<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>36384</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/05/2019 14:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/05/2019 14:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เคลื่อนขบวนเดินรณรงค์แก้กฎหมายกัญชา อ.เดชาชี้ชาวบ้านนับล้านต้องการใช้รักษาแต่เข้าไม่ถึง </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พระ-ผู้ป่วย-ประชาชนเคลื่อนขบวนเดินเท้ารณรงค์แก้กฎหมายดึงกัญชาออกจากยาเสพติด อ.เดชาชี้ชาวบ้านนับล้านต้องการใช้รักษาแต่เข้าไม่ถึง ดร.อาทิตย์วอนรัฐบาลปลดล็อค อดีตตำรวจเผยป่วยเป็นมะเร็งใช้จนอาการหายขาด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 พ.ค.62 - ที่บริเวณวัดป่าวชิรโพธิญาณ อ.โพทะเล จ.พิจิตร เครือข่ายภาคประชาชน 10 องค์กรประกอบด้วย มูลนิธิข้าวขวัญ มูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ มูลนิธิชีววิถี (BIOTHAI) มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน(ประเทศไทย) มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค มูลนิธิสุขภาพไทย มหาวิทยาลัยรังสิต เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก เครือข่ายกสิกรรมธรรมชาติ ขบวนการสร้างเสริมสุขภาพ(ขสช.)ประชาชน และเครือข่ายผู้ป่วย (Healthy Forum) ได้ร่วมกันจัดกิจกรรม &amp;ldquo;เดินเพื่อผู้ป่วย:กัญชารักษาโรค&amp;rdquo; โดยการเดินเท้าจากวัดป่าวชิรโพธิญาณ ไปถึงวัดบางปลาหมอ จังหวัดสุพรรณบุรี รวมระยะทาง 268 กิโลเมตร ซึ่งระหว่างทางจะมีเวทีบรรยายพิเศษและเสวนาให้ความรู้เกี่ยวกับนโยบายกัญชารักษาโรค โดยมีวิทยากรและผู้ทรงคุณวุฒิด้านต่างๆแสดงความจำนงเข้าร่วมอย่างคับคั่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ บรรยากาศที่วัดป่าวชิรโพธิญาณเป็นไปอย่างคึกคักตั้งแต่เช้า โดยมีพระสงฆ์และประชาชนหลายร้อยคนรวมถึงผู้ป่วยด้วยโรคต่างๆ โดยเฉพาะมะเร็งเดินทางมาร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ ซึ่งได้มีการถวายอาหารพระตั้งแต่เวลา 07.30 น. และรับพรจากพระก่อนเริ่มต้นเดินขบวน ซึ่งในวันแรกจะเดินเท้าไปตามถนนเป็นระยะทาง 15 กิโลเมตร จนกระทั่งเวลา 09.39 น.ขบวนเดินเท้าได้เริ่มออกเดินทาง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อาจารย์เดชา ศิริภัทร ประธานมูลนิธิข้าวขวัญ กล่าวว่า เป้าหมายหลักในการเดินครั้งนี้มีด้วยกัน 3 ประการคือ 1.ต้องการปรับเปลี่ยนกฎหมายปัจจุบันให้ดีขึ้นเพราะกัญชายังเป็นยาเสพติดอยู่ แม้จะผ่อนผันให้ทำยาได้แต่ขอบเขตจำกัดมาก ทำให้การผลิตและแจกจ่ายเข้าถึงผู้ป่วยได้น้อยมาก อย่างกรณีที่ตนดำเนินการอยู่ทำอย่างเต็มที่ก็สามารถแจกจ่ายได้ไม่เกิน 1 หมื่นคนต่อปี ขณะที่ผู้ป่วยที่ต้องการใช้ยาชนิดนี้มีมากกว่า 8 แสน - 2 ล้านคน ซึ่งในอนาคตน่าจะเพิ่มสูงขึ้นมากกว่า 10 ล้านคน ดังนั้นจึงควรปรับกฎหมายเพื่อให้ประชาชนได้เข้าถึงสมุนไพรชนิดนี้มากขึ้นโดยแยกกัญชาออกจากกฎหมายยาเสพติดก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.ต้องการให้ข้อมูลที่ถูกต้องต่อสาธารณชนก่อนว่ากัญชาไม่ใช่ยาเสพติด แต่เป็นยารักษาโรคซึ่งการใช้ที่ถูกต้องจะเป็นประโยชน์มากโดยเฉพาะการรักษาและแก้ไขปัญหาสุขภาพซึ่งมีราคาถูก สามารถลดค่าใช้จ่ายได้มากโดยเฉพาะลดการนำเข้ายาจากต่างประเทศ และ 3.ระดมทุนบริจาคเพื่อผลิตยาสำหรับแจกฟรี และหากยังทำไม่ได้มากก็ใช้ทุนก้อนนี้ในการรณรงค์ในการปรับกฎหมาย ซึ่งครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่จัดกิจกรรม และจัดครั้งเดียวอาจไม่เพียงพอ เพียงแต่เป็นการเริ่มต้น และมีอีกหลายเรื่องที่ยังต้องให้ความรู้โดยการอบรม จนกว่าจะบรรลุเป้าหมายซึ่งอาจต้องใช้เวลาหลายปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;หลังจากที่ผมศึกษาและทำเรื่องกัญชามา 6 ปี เริ่มจากทดลองใช้กับตัวเองก่อน แล้วใช้กับลูกศิษย์ สุดท้ายใช้กับสาธารณชน เราพบว่ากัญชามีประโยชน์มาก เราต้องการให้ทุกคนเข้าถึงกัญชาอย่างทั่วถึง อยากให้ทุกคนปลูกและสกัดได้เพื่อรักษาตัวเอง ในระดับชุมชนอยากให้มีการแจกจ่ายฟรีสมุนไพรชนิดนี้กับผู้ป่วยทุกอำเภอ คือมี 1 วัดในทุกอำเภอแจกจ่ายอย่างทั่วถึง เราอาจใช้พื้นที่ปลูกกัญชาอำเภอละ 10 ไร่ ซึ่งคาดว่ามีผู้ป่วยอำเภอละไม่เกิน 3 หมื่นคน หากทำได้ระบบสาธารณะสุขในบ้านเราจะดีขึ้นมาก ดีกว่าต้องพึ่งระบบสุขภาพของรัฐและเอกชนอย่างเดียว&amp;rdquo;อาจารย์เดชา กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประธานมูลนิธิข้าวขวัญ กล่าวว่าหลายโรคที่ใช้น้ำมันกัญชาหลายเกือบร้อยเปอร์เซ็น เช่น โรคไมเกรนซึ่งหายขาดแน่นอน ครั้งแรกที่ตนเริ่มทดลองใช้กับผู้ป่วย 147 คน ปรากฏว่าอาการดีขึ้นและหาย 142 คน นอกจากรักษามะเร็ง รักษาตาแล้วตนยังใช้หยอดหู และอีกโรคหนึ่งที่รักษาได้จริงคือโรคซึมเศร้าที่น่ากลัวกว่ามะเร็งซึ่งคนไทยเป็นกันมากแต่ไม่แสดงอาการ ส่วนมากมารู้ตัวตอนอาการระดับ 4 ซึ่งคิดอยากฆ่าตัวตายแล้ว เป็นโรคแห่งยุคสมัยยิ่งประเทศเจริญประชาชนยิ่งเครียดมากขึ้น ประเทศที่เจริญแล้วคนที่ฆ่าตัวตายจะมากกว่าการที่ถูกคนอื่นฆ่าซึ่งประเทศไทยกำลังเป็นเช่นนั้น ตนพบคนไข้คนหนึ่งที่นอนไม่หลับแม้จะกินยาจากแพทย์ก็ไม่หลับ แต่เมื่อกินน้ำมันกัญชาปรากฏว่าหาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เราพบว่าระบบที่รักษากัญชาไม่ได้รักษาโรคโดยตรง แต่รักษาทางอ้อม โดยการนอนหลับซึ่งสำคัญมากในการฟื้นฟูร่างกาย ซึ่งมีปัจจัยในการวัดคือ 1.นอน 6-10 ชั่วโมงซึ่งยานอนหลับทำได้แต่กัญชาทำได้ดีกว่า 2.ต้องหลับลึกอย่างน้อยร้อยละ 20 ของการหลับซึ่งยานอนหลับทำไม่ได้แต่กัญชาทำได้ 3.หลับแล้วฝันซึ่งกัญชาทำได้ 4.กัญชาช่วยนอนหายใจอย่างดี เพราะยิ่งอายุเยอะยิ่งหายใจไม่ได้ บางคนหยุดหายใจซึ่งเป็นอันตรายมากๆ แต่กัญชาได้ช่วยควบคุมการทำงานของสมองเต็มที่&amp;rdquo;อาจารย์เดชากล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อาจารย์เดชากล่าวว่า การนิรโทษกรรมผู้ที่ครอบครองกัญชาหมดตั้งแต่เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม ทำให้วันนี้ไม่มีการคุ้มครองแล้ว ตอนนี้ไม่มีใครปลูกกัญชาได้ยกเว้นภาครัฐทำเองหรืออนุญาตให้ใครปลูกซึ่งไม่เพียงพอ ทุกวันนี้เราแจกเกิน 10 กิโลกรรมอาจถูกตั้งข้อหารุนแรงว่าจำหน่ายยาเสพติดโดยไม่ต้องมีหมายศาลค้น ดังนั้นวันนี้กัญชายังเป็นยาอันตรายของกฎหมาย ซึ่งประชาชนไม่สามารถเข้าถึงได้ แม้วันนี้ทำได้แต่ก็แจกไม่ได้เพราะผิดกฎหมายต้องรอให้ อย.รับรองก่อน ซึ่งการจะแจกได้ต้องมีสถาบันวิชาการมาช่วยซึ่งมีเงื่อนไขเยอะ และผิดกฎหมายไปหมด สุดท้ายแม้มีกัญชามากมาย แต่หากจ่ายผ่านงานวิจัยเต็มที่ก็แจกได้ไม่เกิน 300 คนแต่คนไข้ที่มารับยากับตนอย่างน้อย 8,000 คน ซึ่งตอนนี้มีคนมาลงทะเบียนกว่า 20,000 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี กล่าวว่าประชาชนสามารถเข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้ได้โดย 1.เข้าร่วมกิจกรรมเดินรณรงค์ตามเส้นทางที่ได้ประกาศ แม้ขณะนี้จะปิดรับลงทะเบียนทางเพจเฟซบุคแต่สามารถลงทะเบียนได้ที่หน้างาน &amp;nbsp;2. เข้าร่วมฟังบรรยายเสวนาตามกำหนดการในเส้นทางแวะพัก 3.บริจาคเงินเพื่อสนับสนุนการผลิตยาแจกจ่ายแก่ผู้ป่วยที่มีความจำเป็นและไม่สามารถเข้าถึงยาได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4.ลงชื่อสนับสนุนการปลดกัญชาออกจากยาเสพติดเพื่อการแพทย์ เรียกร้องให้แก้กฎระเบียบและกฎหมาย เพื่อให้ผู้ป่วยเข้าถึงยากัญชาและหมอพื้นบ้านสามารถปลูก ปรุง และแจกจ่ายยาได้โดยปราศจากอุปสรรค 5.ลงชื่อเข้าร่วมโครงการวิจัยน้ำมันกัญชาเพื่อการรักษา 6. ร่วมแชร์ข้อมูลและข่าวสาร เดินเพื่อผู้ป่วยเพื่อสร้างความรู้และพลังซึ่งจะเป็นพื้นฐานของการเปลี่ยนแปลง ได้ทางเพจเฟซบุค เดินเพื่อผู้ป่วย cannabis walk Thailand &amp;nbsp;เพจปฏิวัติกัญชา เพจไบโอไท เพจมูลนิธิข้าวขวัญและเพจมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ ทั้งนี้จะมีการถ่ายทอดสด ทางเพจเฟซบุคเดินเพื่อผู้ป่วย Cannabis walk Thailand &amp;nbsp;และเพจสื่อเถื่อนตลอดการเดินเท้า20 วัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่เครือข่ายภาคประชาชนที่ร่วมจัดกิจกรรมครั้งนี้ได้ร่วมกันอ่านคำประกาศก่อนออกเดินว่า การมารวมตัวกันของประชาชนครั้งนี้เพื่อต้องการปลดกัญชาออกจากยาเสพติดเพื่อการแพทย์และยารักษาการป่วยไข้ที่เป็นสิทธิและศีลธรรมขั้นพื้นฐาน ซึ่งสืบทอดมายาวนานกว่า 300 ปี ดังปรากฏหลักฐานในตำราโอสถพระนารายณ์ โดยการเดินเพื่อผู้ป่วย คือการประกาศอิสรภาพของประชาชน ให้ประชาชนทุกคนสามารถเข้าถึงยาจากกัญชา และหมอยาพื้นบ้านตลอดจนบุคคลากรด้านการแพทย์และสาธารณสุขสามารถปลูก ปรุง และแจกจ่ายยากัญชาได้โดยปราศจากกฎระเบียบและกฎหมายขัดขวาง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภาคประชาชนระบุว่า ขบวนการเดินด้วยเท้าของสามัญชนคนเล็กคนน้อยครั้งนี้ มีเป้าหมายอันยิ่งใหญ่เฉกเช่นการเดินของมหาตมคานธี เพื่อเรียกร้องสิทธิการทำเกลือของประชาชนอินเดีย ซึ่งในที่สุดนำไปสู่การประกาศอิสรภาพของอินเดีย ในขณะที่เป้าหมายการเดินครั้งนี้เป็นไปเพื่อการเข้าถึงยา การคุ้มครองส่งเสริมการพึ่งพาตนเองในการรักษาพยาบาลของประชาชน ต่อต้านการผูกขาด และการออกกฎระเบียบหรือกฎหมายใดๆที่เอื้ออำนวยประโยชน์การใช้กัญชาทางการแพทย์แก่กลุ่มทุนหรือองค์กรใดองค์กรหนึ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยสิต ซึ่งร่วมเดินเท้า กล่าวว่า ประชาชนเดือดต้อนแสนสาหัส ซึ่งกัญชาสามารถรักษาโรคได้แต่ประชาชนเข้าไม่ถึงเพราะรัฐบาลยังกีดกันให้กัญชาเป็นยาเสพติดเราจึงต้องเดินด้วยเท้าเรียกร้องให้กัญชาออกจากยาเสพติดและเป็นสมุนไพรรักษาประชาชน อยากให้ผู้มีอำนาจเห็นใจประชาชนที่ป่วยยาก การเดินครั้งนี้แม้พวกเราจะป่วยและแก่เฒ่าแต่ก็ต้องการเรียกร้องให้รัฐบาลปลดล็อคครั้งนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อดีตตำรวจนายหนึ่งซึ่งเคยป่วยด้วยโรคมะเร็งและใช้น้ำมันกัญชารักษาจนหาย เปิดเผยว่าเมื่อปี 2556 แพทย์ตรวจพบว่าตนเป็นมะเร็งที่ตับและได้ผ่าตัดเอาเนื้อร้ายออก 2 ครั้ง แต่ปี2559 ตรวจพบว่ามะเร็งได้ลามไปที่ปอดจนต้องผ่าตัดอีก ต่อมาเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2562 เริ่มใช้น้ำมันกัญชาแบบเข้มข้นหยดใต้ลิ้น ปรากฏว่าเริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ครั้งแรกเพราะสามารถนอนหลับลึก และเมื่อครบ 1 เดือนไปตรวจพบเนื้อร้ายหายไป เช่นเดียวกับตุ่มที่ขึ้นบนแขนซึ่งเป็นอาการข้างเคียงของมะเร็ง เมื่อใช้น้ำมันกัญชาทาก็ยุบและหายไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เมื่อก่อนนอนตื่นมาก็ยังรู้สึกอ่อนเพลีย แต่พอใช้น้ำมันกัญชาตื่นนอนด้วยความสดชื่นเพราะได้หลับลึก ผมจึงเห็นด้วยที่รัฐควรจัดให้การรักษาด้วยกัญชาเป็นทางเลือกของประชาชน พอเวลาเหล้า-บุหรี่ไม่เห็นอธิบดีหรือผู้มีอำนาจต้องเซ็นให้ใช้ แต่พอกัญชาซึ่งเป็นสมุนไพรรักษาโรคกับต้องเซ็น ผมเชื่อว่าที่กัญชายังติดอยู่ในบัญชียาเสพติดทุกวันนี้เพราะทุนใหญ่ๆไม่ต้องการให้เป็นของประชาชน ผลประโยชน์มันมหาศาล&amp;rdquo; อดีตตำรวจรายนี้ กล่าว และว่า การที่จะทำให้กัญชาออกจากกฎหมายยาเสพติดได้นั้น ประชาชนต้องรวมตัวกันมากๆเพื่อกดดันรัฐบาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/36384</URL_LINK>
                <HASHTAG>กัญชารักษามะเร็ง, กัญชารักษาโรค, จังหวัดพิจิตร, ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์, มูลนิธิข้าวขวัญ, วัดป่าวชิรโพธิญาณ, อาจารย์เดชา ศิริภัทร, เดินเพื่อผู้ป่วย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190521/image_big_5ce3a21bdba26.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>33893</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/04/2019 11:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/04/2019 11:41</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชง &#039;บิ๊กตู่&#039; ตั้ง &#039;สภากัญชาฯ&#039; ให้เกษตรกรร่วมปลูกในนามสหกรณ์-วิสาหกิจชุมชน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 เม.ย.62 - ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ (สำนักงาน ก.พ.) นายวัฒนา โมสิกมาศ ประธานสภากัญชาแห่งประเทศไทย ยื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ผ่านศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ เพื่อขอบคุณที่นายกฯและสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เห็นชอบร่างแก้ไขประมวลกฎหมายยาเสพติด ให้กัญชาสามารถใช้ประโยชน์ในทางการแพทย์ได้อย่างถูกต้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ สภากัญชาฯยื่นข้อเสนอ ดังนี้ 1.ขอรับความสนับสนุนการจัดตั้งสภากัญชาแห่งประเทศไทย โดยให้ขึ้นตรงต่อสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นไปตามกฎหมายภายใต้รัฐธรรมนูญ 2.ขอให้เกษตรกรและประชาชนมีสิทธิร่วมลงทุนหรือปลูกกัญชาในนามสหกรณ์หรือวิสาหกิจชุมชนจำนวนหมู่บ้านละ 1-3 ไร่ในปีแรก 3.ขอรับความสนับสนุนการจัดตั้งศูนย์บำบัดและรักษาผู้ป่วยและผู้ป่วยมะเร็งด้วยกัญชาในทุกอำเภอของประเทศ และ 4.ขอให้จัดตั้งคณะกรรมการกัญชาแห่งชาติ เพื่อควบคุมและดูแลทั้งระบบ ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/33893</URL_LINK>
                <HASHTAG>กัญชารักษามะเร็ง, นายวัฒนา โมสิกมาศ, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ สำนักงานก.พ., สภากัญชาแห่งประเทศไทย, สภานิติบัญญัติแห่งชาติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190418/image_big_5cb7fee950d39.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>33365</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/04/2019 15:48</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/04/2019 15:45</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;อ.เดชา&#039; หมอพื้นบ้านเปิดใจแจกน้ำมันกัญชาช่วยผู้ป่วย เป็นเรื่องศีลธรรมที่ต้องทำ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 เม.ย.62 - เพจ BIOTHAI มูลนิธิชีววิถี โพสต์ข้อความคำแถลงอย่างเป็นทางการของอาจารย์เดชา ศิริภัทร ประธานมูลนิธิข้าวขวัญ หลังกลับจากการเดินทางไปต่างประเทศ กรณีการจับกุมการมีกัญชาทางการแพทย์ในครอบครอง&amp;nbsp;ว่า&amp;nbsp;ผมขอขอบคุณพี่น้องทุกท่านที่มาต้อนรับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ป่วยซึ่งแม้ป่วยไข้แต่ก็ยังเดินทางมาเพื่อเป็นประจักษ์พยานว่า การเข้าถึงยาจากกัญชาเป็นเรื่องสำคัญเพียงใด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมเสียใจที่ไม่สามารถเดินทางกลับมาก่อนหน้านี้ได้ ด้วยภารกิจที่องค์กรในประเทศลาวได้เชิญไปศึกษา เรียนรู้ แลกเปลี่ยนกับหมอสมุนไพรพื้นบ้านของลาว จึงไม่สามารถยื่นขอประกันตัว และเดินทางไปรับตัวคุณพรชัย ชูเลิศ เจ้าหน้าที่มูลนิธิข้าวขวัญออกจากที่คุมขังด้วยตนเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายเดชา กล่าวว่า ขอยืนยันว่าการแจกจ่ายน้ำมันกัญชาเพื่อรักษาผู้เจ็บป่วยโรคมะเร็ง พาร์กินสัน โรคข้อ ลมชัก และอื่นๆนั้นเป็นเรื่องศีลธรรมที่ต้องทำ เรื่องนี้อยู่เหนือกฎระเบียบล้าหลังใดๆ เพราะสิทธิของผู้ป่วยที่จะได้รับยาและการรักษาเป็นสิทธิพื้นฐาน และศีลธรรมพื้นฐานของเรา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม หลังจาก พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ ฉบับปรับปรุงแก้ไข มีผลบังคับใช้ในช่วงต้นปี 2562 เป็นต้นมา และเปิดโอกาสให้ &amp;ldquo;หมอพื้นบ้าน&amp;rdquo; สามารถยื่นขอนิรโทษกรรมการมีกัญชาเพื่อครอบครองทางการแพทย์ได้นั้น ก่อนการเดินทางไปประเทศลาวผมได้ทำหนังสือมอบอำนาจให้เจ้าหน้าที่ยื่นเรื่องขอนิรโทษกรรม แต่กลับมาถูกจับกุมเสียก่อนทั้งๆที่ยังอยู่ในระยะเวลา 90 วัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายเดชา กล่าวอีกว่า ตนเพิ่งทราบด้วยว่า หลังจากที่ตัวแทนของผมได้ยื่นต่อเจ้าหน้าที่ของกระทรวงสาธารณสุขเพื่อขอนิรโทษกรรมเมื่อวานนี้ แต่ได้รับการปฏิเสธ โดยอ้างว่าการยื่นขอนิรโทษกรรมต้องมีหลักฐานว่าได้ครอบครองกัญชา ซึ่งตำรวจได้ริบไปหมดแล้ว อีกทั้งอ้างว่าไม่มีหลักฐานยืนยันว่าผมเป็นหมอพื้นบ้าน ซึ่งจะได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย ทั้งๆที่มีหนังสือรับรองจากมูลนิธิสุขภาพไทยที่เป็นผู้ประสานงานเครือข่ายหมอพื้นบ้านทั่วประเทศ ได้แสดงหลักฐานยืนยันก็ตาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ขอยืนยันว่านอกเหนือจากการส่งเสริมเกษตรกรรมยั่งยืนที่ไม่ใช้สารเคมีใดๆและเป็นครูสอนการปรับปรุงพันธุ์ข้าวแล้ว ผมยังทำหน้าที่เป็นหมอพื้นบ้านในการแนะนำการใช้สมุนไพร การปลูกพืชที่มีคุณค่าทางอาหารและยา มานานกว่า 20 ปี ได้เขียนหนังสือเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้ในหนังสือ เทคโนโลยีชาวบ้าน หมอชาวบ้าน เป็นต้น เป็นประจักษ์พยาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กล่าวเฉพาะในช่วงกว่า 10 ปีมานี้ผมได้สนใจค้นคว้าทดลองยาจากกัญชามาโดยต่อเนื่อง ทั้งจากตำราต่างประเทศ ภูมิปัญญาท้องถิ่น และการทดลองใช้ด้วยตนเองและคนใกล้ชิด เมื่อเห็นว่าสามารถโรครักษาผู้คนได้จึงเริ่มแจกจ่ายยาจากกัญชาเพื่อหวังให้ผู้ป่วยเหล่านั้นพ้นทุกข์จากความป่วยไข้&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประธานมูลนิธิขวัญข้าว กล่าวว่า&amp;nbsp;ยืนยันว่าหมอพื้นบ้านทุกคนมีสิทธิที่จะได้รับอนุญาตให้มีการปรุงยาจากกัญชาเพื่อการรักษาผู้คน โดยในส่วนของผมเองนั้น ได้หารือในเบื้องต้นกับ ภญ.สุภาภรณ์ ปิติพร ในการทำงานร่วมกับโรงพยาบาลอภัยภูเบศร ซึ่งจะหาโอกาสแถลงข่าวร่วมกันอีกครั้งหนึ่งหลังจากนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ในวันพฤหัสบดีที่ 11 เมษายน ผมและทีมทนายความจะเดินทางไปแสดงตัวต่อสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ถนนดินแดง ในเวลาประมาณ 10.00 น. เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ หลังจากนั้นจะประสานงานกับเจ้าหน้าที่สถานีตำรวจในพื้นที่เพื่อกำหนดนัดหมายวันเข้าพบเพื่อรับทราบข้อกล่าวหาต่อไป&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในสุดท้ายนี้&amp;nbsp;ขอขอบคุณเป็นอย่างสูงต่อประชาชนเป็นจำนวนมากที่ได้บริจาคเงินผ่าน มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน(ประเทศไทย) มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค และมูลนิธิชีววิถี(BIOTHAI) ที่ได้ร่วมรณรงค์ #SaveDecha #SaveSong #RightToMedicne เพื่อเรียกร้องสิทธิในการเข้าถึงยากัญชาของประชาชน ซึ่งทราบว่าล่าสุดเกิน 1 ล้านบาทแล้ว สำหรับการขอประกันตัวคุณพรชัย ชูเลิศ และสำหรับการต่อสู้คดีของทั้งผมและคุณพรชัยต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขอขอบคุณคุณอนุทิน ชาญวีรกูล และผู้ที่ได้ประกาศสนับสนุนการต่อสู้คดี เช่น ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ที่ประกาศใช้ตำแหน่งของตนเพื่อประกันตัวผม รวมทั้งอดีตรัฐมนตรีบางท่านที่ไม่ประสงค์จะออกนามเตรียมใช้หลักทรัพย์ เพื่อใช้ในการประกันตัว เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันพุธที่ 10 เมษายน 2562
ท่าอากาศยานดอนเมือง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/33365</URL_LINK>
                <HASHTAG>#SaveDecha, กฎหมายกัญชา, กัญชารักษามะเร็ง, ครอบครองกัญชา, นายเดชา ศิริภัทร, มูลนิธิขวัญข้าว, สมุนไพรกัญชา, ไบโอไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190410/image_big_5cadaa1d7d6d5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>29095</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/02/2019 09:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/02/2019 09:14</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;อนุทิน&#039; ย้ำนโยบายปลูกกัญชาเสรีอยู่ภายใต้รัฐควบคุม มุ่งให้คนจนมีรายได้เพิ่ม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14 ก.พ.62 - นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงนโยบายพรรคภูมิใจไทย เรื่องการปลูกกัญชาเสรีว่า ความหมายของคำว่าเสรี ไม่ใช่ว่า จะปลูก จะขายกันเท่าไรก็ได้ แต่หมายถึง ประชาชนทุกคน มีโอกาสปลูกเพื่อเป็นช่องทางหนึ่งของการหารายได้ แต่ต้องอยู่ภายใต้การควบคุมอย่างเข้มข้นโดยการยาสูบแห่งประเทศไทยซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้เบื้องต้น พรรคภูมิใจไทย กำหนดให้หนึ่งครัวเรือนปลูกได้ 6 ต้นจะสร้างรายได้ปีละ 420,000 บาท&amp;nbsp; และรับซื้อโดยให้การยาสูบแห่งประเทศไทยเท่านั้น เมื่อเป็นไปตามนี้ เราจะสามารถจัดการในเรื่องของปริมาณ และคุณภาพได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;กัญชามีสรรพคุณในการรักษามะเร็ง ตรงนี้ คือข้อดีที่เราต้องคำนึงถึง เพราะทั้งโลกมีคนเจ็บปวดเพราะโรคนี้เป็นจำนวนมหาศาล มันถึงเวลาที่เราต้องใช้ประโยชน์จากกัญชาอย่างคุ้มค่า โดยเฉพาะในทางการแพทย์ ขณะเดียวกันเราต้องให้คนไทยได้ประโยชน์จากการปลูกพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ที่จะช่วยแก้ปัญหาปากท้องของพี่น้องประชาชน&amp;rdquo;หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายจุลภาส เครือโสภณ ทีมยุทธศาสตร์ภูมิใจไทย กล่าวว่า เราทำนโยบายตามความต้องการของหัวหน้าพรรค นายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่มองว่าพืชเศรษฐกิจดั้งเดิมหลายตัวราคาตกต่ำ จำเป็นต้องมีพืชเศรษฐกิจตัวใหม่เข้ามาแทนที่ ซึ่งส่วนตัวเดินทางไปที่สหรัฐอเมริกาพบว่าทางนั้นต้องการกัญชามาก เนื่องจากนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ได้หลากหลายชนิดทั้งยา อาหาร ใช้เพื่อการบันเทิงและทางการแพทย์ และเป็นที่ต้องการของตลาด โดยเฉพาะกัญชาไทยเขาต้องการมากที่สุดเพราะมีคุณภาพสูง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามหากเมืองไทยปลูกกัญชาได้อย่างเสรี โดยยึดแนวทางพรรคภูมิใจไทย ที่หากเข้าไปเป็นรัฐบาลจะแก้ไขกฎหมายต่างๆที่เป็นอุปสรรค เมื่อทำสำเร็จ มั่นใจจะสร้างความร่ำรวยให้แก่ชาวไทยอย่างแน่นอน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/29095</URL_LINK>
                <HASHTAG>กัญชารักษามะเร็ง, นายอนุทิน ชาญวีรกูล, นโยบายพรรคภูมิใจไทย, ปลูกกัญชาเสรี, หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190214/image_big_5c64cc5e6ad62.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>24752</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/12/2018 14:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/12/2018 14:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หมอมะเร็งยังไม่เชื่อกัญชารักษาโรคมะเร็งได้ การแก้กม.ควรทำลักษณะคลายล็อก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21ธ.ค.61-หมอมะเร็ง &amp;nbsp;ชี้ยังไม่มีข้อพิสูจน์น้ำมันกัญชามารักษาโรคมะเร็งได้จริง แค่ชลอลดอาการข้างเคียง แนะคลายล็อกกัญญามากกว่าปลดล็อกควบคุม โดย อภ และอย. เพราะต้องมีการศึกษามากกว่านี้ ยันสเต็มเซลล์ ยังรักษาโรคมะเร็งไม่ได้ ควรใช้ปลูกสร้างระบบเลือด ให้ผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับเคมีบำบัดจนระบบเลือดเสียไป ส่วนที่โฆษณาขายในตลาด 90% เป็นของปลอมไม่ใช่สเต็มเซลล์จริง บางยี่ห้อใส่สารที่ก่อมะเร็งด้วยซ้ำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ที่ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย มีการแถลงข่าว เรื่อง &amp;ldquo;แนวทางการใช้สเต็มเซลล์ในการรักษาดรคมะเร็ง และบทบาทของกัญชากับโรคมะเร็ง &amp;ldquo; โดย รศ.นพ.วิโรจน์ ศรีอุฬารพงศ์ อดีตนายกสมาคมมะเร็งวิทยาสมาคมแห่งประเทศไทยและหัวหน้าศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์โรคมะเร็งครบวงจร รพ.จุฬาลงกรณ์ กล่าวว่า ปัจจุบันหลายประเทศมีการเอากัญชามาใช้ทางการแพทย์มาก ประเทศไทยก็อยู่ระหว่างแก้กฎหมายและมีองค์การเภสัชกรรมได้ทำการพัฒนาอยู่ อย่างไรก็ตาม หากนำมาใช้สำหรับการรักษาโรคระบบประสาทอาจจะได้ผล แต่สำหรับโรคมะเร็งนั้นมีการเอามาใช้ในการลดอาการข้างเคียงจากเคมีบำบัด ลดอาเจียนได้ แต่ประสิทธิภาพก็ไม่ได้แตกต่างจากยาที่มีการใช้อยู่ในปัจจุบัน เพราะฉะนั้นถ้าเอาน้ำมันกัญชามาให้หมอมะเร็งใช้ส่วนตัวก็คงไม่ใช้ เพราะยังไม่คุ้นเคย ต้องมีการศึกษามากกว่านี้ไม่ใช่บอกว่าปลดล็อกกฎหมายแล้วใช้เลย และมองว่าเรื่องการแก้กฎหมายเอากัญชามาใช้นั้น ควรเป็นลักษณะการคลายล็อก ใช้และควบคุมโดยองค์การเภสัชกรรม และสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เหมือนมอร์ฟีน แต่ขณะนี้ป.ป.ส.เป็นผู้ควบคุมกัญชา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รศ.นพ.วิโรจน์ กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม สำหรับการนำกัญชารักษาตัวโรคมะเร็ง ก้อนมะเร็งนั้นยืนยันว่ามีการทดลองในห้องทดลอง แต่ไม่มีหลักฐานการเอามาใช้ในคนจริงๆ ไม่มีผลในการรักษามะเร็งแต่อย่างใด ในทางกลับกัน พอเลิกใช้ยังทำให้มีอาการอยากยา ปัญหาคือตอนนี้มีการพูดถึงกันมาก ทำให้ผู้ป่วยโรคมะเร็งไปหาน้ำมันกัญชาใต้ดินหยดโดยไม่มีความรู้ว่าต้องใช้ปริมาณเท่าไหร่ ซึ่งตนมีคนไข้หลายคนที่ญาติต้องหามมาพบแพทย์ด้วยอาการซึม ไม่รู้สึกตัว &amp;nbsp;บางคนบอกว่าใช้เพื่อลดความเจ็บปวด แต่ก็ไม่ได้ช่วย จะไม่รู้สึกเจ็บเพียงแค่ตอนหลับเท่านั้น ก้อนมะเร็งไม่ยุบ ไม่หาย พอได้รับการรักษามาตรฐานก็กลับมาใช้ชีวิตได้ ไม่ต้องหลับๆ ตื่นๆ เพราะฤทธิกัญชา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผศ.นพ.นิพัญจน์ อิศรเสนา ณ อยุธยา หัวหน้าศูนย์สเต็มเซลล์และเซลล์บำบัด คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงสเต็มเซลล์กับการรักษาโรคมะเร็งว่า การนำสเต็มเซลล์มาใช้ในโรคมะเร็งที่เป็นที่ยอมรับ เป็นการใช้สเต็มเซลล์เลือดปลูกสร้างระบบเลือดให้ผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับเคมีบำบัดจนระบบเลือดเสียไป ไม่ใช่ใช้สเต็มเซลล์ไปฆ่ามะเร็งโดยตรง ในทางตรงข้ามสเต็มเซลล์บางชนิดเป็นเซลล์พี่เลี้ยงที่ดี ทำให้เซลล์แพร่กระจายได้เกิดความเสี่ยงต่อผู้ป่วยแม้แต่ในหลอดทดลองก็ไม่เคยพบว่าสเต็มเซลล์มีฤทธิ์ในการฆ่าเซลล์มะเร็งได้ ทั้งนี้ สเต็มเซลล์แต่ละชนิดจะไม่เหมือนกัน สเต็มเซลล์จะมีน้อยมากในแต่ละระบบของร่างกาย อยู่ในที่เฉพาะและทำหน้าที่สร้างเซลล์เฉพาะ เช่น สเต็มเซลล์ในไขกระดูก ก็จะสร้างเลือด ไม่สามารถสร้างเซลล์สมองได้ เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;พูดได้เลยว่าคลินิกหรือสถานที่ต่างๆในเมืองไทยที่มีการโฆษณาว่ามีฉีดสเต็มเซลล์เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย แพทยสภารับรองการใช้สเต็มเซลล์เฉพาะการรักษาในระบบเลือดเท่านั้น แต่ที่นำมาใช้อ้างว่าเป็นสเต็มเซลล์ บอกเลยว่า 90%ปลอม ไม่รู้ว่านำอะไรมาฉีดให้นอกจากนี้ จากการที่ผมได้นำครีมที่อ้างมีสเต็มเซลล์เพื่อความงามต่างๆ มาส่องดู ไม่พบเซลล์สักตัว แต่กลับมีโปรตีนบางตัวที่อันตราย บางรายอาจถึงตาย รวมถึง มีสารกดภูมิคุ้มกัน ที่ฉีดแล้วอาจทำให้กระปรี้กระเปร่าแต่เป็นสารก่อมะเร็ง หรือมียาสเตียรอยด์ ฉีดแล้วมีผลเสียต่ออวัยวะในร่างกายเสื่อม เพราะฉะนั้นการฉีดสเต็มเซลล์แบบที่ยังไม่มีข้อมูลทางวิชาการรองรับ ไม่ควรเชื่อ ไม่ได้ประโยชน์และเสียเงินสูญเปล่า&amp;quot; ผศ.นพ.นิพัญจน์กล่าว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/24752</URL_LINK>
                <HASHTAG>กัญชารักษามะเร็ง, คลายล็อกกัญชา, นพ.วิโรจน์ ศรีอุฬารพงศ์, ปลดล็อกกัญชา, ผศ.นพ.นิพัญจน์ อิศรเสนา ณ อยุธยา, สเต็มเซลล์รักษามะเร็ง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181221/image_big_5c1c97b5562ef.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>7778</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/04/2018 19:21</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/04/2018 19:20</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ยาในตำนาน!&#039;หมอแสง&#039;แจกต่อ ลั่นทดลองในคนอีกแม้ผู้ป่วยติดเตียงตายแล้ว500ศพ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 เม.ย.- ที่กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ได้มีการหารือร่วมกัน เรื่องประสิทธิภาพสมุนไพรสูตรของนายแสงชัย ต่อการรักษาโรคมะเร็ง โดยมีนพ.ปราโมทย์ สเถียรรัตน์ รองอธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก นพ.ณรงค์ อภิกุลวณิช รองอธิบดีกรมการแพทย์ นพ.วีรวุฒิ อิ่มสำราญ ผอ.สถาบันมะเร็งแห่งชาติ นายแสงชัย แหเลิศตระกูล หรือหมอแสง และทีมนักวิจัยประสิทธิภาพสมุนไพรสูตรของนายแสงชัย ต่อการรักษาโรคมะเร็ง โดยเริ่มมีการหารือตั้งแต่ 09.00 น.ใช้เวลา 3 ชั่วโมง ไม่ให้สื่อมวลชน หรือผู้ใดเข้าร่วมรับฟังแต่อย่างใด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมาเวลา 12.00 น. นพ.ณรงค์ ให้สัมภาษณ์ว่า ทางกรมฯ ได้นำตัวอย่างสมุนไพรนายแสงชัยมาทดลองในลักษณะตัวยาที่มีความเข้มข้นต่างกัน แยกเป็นที่อยู่ในสารน้ำ ในเลือด และปริมาณที่มีความเข้มข้นสูงๆ ไปทดสอบในหลอดทดลองกับเซลล์มะเร็ง 7 แบบ คือ มะเร็งเต้านม 3 ชนิด มะเร็งตับ มะเร็งปอด มะเร็งลำไส้ และมะเร็งกระเพาะอาหาร ผลการทดลองในหลอดทดลองนั้นพบว่าตัวฤทธิ์ของสมุนไพรไม่สามารถยับยั้งเซลล์มะเร็งได้ ทั้งนี้ในเรื่องการเดินหน้าวิจัยในสัตว์ทดลอง และในคนต่อหรือไม่นั้นต้องมีการคุยกันพอสมควร เพราะหลายมุมมอง เท่าที่คุยกันในวันนี้คิดว่าคงต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่ง แต่ต้องเรียนว่าการดูแลแบบคู่ขนาน ทุกระยะ คิดว่าถ้าช่วยกันดูแลประชาชนน่าจะได้ประโยชน์สูงสุด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อยากบอกพี่น้องประชาชนว่าอย่ารักษาข้างใดข้างหนึ่ง โดยเฉพาะระยะต้นๆ ส่วนกลุ่มที่เป็นระยะท้ายๆ การมารับยานายแสงชัย เพื่อประคับประคองนั้นสามารถทำได้ &amp;nbsp;ซึ่งนายแสงชัยก็เห็นด้วย อย่างไรก็ตาม ในการทดสอบสมุนไพรของนายแสงชัยในเรื่องคุณภาพชีวิตนั้น พบว่าไม่มีความเป็นพิษ ดังนั้นการรักษาคู่ขนานน่าจะเป็นคำตอบที่ดีกับประชาชน ส่วนประเด็นว่าระหว่างนี้จะมีช่องทางในการขึ้นทะเบียนสมุนไพรสูตรของนายแสงชัย เป็นผลิตภัณฑ์สุขภาพใดตามกฎหมาย ซึ่งนายแสงชัยเองก็ได้สอบถามในประเด็นนี้เช่นกันก็ขอเรียนว่าคงยังไม่ได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายแสงชัย กล่าวว่า สิ่งที่กรมการแพทย์นำไปทดลองนั้น เป็นเพียงการวิจัยในหลอดทดลอง ซึ่งปรากฎว่าไม่มีผลในการยับยั้งเซลล์มะเร็ง แต่ไปอยู่ในตัวคนแล้วเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ถ้าเข้าร่างกายแล้วมันก็ไปตามเส้นเลือดไม่รู้จะรักษามะเร็งได้หรือไม่ ซึ่งกรมการแพทย์ก็บอกว่าคนที่พอมีฐานะ มีความรู้ กลัวจะเสียโอกาสก็ให้ไปให้แพทย์รักษา อย่าพยายามมากินสมุนไพรตัวนี้เลย ยืนยันว่าถ้าไม่มีการห้ามก็จะยังแจกสมุนไพรต่อไป เพราะเป็นความหวังของประชาชน จริงๆ แล้วถามว่าที่เราทำมา 10 กว่าปี ก็ย่ำอยู่กับที่ เปลี่ยนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทย อธิบดีกรมการแพทย์มากี่คนแล้ว สถาบันมะเร็งก็เปลี่ยนผอ.มาหลายคน แต่ของเรายาเป็นตำนาน ส่วนเรื่องสูตรจะขายให้ต่างชาติหรือไม่นั้นก็ไม่แน่ หากหมอไทยบอกไม่ได้ผล ซึ่งมีหมอจากเยอรมัน &amp;nbsp;รพ.จากอเมริกาเขาก็มาเฝ้าทุกระยะเพื่อติดต่อขอซื้อ แต่ยังไม่อยากขาย โดยจะไปแจกต่อที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ในวันที่ 2 พ.ค.นี้ &amp;nbsp;ทั้งนี้ในการชี้แจงต่อประชาชนนั้นประชาชนต้องการรู้แค่ว่าตนต้องการจะแจกยาต่อหรือไม่เท่านั้นเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามต่อว่าผลทดลองบอกไม่ได้ผลในการฆ่าเซลล์มะเร็ง ดังนั้นจะปรับกลุ่มการแจกสมุนไพรหรือไม่ นายแสงชัยตอบว่า ถ้าผู้ป่วยเขาพร้อมจะไปรับเราก็ให้ หรือถ้าเขาสะดวกก็ไปที่สถาบันมะเร็งซึ่งรักษาทุกระยะ ไม่มีไล่กลับบ้าน รับได้หมด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ยืนยันว่าผู้ป่วยที่มารับสมุนไพรนั้นไม่มีการทิ้งการรักษาแผนปัจจุบัน แต่คนป่วยที่หมดทางรักษาแล้วอยู่ในมือเราหลายพันคน ซึ่งสมุนไพรเราเองก็ไม่มีสูตรแยกว่าเป็นมะเร็งชนิดไหน มะเร็งคือไวรัสชนิดหนึ่งเราก็ฆ่ามันเท่านั้นเอง &amp;nbsp;ส่วนในเรื่องการขยายผลจริงๆ อยู่ที่ภาครัฐ ตนมีแค่หน้าที่ผลิต ซึ่งก็ทำมาตลอด แต่ก็บอกทุกครั้งว่าให้รักษาควบคู่กันไป ตนบอกตลอดว่าไม่ใช่หมอ แต่เป็นผู้แบ่งปันคนหมดหนทาง ไม่เป็นไร วันนี้กำลังการผลิตอยู่ที่ 4 แสนเม็ดต่อเดือน จะแจกต่อไปจนกว่าจะไม่ไหว ซึ่งคาดว่าเร็วๆนี้ สำหรับกรณีมีคนตั้งข้อสังเกตเรื่องว่าทำไมต้องมีการลงบันทึกประจำวันนั้นก็คงต้องไปถามคนที่ตั้งคำถามว่าคนที่ผ่าตัดในรพ. ทำไมต้องให้ญาติเซ็น คนจะตาย ตายแล้วไม่เดือดร้อนเราให้แค่นี้พอ พอแจ้งความแล้วตำรวจจะรู้ยอดคนจะได้ให้การดูแลได้ ที่มาของยา 6 เม็ด เพราะมันไม่พอเลยแบ่งจาก 10 เม็ดเหลือ 6 เม็ด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายแสงชัย บอกว่า ที่รัฐทำคือทดลองในหลอดทดลอง จะเอามาทดลองในคนไม่ได้ เพราะผิดจริยธรรม แต่ตนทำตายไปหลายคนแล้ว เพราะเราทดลองตามผู้ป่วยติดเตียง ตามบ้าน ตามวัดก็ตายประมาณ 300-500 คน ซึ่งผู้ป่วยติดเตียงที่ไม่มีทางรอด ญาติยอมเราก็ให้กิน อันนั้นคือคิดการใหญ่ใจต้องถึง มัวแต่ไปรอภาคส่วนรัฐที่ต้องรอทดลองในหลอดทดลองแล้ว สัตว์น้อย สัตว์ใหญ่ &amp;nbsp;ตนไม่เอาหรอก จะรักษาคน ไม่ได้รักษาสัตว์ ไม่ได้รักษาสัตว์ทดลอง ก็เลยเอาคนจริง ซึ่งก็ขออนุญาตญาติเขาแล้ว ไม่กังวลว่ามันเป็นการวิจัยในมนุษย์.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/7778</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก, กัญชารักษามะเร็ง, ฆ่าเซลล์มะเร็งไม่ได้, ผู้ป่วยติดเตียงตายแล้ว300-500 ราย, ยาในตำนาน, หมอแสง, แจกต่อ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180424/image_big_5adf2064b65e1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>6381</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/04/2018 18:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/04/2018 08:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ม.รังสิต วอนคสช.&quot;ปลดล็อก&quot;วิจัยสารสกัดกัญชากับมนุษย์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คณะเภสัชศาสตร์ ม.รังสิต เผยสารสกัดกัญชาเพื่อบำบัดโรคมะเร็ง ที่พัฒนาวิจัยขึ้นมา เป็นแบบสเปรย์พ่นปาก &amp;nbsp;ผ่านการทดลองในสัตว์เรียบร้อย &amp;nbsp;เหลือเพียงการทดลองในคน ที่อย.ยังไม่อนุญาต วอนคสช.ปลดล็อกให้ทำการวิจัยขั้นต่อไปได้ เพื่อไม่ให้ตำรับยาไทยโบราณ &amp;nbsp; ภูมิปัญญาตั้งแต่สมัยอยุธยา ได้ใช้ประโยชน์และได้รับการต่อยอด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันที่ 3 เม.ย.-ที่มหาวิทยาลัยรังสิต &amp;nbsp;มีการแถลงข่าว &amp;ldquo;ความคืบหน้าการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ตัวอย่างซึ่งสกัดจากกัญชา&amp;rdquo; โดยคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต วิจัยและพัฒนาตำรับสเปรย์ฉีดพ่นในช่องปากจากสารสกัดกัญชา สำเร็จแล้ว ขณะนี้กำลังอยู่ในระหว่างขั้นตอนการหารือกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เพื่อเตรียมข้อมูลสำหรับการขอขึ้นทะเบียนต่อไป &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดย รศ.ดร.ภญ.นริศา คำแก่น หัวหน้าทีมวิจัย กล่าวว่า ผลิตภัณฑ์นี้มุ่งเน้นไปที่การบำบัดอาการปวดจากโรคมะเร็ง ซึ่งมีอุบัติการณ์การเกิดโรคในประเทศไทยค่อนข้างมาก เพื่อลดอาการข้างเคียงเมื่อได้รับยาเคมีบำบัด นับว่าเป็นการช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตให้กับผู้ป่วยอีกทางหนึ่ง ผลิตจากสารสกัดจากกัญชา 2 ชนิด คือ สาร THC โดยงานวิจัยมีฤทธิ์ลดการเจริญเติบโตและลดการลุกลามของเซลล์มะเร็งทางเดินน้ำดี &amp;nbsp;สาร CBD ยังได้รับการยอมรับทางการแพทย์เพื่อนำมาใช้ลดอาการปวด อาการคลื่นไส้อาเจียน อาการแพ้จากการได้รับยาเคมีบำบัดและ ได้มีการจดทะเบียนและอนุญาตให้ใช้ได้ในหลายประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หัวหน้าทีมวิจัยกล่าวต่อว่า สารทั้ง 2 ชนิด ได้รับการขึ้นทะเบียนให้ใช้ในหลายประเทศ แนะนำให้ใช้ในผู้ป่วยมะเร็งระยะประคับประคอง ควบคู่ไปกับการรักษาทางการแพทย์แผนปัจจุบัน เพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิตและยืดเวลาการมีชีวิตรอดของผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้าย ซึ่งสำหรับประเทศไทยนั้น ม.รังสิตถือว่าเป็นที่แรกที่ได้รับอนุญาตให้มีการนำกัญชามาใช้และผลิต ขณะนี้ได้ผ่านการทดลองในหลอดทดลอง และแปรผลปรับอัตราส่วนมาใช้ในสัตว์ทดลองเรียบร้อยแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างการอนุญาตทาง อย.เพื่อขอขึ้นทะเบียน นำมาแปรผลและปรับอัตราส่วนเพื่อมาใช้วิจัยในมนุษย์ โดยคาดว่าจะใช้ระยะเวลา 1 ปี เช่นเดียวกับตอนที่ขอปรับสูตรเพื่อมาใช้ในสัตว์ทดลอง ทั้งนี้เนื่องจากผู้ป่วยมะเร็งมีข้อจำกัดมาก และสาร THC มีการออกฤทธิ์ให้มึนเมาก็ต้องมีการควบคุมเพื่อปรับสูตรมาใช้ในมนุษย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รศ.ดร.ภญ.นริศรา กล่าวอีกว่า เหตุผลที่เลือกเป็นสเปรย์ฉีดพ่นในช่องปาก เนื่องจากเมื่อเราฉีดพ่นสเปรย์เข้าไปสัมผัสกับเยื่อบุในช่องปาก ตัวยาสามารถดูดซึมได้ทันที ซึ่งแตกต่างจากยารับประทาน หากเราทานยาลง ตัวยาหรือสารสำคัญจะถูกสารในร่างกายทำลายได้ ดังนั้น ข้อดีที่เด่นชัดของยารูปแบบนี้คือ ตัวยาจะไม่ถูกทำลายที่ตับและออกฤทธิ์ได้เร็วกว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า มะเร็งเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญทั่วโลก และเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตอันดับ 1 ของประเทศไทย มีผู้เสียชีวิตปีละ 7-8 หมื่นคน มีการปนเปื้อนในอาหารมากขึ้นเป็นสาเหตุที่ทำให้พบมะเร็งมากยิ่งขึ้น โดยในปัจจุบันจะรักษาด้วยเคมีบำบัด ซึ่งจะทำลายเซลล์ดีไปด้วย ส่งผลข้างเคียงต่อชีวิตผู้ป่วย ซึ่งจากงานวิจัยพบว่ากัญชาจะทำลายเฉพาะเซลล์มะเร็ง &amp;nbsp;ทั้งนี้งานวิจัยในมนุษย์จะใช้เวลา 3-4 เดือน หากสำเร็จแสดงว่าจะเป็นการช่วยชีวิตมนุษย์ได้อย่างดี ซึ่งก็ต้องอาศัยการปลดล็อคจาก อย.ให้สามารถนำมาใช้วิจัยในมนุษย์ได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ศุภชัย คุณารัตนพฤกษ์ รองอธิการบดีฝ่ายการแพทย์และวิทยาศาสตร์สุขภาพ กล่าวว่าอย่างไรก็การขอขึ้นทะเบียนก็ไม่ได้ขอให้มีการเสพอย่างเสรี แต่ต้องการขอเพื่อให้นำมาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์เพื่อช่วยเหลือมนุษย์ได้ &amp;nbsp;ทั้งนี้ก็เข้าใจว่าหลายฝ่ายเกรงกลัวว่ากัญชาจะมีการแพร่หลาย และไม่มั่นใจในประสิทธิภาพ แต่จากการทดลองในสัตว์ทอดลองก็คิดว่าได้ผลเป็นอย่างดี ดังนั้น คสช.ก็ต้องเอื้อให้สามารถมาใช้ประโยชน์ในคนได้โดยการออก ม.44 &amp;nbsp;จะได้ทราบว่าจะได้ผลหรือไม่ &amp;nbsp;ซึ่งหาก คสช.กล้าจะปลดล็อก เพื่อนำไปสู่งานวิจัยในคน ซึ่งจากงานวิจัยคนทั่วโลกบอกแล้วว่ามีโอกาสรักษามะเร็งได้ จะทำให้เป็นประโยชน์และส่งผลต่อความเชื่อมั่นของประชาชนได้เป็นอย่างดี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้กัญชาที่มีการสกัดยังมีคุณภาพไม่เพียงพอ ดังนั้นก็ได้มีการขอพื้นที่ในการปลูกกัญชาในระบบปิด เพื่อปลูกกัญชาที่มีคุณภาพด้วย โดยขณะนี้ได้มีการขอให้มีการแก้ พ.ร.บ.ยาเสพติด ให้เปลี่ยนกัญชาจากยาเสพติดประเภทที่5 เป็ นประเภทที่ 2 &amp;nbsp;เพื่อให้สามารถนำมาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ได้ โดยขณะนี้ได้ผ่านกฤษฎีกา เหลือขั้นตอน สนช.พิจารณา ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาและการพิจารณากฎหมายอีกหลายตัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ คณบดีสถาบันแพทย์แผนบูรณาการและเวชศาสตร์ชะลอวัย ม.รังสิต กล่าวว่า จากข้อมูลที่ได้มีการหารือร่วมกับกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ซึ่งระดมนักสมุนไพรมาช่วยกันค้นว่า ประเทศไทยเคยใช้กัญชาในทางการแพทย์กี่ตำรับ พบว่า ค้นได้ 12 เล่มรวม 91 ตำรับ แสดงว่าเรามีความรู้ภูมิปัญญาวิธีการใช้กัญชามายาวนาน ตั้งแต่ก่อนสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช และมีบันทึกในยุคสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชด้วย มีการนำกัญชามาใช้ต่อเนื่อง จึงทำให้เห็นโอกาสว่าหากมีการปลดล็อกกฎหมายและนำมาใช้ในทางการแพทย์ได้ และกรมการแพทย์แผนไทยฯ ไม่ต้องมาเสียดายตำรับยาโบราณจำนวนมากที่ไม่สามารถนำมาใช้ได้ ที่สำคัญทำให้มีความหวังในการใช้ในการรักษาโรคต่างๆ มีผลิตที่ได้มาตรฐาน &amp;nbsp;ซึ่งถ้าไม่ปลดล็อกโทษจะเกิดกับผู้แอบใช้อย่างไม่ระมัดระวัง เกิดกับผู้ที่รอความหวังจะเป็นตำรับยารักษาโรคอื่นๆ อีกมากมายก็จะสิ้นหวังลง อย่างตำรับยาเบญจอำมฤตย์ที่กรมการแพทย์แผนไทยฯ ใช้ทดลองอยู่ที่โรงพยาบาลแพทย์แผนไทยยศเส ที่ไม่ได้ผลเพราะบางตำรับต้องมีกัญชาเข้าไปผสม.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/6381</URL_LINK>
                <HASHTAG>กัญชารักษามะเร็ง, กัญชาวิจัยในคน, คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต, ม.รังสิต, วอนคสช.ปลดล็อกวิจัยกัญชาในคน, วิจัยกัญชา, สารสกัดกัญชา, สเปรย์กัญชาใช้พ่นทางปาก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180403/image_big_5ac3678ee0f93.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
