<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>103117</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/05/2021 19:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/05/2021 19:26</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไต้หวันตื่นตูม ติดโควิดพุ่ง206ราย รัฐบาลวอนอย่ากักตุนสินค้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;รัฐบาลไต้หวันขอร้องประชาชนอย่าตื่นตระหนกกักตุนสินค้าจำเป็น ภายหลังทางการออกมาตรการเข้มงวดควบคุมการระบาดของไวรัสโควิด-19 เนื่องจากมีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น โดยวันอาทิตย์พบผู้ติดเชื้อถึง 206 คน ดันยอดสะสมเพิ่มเป็น 1,682 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รัฐบาลไต้หวันยกระดับมาตรการควบคุมการระบาดไวรัสโควิด-19 ในกรุงไทเปและปริมณฑล มีผลบังคับใช้เมื่อวันเสาร์ที่ 15 พฤษภาคม มีกำหนด 2 สัปดาห์ โดยสั่งปิดสถานที่หลายแห่ง โดยเฉพาะสถานบันเทิง และจำกัดการรวมตัวกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กระทรวงสาธารณสุขไต้หวันแถลงเมื่อวันอาทิตย์ที่ 16 พฤษภาคมว่า ในรอบ 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา มีผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 เพิ่ม 206 ราย เป็นสถิติผู้ติดเชื้อวันเดียวในไต้หวันสูงสุด ผู้ติดเชื้อสะสมตั้งแต่มีการระบาดของไวรัสโคโรนาเพิ่มเป็น 1,682 ราย และมีผู้เสียชีวิตจากติดเชื้อไวรัสนี้ 12 ราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประธานาธิบดี, นายกรัฐมนตรี และกระทรวงเศรษฐกิจของไต้หวันโพสต์ทางเฟซบุ๊กเมื่อวันเสาร์ ขอร้องประชาชนว่า ไม่มีความจำเป็นต้องกักตุนสินค้าหรือรีบเร่งไปร้านค้า หลังจากมีรายงานว่าชาวไต้หวันแย่งกันไปกักตุนสินค้าที่จำเป็น ส่วนใหญ่คือบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปและกระดาษชำระ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประธานาธิบดีไช่ อิงเหวิน โพสต์ว่า จากการที่รัฐบาลเตรียมพร้อมมากกว่า 1 ปี ทำให้เรามีสิ่งของที่ใช้ป้องกันการระบาดของเชื้อโควิด-19, สินค้าของพลเรือน และวัตถุดิบต่างๆ อย่างเพียงพอ และร้านค้าเปิดตามปกติโดยเติมสินค้าให้เต็มชั้นอยู่ตลอด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กระทรวงเศรษฐกิจไต้หวันโพสต์ภาพโกดังที่มีกล่องบะหมี่สำเร็จรูปเรียงจรดเพดาน และภาพของกระดาษชำระและอาหารกระป๋องเรียงเป็นกำแพง โดยกล่าวว่า เสบียงที่มีกองเหมือนภูเขา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายกรัฐมนตรีซู เจิ้นชาง โพสต์ข้อความในลักษณะเดียวกันทางเฟซบุ๊ก กล่าวเช่นเดียวกับเมื่อปีที่แล้วที่ประชาชนแห่ไปกักตุนกระดาษชำระว่า ทุกคนมีเพียงก้นเดียว ขอให้ใจเย็นๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แม้จะไม่ได้สั่งล็อกดาวน์ แต่รัฐบาลไต้หวันขอประชาชนให้อยู่บ้านมากเท่าที่ทำได้.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/103117</URL_LINK>
                <HASHTAG>กักตุนสินค้า, ผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น, โควิด-19, ไต้หวัน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210516/image_big_60a10eda79436.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>63041</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/04/2020 19:04</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/04/2020 19:04</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ดร.สามารถ ตามล่าหน้ากากอนามัย 200 ล้านชิ้น สุดท้ายไม่มีอยู่จริง เลิกให้ความสนใจได้แล้ว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 เม.ย. 63 - ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โพตส์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กโดยมีเนื้อหาดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ตามล่า!!!หน้ากากอนามัย 200 ล้านชิ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในขณะที่เชื้อโควิด-19 กำลังแพร่ระบาดอย่างหนักครอบคลุมทุกมุมโลก มนุษยชาติทั่วโลกต่างควานหาหน้ากากอนามัยมาใช้ป้องกันตัวเองจากเชื้อร้ายนี้ ทำให้ยอดความต้องการหน้ากากอนามัยพุ่งกระฉูดเกินกำลังผลิตไปอย่างมาก การขาดแคลนหน้ากากอนามัยจึงเกิดขึ้นไปทั่วทุกหย่อมหญ้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในประเทศไทยก็เช่นเดียวกัน เราหาซื้อหน้ากากอนามัยในช่วงวิกฤตโควิด-19 ได้ยาก ทำให้เกิดการครหาว่า ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ทั้งๆ ที่มีข่าวเมื่อปลายเดือนมกราคม 2563 ว่ามีหน้ากากอนามัยอยู่ในสต๊อกถึง 200 ล้านชิ้น หรืออาจเป็นเพราะหน้ากากจำนวนมากมหาศาลนี้ถูกกักตุนเพื่อแสวงหากำไรก้อนใหญ่ตามที่มีข่าวเกรียวกราวเมื่อต้นเดือนมีนาคม 2563 ว่ามีชายคนหนึ่งโพสต์เฟซบุ๊กอ้างว่ามีหน้ากากอนามัยถึง 200 ล้านชิ้น และตามด้วยข่าวที่กรมศุลกากรแถลงว่ามีการส่งออกหน้ากากอนามัยในช่วงเดือนมกราคม และเดือนกุมภาพันธ์ 2563 (ก่อนมีการประกาศให้หน้ากากอนามัยเป็นสินค้าควบคุมเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2563) จำนวน 330 ตัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในช่วงที่ประชาชนคนไทยกำลังเดือดร้อนเช่นนี้ จะมีใครที่ใจไม้ไส้ระกำกล้ากระทำสิ่งเลวร้ายเช่นนี้ได้ ด้วยเหตุนี้ ผมจึงให้ความสนใจในการตามล่าหน้ากากอนามัย 200 ล้านชิ้น ด้วยการแสวงหาข้อมูลจากหลากหลายแหล่ง จึงนำมาสู่คำถามและคำตอบ ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. มีหน้ากากอนามัยในสต๊อก 200 ล้านชิ้น จริงหรือไม่?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในสถานการณ์ปกติที่ไม่มีโควิด-19 โรงงานผลิตหน้ากากอนามัยจำนวน 11 โรงงาน สามารถผลิตหน้ากากอนามัยได้วันละ 1.2 ล้านชิ้น ดังนั้น หากต้องการผลิตหน้ากากอนามัย 200 ล้านชิ้น จะต้องใช้เวลา 167 วัน หรือประมาณ 5 เดือนครึ่ง นั่นหมายความว่าถ้าโรงงานเหล่านี้ต้องการเก็บหน้ากากอนามัยไว้ในสต๊อกโดยไม่ปล่อยขายเลยจะต้องใช้เวลาถึง 5 เดือนครึ่ง จึงจะสามารถสะสมหน้ากากอนามัยได้ 200 ล้านชิ้น แต่ในความเป็นจริง ทุกโรงงานเมื่อผลิตออกมาแล้วจะปล่อยขายทันที อาจจะเก็บไว้ในสต๊อกบ้างเป็นจำนวนไม่มาก เช่นประมาณ 10% ของจำนวนที่ผลิตได้ในแต่ละวัน ซึ่งคิดเป็น 120,000 ชิ้นต่อวัน ดังนั้น หากต้องการสะสมให้ได้ถึง 200 ล้านชิ้น จะต้องใช้เวลานานถึง 1,667 วัน หรือประมาณ 4 ปีครึ่ง ถามว่าจะมีโรงงานไหนที่จะเก็บหน้ากากอนามัยไว้นานถึงเพียงนั้น ซึ่งจะทำให้มีต้นทุนทางธุรกิจสูงขึ้นโดยไม่จำเป็น อีกทั้ง จะทำให้หน้ากากอนามัยเสื่อมคุณภาพ เพราะหน้ากากอนามัยมีอายุการใช้งานไม่เกิน 3 ปีเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ จึงสรุปได้ว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะมีหน้ากากอนามัยอยู่ในสต๊อกถึง 200 ล้านชิ้น แต่เป็นไปได้ที่โรงงานเหล่านั้นจะเก็บวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตหน้ากากอนามัย 200 ล้านชิ้นไว้ล่วงหน้า เพราะเกรงว่าราคาวัตถุดิบอาจจะแพงขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมได้อ่านข่าวออนไลน์ของ CNN พบว่าเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2563 ประเทศสหรัฐอเมริกามีหน้ากากอนามัยอยู่ในสต๊อกเพียง 30 ล้านชิ้นเท่านั้น อเมริกามีประชากร 331 ล้านคน ในขณะที่ไทยมีเพียง 66.6 ล้านคน แล้วเราจะมีหน้ากากอนามัยในสต๊อกได้ถึง 200 ล้านชิ้น ได้อย่างไร? ข่าวนี้จึงเป็นการตอกย้ำว่าเป็นไปไม่ได้ที่เราจะมีหน้ากากอนามัยในสต๊อกถึง 200 ล้านชิ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. มีการกักตุนหน้ากากอนามัย 200 ล้านชิ้น จริงหรือไม่?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตามที่มีข่าวโด่งดังเมื่อต้นเดือนมีนาคม 2563 ว่ามีชายคนหนึ่งโพสต์เฟซบุ๊กอ้างว่ามีหน้ากากอนามัยถึง 200 ล้านชิ้นนั้น ลองคิดว่าดูว่าเขาจะต้องใช้เวลานานกี่ปีจึงจะสามารถสะสมหน้ากากอนามัยได้ถึง 200 ล้านชิ้น หากเขาสะสมวันละ 10% ของจำนวนที่โรงงานทั้งหมดผลิตได้ในแต่ละวัน ซึ่งคิดเป็น 120,000 ชิ้นต่อวัน เขาจะต้องใช้เวลานานถึง 4 ปีครึ่ง คำถามที่เกิดขึ้นก็คือเขาสามารถรู้ล่วงหน้าได้นานถึงเพียงนั้นหรือว่าจะมีเชื้อโควิด-19 เกิดขึ้น ที่สำคัญ พนักงานสอบสวนคดีนี้ได้สรุปแล้วว่าข้อความที่โพสต์ในเฟซบุ๊กโดยอ้างว่ามีหน้ากากอนามัย 200 ล้านชิ้นนั้นเป็นข้อมูลเท็จ ดังนั้น จึงสรุปได้ว่าไม่มีการกักตุนหน้ากากอนามัย 200 ล้านชิ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนที่มีการขายหน้ากากอนามัยทางออนไลน์นั้น มีความเป็นไปได้ว่าอาจมีการรั่วไหลจากขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่ง หรือมีการลักลอบนำเข้ามาจากต่างประเทศแล้วขายในราคาแพง จึงนำไปสู่การจับกุมตลอดมา ซึ่งมีจำนวนหน้ากากอนามัยไม่มากนัก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. มีการส่งออกหน้ากากอนามัย 330 ตัน จริงหรือไม่?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หน้ากากอนามัย 330 ตัน คิดเป็นจำนวนหน้ากาก 82.5 ล้านชิ้น (1 กิโลกรัม มีหน้ากาก 250 ชิ้น) ทั้งนี้ กรมศุลกากรได้แถลงข่าวเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2563 ว่าตัวเลข 330 ตันนั้น เป็นตัวเลขซึ่งรวมสินค้าอื่นนอกจากหน้ากากอนามัยอีกหลายชนิด เช่น ชุดผ้าหุ้มเบาะ เชือกผูกรองเท้า ผ้ากันเปื้อน ผ้าคลุม และสายคล้องคอทำด้วยผ้าทอ เป็นต้น ดังนั้น จึงทำให้เหลือหน้ากากอนามัยไม่ถึง 82.5 ล้านชิ้น ซึ่งในเวลาต่อมาจากการให้ข่าวของผู้เกี่ยวข้องทำให้รู้ว่า หน้ากากอนามัยเหล่านั้นเป็นการสั่งผลิตตามสเปกของต่างประเทศ และมีลิขสิทธิ์ที่ไม่สามารถใช้ในประเทศไทยได้ ดังนั้น จึงสรุปได้ว่าไม่มีการส่งออกหน้ากากอนามัยที่สามารถใช้ได้ในประเทศไทย 200 ล้านชิ้น ในช่วงเดือนมกราคม-4 กุมภาพันธ์ 2563 ก่อนมีการประกาศให้หน้ากากอนามัยเป็นสินค้าควบคุม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากเหตุผล 3 ประการ ที่ชี้ให้เห็นว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะมีหน้ากากอนามัยในสต๊อกถึง 200 ล้านชิ้นดังกล่าวแล้วข้างต้น นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ได้แถลงข่าวเมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2563 มีใจความตอนหนึ่งว่า &amp;ldquo;เราจะล้างตัวเลขเก่าทั้งหมดที่เคยมีมาก่อน เคยพูดกันว่าเรามีหน้ากากอยู่ในสต๊อก 200 ล้านชิ้น ตัวเลขนั้นอาจจะถูกในความหมายหนึ่ง แต่เพื่อประโยชน์ในการสร้างความเข้าใจแก่ประชาชน ตัวเลขทั้งหมดนั้นผิดพลาดครับ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งหมดนี้ จึงสามารถสรุปได้ว่า เราไม่สามารถตามล่าหน้ากากอนามัย 200 ล้านชิ้นได้ เพราะหน้ากากอนามัยจำนวนนี้ไม่มีอยู่จริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แม้ว่าขณะนี้เราสามารถผลิตหน้ากากอนามัยได้ถึงวันละ 2.3 ล้านชิ้น (เพิ่มขึ้นจากเดิมที่ผลิตได้วันละ 1.2 ล้านชิ้น) แล้วก็ตาม แต่ยังมีความต้องการที่จะใช้หน้ากากอนามัยเป็นจำนวนมาก ทำให้ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 หรือ ศบค.แนะนำให้ประชาชนทั่วไปใช้หน้ากากผ้าแทน ส่วนหน้ากากอนามัยนั้น ศบค.ได้จัดสรรให้บุคลากรทางแพทย์และผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงเป็นอันดับแรก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมขอย้ำว่า ไม่ใช่เฉพาะแต่ในประเทศไทยเท่านั้นที่มีความต้องการหน้ากากอนามัยเป็นจำนวนมาก แต่ทุกประเทศทั่วโลกที่กำลังต่อสู้กับโควิด-19 อยู่ในขณะนี้ ประชาชนในประเทศเหล่านั้นประสบปัญหาในการหาซื้อหน้ากากอนามัยกันทั้งนั้น แต่อย่างไรก็ตาม จากสถิติการควบคุมการระบาดของโควิค-19 พบว่าประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่งที่สามารถควบคุมการระบาดได้เป็นอย่างดี เป็นผลให้มีผู้ติดเชื้อไม่สูง จนกลายเป็นโควิด-19 &amp;ldquo;ขาลง&amp;rdquo; ในปัจจุบัน ดังนั้น หากเราทุกคนให้ความร่วมมือทำตามคำแนะนำของ ศบค. อย่างเคร่งครัด ผมมั่นใจว่าเราจะผ่านวิกฤตโควิด-19 ไปด้วยกันได้เป็นอย่างดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมขอถือโอกาสนี้ขอบคุณและเป็นกำลังใจให้บุคลากรทางการแพทย์และผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายที่ได้ทุ่มเทสรรพกำลังช่วยกันทำให้มีจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในไทยลดน้อยลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เลิกให้ความสนใจหน้ากากอนามัยในสต๊อก 200 ล้านชิ้น ซึ่งไม่มีอยู่จริง หันมาช่วยกันเข็นโควิด-19 ลงจากภูเขาในขณะที่เป็นช่วงขาลง ไม่ดีกว่าหรือครับ?&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/63041</URL_LINK>
                <HASHTAG>กักตุนสินค้า, พาณิชย์, สามารถ ราชพลสิทธิ์, หน้ากากอนามัย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200331/image_big_5e82e97cc2793.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>61602</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/03/2020 17:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/03/2020 17:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อัยการสูงสุดสั่งอัยการทั่วประเทศดำเนินคดีเด็ดขาดพวกกักตุนสินค้า ฉ้อโกง แพร่ข่าวเท็จซ้ำเติมโควิด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;31 มี.ค.63-นายประยุทธ &amp;nbsp;เพชรคุณ อัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา ในฐานะรองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด เปิดเผยว่า วันนี้ นายวงศ์สกุล กิตติพรหมวงศ์ อัยการสูงสุด ได้มีหนังสือที่ อส 0001/ว140 ลงวันที่ 31 มี.ค. 2563 แจ้งให้อัยการทั่วประเทศดำเนินคดีเฉียบขาดกับผู้ทำการกักตุนสินค้าอุปโภค บริโภค และจำหน่ายสินค้าเกินราคาควบคุม เช่น หน้ากากอนามัย ไข่ไก่ หรือสินค้าจำเป็นในครัวเรือน เป็นต้น การฉ้อโกงหรือ หลอกลวงประชาชนในรูปแบบต่าง ๆ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รวมทั้ง การส่งข้อความอันเป็นเท็จทางสื่อออนไลน์ ซึ่งเป็นความผิดตาม พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ประกอบข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2558(ฉบับที่ 1) พระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ.2558 พระราชบัญญัติว่าด้วยสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 และกฎหมายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยถือว่า การกระทำดังกล่าวนอกจากจะเป็นความผิดตามกฎหมายดังกล่าวแล้ว ยังส่งผลให้มาตรการที่รัฐบาลกำหนดให้ประชาชนปฏิบัติ เพื่อแก้ไขสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ไม่สามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพื่อให้การดำเนินคดีประเภทดังกล่าวตามอำนาจหน้าที่ของพนักงานอัยการ เป็นไปอย่างเฉียบขาด รวดเร็ว เพื่อให้ผู้กระทำความผิดได้รับโทษตามกฎหมาย สอดคล้องกับการที่รัฐบาลมีนโยบายที่จะหยุดการแพร่ระบาดและป้องกันผลกระทบทางเศรษฐกิจ ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) เพื่อให้สามารถแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินให้ยุติลงได้โดยเร็ว และป้องกันมิให้เกิดเหตุการณ์ร้ายแรงมากขึ้น อันเป็นการซำ้เติมต่อประชาชน สำนักงานอัยการสูงสุดจึงกำหนดแนวทางปฏิบัติในคดีที่มีลักษณะการกระทำความผิดข้างต้น เพื่อให้พนักงานอัยการใช้เป็นแนวทางปฏิบัติในการดำเนินคดี ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. ให้ดำเนินคดีโดยปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ หลักเกณฑ์ และหนังสือเวียนของสำนักงานอัยการสูงสุด ที่เกี่ยวข้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. ให้ถือเป็นคดีที่มีความจำเป็น เร่งด่วน ที่ต้องดำเนินคดีด้วยความรวดเร็ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. ให้พนักงานอัยการใช้ดุลพินิจสั่งคดีและบรรยายฟ้อง ขอให้ศาลลงโทษในสถานหนัก และไม่รอการลงโทษ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4. ของกลางที่เป็นทรัพย์ที่ได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิด ขอให้ศาลมีคำสั่งริบตามกฎหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5. ผู้กระทำความผิดที่มีประวัติเกี่ยวกับการกระทำความผิดในลักษณะเดียวกันมาก่อน ให้บรรยายฟ้องให้ศาลทราบข้อเท็จจริง ขอให้ศาลลงโทษสถานหนัก หรือเพิ่มโทษหรือนับโทษต่อกัน หรือใช้วิธีการเพื่อความปลอดภัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6. ให้อธิบดีอัยการกำกับดูแลการดำเนินคดีของพนักงานอัยการในบังคับบัญชาให้เป็นไปตามแนวทาง ปฏิบัติตามหนังสือนี้โดยหนังสือดังกล่าว ได้แจ้งสั่งการให้อัยการทั่วประเทศถือปฏิบัติทราบแล้ว และถือปฏิบัติตั้งแต่วันที่ 31 มี.ค. 2563 เป็นต้นไป.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/61602</URL_LINK>
                <HASHTAG>&gt;โควิด 19&amp;lt;, กักตุนสินค้า, นายประยุทธ เพชรคุณ, รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200331/image_big_5e830c7bdcb56.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>61314</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/03/2020 12:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/03/2020 14:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ต้าร์ มิสเตอร์ทีม’เหน็บคนโพสต์ตุนสินค้า-ลงทะเบียนเยียวยาสำเร็จ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นาทีนี้หลายคนคงกำลังโวยว่าการลงทะเบียนรับการเยียวยาจากรัฐฯ 5,000บาท นั้นยากเย็นเสียเหลือเกินเพราะเวปล่มแล้วล่มอีก แต่ก็มีหลายคนที่สามารถทำสำเร็จและโพสต์ก่อนว่อนเน็ต ทำเอาหนุ่มต้าร์-สุรชัย วงษ์บัวขาว หนึ่งในสมาชิกวงมิสเตอร์ทีม และ ละมุนแบนด์ ลั่นว่า &amp;ldquo;คุณกำลังสนุกกับตัวเอง ในความทุกข์ของคนอื่น ที่เขาทุกข์มากกว่าคุณ หรือเปล่า?&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;คุณตุนสินค้าสำเร็จ :: คุณไม่จำเป็นต้องป่าวประกาศหรอก เก็บไว้เป็นเรื่องส่วนตัว ผมดีใจด้วยครับ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; คุณลงทะเบียนรับเงินเยียวยาสำเร็จ :: เงียบๆไว้ดีกว่า คุณเก่งครับ ผมดีใจด้วย &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทั้งสองเรื่อง ผมไม่รู้คุณจะบอกโลกทำไม? คุณทำสำเร็จมันคือเรื่องดี แต่มองไปที่คนที่ทำไม่สำเร็จสิ &amp;nbsp;คือคุณกำลังเย้ยเขานะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โง่บ้าง ใจร้อนบ้าง สัส! พูดทำไมวะ ? &amp;nbsp;ในสถานการณ์แบบนี้ หลายคนเขาไม่มีความพร้อมแบบคุณนี่หว่า ถามตัวเองนิดนึงครับ ว่าคุณโพสต์เรื่องนี้ไปทำไม? &amp;nbsp;คิดเสร็จ แล้วช่วยมองภาพกว้างๆหน่อย ว่าอะไรควรไม่ควร คุณกำลังสนุกกับตัวเอง ในความทุกข์ของคนอื่น ที่เขาทุกข์มากกว่าคุณ หรือเปล่า? จากใจคนที่ไม่มีความคิดจะไปเอาตังค์จุดนี้เลย...&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขอบคุณภาพประกอบจากอินสตาแกรม tarmrt&lt;/p&gt;

&amp;nbsp;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/61314</URL_LINK>
                <HASHTAG>กักตุนสินค้า, ต้าร์ มิสเตอร์ทีม, ต้าร์-สุรชัย วงษ์บัวขาว, เงินเยียวยา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200329/image_big_5e802c6bf36f9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>60961</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/03/2020 09:48</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/03/2020 09:48</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;หมอระวี&#039; บี้ &#039;จุรินทร์&#039; ออกคำสั่งคุมราคาไข่ไก่-ห้ามส่งออกแก้ปัญหาขาดแคลน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 มี.ค.63 - นพ.ระวี มาศฉมาดล หัวหน้าพรรคพลังธรรมใหม่ กล่าวว่า ขอเรียกร้องให้รัฐบาลดูแลราคาไข่ไก่ที่แพงขึ้นอย่างต่อเนื่องทันที หลังนายกรัฐมนตรีประกาศข้อกำหนดตามพ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 &amp;nbsp;ซึ่งไข่ไก่ถือเป็นสินค้าที่จำเป็นในการบริโภคต่อชีวิตประจำวัน แต่ในขณะนี้ปรากฏว่าไข่ไก่ในหลายพื้นที่เริ่มขาดแคลน ซึ่งไม่เพียงพอต่อความต้องการของประชาชน เพราะถึงแม้เราจะผลิตไข่ไก่ได้วันละ40-41ล้านฟองต่อวันจริง แต่จำนวนผู้บริโภคคือ 39 ล้านฟองต่อวัน และยังมีการส่งออกอีก 2 ล้านฟองต่อวัน เพราะฉะนั้นกระทรวงพาณิชย์ต้องออกคำสั่งงดส่งออกไข่ไก่ชั่วคราว ไข่ไก่ 2 ล้านฟองที่ส่งออกนำมาจำหน่ายในประเทศจะช่วยบรรเทาปัญหาไข่ไก่ขาดแคลนได้ เพราะต้องเข้าใจว่าในสถานการณ์เช่นนี้ ประชาชนย่อมต้องซื้อไข่ไก่อย่างน้อยครั้งละแผง เพื่อเก็บไว้กินช่วงอยู่ที่บ้านทำให้ความต้องการสูงขึ้นเป็นธรรมดา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.พ.ระวี กล่าวต่อว่า ทางพรรคได้รับการร้องเรียนจากประชาชนว่า ราคาของไข่ไก่ในขณะนี้พุ่งสูงขึ้นอีกแบบไม่เป็นธรรมต่อประชาชน ซึ่งราคาขายปลีกตอนนี้ทะลุ 110 บาทต่อแผงไปแล้ว ทั้ง ๆ ที่เป็นสินค้าจำเป็น แต่กลับมีการขึ้นราคาตามใจชอบ เป็นที่น่าประหลาดใจว่า หน่วยงานที่รับผิดชอบในเรื่องไข่ไก่ ยังไม่เข้าไปดูแลแบบจริงจัง ทั้ง ๆ ที่ไข่ไก่เป็นโปรตีนราคาถูกของคนจน ยิ่งในภาวะโรคระบาด คนตกงานจำนวนมาก ไข่ไก่ยิ่งมีความจำเป็นต่อการดำรงชีวิตของประชาชน อย่าปล่อยให้วิกฤติที่เกิดขึ้นซ้ำเติมประชาชน แบบกรณีหน้ากาอนามัยอีก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ผมขอเรียกร้องให้นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ แถลงการควบคุมราคาส่งและขายปลีกไข่ไก่โดยเร่งด่วน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนและบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาดเพื่อให้เป็นไปตามข้อกำหนดที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทรโอชา นายกรัฐมนตรี เพิ่งประกาศออกมา ขอให้เอาผิดกับผู้ที่ฉวยโอกาสกักตุนหรือขึ้นราคาอย่างเด็ดขาด เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่าง อีกทั้งขอให้ ออกมาตรการห้ามส่งออกโดยเด็ดขาด จนกว่าสถานการณ์ภายในประเทศเกี่ยวกับโรคระบาดจะคลี่คลาย อย่าปล่อยให้ใครช่วยโอกาสทำกำไรบนความเป็นความตายของคนไทย&amp;quot; น.พ.ระวี กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/60961</URL_LINK>
                <HASHTAG>#โควิด-19, กักตุนสินค้า, นพ.ระวี มาศฉมาดล, พรก.ฉุกเฉิน, ไข่ไก่ขาดตลาด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200326/image_big_5e7c1651588aa.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>60277</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/03/2020 16:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/03/2020 16:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตร.ปคบ.คุมผู้ขายหน้ากากเกินราคา ส่งอัยการยื่นฟ้องศาลภายในวันเดียว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 มี.ค.63 - เมื่อเวลา 14.00 น.&amp;nbsp; ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก พ.ต.ท.ปริญญา ปาละ รอง ผกก.(สอบสวน) กก.1 บก.ปคบ. นำตัว น.ส.อุมาพร มั่นคง พร้อมผู้ต้องหาอื่นรวมทั้งหมด 7 คน แยกดำเนินคดีเป็น 7 สำนวน ในการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 ห้ามผู้ประกอบธุรกิจดําเนินการใดๆ โดยจงใจที่จะทําให้ราคาต่ำเกินสมควร หรือสูงเกินสมควร หรือทําให้เกิดความปั่นป่วนซึ่งราคาของสินค้าหรือบริการใด, ผู้ใดไม่แสดงราคาหรือไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขตามกำหนด มาตรา 29, 40 หลังผู้ต้องหาให้การรับสารภาพ และยินยอมมอบของกลางเพื่อให้แก่สาธารณประโยชน์ ก่อนนำตัวผู้ต้องหาทั้ง 7 คน พร้อมสำนวนการสอบสวน ส่งให้อัยการพิเศษฝ่ายคดีเศรษฐกิจและทรัพยากร 1 และอัยการพิเศษฝ่ายคดีเศรษฐกิจและทรัพยากร 3 ยื่นฟ้องต่อศาลอาญาทันที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พ.ต.ท.ปริญญา เปิดเผยว่า สำหรับคดีนี้ พล.ต.ต.ณัฐศักดิ์ เชาวนาคาศัย ผู้บังคับการกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (ผบก.ปคบ.) ได้กำชับผู้กำกับ เห็นควรให้ดำเนินคดีกับผู้ต้องหาที่กระทำผิดฐานขายหน้ากากเกินราคาที่กำหนดให้รวดเร็ว เพื่อจะได้นำของกลางในคดีมาใช้ประโยชน์ ขณะที่ผู้ต้องหาทั้ง 7 คน ที่แยกฟ้องเป็น 7 คดี มีความสำนึกผิดในการกระทำ เพราะที่ทำผิดไปโดยไม่ทราบว่าเป็นเรื่องผิดกฎหมาย ทั้งนี้ ยินดีมอบของกลางให้เจ้าหน้าที่รัฐไปส่งต่อให้ รพ. ที่ขาดแคลน รวมถึงประชาชนที่เดือดร้อน โดยคดีในลักษณะนี้จะเป็นแนวทางในการปฏิบัติต่อไป เพราะหน้ากากอยู่ในภาวะขาดแคลน เมื่อมีการดำเนินคดีและยึดไว้นานไม่มีประโยชน์ ควรรีบดำเนินคดีให้รวดเร็ว โดยผู้ต้องหาสำนึกผิดในการกระทำ อย่างไรก็ตามคดีนี้ได้รับการสนับสนุนจากอัยการที่กรุณายื่นคำฟ้องให้ และเป็นการป้องปรามให้ประชาชนทั่วไปไม่กระทำผิด ขายสินค้าเกินราคามีโทษสูง &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พ.ต.ท.ปริญญา กล่าวต่อว่า จากการสอบสวนผู้ต้องหาทั้งหมดต้องการกำไรจากส่วนต่างราคา โดยไม่คิดว่าเป็นเรื่องที่มีความผิดโทษสูง แต่เมื่อถูกจับกุม และทราบถึงบทลงโทษ รวมถึงเป็นการกระทำเป็นการเอาเปรียบประชาชน ผู้ต้องหาจึงเกิดความสำนึกผิด มีความผิด ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 มาตราที่ 29, 40 มีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี ปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โดยคดีขึ้นอยู่ในอำนาจศาลอาญา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน น.ส.อุมาพร หนึ่งในผู้ต้องหา ให้สัมภาษณ์ว่า ตนกระทำไปโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ตนซื้อหาหน้ากากอนามัยมาจากอินเทอร์เน็ตหวังเพียงกำไรแค่เล็กน้อย ไม่คิดว่ามีโทษสูงขนาดนี้ ตอนทำผิดไม่ได้ตั้งใจ โดยหน้ากากอนามัยที่ซื้อมามีต้นทุนอยู่ที่ 14 บาทต่อชิ้น และตนนำมาขายต่อในราคา 15 บาท ต่อชิ้น ซึ่งวางขายที่หน้าร้าน ไม่ได้จำหน่ายผ่านระบบออนไลน์ คดีนี้ให้บทเรียนว่า ไม่ควรฉวยโอกาสในช่วงคนที่กำลังเดือดร้อน และขอให้รัฐหาหน้ากากอนามัยมาขายในราคา 2.50 บาท ได้โดยไว เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/60277</URL_LINK>
                <HASHTAG>กักตุนสินค้า, หน้ากากอนามัย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200319/image_big_5e7339e5732b2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>59875</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/03/2020 08:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/03/2020 08:42</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ธนกร&#039;ยันยังเอาอยู่! วอนปชช.อย่าแตกตื่น ชม&#039;หญิงหน่อย&#039;แนะนำมีประโยชน์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16 มี.ค. 63 &amp;ndash; นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกพรรคพลังประชารัฐ กล่าวว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ยังคงสร้างความตื่นตระหนกแก่ประชาชนเป็นอย่างมาก ส่งผลให้ประชาชนบางส่วนแห่กันไปกักตุนสินค้า ทั้งๆ ที่สถานการณ์ยังไม่ถึงขั้นนั้น จึงอยากฝากไปยังพี่น้องประชาชนทั่วประเทศว่า สถานการณ์ขณะนี้ยังไม่จำเป็นต้องไปกักตุนสินค้าและแตกตื่น เพราะรัฐบาลยังสามารถดูแลสถานการณ์ได้ การผลิตสินค้าต่างๆ ไม่ได้รับผลกระทบอะไร กำลังการผลิตจึงยังคงเป็นไปตามปกติ จึงอยากฝากไปยังประชาชนทั่วประเทศให้เข้าใจ และปฏิบัติตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนกรณีที่คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย แนะนำ 4 มาตรการแก่รัฐบาลเพื่อแก้ปัญหาไวรัสโควิด-19 นั้น ต้องขอบคุณคุณหญิงสุดารัตน์อย่างมาก เป็นการแนะนำที่มีถือว่าประโยชน์มาก และอยากให้แกนนำพรรคการเมืองต่างๆ เอาคุณหญิงสุดารัตน์เป็นตัวอย่าง เสนอแนะด้วยเหตุผล ไม่ใช่มุ่งเน้นโจมตีหรือดิสเครดิสรัฐบาลเพื่อหวังผลทางการเมืองเพียงอย่างเดียว ทั้งนี้ รัฐบาลกำลังดำเนินการแก้ปัญหาไวรัสโควิด-19อยู่ ซึ่งหลายอย่างถือว่าใกล้เคียงกับคำแนะนำของคุณหญิงสุดารัตน์ ส่วนข้อเสนอแนะส่วนไหนที่เป็นประโยชน์ รัฐบาลก็พร้อมนำไปพิจารณาปรับใช้ จึงอยากฝากไปยังทุกฝ่ายว่า วันนี้ขอให้ช่วยกันเพื่อฝ่าวิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกัน เพราะประเทศไม่ใช่ของรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน แต่เป็นของคนไทยทุกคน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/59875</URL_LINK>
                <HASHTAG>กักตุนสินค้า, ธนกร วังบุญคงชนะ, พปชร., หญิงหน่อย, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190518/image_big_5cdfa375af50e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
