<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>119461</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/10/2021 20:48</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/10/2021 20:31</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ก้าวสำคัญ! &#039;บิ๊กตู่&#039; แถลงเปิดรับต่างชาติเที่ยวไทยไม่ต้องกักตัว เบื้องต้น 10 ประเทศ เริ่ม 1 พ.ย.นี้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 ต.ค.64 - เมื่อเวลา 20.30 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ออกแถลงการณ์ผ่านทางโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย เรื่อง &amp;ldquo;เปิดรับนักท่องเที่ยวเข้าประเทศ โดยไม่ต้องกักตัว&amp;rdquo; โดยพล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า พี่น้องประชาชนที่เคารพรักทุกท่านครับ หนึ่งปีครึ่งที่ผ่านมา เราได้ผ่านความท้าทายที่หากไม่นับช่วงเวลาศึกสงคราม นี่ถือเป็นความท้าทายครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติไทย จากการแพร่ระบาดของโควิด-19 เป็นวิกฤตการณ์ที่ไม่มีใครในประเทศ ไม่ได้รับผลกระทบ และเช่นเดียวกัน ก็ไม่มีประเทศไหนในโลก ที่ไม่ได้รับผลกระทบ
ที่ผ่านมา เป็นความหนักใจที่สุดในชีวิตของผมเองด้วย ที่ต้องตัดสินใจเลือก ระหว่างปกป้องชีวิตคน กับปกป้องการทำมาหากิน เป็น 2 ทางเลือกที่ไม่สามารถแยกขาดออกจากกันได้ เมื่อเราเลือกที่จะปกป้องชีวิตประชาชน เรากลับต้องทำให้ชีวิตเหล่านั้นพบเจอกับความยากลำบากในการทำมาหาเลี้ยงชีวิต ต้องอยู่อย่างไม่มีรายได้ หรือหากเราเลือกที่จะปกป้องการทำมาหากินตามปกติของประชาชน เราก็คงต้องเจอกับการสูญเสียชีวิต ที่อาจจะเป็นคนในครอบครัว เพื่อน เพื่อนบ้าน หรือแม้กระทั่งคนที่เป็นเสาหลักที่หาเลี้ยงครอบครัวเรา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การต้องเจอกับทางเลือกแบบนี้ ทำให้เราต้องตัดสินใจอย่างรวดเร็ว ช้าไม่ได้ และเราทำแบบ รอดูสถานการณ์ก่อน ไม่ได้ ดังนั้น ตั้งแต่แรกเริ่มที่เราต้องเผชิญหน้ากับการแพร่ระบาดของโควิด-19 ผมเลือกที่จะไม่ยอมให้มันมาพรากเอาชีวิตของพี่น้องคนไทยไป เหมือนอย่างที่เกิดขึ้นในหลายประเทศทั่วโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพราะฉะนั้น ผมได้ตัดสินใจอย่างชัดเจนแน่วแน่ ปฏิบัติตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญทางด้านสาธารณสุขที่ยอดเยี่ยมของเรา ที่มีอยู่มากมายหลายท่าน เราลงมือทำอย่างรวดเร็ว ด้วยการใช้มาตรการที่เข้มงวดต่างๆ พร้อมกับขอความร่วมมือจากประชาชนคนไทย ด้วยความร่วมมือกันของทุกภาคส่วนในสังคม เผชิญหน้ากับวิกฤตที่เกิดขึ้น วันนี้ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในโลกในการปกป้องรักษาชีวิตของประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และด้วยความเสียสละอย่างมหาศาล อดทนเจอกับความยากลำบากในการทำมาหากิน สูญเสียรายได้ สูญเสียเงินเก็บ ธุรกิจพัง สิ่งเหล่านี้ คือสิ่งที่พวกเราแลกไป เพื่อรักษาชีวิตของพ่อแม่พี่น้อง และเพื่อนของเราเอาไว้ ให้พวกเค้ายังคงอยู่กับเราในวันนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันนี้ ความเสี่ยงในเรื่องการสูญเสียชีวิตที่จะเกิดจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในประเทศไทย กำลังค่อยๆ ลดลง ถึงแม้ว่า ความเสี่ยงนั้นจะยังมีอยู่ และเรา ยังต้องระวัง รักษาความสามารถของระบบสาธารณสุข โรงพยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์ ของเราอยู่ก็ตาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตอนนี้ ถึงเวลาแล้ว ที่เราต้องค่อยๆ เตรียมตัว กล้าที่จะเผชิญหน้ากับโควิด-19 โดยมีความพร้อมเรื่องยารักษาและวัคซีนป้องกันมากขึ้นเรื่อยๆ ต่อไปอีกไม่นาน เราก็จะต้องเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตอยู่กับมันเหมือนกับโรคภัยอื่นๆ ที่กลายเป็นโรคประจำถิ่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันนี้ ผมอยากประกาศ หนึ่งก้าวเล็กๆ แต่เป็นก้าวที่สำคัญ ที่เรากำลังจะเดินหน้า บนเส้นทางที่จะช่วยให้พี่น้องประชาชน สามารถกลับมาทำมาหาเลี้ยงตัวเองกันได้อีกครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในช่วงหนึ่งถึงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ประเทศที่เป็นนักท่องเที่ยวสำคัญของประเทศไทย ต่างค่อยๆ เริ่มอนุญาตให้ประชาชนของเค้าเดินทางได้ โดยไม่มีเงื่อนไขที่ยุ่งยากมากมาย อย่างเช่น อังกฤษ ตอนนี้เพิ่งจะอนุญาตให้ประชาชนเดินทางมาประเทศไทยได้โดยไม่ยุ่งยาก หรืออย่าง สิงคโปร์ และออสเตรเลีย ก็เพิ่งเริ่มผ่อนคลายเงื่อนไข ในการเดินทางไปต่างประเทศของประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความคืบหน้าที่เกิดขึ้นแบบนี้ เราเอง แม้ยังต้องระมัดระวัง แต่ก็ต้องเดินหน้าให้ไว เพื่อไม่ให้เสียโอกาส ที่อย่างน้อย เราจะสามารถดึงนักท่องเที่ยวมาได้บ้าง ในช่วงเทศกาลเดินทางท่องเที่ยววันหยุดสิ้นปี ใน 3 เดือนข้างหน้านี้ เพื่อสนับสนุนส่งเสริมการทำมาหากินของประชาชนนับล้านๆคน ในภาคการท่องเที่ยว การเดินทาง และภาคธุรกิจพักผ่อนหย่อนใจ และบันเทิง รวมถึงภาคธุรกิจอื่น อีกมากมายที่เกี่ยวข้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพราะฉะนั้น วันนี้ ผมได้สั่งการให้ ศบค. และกระทรวงสาธารณสุข ร่วมพิจารณาโดยตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน เป็นต้นไป ประเทศไทยจะเริ่มเปิดรับการเดินทางเข้าประเทศไทย โดยไม่ต้องกักตัว สำหรับผู้ที่ฉีดวัคซีนครบโดสแล้ว และเดินทางเข้าประเทศไทยโดยทางอากาศ โดยมาจากประเทศที่เรากำหนดว่า เป็นประเทศความเสี่ยงตํ่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เราจะขอเพียงแค่ เมื่อเดินทางเข้าประเทศไทย ทุกคนต้องแสดงตัวว่าปลอดเชื้อโควิด-19 โดยต้องมีหลักฐานผลการตรวจหาเชื้อโควิด-19 ด้วยวิธี RT-PCR ซึ่งทำการตรวจก่อนเดินทางออกจากประเทศต้นทาง และจะมีการตรวจหาเชื้อโควิด-19 อีกครั้ง เมื่อเดินทางมาถึงประเทศไทย หลังจากนั้น จึงสามารถเดินทางไปพื้นที่ต่างๆ ได้อย่างอิสระ เช่นเดียวกับที่คนไทยปกติทั่วไปสามารถทำได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในเบื้องต้น เราเริ่มต้นกำหนดรายชื่อประเทศความเสี่ยงตํ่า ที่จะสามารถเดินทางเข้าประเทศไทยได้ โดยไม่ต้องกักตัว ไว้ที่อย่างน้อย 10 ประเทศ ซึ่งจะรวมประเทศ อย่างเช่น อังกฤษ สิงคโปร์ เยอรมนี จีน และอเมริกา โดยเราตั้งเป้าจะเพิ่มจำนวนประเทศให้มากขึ้นอีก ภายในวันที่ 1 ธันวาคม และหลังจากนั้น ภายในวันที่ 1 มกราคม เราจะเพิ่มจำนวนประเทศให้มากขึ้น อย่างกว้างขวาง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนผู้ที่มาจากประเทศ ที่ไม่ได้อยู่ในรายชื่อประเทศความเสี่ยงตํ่า เรายังให้การต้อนรับเข้าประเทศไทย แต่จำเป็นต้องมีการกักตัว ตามเงื่อนไขและข้อกำหนด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พร้อมกันนี้ ภายในวันที่ 1 ธันวาคม เราจะพิจารณาอนุญาตให้ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอร์ในร้านอาหารได้ และจะพิจารณาอนุญาตให้สถานที่พักผ่อนหย่อนใจ และสถานบันเทิง เปิดให้บริการได้ ภายใต้มาตรการด้านสาธารณสุขที่เหมาะสม เพื่อสนับสนุนและกระตุ้นภาคการท่องเที่ยว การพักผ่อนและบันเทิง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่เรากำลังจะเข้าสู่เทศกาลเฉลิมฉลองเนื่องในโอกาสปีใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมรู้ว่าการตัดสินใจแบบนี้มีความเสี่ยง ที่เกือบจะแน่นอนเลยว่า เมื่อเราเริ่มต้นการผ่อนคลายต่างๆ จะทำให้มีจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น เป็นการชั่วคราว ซึ่งเราต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และประเมินดูว่า เราจะรับมือกับสถานการณ์นั้นอย่างไร เราต้องไม่ปล่อยโอกาสนี้ เพราะถ้าเราต้องเสีย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โอกาส ในช่วงเวลาทอง ของการทำมาหากินไปอีก เป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน ผมคิดว่าประชาชนคงรับมือไม่ไหวอีกต่อไป แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าเราเห็นว่า ในสองสามเดือน หรือสี่เดือนข้างหน้า มีสายพันธุ์ใหม่ที่อันตรายมากๆ เกิดขึ้นอีก แน่นอนว่า เราก็ต้องจัดมาตรการที่เหมาะสมและพอเหมาะพอดี มาจัดการคุมสถานการณ์เอาไว้ให้ได้ เมื่อเรารู้ว่า ไวรัสนี้ได้ทำให้ทั่วทั้งโลกต้องตกใจมาแล้วหลายรอบ ดังนั้น เราต้องพร้อมรับมือ หากมันเกิดขึ้นอีก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อกลางเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ผมได้ตั้งเป้าที่จะเปิดรับนักท่องเที่ยวเข้าประเทศ โดยไม่ต้องกักตัว ให้ได้ภายใน 120 วัน พร้อมกับเร่งเครื่องการฉีดวัคซีนให้ประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันนี้ ผมขอใช้โอกาสนี้ ชื่นชมความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ ของเจ้าหน้าที่และบุคลากรสาธารณสุขทุกท่าน เจ้าหน้าที่และผู้ปฏิบัติงาน ส่วนงานอื่นๆ รวมถึงพี่น้องประชาชนคนไทยทุกคน สำหรับความร่วมมือของทุกท่าน ที่ตอบสนองต่อคำร้องขอ ของผม เมื่อเดือนมิถุนายน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังจากที่เราตั้งเป้า 120 วัน ก็ได้มีความพยายามอย่างเต็มที่ ทำทุกวิถีทางเพื่อจัดหาวัคซีนมาให้ได้เพิ่มมากขึ้น และแย่งชิงกับประเทศอื่น เพื่อให้เราได้รับส่งมอบวัคซีนเข้ามา ซึ่งทั้งหมดนี้ เราประสบความสำเร็จอย่างมาก การรับส่งมอบวัคซีนของประเทศไทย เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ถึง 3 เท่าในทันที จากที่เดือนพฤษภาคม เราได้รับส่งมอบวัคซีน 4 ล้านโดส กลายเป็น เราได้รับส่งมอบวัคซีน ถึง 12 ล้านโดสในเดือนกรกฎาคม และได้รับส่งมอบวัคซีน อีกถึงเกือบ 14 ล้านโดสในเดือนสิงหาคม และวันนี้ เราจะได้รับส่งมอบวัคซีนเข้าประเทศไทย ถึงมากกว่า 20 ล้านโดสต่อเดือน ไปจนถึงสิ้นปี รวมเป็นวัคซีนจำนวนมากกว่า 170 ล้านโดส เกินเป้าหมายที่เราตั้งไว้เป็นอย่างมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในขณะเดียวกัน เพื่อที่จะสนับสนุนเป้าหมาย 120 วัน เจ้าหน้าที่และบุคลากรสาธารณสุขได้ทำงานกันอย่างไม่มีเหน็ดเหนื่อย เร่งเครื่องการฉีดวัคซีน รวมทั้งพี่น้องประชาชน ต่างก็ให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ ในการลงทะเบียนรับการฉีดวัคซีน ถึงแม้ว่าจะมีความไม่สะดวกสบายในเรื่องของการนัดหมายบ้างก็ตาม ซึ่งผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น คือ จากเดิมที่เราฉีด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วัคซีนได้อยู่ที่ประมาณ 80,000 โดสต่อวัน เมื่อเดือนพฤษภาคม แต่หลังจากการตั้งเป้า 120 วัน เพียงหนึ่งเดือน จำนวนการฉีดวัคซีนต่อวันของประเทศไทย พุ่งขึ้นทันที ทีมสาธารณสุขของไทย ดันยอดการฉีดวัคซีนเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่า และดันขึ้นเรื่อยๆ จนถึงขั้นที่ประเทศไทย ติดอันดับ 1 ใน 10 ประเทศที่ฉีดวัคซีนได้เร็วที่สุดในโลก ปัจจุบัน เฉลี่ยแล้ว เราฉีดวัคซีนได้มากกว่า 700,000 โดสต่อวัน และในบางวัน เราฉีดวัคซีนได้มาก เกินกว่า 1 ล้านโดสก็ยังมี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภายหลังการตั้งเป้า 120 วัน เปิดประเทศ โดยไม่ต้องกักตัว เมื่อกลางเดือนมิถุนายน เพียงไม่นาน ทั้งโลกต้องเจอกับการแพร่ระบาดที่รุนแรงของสายพันธุ์เดลต้า ที่ทำให้มีจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นสูงมาก ทั้งโลก ในช่วงเดือนสิงหาคม เช่นเดียวกับในประเทศไทย ตอนนั้น หลายคน คงทำใจแล้วว่า เราไม่น่าจะสามารถเปิดประเทศ โดยไม่ต้องกักตัวได้ ภายในปีนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตอนนี้ แม้ว่าสถานการณ์ในหลายๆ ประเทศยังคงต่อสู้กับเดลต้าอยู่ แต่การที่เรา กำลังจะสามารถเริ่มเปิดให้เข้าประเทศไทยได้ โดยไม่ต้องกักตัว ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนเป็นต้นไป การที่เราทำแบบนี้ได้ แสดงให้เห็นถึงความสำเร็จ ของการที่คนไทยร่วมมือกัน ทำงานด้วยความมุ่งมั่น และเป็นหนึ่งเดียว ทั้งบุคลากรทางการแพทย์ เจ้าหน้าที่สาธารณสุข หน่วยงาน องค์กรต่างๆ ทั้งภาครัฐ และภาคเอกชน รวมถึงความร่วมมือกันของประชาชนคนไทยทุกคน
ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมานี้ ประเทศไทยได้ทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ เป็นสิ่งที่คนไทยทุกคนสามารถภูมิใจได้ กับการมีส่วนร่วม ที่ทำให้ความสำเร็จนี้เกิดขึ้น และเกิดขึ้นถูกเวลา เพราะเป็นช่วงเวลาพร้อมๆ กับที่ประเทศอื่นเริ่มผ่อนคลายเงื่อนไขและข้อจำกัด ในการเดินทางของประชาชนของเค้าด้วยเหมือนกัน นี่จึงเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมอย่างยิ่ง ที่เราจะเริ่มเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวให้เข้าประเทศไทยได้ โดยไม่ต้องกักตัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขอบคุณครับ
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119461</URL_LINK>
                <HASHTAG>กักตัว, นายกรัฐมนตรี, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, เปิดประเทศ, โควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211011/image_big_61643df0352ff.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>118269</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/09/2021 19:56</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/09/2021 19:56</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;พร้อม ราชภัทร&#039;ลุ้นผลตรวจโควิด หลังใกล้ชิดผู้ติดเชื้อ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทำเอาแฟนคลับเป็นห่วงหนัก หลังพระเอกหนุ่ม พร้อม-ราชภัทร วรสาร ต้องกักตัวและตรวจหาเชื้อโควิดเป็นการด่วน เพราะได้ใกล้ชิดกับผู้ป่วยโควิด โดยทาง Rookie Thailand ต้นสังกัดของหนุ่มพร้อม ราชภัทร ได้ออกประกาศแจ้งความเสี่ยงการติดเชื้อของนักแสดงใจความว่า &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot;บริษัท บีกินเนอร์ เพอร์เฟคท์ จำกัด ประกาศแจ้งความเสี่ยงการติดเชื้อของนักแสดง &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จากกรณีที่ ราชภัทร วรสาร นักแสดงสังกัด Rookie Thailand ได้สัมผัสใกล้ชิดผู้ป่วย COVID-19 ทางบริษัทจึงให้เข้ารับการตรวจหาเชื้อแล้ว รอผลตรวจประมาณ 2 วัน เพื่อป้องกันความเสี่ยงในการแพร่เชื้อให้ผู้อื่น จึงให้กักตัวเพื่อสังเกตอาการทันที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทางบริษัทฯ กำลังดำเนินการตรวจสอบนักแสดงรวมถึงพนักงานผู้ที่เกี่ยวข้อง และใกล้ชิดในช่วงเวลาที่มีความเสี่ยง จะต้องเข้ารับการตรวจหาเชื้อ COVID-19 พร้อมทั้งกักตัวด้วยเช่นกัน ทางบริษัทฯ จะทำตามแนวทางปฏิบัติ เพื่อป้องกันการติดเชื้อ COVID-19 อย่างเคร่งครัด หากมีความคืบหน้าหรือได้รับข้อมูลเพิ่มเติม ทางบริษัทฯ จะทำประกาศให้ทราบอีกครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; บริษัท บีกินเนอร์ เพอร์เฟคท์ จำกัด 28 กันยายน 2564&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขอบคุณภาพประกอบจากอินสตาแกรม notherboytj&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118269</URL_LINK>
                <HASHTAG>Rookie Thailand, กักตัว, พร้อม-ราชภัทร วรสาร, โควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210929/image_big_615461444af9f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>115366</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/09/2021 07:15</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/09/2021 07:15</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หนุ่มอาสากู้ภัย โวยผู้ใหญ่บ้านบังคับกักตัวในศาลาพักศพหน้าเมรุ หลังหายป่วยโควิด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2 ก.ย.64 -&amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่&amp;nbsp;1&amp;nbsp;ก.ย.ได้มีผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อว่า&amp;nbsp;&amp;ldquo;ว่าที่สิบเอกจารุวงศ์นิลบรรพต&amp;rdquo;&amp;nbsp;โพสต์ข้อความว่า&amp;nbsp;&amp;ldquo;ข่าวด่วน หนองกี่./บุรีรัมย์ กักตัวรักษาตรวจเชื้ออยู่โรงพยาบาลสนามหนองกี่ บุรีรัมย์ครบ&amp;nbsp;14&amp;nbsp;วันแล้ว&amp;nbsp;หมออนุญาตให้กลับบ้านได้&amp;nbsp;มีใบรับรองแพทย์เชื้อโควิดก็หายแล้ว&amp;nbsp;แต่ต้องกักตัวอยู่ที่บ้านอีก&amp;nbsp;14&amp;nbsp;วัน&amp;nbsp;นี่มันอะไรกัน ผู้หลักผู้ใหญที่เกี่ยวข้องช่วยลงพื้นที่มาดูด้วยครับ กับข้าว&amp;nbsp;3&amp;nbsp;มื้อก็ไม่ได้ไม่มีอะไรกิน&amp;nbsp;เอามากักตัวที่ไหนไม่ว่าหรอกครับ&amp;nbsp;นี่มันที่เผาศพ ศาลาพักศพทำแบบนนี้เผาผมดีกว่าไหม&amp;nbsp;ทำไมทำแบบนี้ผมงง...#ช่วยกดไลด์กดแชร์คนละแชร์เพื่อให้ถึงผู้ใหญ่ที่เกี่ยวข้อง ตำบลทุ่งกระเต็น&amp;nbsp;จ.บุรีรัมย์ ด้วยครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พร้อมทั้งได้ไลฟ์สดระบายความรู้สึกด้วยว่า ผมติดเชื้อโควิดรักษาอยู่ รพ.หนองกี่เป็นเวลา&amp;nbsp;14&amp;nbsp;วัน ก็ได้รักษาหายแล้วมีใบรับรองแพทย์จากทาง รพ.สนามหนองกี่แล้วครับ&amp;nbsp;ซึ่งทาง รพ.ให้กลับมากักตัวที่บ้านได้ แต่ทางผู้นำท้องถิ่นและชุมชนในพื้นที่ตำบลทุ่งกระเต็น&amp;nbsp;อ.หนองกี่&amp;nbsp;จ.บุรีรัมย์&amp;nbsp;กลับให้มากักตัวอยู่ศาลาพักศพหน้าเมรุเผาศพในวัดแห่งหนึ่ง&amp;nbsp;ทำไมไม่ให้ไปกักตัวที่อื่นที่ดีกว่านี้ แต่กลับเอามาไว้ใกล้กับเมรุเผาศพผี&amp;nbsp;เขายังบอกด้วยว่า&amp;nbsp;&amp;ldquo;ถ้าเอามาไว้ตรงนี้ทำไมไม่เผา...เลย&amp;rdquo; ซึ่งศาลาที่ให้ตนเองมากักตัวเป็นศาลาที่ไว้สำหรับตั้งสวดศพคนตาย&amp;nbsp;ก็ไม่รู้ว่าประสานงานกันแบบไหนทาง รพ.ก็บอกว่าให้กลับไปกักตัวที่บ้านได้&amp;nbsp;แต่ทางผู้นำชุมชนกลับให้มากักตัวที่ศาลาพักศพในวัด เขายังบอกด้วยว่าให้กักตัวที่วัดก็ไม่ว่า&amp;nbsp;แต่ก็ไม่ควรจะเป็นศาลาพักศพหน้าเมรุแบบนี้&amp;nbsp;ก็ฝากถึงผู้หลักผู้ใหญ่ให้มาดูด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ เขายังได้ถ่ายคลิปบรรยากาศสถานที่กักตัวช่วงกลางคืนมาให้ดูด้วยว่า&amp;nbsp;แสนวังเวงและขนลุกขนาดไหน&amp;nbsp;เพราะเขากักตัวอยู่ที่นี่เพียงคนเดียว&amp;nbsp;ไม่รู้จะนอนหลับหรือไม่ต้องโทรศัพท์คุยกับญาติพี่น้องทั้งคืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากนั้นผู้สื่อข่าวได้ติดต่อไปยังเจ้าของเฟซบุ๊กที่โพสต์คลิปดังกล่าวคือ&amp;nbsp;ว่าที่สิบเอกจารุวงศ์ นิลบรรพต อายุ 35 ปี ซึ่งเป็นพนักงานบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งที่กรุงเทพมหานคร&amp;nbsp;ทั้งยังเป็นอาสาสมัครกู้ภัยฯด้วย เขาให้ข้อมูลว่า&amp;nbsp;ช่วงที่ทำงานอยู่กรุงเทพฯ ทางบริษัทได้ทำการตรวจหาเชื้อโควิดพนักงานในบริษัท วันที่ 10-13 สิงหาคมที่ผ่านมา แต่ตนตรวจไม่พบเชื้อ ต่อมาวันที่ 17 สิงหาคม ตนซื้อที่ตรวจแบบ&amp;nbsp;ATK&amp;nbsp;มาตรวจ ก็ไม่พบเชื้อ จึงตัดสินใจเดินทางกลับมาบ้านแฟนที่ อ.หนองกี่ เมื่อวันที่ 19 ส.ค.&amp;nbsp;ต่อมาวันที่ 21 ส.ค.&amp;nbsp;ตนรู้สึกว่าจมูกไม่ได้กลิ่น ลิ้นไม่รับรส จึงไปบอกแจ้งกับทาง อสม.ในพื้นที่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากนั้นก็ได้ไปตรวจที่ รพ.หนองกี่ พบว่าติดเชื้อโควิค และพัก รักษาตัวที่โรงพยาบาลหนองกี่ 2 วัน อาการเริ่มดีขึ้นวันที่ 23 ส.ค. ก็ให้ไปอยู่ที่ รพ.สนาม กระทั่งถึงวันที่ 1 กันยายน&amp;nbsp;แพทย์ก็อนุญาตให้กลับไปกักตัวที่บ้านได้เพราะรักษาหายแล้ว โดยมีใบรับรองแพทย์ให้กลับไปกักตัวที่บ้านได้ แต่ก็ต้องปฏิบัติตามมาตรการอย่างเคร่งครัด เช่น ไม่กินอาหารร่วมกับคนในครอบครัว อยู่เป็นสัดส่วนของตัวเอง ตนก็ดีใจ&amp;nbsp;ถือเอกสารกลับบ้านมาหาภรรยา และพ่อตาแม่ยายที่บ้านคูใหญ่ ต.ทุ่งกระเต็น อ.หนองกี่&amp;nbsp;แต่พอมาถึงทางผู้ใหญ่บ้านและ อสม. ได้ให้ตนมาพักในศาลาพักศพหน้าเมรุเผาศพคนเดียว&amp;nbsp;ซึ่งตนรู้สึกว่าไม่เหมาะสมและเป็นธรรมกับตัวเอง&amp;nbsp;จึงอยากให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเข้ามาดูแลด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115366</URL_LINK>
                <HASHTAG>กักตัว, จังหวัดบุรีรัมย์, โควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210902/image_big_6130150f50b80.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>113927</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/08/2021 09:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/08/2021 09:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> บุรีรัมย์ ติดเชื้อโควิด นิวไฮ กระจายทุกอำเภอ เพิ่ม 442 ราย เสียชีวิตอีก 3</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 ส.ค.64 - ศูนย์ปฏิบัติการตอบโต้ภาวะฉุกเฉิน สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดบุรีรัมย์ รายงานข้อมูลสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 หรือ (โควิด-19) ระลอกใหม่ ตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.2564 ถึง วันที่ 19 ส.ค.2564 ของ จ.บุรีรัมย์ ว่า ยังคงน่าเป็นห่วง วันนี้ พบผู้ป่วยยืนยันติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่ เพิ่มขึ้นอีก จำนวน 442 ราย และมีผู้เสียชีวิตเพิ่มอีก 3 ราย ที่ อ.ลำปลายมาศ 1 ราย และ อ.พุทไธสง 2 ราย แยกเป็น ผู้ป่วยติดเชื้อพบในพื้นที่จังหวัด 34 ราย ติดเชื้อมาจากนอกพื้นที่ 408 ราย แยกเป็น ติดเชื้อมาจากจังหวัดเสี่ยง 156 ราย และติดเชื้อมาจากจังหวัดเสี่ยง(พบก่อนเข้าสถานกักกันตัว) LQ 252 ราย รวมยอดผู้ป่วยสะสม 11,304 ราย เสียชีวิตสะสม 20 ราย หายป่วยสะสม 6,561 ราย ยังรักษาอยู่ 4,723 ราย กระจายตามโรงพยาบาลต่างๆ ในพื้นที่จังหวัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับผู้ป่วยรายใหม่ ทั้ง 442 ราย กระจายใน 23 อำเภอ ซึ่งเป็นการพบผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ครอบคลุมทุกอำเภอทั้งจังหวัดเป็นครั้งแรก ตั้งแต่มีการระบาดมา ของ จ.บุรีรัมย์ แยกเป็น ผู้ติดเชื้อพบในพื้นที่อำเภอลำปลายมาศ 50 ราย (ในพื้นที่ 5 ราย), อ.กระสัง 70 ราย (ในพื้นที่ 11 ราย), อ.หนองกี่ 22 ราย (ในพื้นที่ 5 ราย), อ.ปะคำ 15 ราย (ในพื้นที่ 7 ราย), อ.โนนสุวรรณ 9 (ในพื้นที่ 1 ราย), อ.บ้านด่าน 12 ราย (ในพื้นที่ 1 ราย), อ.แคนดง 14 ราย (ในพื้นที่ 4 ราย), อ.เมือง 27 ราย, อ.นางรอง 21 ราย, อ.ประโคนชัย 55 ราย, อ.พุทไธสง 14 ราย, อ.สตึก 14 ราย, อ.ละหานทราย 9 ราย, อ.บ้านใหม่ไชยพจน์ 11 ราย, อ.บ้านกรวด 13 ราย, อ.คูเมือง 10 ราย, อ.นาโพธิ์ 2 ราย, อ.ชำนิ 11 ราย, อ.โนนดินแดง 5 ราย, อ.หนองหงส์ 7 ราย, อ.พลับพลาชัย 8 ราย, อ.ห้วยราช 29 ราย และ อ.เฉลิมพระเกียรติ 14 ราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยอำเภอที่พบผู้ป่วยมากที่สุด คือ อ.กระสัง 1,100 ราย รองลงมา อ.เมือง 993 ราย, อ.สตึก 991 ราย, อ.ประโคนชัย 886 ราย, อ.ลำปลายมาศ 704 ราย, อ.บ้านกรวด 595 ราย และ อ.คูเมือง 541 ราย ตามลำดับ ผู้ป่วยเข้าเกณฑ์สอบสวนโรคสะสม ทั้งหมด 2,588 ราย แยกเป็นรายใหม่ 23 ราย และรายเก่า 2,565 ราย ส่วนการเฝ้าระวังผู้ที่เดินทางมาจากพื้นที่สีแดงเข้ม/แดง/ส้ม สะสม 31,612 ราย แยกกักตัวที่บ้าน 24,237 ราย และกักตัวในท้องถิ่น 7,375 ราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113927</URL_LINK>
                <HASHTAG>กักตัว, บุรีรัมย์ติดโควิด, สสจ.บุรีรัมย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210820/image_big_611f14901fd6f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>111143</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/07/2021 12:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/07/2021 12:49</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อว.เปิดตัว “ระบบดูแลและติดตามอาการผู้ป่วยโควิด แบบแยกตัว” ผ่านแอปฯไลน์ นำร่อง รพ.ศรีนครินทร์ ขอนแก่น </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
26ก.ค.64-นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (รมวงอว.) กล่าวว่า อว. โดย มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้พัฒนา &amp;ldquo;ระบบการดูแลและติดตามอาการผู้ป่วยโควิด-19 แบบแยกตัว&amp;rdquo; เป็นที่สำเร็จ เพื่อใช้บริหารจัดการกลุ่มผู้ป่วยแบบแยกตัว ทั้งแบบการกักตัวที่บ้าน (Home Isolation) / การดูแลตนเองในระบบชุมชน (Community Isolation) และยังเปิดโอกาสให้ผู้ป่วยกลุ่มนี้สามารถเข้าถึงการบริการสาธารณสุขได้มาก ขึ้น รวดเร็วขึ้น สามารถติดตามดูแลอาการผู้ป่วยได้อย่างใกล้ชิด สะดวกทั้งต่อผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์ โดยจุดเด่นของระบบนี้ คือ 1.ผู้ป่วยไม่ต้องติดตั้งแอปพลิเคชั่นใหม่ในโทรศัพท์ ยกเว้นกรณีไม่มีแอพพลิชั่นไลน์ 2.บัญชีผู้ใช้ไลน์หนึ่ง ๆ สามารถใช้กับผู้ป่วยได้หลายคน 3.บันทึกข้อมูลระบบได้รวดเร็ว โดยให้กรอกเฉพาะข้อมูลสัญญาณชีพและอาการ เนื่องจากระบบเชื่อมบัญชีไลน์กับฐานข้อมูลผู้ป่วยแล้ว และ 4.เป็นไปตามมาตรฐานการแพทย์ทางไกล (Tele-medicine) สากล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายเอนก กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ ผู้ป่วยที่จะเข้ามาอยู่ในระบบนี้ได้จะต้องได้รับการยืนยันจากโรงพยาบาล ว่าติดเชื้อโควิด-19 แล้ว หรือ เป็นผู้ที่รักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลหรือโรงพยาบาลสนามแล้ว และแพทย์ประเมินว่าเป็นกลุ่มไม่มีอาการ หรือ อาการน้อย (สีเขียว) ยินยอมเข้าสู่ระบบการดูแลและติดตามอาการผู้ป่วยโควิด-19 แบบแยกตัว โดยหลังจากได้ลงทะเบียนเชื่อมบัญชีผู้ใช้ไลน์กับฐานข้อมูลคนไข้แล้ว ระบบจะติดต่อสื่อสารกับผู้ป่วยผ่านบัญชีไลน์ส่วนบุคคลกับบัญชีไลน์ของโรง พยาบาลที่รับรักษา ซึ่งบัญชีไลน์ส่วนบุคคลของผู้ป่วย จะใช้ในการรับแจ้งเตือนการส่งสัญญาณชีพ ส่งอาการ ปรึกษาแพทย์ แจ้งขอความช่วยเหลือ สั่งอาหาร และอื่น ๆ เกี่ยวกับการสื่อสารกับโรงพยาบาล ส่วนบัญชีไลน์ของทางโรงพยาบาลจะใช้สำหรับให้บุคลากรทางการแพทย์ที่เข้าเวร ใช้ในการสื่อสาร ติดตาม หรือให้คำปรึกษากับผู้ป่วย และให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องใช้ประสานงานกับผู้ป่วยเช่น งานเอกสาร การรับส่งยา หรือการส่งอาหาร เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ระบบนี้ได้เริ่มใช้งานแล้วที่โรงพยาบาลศรีนครินทร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ซึ่งช่วยให้ระบบการดูแลผู้ป่วยแบบแยกตัวเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ลดการสูญเสีย ทำให้การสื่อสารและดูแลผู้ป่วยผ่านการแพทย์ทางไกล มีความสะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย สร้างสามารถความมั่นใจและอุ่นใจให้กับผู้ป่วยที่ต้องรักษาตัวอยู่ที่บ้าน ได้&amp;rdquo;รมว.อว. กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนพ. ชาญชัย พานทองวิริยะกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า มหาวิทยาลัยพัฒนาระบบนี้ตามมาตรฐานทางการแพทย์ที่ดี สามารถนำไปปฏิบัติได้จริงภาคสนาม จึงประสงค์ที่จะเปิดโอกาสให้โรงพยาบาลต่าง ๆ ที่กำลังมองหาระบบไอทีในการช่วยเหลือประชาชนได้ใช้ระบบนี้ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายๆใดๆ ทั้งสิ้น รวมถึง ม.ขอนแก่น พร้อมเป็นพี่เลี้ยงให้คำปรึกษาทั้งด้านไอที และการบริหารจัดการผู้ป่วย เพื่อช่วยเหลือประชาชนให้รอดพ้นจากวิกฤตินี้ไปด้วยกัน โดยขอเชิญชวนโรงพยาบาลต่างๆ ที่ต้องการใช้ระบบติดตามนี้ สามารถแจ้ง ความจำนงค์ได้ที่ https://homeisolation.kku.ac.th&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/111143</URL_LINK>
                <HASHTAG>#อว., Home Isolation, กักตัว, ดร. เอนก เหล่าธรรมทัศน์, รพ.ศรีนครินทร์ ขอนแก่น, ระบบดูและติดตามผู้ป่วยกักตัว, แอปพลิเคชั่นไลน์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210409/image_big_607042b95e189.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>109972</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/07/2021 17:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/07/2021 17:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศบค. ไฟเขียววัคซีนสูตรผสม &#039;ซิโนแวค-แอสตราฯ&#039; ตัวแทน WHO ในไทยให้การยอมรับ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16 ก.ค.64 - ที่ทำเนียบรัฐบาล พญ.อภิสมัย ศรีรังสรรค์ ผู้ช่วยโฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ ศบค. แถลงตอนหนึ่งว่า&amp;nbsp;สำหรับการแยกกักตัวที่บ้านนั้น มาตรการดังกล่าวมีการทดลองมาตั้งแต่เดือนพ.ค. จาก รพ.รามาธิบดี รพ.ราชวิถี และรพ.จุฬาลงกรณ์ เกิน 1,000 ราย ผลเป็นที่น่าพอใจจึงนำมาตรการนี้มาใช้ ซึ่งประชาชนที่จะแยกกักตัวที่บ้านนั้นจะได้รับอุปกรณ์วัดอุณหภูมิ เครื่องวัดออกซิเจน มีการส่งอาหาร ยารักษาโรคฟ้าทลายโจรและฟาวิพิราเวียร์ รวมทั้งมีการสอบถามอาการจากบุคคลากรทางการแพทย์ ยืนยันจะได้รับการดูแลที่มีมาตรฐานและแม่นยำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนศูนย์แยกกักในชุมชนนั้น ซึ่งในส่วนของกทม.ดำเนินการ 21 ศูนย์ มีเตียงรองรับ 2,950 เตียง ขณะที่ในโรงงานที่พบผู้ติดเชื้อเป็นกลุ่มก้อน หากมีศักยภาพจะให้ดำเนินการในลักษณะเดียวกัน ซึ่งการจัดศูนย์พักคอยนั้นชุมชนต้องให้การยอมรับและจัดสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม อย่างไรก็ตาม ผู้ที่จะเข้ารักษาทั้ง 2 ระบบต้องได้รับการตรวจยืนยันผ่านวิธี RT-PCR&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ในที่ประชุมนายกสภาการแพทย์แผนไทยและอธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ยังมีการรายงานการใช้ยาฟ้าทลายโจรว่ามีผลที่น่าพอใจจะมีการขยายนำไปใช้ต่อ โดยผอ.ศบค.สนับสนุนและขอบคุณทุกภาคส่วนที่หาวิธีคิดช่วยเหลือประชาชน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พญ.อภิสมัย กล่าวว่า นอกจากนี้ที่ประชุมยังมีข้อสรุปในเรื่องของวัคซีน โดยพูดคุยถึงวัคซีนที่เป็นการกระตุ้นหรือบูสเตอร์สำหรับบุคลากรทางการแพทย์ที่ได้รับการฉีดวัคซีนซิโนแวค 2 เข็มก่อนหน้านี้ สามารถอนุญาตให้ฉีดกระตุ้นด้วยวัคซีนแอสตราเซเนกา หรือวัคซีนเทคโนโลยี mRNA ในส่วนของประชาชนที่ประชุมก็มีข้อสรุปว่าสามารถใช้ซิโนแวคเป็นเข็มที่ 1 และกระตุ้นเข็มที่ 2 ด้วยวัคซีนแอสตราเซเนกา เป็นมติของที่ประชุมให้สามารถใช้วัคซีนสูตรผสมได้ เนื่องจากทางกระทรวงสาธารณสุขได้มีการรับฟังการศึกษาจากหลายหน่วยงานเกี่ยวกับการใช้วัคซีนผสมต่างชนิด ซึ่งประสิทธิภาพการควบคุมโรคเป็นไปอย่างน่าพอใจ และองค์การอนามัยโลกซึ่งเป็นตัวแทนประเทศไทยก็ให้การยอมรับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้ช่วยโฆษก ศบค. กล่าวด้วยว่า ทั้งนี้เน้นย้ำขอให้ประชาชนเข้มงวดและปฏิบัติตามมาตรการส่วนบุคคล ดูแลตัวเองอย่างต่อเนื่องและรับมือกับโรคระบาด มาตรการที่อาจจะทำให้ยากลำบากเช่น จำกัดการเดินทาง ขอทำความเข้าใจว่าเป็นการลดจำนวนผู้ติดเชื้อ และผู้เสียชีวิต จึงขอความเสียสละจากทุกคนร่วมกันให้ชนะไปด้วยกัน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/109972</URL_LINK>
                <HASHTAG>กักตัว, วัคซีนโควิด, ศูนย์พักคอย, โควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210716/image_big_60f15d7f59c69.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>109813</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/07/2021 15:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/07/2021 15:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;บิ๊กตู่&#039; ตรวจโควิดรอบที่ 3 ผลเป็นลบ เตรียมเข้าทำเนียบฯ ถกศบค.พรุ่งนี้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 ก.ค.64 - ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหวของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ยังคงอยู่ระหว่างการกักตัวภายในบ้านพัก&amp;nbsp;กรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์&amp;nbsp; (ร.1 รอ. ) โดยช่วงเช้าวันนี้นายกรัฐมนตรีเข้ารับการตรวจหาเชื้อโควิด-19 รอบที่ 3 ซึ่งมีผลตรวจเป็นลบ ไม่พบเชื้อ และในวันที่ 16 ก.ค. นายกรัฐมนตรีจะเริ่มกลับไปปฏิบัติภารกิจภายในทำเนียบรัฐบาล เนื่องจากมีผลตรวจเป็นลบถึง 3 ครั้ง และครบ 14 วัน นับจากวันที่พบผู้ติดเชื้อในงาน &amp;ldquo;ภูเก็ต แซนด์บ็อกซ์&amp;rdquo; เมื่อวันที่ 1 ก.ค. โดยภารกิจในวันที่ 16 ก.ค. ช่วงเช้านายกฯจะเรียกประชุม ศบค. ที่มีรองนายกฯ รัฐมนตรี ปลัดกระทรวง อธิบดีที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม รวมถึงเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ(สมช.) ผู้ว่าฯกทม. เลขาธิการองค์การเภสัชกรรม (อภ.) เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคม(สศช.) เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รวมถึง ที่ปรึกษาศบค.อาทิ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร และฐานะประธานคณะทำงานพิจารณาการจัดหาวัคซีนป้องกันโควิด-19 หรือทีมจัดหาวัคซีนทางเลือก นพ.อุดม คชินทร นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา จากโรงพยาบาลศิริราช นพ.สุทธิพงศ์ วัชรสินธุ จากโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ นพ.ปิยะมิตร ศรีธรา รพ.รามาธิบดี นพ.ยง ภู่วรวรรณหัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิกภาควิชากุมารเวชศาสตร์คณะแพทย์ศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมประชุมด้วย&amp;nbsp;จากนั้น เวลา 18.00 &amp;ndash; 20.00 น. นายกฯ จะเข้าร่วมการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปกอย่างไม่เป็นทางการ ผ่านระบบประชุมทางไกล ที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/109813</URL_LINK>
                <HASHTAG>กักตัว, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210629/image_big_60dafd46f158e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
