<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>119827</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/10/2021 17:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/10/2021 17:07</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สวนอุตสาหกรรมโรจนะ เทคโอเวอร์ ‘เฮิร์บ เทรเชอร์’ลุยธุรกิจกัญชง หวังส่งออกปีละ 1พันล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 ตุลาคม 2564 นายภาณุพล&amp;nbsp; รัตนกาญจนภัทร ประธานที่ปรึกษาการยาสูบแห่งประเทศไทย (ยสท.) เข้าร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามความร่วมมือ (MOU) ด้านอุตสาหกรรมกัญชงแบบครบวงจรระหว่าง บริษัท เฮิร์บ เทรเชอร์ จำกัด โดย นางสาวรมย์ชลี จันทร์ประสิทธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฯ และ บริษัท สวนอุตสาหกรรมโรจนะ จำกัด (มหาชน)&amp;nbsp; ที่มี นายชาย วินิชบุตร กรรมการบริหาร ร่วมลงนาม ณ ห้องประชุม ชั้น 26 อาคารอิตัลไทย ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ กรุงเทพฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายภาณุพล กล่าวว่า เป็นเรื่องดีที่ภาคเอกชนจะร่วมมือกันพัฒนาเพื่อต่อยอดอุตสาหกรรมการผลิตกัญชงแบบครบวงจร โดยในส่วนของยสท.ก็ต้องการเห็นความร่วมมือครั้งนี้ ถูกส่งต่อไปยัง &amp;ldquo;ต้นน้ำ&amp;rdquo; ด้วยการช่วยยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของเกษตรกรผู้ปลูกใบยาสูบที่ได้รับผลกระทบจากการแข่งขันของบุหรี่ต่างประเทศและอัตราภาษีบุหรี่ใหม่ที่ปรับเพิ่มขึ้นก่อนหน้านี้ จนมีรายได้ที่ลดอย่างมาก ทั้งนี้ คาดว่าในจำนวนเกษตรกรผู้ปลูกใบยาสูบประมาณ 14,000 ครัวเรือน จะมีไม่ต่ำกว่า 10% ที่เข้าร่วมโครงการเพาะปลูกกัญชงกับภาคเอกชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ยสท.เองกำลังหารือกับกรมพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย เพื่อจัดสรรงบประมาณมาเป็นทุนช่วยเหลือและสนับสนุนให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกใบยาสูบ ที่สนใจจะเปลี่ยนมาเพาะปลูกใบกัญชง คาดว่าคงต้องใช้เวลาอีกสักระยะหนึ่ง&amp;rdquo; ประธานที่ปรึกษา กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน นายชาย กล่าวว่า เนื่องจากบริษัทฯอยู่ในภาคอุตสาหกรรม และมีสายสัมพันธ์อันดีกับบริษัทต่างชาติในนิคมอุตสสาหกรรมโรจนะ ไม่ว่าจะเป็นบริษัทอาหารเครื่องดื่ม เครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์ยา ฯลฯ ซึ่งมีความต้องการสารสกัด CBD จากกัญชง ที่มีคุณประโยชน์อย่างสูงต่อสุขภาพและเป็นเทรนด์ใหม่ของโลกในอนาคต จึงทำให้สนใจจะร่วมมือกับบริษัท เฮิร์บ เทรเชอร์ฯ ในครั้งนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะนี้ นางสาวรมย์ชลี กล่าวว่า ขณะนี้ บริษัทฯได้ร่วมมือกับเกษตรกรในหลายพื้นที่ เช่น เชียงใหม่ เชียงราย พะเยา เริ่มทำการเพาะปลูกกัญชงไปแล้ว โดยมีการวิจัยและนำเข้าสายพันธุ์ที่เหมาะกับแต่ละสภาพพื้นที่ไปให้เกษตรกรเพาะปลูก โดยจะขยายไปยังพื้นที่อื่นๆ เช่น สุโขทัย เพชรบูรณ์ นครนายก ปทุมธานี เป็นต้น ทั้งนี้ บริษัทฯมีแผนจะจัดทำโครงการคอนแทร็กฟาร์มมิ่งกับเกษตรกรเหล่านี้ เพื่อสร้างหลักประกันด้านรายได้และการรับซื้อผลผลิตทั้งหมดจากเกษตรกร ขณะเดียวกัน บริษัทฯก็มีลูกค้าทั้งในและนอกประเทศที่ให้ความสนใจจะสั่งซื้อผลผลิตที่ได้จากใบกัญชงมาบ้างแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วน นายคณวัตร จันทรลาวัณย์ รองกรรมการผู้จัดการ บมจ.สวนอุตสาหกรรมโรจนะ กล่าวเสริมว่า ปัจจัยที่บริษัทฯสนใจจะเข้าร่วมธุรกิจกับบริษัท เฮิร์บ เทรเชอร์ฯ เพราะ 1.บริษัท เฮิร์บ เทรเชอร์ฯ เป็นเพียงบริษัทเดียวที่ได้รับอนุญาตจากภาครัฐในการเป็นผู้ผลิต วิจัย ต่อยอดใบกัญชงในเชิงอุตสาหกรรม รวมถึงส่งออกไปยังต่างประเทศเพียงรายเดียวในประเทศไทย 2.แผนการผลิตสารสกัด CBD ในเฟสแรกให้ได้ปีละ 9 ตัน ซึ่งสามารถจะสร้างรายได้ไม่ต่ำกว่า 1000 ล้านบาท เนื่องจากราคาขายสารสกัด CBD ในต่างประเทศ หากเป็นค้าส่งจะอยู่ที่ 150,000 &amp;ndash; 400,000 บาท/กก. และ 3.มีเป้าหมายสอดรับกับแนวทางใหม่ของบริษัทฯ ที่ต้องการจะขยายงานไปยังธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพชีวิตและการพัฒนาตั้งแต่ระดับฐานราก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ บริษัทฯจะเข้าถือหุ้นในโครงสร้างใหม่ของบริษัท เฮิร์บ เทรเชอร์ฯที่จะเพิ่มทุนจดทะเบียนเพิ่มเป็น 50 ล้านบาทในช่วงแรก โดยจะถือหุ้น 51% และกลุ่มผู้ถือหุ้นเดิมจะถือหุ้น 49%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เนื่องจากเรามีสายสัมพันธ์ที่ดีกับบริษัทต่างชาติ ไม่ว่าจะเป็นบริษัทจากยุโรป อเมริกา หรือญี่ปุ่น ที่มีความต้องการสารสกัด CBD จากกัญชงอยู่แล้ว โดยในเบื้องต้น คงจะส่งออกเป็นวัตถุดิบราว 70% ที่เหลือ 30% จะต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องภาคอุตสาหกรรมสมัยใหม่&amp;rdquo; นายคณวัตร กล่าวในที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อนึ่ง บมจ.สวนอุตสาหกรรมโรจนะ ได้แจ้งต่อตลาดหลักทรพย์แห่งประเทศไทย ถึงเข้าถึงการถือหุ้นในกิจการของบริษัท เฮิร์บ เทรเชอร์ฯ ตั้งแต่เมื่อวันที่ 14 ตุลาคมที่ผ่านมา.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119827</URL_LINK>
                <HASHTAG>กัญชง, สวนอุตสาหกรรมโรจนะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211015/image_big_616952b95ecf8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>103322</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/05/2021 15:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/05/2021 15:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บังคับใช้แล้ว‘กัญชา-กัญชง’ในเครื่องสำอาง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 พ.ค.2564 - &amp;nbsp;&amp;lsquo;นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธาณสุขได้ออกประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง การใช้ส่วนของกัญชาในเครื่องสำอาง พ.ศ.2564 และประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง การใช้ส่วนของกัญชงในเครื่องสำอาง พ.ศ.2564 ลงในราชกิจจานุเบกษาแล้ว และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 18 พ.ค.นี้ โดยเนื้อหาของประกาศ 2 ฉบับดังกล่าวเป็นการกำหนดปริมาณ และการใช้กัญาชา และกัญชงในเครื่องสำอางต่างๆ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อ่านรายละเอียดกัญชาที่นี่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อ่านรายละเอียดกัญชงที่นี่&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/103322</URL_LINK>
                <HASHTAG>กัญชง, กัญชา, นายอนุทิน ชาญวีรกูล, รองนายกรัฐมนตรี, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธาณสุข, เครื่องสำอาง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210513/image_big_609d044d7bb55.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>97506</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/03/2021 10:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/03/2021 10:18</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รัฐบาลย้ำชัดส่งเสริมสร้างมูลค่าเพิ่มปลูกกัญชา-กัญชง </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 มี.ค.2564 นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า​ ในส่วนของกัญชาและกัญชง ที่อนุญาตให้ใช้ได้โดยไม่ถือเป็นยาเสพติดให้โทษนั้น ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่องระบุชื่อยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 พ.ศ. 2563 ได้ระบุว่า กัญชา และวัตถุหรือสารต่าง ๆ ที่มีอยู่ในพืชกัญชา และกัญชง อันเป็นชนิดย่อยของพืชกัญชา และวัตถุหรือสารต่าง ๆ ที่มีอยู่ในพืชกัญชง เช่น ยาง น้ำมัน ยกเว้นวัตถุหรือสารดังต่อไปนี้ เฉพาะที่ได้รับอนุญาตให้ผลิตในประเทศ ไม่จัดเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภทที่ 5 ได้แก่ เปลือก ลำต้น เส้นใย กิ่งก้าน ราก ใบซึ่งไม่มียอดหรือช่อดอกติดมาด้วย สารสกัดที่มีสารแคนนาบิไดออลเป็นส่วนประกอบและต้องมีสารเตตราไฮโดรแคนนาบินอล ไม่เกินร้อยละ 0.2 โดยน้ำหนัก กากหรือเศษที่เหลือจากการสกัดกัญชาและต้องมีสารเตตราไฮโดรแคนนาบินอลไม่เกินร้อยละ 0.2 โดยน้ำหนัก เมล็ดกัญชง น้ำมันจากเมล็ดกัญชง หรือสารสกัดจากเมล็ดกัญชง กากหรือเศษที่เหลือจากการสกัดกัญชงและต้องมีสารเตตราไฮโดรแคนนาบินอลไม่เกินร้อยละ 0.2 โดยน้ำหนัก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับผู้สนใจปลูกกัญชา และกัญชง มีแนวทางดังนี้ กรณีกัญชากฎหมายไม่อนุญาตให้ประชาชนทั่วไปปลูกกัญชาได้ ผู้สนใจต้อง รวมกลุ่มเป็นวิสาหกิจชุมชน วิสาหกิจเพื่อสังคม หรือสหกรณ์การเกษตร โดยร่วมมือกับหน่วยงานของรัฐ เพื่อขออนุญาตปลูกกัญชา กรณีกัญชงสามารถยื่นขออนุญาตปลูก ณ สถานที่ปลูกตั้งอยู่ หากอยู่ที่กรุงเทพฯ ให้ยื่นที่ อย. หากอยู่ต่างจังหวัดให้ยื่นที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) ส่วนการนำเข้าเมล็ดกัญชงให้นำเข้ามาเพื่อใช้ในการปลูกเท่านั้น&amp;nbsp;
ทั้งนี้ รัฐบาลอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชน โดย อย. กำลังดำเนินการประสานงานกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดทำข้อมูลทางวิชาการการปลูกกัญชงเชิงพาณิชย์และอุตสาหกรรมและพิจารณาจัดตั้งตลาดกลางกัญชา กัญชง ให้เป็นศูนย์กลางรับซื้อรองรับและกระจายผลผลิตกัญชา กัญชงจากเกษตรกรรายย่อย ส่งไปยังภาคอุตสาหกรรมต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี ย้ำว่าให้ประชาชนดำเนินการตามกฎหมายให้ถูกต้อง เพราะหากปลูกกัญชาโดยไม่ได้รับอนุญาตจะมีความผิดต้องระวางโทษ จำคุกไม่เกิน 5 ปี และปรับไม่เกิน 500,000 บาท ถ้าเป็นการกระทำเพื่อจำหน่าย ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1 ปีถึง 15 ปี และปรับตั้งแต่ 100,000 บาท ถึง 1,500,000 บาท&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/97506</URL_LINK>
                <HASHTAG>กัญชง, กัญชา, รัฐบาลส่งเสริม, อนุชา บูรพชัยศรี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210309/image_big_6047398d0de6b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>96846</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/03/2021 10:04</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/03/2021 10:04</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สมอ.ลุยคลอดมาตรฐานกัญชงหนุนแข่งขันเชิงพาณิชย์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 มี.ค. 2564 นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กระทรวงได้เดินหน้าผลักดันนโยบายรัฐบาลในการพัฒนาอุตสาหกรรมสมุนไพรไทย โดยเฉพาะกัญชง ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจใหม่ ที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ทุกส่วนทั้งเปลือก ลำต้น เส้นใย กิ่งก้าน และราก โดยให้ถือเป็นวาระแห่งชาติในการฟื้นฟูเศรษฐกิจและช่วยเหลือเกษตรกร จึงได้สั่งการให้สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) เร่งรัดประกาศมาตรฐานสารสกัดจากกัญชง หลังจากที่บอร์ด สมอ. มีมติเห็นชอบมาตรฐานดังกล่าวเมื่อวันที่ 16 มี.ค. ที่ผ่านมา เพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ เช่น น้ำมันเมล็ดกัญชง สารสกัดกัญชง เปลือกกัญชง และแกนกัญชง ในการนำไปแปรรูปเป็นสินค้าประเภทยา อาหาร เครื่องสำอาง และสินค้าสมุนไพร เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการผลิตสารสกัดจากกัญชงให้มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน และสามารถแข่งขันได้ในเชิงพาณิชย์ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ผมได้สั่งการให้ สมอ. เร่งรัดจัดทำมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) สินค้าเกษตรแปรรูปจากสมุนไพรไทย โดยเฉพาะกัญชง ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจใหม่ ที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ทุกส่วน เพื่อขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาลในการพัฒนาสินค้าจากกัญชงให้มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน และสามารถแข่งขันได้ในเชิงพาณิชย์ อย่างเป็นระบบและยั่งยืน เป็นที่ยอมรับของผู้บริโภค และสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจแก่ประเทศ&amp;rdquo; นายสุริยะ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวันชัย พนมชัย เลขาธิการ สมอ. กล่าวว่า สมอ. ขานรับนโยบายรัฐบาล และกระทรวงอุตสาหกรรม โดยได้มีการจัดทำมาตรฐานสารสกัดจากสมุนไพรไทยตามศักยภาพและความต้องการของภาคอุตสาหกรรมแล้ว จำนวน 29 มาตรฐาน เช่น สารสกัดขมิ้นชันผง สารสกัดฟ้าทะลายโจรผง สารสกัดกระชายดำผง สารสกัดกระเจี๊ยบแดงผง และสารสกัดบัวบกผง เป็นต้น และอยู่ระหว่างดำเนินการอีก 18 มาตรฐาน เช่น น้ำมันหอมระเหยตะไคร้หอมไทย สารสกัดมะขามป้อม สารสกัดงาขี้ม่อน สารสกัดน้ำมันถั่วอินคา สารสกัดบุกบง และสารสกัดว่านหางจระเข้ผง เพื่อให้สินค้ามีคุณภาพ ได้มาตรฐาน และสามารถแข่งขันได้ในเชิงพาณิชย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับมาตรฐานสารสกัดจากกัญชง สมอ. ได้จัดทำมาตรฐานในชุดของกัญชงซึ่งมีด้วยกันทั้งหมด 6 มาตรฐาน เป็นมาตรฐานวัตถุดิบที่จะนำไปใช้ในอุตสาหกรรมต่อเนื่อง เช่น ยา เครื่องสำอาง อาหาร เครื่องดื่ม อาหารสัตว์ สิ่งทอ กระดาษ ยานยนต์ และวัสดุก่อสร้าง โดย 5 มาตรฐาน ดังนี้ 1. &amp;nbsp; น้ำมันเมล็ดกัญชง (มอก.3171-2564) 2.สารสกัดจากกัญชงที่มีปริมาณ CBD รวม ไม่น้อยกว่า 30 % โดยมวล (มอก.3172-2564) 3.สารสกัดจากกัญชงที่มีปริมาณ CBD รวม ไม่น้อยกว่า 80 % โดยมวล (มอก.3173-2564) 4.เปลือกกัญชง (มอก.3184-2564) และ5.แกนกัญชง (มอก.3185-2564) และอยู่ระหว่างดำเนินการอีก 1 มาตรฐาน คือ เส้นใยกัญชง คาดว่าจะประกาศใช้ในเร็วๆ นี้ นอกจากบอร์ดจะเห็นชอบมาตรฐานสารสกัดจากกัญชงแล้ว ยังเห็นชอบมาตรฐานสารสกัดน้ำมันกฤษณาอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ในการประชุมบอร์ด สมอ. ได้เห็นชอบมาตรฐานรวมทั้งสิ้น 64 มาตรฐาน ทั้งที่เป็นสินค้าแปรรูปจากสมุนไพร สินค้าทั่วไป และสินค้าที่ สมอ. เตรียมประกาศควบคุมอีก 9 รายการด้วย เช่น ขวดน้ำดื่มพลาสติก เก้าอี้นวดไฟฟ้า เครื่องฟอกอากาศ กล่องพลาสติกบรรจุอาหารสำหรับการอุ่น และการอุ่นครั้งเดียวในไมโครเวฟ กระทะโลหะและหม้อที่ใช้ความร้อนจากเตาโดยตรง ออกซิเจนทางการแพทย์ และไนทรัสออกไซด์ทางการแพทย์ เพื่อความปลอดภัยของประชาชน&amp;rdquo;นายวันชัย กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/96846</URL_LINK>
                <HASHTAG>กัญชง, พัฒนาอุตสาหกรรมสมุนไพรไทย, สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210127/image_big_6010faca7a744.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>96264</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/03/2021 20:04</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/03/2021 19:10</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;เจ้าสัวธนินท์&quot;มาเอง จับมือร่วมกับ &quot;ม.แม่โจ้&quot; วิจัยกัญชง หวังชิงเค้กตลาดอาหารสุขภาพระดับครัวโลก </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16 มี.ค.64- &amp;nbsp;นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ เป็นประธานและสักขีพยาน ในพิธีลงนามความร่วมมือทางวิชาการและความร่วมมือพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารจากพืชกัญชง ระหว่างเครือเจริญโภคภัณฑ์ กับมหาวิทยาลัยแม่โจ้ มี นายสุภกิต เจียรวนนท์ ประธานกรรมการเครือเจริญโภคภัณฑ์ และ บมจ.เจริญโภคภัณฑ์อาหาร และ รศ.ดร.วีระพล ทองมา อธิการบดี มหาวิทยาลัยแม่โจ้ เป็นผู้ลงนาม โดยมี นายอดิเรก ศรีประทักษ์ ประธานคณะกรรมการบริหาร นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร บมจ.เจริญโภคภัณฑ์อาหาร และนายสุเมธ ภิญโญสนิท ประธานคณะผู้บริหาร บจ.เจริญโภคภัณฑ์โปรดิ๊วส รวมถึงคณาจารย์จากมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ร่วมงานด้วย ณ อาคารซี.พี.ทาวเวอร์ ถ.สีลม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อตกลงความร่วมมือดังกล่าว เป็นไปตามนโยบายภาครัฐที่ต้องการส่งเสริมให้กัญชงเป็นพืชเศรษฐกิจ ช่วยเพิ่มรายได้และสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้เกษตรกร ตลอดจนสร้างเสริมสุขภาพที่ดีให้ประชาชน เครือเจริญโภคภัณฑ์ ซีพีเอฟ และมหาวิทยาลัยแม่โจ้ จึงร่วมมือกันวิจัยและพัฒนาองค์ความรู้ เพื่อให้ได้มาซึ่งสารสกัดกัญชงอันเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพของผู้บริโภคและนำมาเป็นส่วนประกอบของอาหารที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ถึงต้นทาง ทั้งสายพันธุ์ แหล่งเพาะปลูก และวิธีการปลูก ตอบโจทย์อาหารปลอดภัยสู่ &amp;quot;ครัวของโลก&amp;quot;ได้อย่างยั่งยืน โดยจะทำการวิจัยระบบมาตรฐานในการเพาะปลูก รวมถึงแนวทางการบริหารจัดการตลอดห่วงโซ่คุณค่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รศ.ดร.วีระพล ทองมา อธิการบดี มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ระบุว่า ความร่วมมือวิจัยพัฒนาที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ จะเกิดประโยชน์อย่างยิ่งในวงการการศึกษาของประเทศไทย ด้วยความชำนาญของทั้งมหาวิทยาลัยแม่โจ้ และความพร้อมของเครือเจริญโภคภัณฑ์ที่มีหน่วยงานด้านพืชครบวงจรเข้ามาร่วมกันพัฒนา ขณะเดียวกันก็มีหน่วยงาน RD Center ของซีพีเอฟซึ่งมีความพร้อมในการวิจัยพัฒนาอาหาร ช่วยต่อยอดห่วงโซ่คุณค่าให้ครบถ้วน อันจะเป็นส่วนสำคัญในการรองรับผลผลิตของเกษตรกรด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ม.แม่โจ้ ทำการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับกัญชงและกัญชา มาตั้งแต่ปี 2554 และมีความเชี่ยวชาญในการปลูกด้วยวิธีอินทรีย์ ปัจจุบันงานวิจัยพัฒนาพืชกัญชงและกัญชากำลังเป็นที่สนใจอย่างมาก แต่ไม่มีความร่วมมือใดที่จะครบถ้วนรอบด้านและมีความพร้อมเท่ากับความร่วมมือครั้งนี้ ผมมั่นใจว่าเราจะค้นพบสายพันธุ์ที่ดี มีเทคนิควิธีการปลูกที่ดี และใช้ประโยชน์จากพืชกัญชงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนตอบสนองการผลิตในอุตสาหกรรมอาหารได้อย่างเพียงพอ สร้างประโยชน์ต่อเกษตรกร ต่อผู้บริโภค และต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ&amp;rdquo; รศ.ดร.วีระพล กล่าว &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร CPF กล่าวว่า ซีพีเอฟตอบสนองนโยบายรัฐ และให้ความสำคัญกับสุขภาพและความปลอดภัยของผู้บริโภคเป็นอันดับหนึ่ง โดย CPF RD Center จะสร้างสรรค์นวัตกรรมอาหารที่เติมสารสำคัญจากพืชกัญชง ที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ถึงสายพันธุ์และแหล่งเพาะปลูก เพื่อตอบโจทย์สุขภาพและความปลอดภัยสูงสุดของผู้บริโภค&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;การวิจัยพัฒนาพืชกัญชงเป็นเรื่องท้าทาย ต้องอยู่ในกรอบของกฎหมายและปลอดภัยต่อผู้บริโภค เมื่อได้ร่วมมือกับ ม.แม่โจ้ ซึ่งมีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญ เชื่อว่าจะสามารถผลิตพืชกัญชงคุณภาพ ในปริมาณที่มากพอสำหรับการผลิตอาหารของซีพีเอฟ โดยอาหารสำเร็จรูปที่มีส่วนผสมของสารสกัดจากกัญชงซึ่งเป็นสารที่ดีต่อสุขภาพจะออกสู่ตลาดได้ภายในปีนี้ ขึ้นอยู่กับการประกาศของภาครัฐ&amp;rdquo; นายประสิทธิ์กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ พืชกัญชง เป็นพืชที่มีคุณค่าของสารสำคัญมากมาย อาทิ CBD ที่งานวิจัยในต่างประเทศพบว่ามีประโยชน์ต่อสุขภาพหลายด้าน ทั้งระบบประสาทและสมอง ระบบหัวใจ นอกจากนี้ยังมีสารกลุ่มเทอร์ปีนที่ช่วยผ่อนคลาย และสารกลุ่มฟลาโวนอยด์ที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ส่วนเมล็ดของพืชกัญชง มีคุณค่าทางโภชนาการสูงมาก เป็นแหล่งโปรตีนที่มีกรดอะมิโนจำเป็นต่อร่างกายครบถ้วน รวมถึง มีไขมันโอเมก้า 3,6,9 ซึ่งดีต่อร่างกาย นอกจากนี้กากเมล็ดกัญชงยังนำมาเป็นวัตถุดิบในการผลิตอาหารสัตว์ได้อีกด้วย &amp;nbsp;ความมหัศจรรย์ของกัญชงคือ เป็นพืชที่ดูดซึมสารอาหารจากดินได้ทั้งหมด ดังนั้นการควบคุมและระบบการจัดการเป็นเรื่องสำคัญ นอกเหนือจากสายพันธุ์ที่ต้องวิจัยและพัฒนามาอย่างดีเช่นกัน ทั้งนี้เพื่อให้ได้กัญชงที่ปลอดภัยที่สุด ซึ่งเป็นต้นน้ำของห่วงโซ่การผลิตอาหาร&amp;nbsp;ความร่วมมือในการวิจัยพัฒนากัญชงอย่างครบวงจรตั้งแต่สายพันธุ์ การเพาะปลูก ไปจนถึงการแปรรูปเป็นอาหารนี้ จะสร้างประโยชน์ให้เกษตรกรมีสายพันธุ์และเทคนิควิธีดูแลพืชอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการในวิถีอินทรีย์ และนำไปพัฒนาต่อยอดเป็นอาหารสำเร็จรูป จะเกิดประโยชน์อย่างยิ่งต่อห่วงโซ่การผลิตทั้งระบบเกษตรอุตสาหกรรมและอาหารของประเทศ ตอบโจทย์อาหารสุขภาพ ตอกย้ำวิสัยทัศน์ &amp;quot;ครัวของโลก&amp;quot; ได้อีกทางหนึ่ง.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/96264</URL_LINK>
                <HASHTAG>#เมนูกัญชา, กัญชง, ซีพีเอฟ, ธนินทร์ เจียรวนนท์, ม.แม่โจ้</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210316/image_big_60509f69cacd6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>94021</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/02/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/02/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กัญชงป๊อปปูลาร์ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในช่วงที่ผ่านมานี้หลายคนคงได้ยินข่าวเกี่ยวกับกระแสที่จะผลักดันให้ประเทศไทยมีการใช้กัญชาเสรี &amp;nbsp;แต่เชื่อว่ากว่าจะถึงขั้นตอนนั้นคงต้องผ่านกระบวนการกำกับดูแลอีกหลายอย่าง และเมื่อเปิดใช้แล้วก็คงไม่ได้สามารถจะซื้อขายได้ทั่วไป หรือแม้แต่วิธีการนำมาใช้จะต้องผ่านกระบวนการทางการแพทย์เท่านั้น ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าติดตามเป็นอย่างมาก ส่วนใหญ่ที่หวังว่าจะใช้เพื่อเสพ อาจจะยังไม่ได้ตอบโจทย์แน่นอน เพราะหากกฎหมายยังระบุว่ากัญชาเป็นพืชเสพติดแล้วล่ะก็ คงไม่สามารถใช้ได้ทั่วไป&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ในขณะที่รอกัญชาเสรีนั้น มีอีกหนึ่งสิ่งที่ประเทศไทยและในภาคอุตสาหกรรมโลกนั้นให้ความสนใจเป็นอย่างมากคือพืชตระกูลเดียวกับกัญชา หรือที่ถูกเรียกว่ากัญชง หลายคนอาจจะสงสัยถึงความเหมือนและแตกต่างกัน ซึ่งจริงๆ &amp;nbsp;แล้วทั้งสองอย่างนั้นใกล้เคียงกันมาก เพราะมีสารที่ออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทเช่นเดียวกัน แต่ความแตกต่างต้องลงลึกไปยังระดับพันธุกรรมเลยทีเดียว ซึ่งจะแบ่งตามปริมาณ สารที่ออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท นั่นคือ THC (delta-9-Tetrahydrocannabinol) ซึ่งถ้าต้นที่มีสาร THC น้อยกว่า 0.3% จะถือว่าเป็นกัญชง แต่ถ้ามีค่า THC สูงกว่านี้ถือว่าเป็นกัญชา &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และคุณสมบัติทางชีวภาพก็แตกต่างกัน เพราะกัญชงนั้นมีใบแคบเรียวและสีเขียวอ่อนกว่า มีลำต้นสูงและแตกกิ่งก้านน้อยกว่า ช่อดอกมียางน้อยกว่ากัญชา รวมถึงเส้นใยของต้นกัญชงยังมีคุณภาพดีกว่า ซึ่งเหมาะสมกับการใช้ในการถักถอได้ดี ด้วยเหตุนี้เองภาคอุตสาหกรรมการผลิตจึงได้นำคุณสมบัตินี้มาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ และกำลังเป็นที่นิยมอย่างมากทั้งในประเทศไทยและในต่างประเทศ ผนวกกับไทยเองได้มีการปลดล็อกให้ประชาชนขออนุญาตปลูกได้ เมื่อช่วงต้นปีที่ผานมา จึงทำให้ธุรกิจเกี่ยวกับกัญชงจึงมีแนวโน้มที่น่าสนใจ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยกระทรวงอุตสาหกรรมได้เคยเปิดเผยภาพรวมของตลาดโลกในอุตสาหกรรมกัญชง ซึ่งในปี 2562 มูลค่าการตลาดอยู่ที่ 4,600 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 140,000 ล้านบาท และคาดการณ์ว่าในปี 2025 มูลค่าการตลาดจะมีโอกาสเติบโตถึง 26,600 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 806,000 ล้านบาท ถือเป็นมูลค่าที่เพิ่มขึ้นกว่า 34% เฉลี่ยกว่า 5% ต่อปี &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยกันชงสามารถนำมาผลิตเชิงพาณิชย์ได้ทุกส่วน &amp;nbsp;โดยเฉพาะเมล็ด เมื่อสกัดแล้วจะได้ผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่ม เครื่องสำอาง อาหารสัตว์ ช่อดอกและใบ ผลิตเป็นเวชสำอางการแพทย์ อาทิ ยารักษาสิว ลำต้น บริเวณแกน ผลิตเป็นวัสดุก่อสร้าง ภาชนะสัมผัสอาหารแบบใช้ครั้งเดียว เปลือกลักษณะหยาบ ทำเป็นสิ่งทอหัตถกรรม เปลือกแบบละเอียด สามารถผลิตเป็นสิ่งทอกลุ่มแฟชั่น อาทิ กระเป๋าแบรนด์เนมชื่อดังของโลก และสามารถผลิตเป็นชิ้นส่วนยานยนต์ ชิ้นส่วนอากาศยาน โดรน เสื้อเกราะ เซิร์ฟบอร์ด และราก สามารถผลิตเป็นปุ๋ยธรรมชาติ และวัสดุก่อสร้าง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ผ่านมาจึงเห็นบริษัทเอกชนหลายแห่งหันมาทำธุรกิจกัญชงกันมากขึ้น อาทิ บริษัท ดีโอดี ไบโอเทค จำกัด &amp;nbsp;(มหาชน) ได้เตรียมยื่นใบอนุญาตตั้งโรงงานสกัดสารซึ่งช่วยยับยั้งการออกฤทธิ์ของ THC หรือเรียกว่า CBD(cannabidiol) เพื่อเดินหน้าเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์สารสกัดจากกัญชง ไม่ว่าจะเป็นสมุนไพรกัญชงและกัญชาเพื่อใช้ทางการแพทย์ รวมถึงสกัดเป็นน้ำมันจากเมล็ดกัญชง สกัดเป็นโปรตีนสูง และสกัดเป็นเปปไทด์ เป็นต้น &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รวมถึง บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) หรือ PTG ที่ได้เจรจากับพันธมิตรที่ได้ยื่นขอใบอนุญาตทำธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับกัญชงจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) แล้ว รวมไปถึงขอความร่วมมือกับวิสาหกิจชุมชนเพื่อปลูกกัญชงมารองรับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่างๆ สำหรับการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากกัญชง คาดว่าจะสามารถดำเนินการเพื่อจัดจำหน่ายได้ในปลายไตรมาส 2 หรือต้นไตรมาส 3 ปี 64 โดยผลิตภัณฑ์ทั้งหมดจะถูกนำไปวางจำหน่ายในร้านค้าในเครือของบริษัท &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จึงเห็นได้ว่ากัญชงนั้นเป็นพืชที่น่าจับตามองอย่างมาก ซึ่งหากในอนาคตประเทศไทยสามารถจับจุดเด่นและพัฒนาได้อย่างต่อเนื่องนั้น กัญชงอาจจะขึ้นมาเป็นพืชเศรษฐกิจอีกหนึ่งตัวเลยก็ว่าได้ และคงจะสามารถสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้กับผู้มีส่วนร่วมได้ทั้งกระบวนการ ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ณัฐวัฒน์ หาญกล้า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/94021</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจกไร้เงา, กัญชง, ณัฐวัฒน์ หาญกล้า, บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191229/image_big_5e088ef44eff8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>93731</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/02/2021 12:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/02/2021 12:18</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รัฐบาล​เอาจริงดันกัญชาเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
21​ ก.พ.2564 น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากที่รัฐบาลมีนโยบายเร่งด่วนผลักดันให้กัญชาและกัญชงเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญสามารถสร้างรายได้ให้กับเกษตรกร จนนำไปสู่การปรับปรุงกฎหมายและออกประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ระบุชื่อยาเสพติดให้โทษในประเภท5 พ.ศ. 2563 &amp;nbsp;มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 15 ธ.ค. 2563 ที่ผ่านมา กำหนดให้ส่วนของพืชกัญชาและกัญชง เฉพาะที่ได้รับอนุญาตให้ปลูก ผลิต หรือสกัดในประเทศไทย ไม่จัดเป็นยาเสพติดให้โทษนั้น &amp;nbsp;ปรากฏว่ามีประชาชนทั้งเกษตรกร และผู้ประกอบการแขนงต่างๆ ให้ความสนใจขอรับคำแนะนำมายังสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) ซึ่งเป็นหน่วยงานรับผิดชอบการอนุญาตเป็นจำนวนมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ รัฐบาลย้ำว่าประชาชนทุกครัวเรือนมีสิทธิปลูกกัญชาได้เพียงแต่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นั่นคือ ทั้งการปลูก สกัด และผลิต จะต้องขออนุญาตจาก อย. ตามพ.ร.บ.ยาเสพติด ฉบับที่ 7 ซึ่งกำหนดให้ผู้ที่จะขออนุญาตต้องเป็นหน่วยงานรัฐ สถาบันอุดมศึกษา วิสาหกิจชุมชน สหกรณ์ ผู้ประกอบวิชาชีพแพทย์ เภสัชกร แพทย์แผนไทย ซึ่งกลุ่มวิสาหกิจชุมชน สหกรณ์จะต้องร่วมกับหน่วยงานรัฐเพื่อขออนุญาต ซึ่งการยื่นคำขออนุญาตปลูกนั้น สามารถยื่น ณ สถานที่ปลูกตั้งอยู่ โดยหากอยู่ที่กรุงเทพฯ ให้ยื่นที่ อย. หากอยู่ต่างจังหวัดให้ยื่นที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ประชาชนมีสิทธิ์ปลูกกัญชาได้ผ่านการรวมตัวเป็นวิสาหกิจชุมชนและร่วมมือกับหน่วยงานรัฐ เช่นร่วมกับ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล(รพ.สต.) เพื่อขออนุญาตปลูกกัญชาโดยมีจุดประสงค์เพื่อใช้ในทางการแพทย์ ซึ่งเวลานี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ผลักดันให้เริ่มความร่วมมือรูปแบบนี้แล้ว ใน 46 จังหวัด ครอบคลุมประชาชนประมาณ 2,500 ครัวเรือน รพ.สต. 251 แห่ง ปลูกกัญชาไปแล้ว 15,000 ต้น โดยรัฐบาลคาดหวังว่าตั้งแต่นี้ไปทั้งกัญชาและกัญชงจะเป็นอีกหนึ่งพืชเศรษฐกิจหลัก ที่เป็นทางเลือกการสร้างรายได้และสร้างชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นให้กับเกษตรกร และเป็นพื้นฐานสำคัญของการผลิตสินค้าที่เป็นนวัตกรรมใหม่ๆ ในอนาคต&amp;rdquo; น.ส.ไตรศุลี กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ส่วนของกัญชาและกัญชงที่ไม่จัดเป็นยาเสพติดซึ่งสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้นั้น ได้แก่ เปลือก ลำต้น เส้นใย กิ่งก้าน และราก &amp;nbsp;ใบซึ่งไม่มียอดหรือช่อดอกติดมาด้วย สารสกัดที่มีสารแคนนาบิไดออล (CBD) เป็นส่วนประกอบ และมีสารเตตราไฮโดรแคนนาบินอล (THC) ไม่เกิน 0.2% โดยน้ำหนัก เมล็ดกัญชง น้ำมันจากเมล็ดกัญชง หรือสารสกัดจากเมล็ดกัญชง ซึ่งแต่ละส่วนสามารถใช้ประโยชน์ทั้งทางการแพทย์ เช่นใช้ในตำรับยาแผนไทย ผลิตภัณฑ์สมุนไพร อุตสาหกรรมยา อาหาร เครื่องสำอางตลอดจน เป็นเส้นใยใช้ในอุตสาหกรรมสิ่งทอ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ในแง่ของผู้สามารถใช้ประโยชน์นั้น ไม่ได้มีเพียงผู้ประกอบการเท่านั้นที่สามารถนำส่วนของกัญชา และกัญชงไปใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตผลิตภัณฑ์ต่างๆ แต่ประชาชนทั่วไปก็สามารถใช้ประโยชน์ได้ เช่นการนำไปประกอบอาหารในครัวเรือน หรือประกอบอาหารและเครื่องดื่มเพื่อขายในร้านอาหาร เพียงแต่ต้องเป็นผลผลิตจากผู้ที่ได้รับอนุญาตปลูกที่ถูกต้องตามกฎหมาย สามารถระบุที่มาของส่วนกัญชาหรือกัญชงได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สนใจสามารถตรวจสอบผู้ได้รับอนุญาตปลูกจากเว็บไซต์กองควบคุมวัตถุเสพติด สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือที่ https://www.fda.moph.go.th/sites/Narcotics/Pages/Main.aspx &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส. ไตรศุลี กล่าวว่า เพื่อสร้างความเข้าใจของสังคมต่อพืชกัญชาและกัญชง โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่ต้องการลงทุนในธุรกิจนี้ ให้เข้าใจถึงข้อกฎหมายและการสนับสนุนของภาครัฐ ในวันที่ 22 ก.พ. 2564 สถาบันกัญชาทางการแพทย์ จะจัดงาน ก้าวต่อไป กัญชา กัญชง สู่พืชสมุนไพรเศรษฐกิจ ที่สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข จังหวัดนนทบุรี เวลา 8.00 -14.00 น.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.สาธารณสุข จะเป็นประธานในงาน เพื่อให้นโยบายกับผู้บริหารและข้าราชการในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข เพื่อให้การขับเคลื่อนการส่งเสริมกัญชาและกัญชง แต่ละหน่วยงานเป็นไปในทิศทางเดียวกันด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/93731</URL_LINK>
                <HASHTAG>กัญชง, กัญชา, พืชเศรษฐกิจ, รัฐบาลสนับสนุนการปลูกกัญชา, ไตรศุลี ไตรสรณกุล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201215/image_big_5fd8868e9ab51.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
