสิ่งปฏิกูล &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ล่าสุด ทางผู้ประกอบการได้เจรจากับชาวบ้าน จ่ายเงินชดใช้ จำนวน 10,000 บาท และจะไม่นำสิ่งปฏิกูลไปทิ้งอีก ส่วนข้อกฎหมาย ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะดำเนินการต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รายงานข่าวแจ้งว่า ที่บ้านซอระแตะ หมู่ที่ 4 ต.ช่องแคบ อ.พบพระ จ.ตาก&amp;nbsp;&amp;nbsp; นั้นอยู่บนดอย ซึ่งขณะนี้สภาพอากาศเริ่มหนาวเย็น ชาวบ้านได้สวมใส่เสื้อกันหนาว หมวกไหมพรมเพื่อใส่กันหนาว บางคนถึงกับต้องห่มผ้าห่ม เนื่องจากขณะนี้อุณหภูมิลดลงลงอย่างรวดเร็ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/83706</URL_LINK>
                <HASHTAG>กะเหรี่ยงปกาเกอะญอ, สภ.พบพระ, เขตป่าต้นน้ำ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>DELETE</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201113/image_big_5fadf050b8dbd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>19149</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/10/2018 12:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/10/2018 09:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปิดตำนาน&#039;ปู่คออี้&#039;ปอดอักเสบคร่าผู้นำจิตวิญญาณชาวกะเหรี่ยงแก่งกระจานด้วยวัย107ปี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 ต.ค.61- มีรายงานว่า &amp;quot;ปู่คออี้&amp;quot;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผู้นำจิตวิญญาณของชาวกะเหรี่ยงแก่งกระจาน วัย 107 ปี&amp;nbsp; ได้เสียชีวิตแล้วเมื่อคืนวันที่ 5 ต.ค.เวลา 04.14 น.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก่อนหน้านี้ ปู่คออี้&amp;nbsp; ป่วยหนักจากอาการปอดอักเสบ ถูกนำตัวส่งรพ.แก่งพระจานและส่งต่อไปรักษาตัวที่ โรงพยาบาลพระจอมเกล้าจังหวัดเพชรบุรี&amp;nbsp; ก่อนจะเสียชีวิตอย่างสงบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายโคอิ มีมิ หรือ &amp;ldquo;ปู่คออี้&amp;rdquo; วัย 107 ปี ผู้นำทางจิตวิญญาณกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงผืนป่าแก่งกระจาน ได้รับสัญชาติไทยและได้บัตรประชาชนแล้วเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม ที่ผ่านมา จากการสอบสวนประวัติของ &amp;ldquo;ปู่คออี้&amp;rdquo; ทางการระบุว่าเป็นกลุ่มชาติพันธุ์คนไทยติดแผ่นดิน ซึ่งย่อมมีสิทธิได้รับสัญชาติไทยตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ปู่คออี้&amp;rdquo; เกิดเมื่อปี พ.ศ.2454 บริเวณต้นน้ำลำภาชี รอยต่อของ จ.เพชรบุรี และจ.ราชบุรี และทำไร่หมุนเวียนตามวิถีชีวิตดั้งเดิมของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงบริเวณที่เรียกว่า บ้านใจแผ่นดินและบ้านบางกลอยบนเรื่อยมา จนกระทั่งถูกเจ้าหน้าที่กรมอุทยานแห่งชาติฯ รื้อถอนเผาทำลายทรัพย์สินและสิ่งปลูกสร้างที่ใช้อยู่อาศัย จนมีเรื่องฟ้องร้องกันระหว่างชาวบ้านกับกรมอุทยานแห่งชาติฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ล่าสุดศาลปกครองสูงสุด มีคำพิพากษาแก้คำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้นเป็นให้กรมอุทยานแห่งชาติฯชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ฟ้องคนละประมาณ 50,000 บาท และระบุเพิ่มเติมว่าการกระทำของเจ้าหน้ากรมอุทยานแห่งชาติฯ เป็นการใช้อำนาจเกินความจำเป็นไม่สมควรแก่เหตุ แต่ไม่ได้ออกคำสั่งให้ชาวบ้านกลับไปอยู่อาศัยและทำกินในพื้นที่ดั้งเดิมได้.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/19149</URL_LINK>
                <HASHTAG>กะเหรี่ยงปกาเกอะญอ, ปู่คออี้</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181005/image_big_5bb6cd5c0223b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>18286</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/09/2018 11:59</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/09/2018 11:59</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> ชาวกระเหรี่ยงรับเงินสินไหมทดแทนบ้านถูกจนท.อุทยานฯเผา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 ก.ย.61- &amp;nbsp;ที่ศาลปกครองสูดสุด ถ.แจ้งวัฒนะ ผู้สื่อข่าวรายงาน หลังศาลปกครองสูงสุด มีคำพิพากษาแก้คำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้น ให้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพิ่มเติม ให้แก่นายโคอิ หรือคออี้ มีมิ กับพวกรวม 6 คน (ชาวกะเหรี่ยงปกาเกอะญอที่อาศัยอยู่ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน) กรณีพนักงานเจ้าหน้าที่ของกรมอุทยานฯ เข้าดำเนินการรื้อถอนเผาทำลายทรัพย์สินและสิ่งปลูกสร้างที่ใช้อยู่อาศัยของนายโคอิ กับพวก เนื่องจากเมื่อพิจารณาถึงพฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดในคดีนี้ ประกอบข้อเท็จจริงปรากฏว่า พนักงานเจ้าหน้าที่ของกรมอุทยานฯ สามารถใช้ดุลพินิจไม่ใช้มาตรการที่มีความรุนแรงกระทำต่อสิ่งปลูกสร้างและทรัพย์สินของผู้ฟ้องคดีทั้งหกได้แม้จะมีกฎหมายให้อำนาจไว้ก็ตาม การเผาทำลายสิ่งปลูกสร้างและทรัพย์สินจึงทำให้ผู้ฟ้องคดีทั้งหกต้องสูญเสียปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิต ถือเป็นพฤติการณ์ที่มีความร้ายแรงกระทบกระเทือนสาระสำคัญแห่งสิทธิในการดำรงชีวิตและสิทธิในทรัพย์สินอันเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของบุคคลตามรัฐธรรมนูญ โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลปกครองสูงสุดจึงมีคำพิพากษาแก้คำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้นเป็นให้กรมอุทยานฯ (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1) ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ฟ้องคดีที่ 1 เป็นเงิน 51,407 บาท ผู้ฟ้องคดีที่ 2 เป็นเงิน 51,032 บาท ผู้ฟ้องคดีที่ 3 เป็นเงิน 51,407 บาท ผู้ฟ้องคดีที่ 4 เป็นเงิน 45,302 บาท ผู้ฟ้องคดีที่ 5 เป็นเงิน 50,807 บาท และผู้ฟ้องคดีที่ 6 เป็นเงิน 51,032 บาท หากผู้ฟ้องคดีรายใดได้รับค่าสินไหมทดแทนสำหรับสิ่งปลูกสร้างและทรัพย์สินกรณีนี้ไปแล้วให้หักออกจากค่าสินไหมทดแทนตามคำพิพากษานี้ ทั้งนี้ ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ชาวกระเหรียงและตัวแทนจำนวน 6 ราย เดินทางมาศาลปกครองเพื่อรับเงินสินไหมทดแทนดังกล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/18286</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช, กะเหรี่ยงปกาเกอะญอ, ศาลปกครองสูดสุด, อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน, เงินสินไหมทดแทน, เผาบ้านกะเหรี่ยง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180924/image_big_5ba86e832a47a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
