<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>30517</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/03/2019 09:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/03/2019 09:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สรท. จี้ธปท. จัดการค่าบาทแข็ง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 มี.ค.2562 น.ส.กัณญภัค ตันติพิพัฒน์พงศ์ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) พร้อมทีมผู้บริหาร และคณะทำงาน สทร. ได้เข้าพบนายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อหารือถึงแนวทางการดูแลผลกระทบกับเศรษฐกิจและภาคธุรกิจนำเข้า-ส่งออก จากปัญหาค่าเงินบาทที่ปรับแข็งค่าขึ้นในช่วงปีนี้ และแนวทางในการดูแลอัตราแลกเปลี่ยน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สรท.ได้ขอให้ ธปท.ดูแลค่าเงินบาทให้เคลื่อนไหวในทิศทางเดียวกันกับภูมิภาค แต่หากอ่อนค่าลงได้มากกว่าภูมิภาค จะทำให้ผู้ส่งออกของไทยคลายความกังวลและช่วยให้สามารถบริหารต้นทุนได้ง่ายขึ้น&amp;rdquo; น.ส. กัณญภัค กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าค่าเงินบาทในปีนี้ยังมีความผันผวน จากค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ที่แข็งค่าและอ่อนค่า จากปัญหาส่งครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนที่ยังไม่มีความชัดเจน ซึ่งมีผลกระทบต่อการส่งออกของไทยตั้งแต้เดือน พ.ย. 2561 ให้ขยายตัวติดลบต่อเนื่อง จึงกังวลว่าการส่งออกปีนี้จะเติบโตต่ำกว่า 5% ตามที่ สรท.คาดการณ์ไว้ โดยจะต้องดูตัวเลขการส่งออกในไตรมาสที่ 1 ก่อนว่าเป็นอย่างไร แต่จะดูแลไม่ให้ติดลบ และจากนั้นจะทบทวนเป้าหมายการส่งออกของไทยในปีนี้ใหม่อีกครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ สรท. ยังยอมรับว่า ค่าเงินบาทตั้งแต่ต้นปีมีความเปลี่ยนแปลงเร็ว แต่ยังอยู่ในเกณฑ์ที่รับได้ เพราะต้องมองทิศทางในระยะยาวมากกว่าระยะสั้น ซึ่งหลังจากได้ข้อมูลจาก ธปท.แล้ว ก็เข้าใจ เพราะ ธปท.ดูแลหลายภาคส่วน และจะไปย้ำให้สมาชิกใช้เครื่องมือการทำประกันความเสี่ยงและให้ซื้อขายเป็นเงินสกุลท้องถิ่นเพื่อลดผลกระทบจากความผันผวนของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งปัจจุบัน ธปท.เปิดให้ทำการค้าขายต่างประเทศด้วยเงินสกุลท้องถิ่น 4 สกุล ประกอบด้วย หยวนของจีน, เยนของญี่ปุ่น, รูเปียห์ของอินโดนีเซีย และริงกิตของมาเลเซีย พร้อมกันนี้ยังต้องการเห็นประเทศในอาเซียนการค้าขายเงินสกุลของอาเซียนเองด้วย เพราะสัดส่วนการส่งออกสินค้าไปอาเซียนมีสูงเกือบ 25%&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/30517</URL_LINK>
                <HASHTAG>กัณญภัค ตันติพิพัฒน์พงศ์, ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย, ปัญหาค่าเงินบาท, ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.), วิรไท สันติประภพ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181004/image_big_5bb5c34bed91f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>26871</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/01/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/01/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เลือกตั้งเงินสะพัด8หมื่นล. 10ธุรกิจรับอานิสงส์ดันจีดีพี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หอการค้าไทยคาดเงินสะพัดช่วงเลือกตั้ง 8 หมื่นล้าน 10 ธุรกิจรับอานิสงส์ ดันจีดีพีขยับ 0.3% ชี้ถ้าได้รัฐบาลมีเสถียรภาพเชื่อเศรษฐกิจโตถึง 4.2% เอกชนประสานเสียงอยากเห็นเลือกตั้ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 17 มกราคม นางเสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวในงานสัมมนา &amp;quot;เศรษฐกิจไทยกับการเลือกตั้ง&amp;quot; จัดโดยสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจว่า ปี 2562 จะมีจุดเปลี่ยนสำคัญของประเทศไทย ก็คือมีการเลือกตั้งเกิดขึ้น เพื่อให้นโยบายและแผนงานต่างๆ เดินหน้า แต่ขณะเดียวกัน ต้องติดตามสถานการณ์ภาวะเศรษฐกิจโลกด้วย &amp;nbsp;ซึ่งหากดูภาวะเศรษฐกิจไทยทางศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ หอการค้าไทยได้ประเมินไว้ว่าอัตราการเติบโตเศรษฐกิจไทยในปีนี้จะเติบโตไม่ต่ำกว่าร้อยละ 4 โดยในช่วงไตรมาสแรกอาจชะลอตัวเล็กน้อย แต่ยังเชื่อว่าหากการเลือกตั้งออกมาอย่างไร โดยการลงทุนของภาครัฐและเอกชนเป็นตัวจักรสำคัญที่จะทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ทางศูนย์ประเมินว่าจะมีเงินสะพัดจากการเลือกตั้งทั้งเลือกตั้งในระดับประเทศและเลือกตั้งท้องถิ่นได้มากกว่า 80,000 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินสะพัดที่นำไปใช้ในการเลือกตั้งใหญ่กว่า 50,000 ล้านบาท ที่จะแบ่งเป็นการนำไปใช้ผ่านสื่อโฆษณาต่างๆ ผ่านกระตุ้นยอดค้าปลีก และอื่นๆ โดยอีก 30,000 ล้านบาท จะเป็นเงินสะพัดจากการเลือกตั้งระดับท้องถิ่น โดยเงินสะพัดในการเลือกตั้งครั้งนี้จะดันยอดจีดีพีของไทยได้ถึงร้อยละ 0.3
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ธุรกิจที่คาดว่าจะได้รับอานิสงส์จากการเลือกตั้ง ได้แก่ ธุรกิจการพิมพ์และการโฆษณา, การค้าส่งค้าปลีก, การจำหน่ายน้ำมัน, การผลิตกระดาษ, ภัตตาคารและร้านอาหาร, การผลิตน้ำมันปิโตรเลียม, การบริการทางด้านธุรกิจ, โรงแรมและที่พัก, การผลิตไฟฟ้า และการผลิตรถยนต์/รถจักรยานยนต์&amp;quot; นางเสาวณีย์ระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ปัจจัยสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งและพรรคการเมืองนั้น ต้องไปดูว่าหลังการเลือกตั้งแล้วการเมืองจะมีเสถียรภาพมากน้อยแค่ไหน ซึ่งหากเป็นไปในทิศทางที่ดี จะช่วยให้เศรษฐกิจไทยในปี 2562 ขยายตัวได้ถึงร้อยละ 4.2
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย กล่าวว่า การเลือกตั้งของไทยในครั้งนี้ถือว่าสำคัญอย่างมาก มีความคาดหวังในภาคธุรกิจอย่างสูง ที่อยากจะให้มีการเลือกตั้ง และทุกฝ่ายรับทราบว่ารัฐบาลชุดใหม่ที่จะเข้ามาจะเป็นรัฐบาลผสม และอยากเห็นแผนหรือนโยบายต่างๆ ให้เป็นนโยบายที่ต่อเนื่อง เพราะขณะนี้ความคาดหวังต่อระบบเศรษฐกิจไทย อยู่ที่แผนการลงทุนของภาคเอกชนแบบระยะยาวที่จะสร้างความมั่นใจ และพร้อมที่จะจัดทำแผนลงทุนได้ ดังนั้น หากไม่มีการเลือกตั้ง ยิ่งจะทำให้ระบบเศรษฐกิจมีปัญหาได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทยกล่าวว่า ปัจจัยเสี่ยงของเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันยังมีเรื่องของปัจจัยภายนอก เนื่องจากในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยมีการพึ่งพาเศรษฐกิจจากนอกประเทศมาก อย่างไรก็ตาม ปีนี้ยังเชื่อว่าเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาจะยังไม่เข้าสู่ภาวะถดถอย ดูได้จากตัวเลขการว่างงานที่อยู่ในระดับต่ำ การบริโภคที่ยังเติบโตได้ดี ขณะที่เศรษฐกิจจีนเชื่อว่าในปีนี้จะขยายตัวได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 6 ดังนั้นเมื่อเศรษฐกิจจีนและสหรัฐยังเติบโตได้ดี เชื่อว่าภาวะเศรษฐกิจโลกจะยังไม่เข้าสู่ภาวะถดถอย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.กัณญภัค ตันติพิพัฒน์พงศ์ ประธานสภาผู้ส่งออกทางเรือแห่งประเทศไทย ( สรท.) กล่าวว่า ภาคการส่งออกคาดหวังว่าไทยจะมีการเลือกตั้ง แต่เมื่อมีรัฐบาลแล้วภาคเอกชนอยากเห็นรัฐบาลมีเสถียรภาพมากขึ้น เพราะอยากให้มีการแก้ไขกฎหมายหลายฉบับ และกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อภาคการส่งออก และอยากให้ประเทศไทยเข้าไปอยู่ในกรอบการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ด้วย ที่ต้องฝากรัฐบาลชุดใหม่ รวมทั้งการดูแลค่าเงินบาทไม่ควรที่จะแข็งค่ากว่ากลุ่มอาเซียนด้วยกัน ซึ่งไทยค่าเงินบาทแข็งกว่าประเทศเพื่อนบ้านมากกว่าร้อยละ 10 ถือว่าแข็งค่ามากเกินไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวรวุฒิ อุ่นใจ ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย กล่าวว่า ภาคธุรกิจค้าปลีกไทยอยากเห็นการเลือกตั้ง เพราะหลายประเทศกำลังจับตาประเทศไทยอยู่ โดยเฉพาะภาคธุรกิจค้าปลีกที่หลายประเทศอยากเข้ามาลงทุนค้าปลีกในประเทศไทย และสิ่งสำคัญอยากให้รัฐบาลใหม่มีท่าทีการปรับเปลี่ยนในเรื่องของโครงสร้างภาษีต่างๆ ที่ไทยยังมีอัตราสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้าน หากโครงสร้างภาษีไทยมีการปรับลดลง เชื่อว่าจะอำนวยความสะดวกให้หลายประเทศเข้ามาลงทุน และเป็นการกระตุ้นการค้าและการท่องเที่ยวของไทยสูงขึ้น เม็ดเงินจะไหลเข้าประเทศได้อีกจำนวนมหาศาล.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/26871</URL_LINK>
                <HASHTAG>กัณญภัค ตันติพิพัฒน์พงศ์, ดร.เสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์, วรวุฒิ อุ่นใจ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, ไพบูลย์ นลินทรางกูร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190117/image_big_5c408ef5b00cd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
