<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>82385</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/10/2020 17:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/11/2020 09:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> ‘เสริมทราย’ป้องกันกัดเซาะชายฝั่ง  ชุบชีวิต&quot;หาดท่องเที่ยว&quot;แจ้งเกิดใหม่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ชายหาดจอมเทียน ก่อนเริ่มงานเสริมทรายป้องกันกัดเซาะชายหาด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ชายฝั่งของประเทศไทยมีความยาวกว่า 3,100 กิโลเมตร แต่พบว่า ชายหาดกว่า 830 กิโลเมตร เผชิญปัญหากัดเซาะชายฝั่งจนสภาพเสื่อมโทรม สาเหตุหลักเกิดจากธรรมชาติและน้ำมือมนุษย์ ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ อันตรายต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในพื้นที่ อีกทั้งกระทบการท่องเที่ยว เพราะนักท่องเที่ยวร้อยละ 90 เลือกท่องเที่ยวชายหาด นี่คือ ทรัพยากรธรรมชาติและต้นทุนท่องเที่ยวที่สำคัญ สร้างรายได้เข้าประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; กระทรวงคมนาคม โดยกรมเจ้าท่า เป็นหนึ่งในหน่วยงานที่มีภารกิจแก้ปัญหากัดเซาะชายฝั่ง ปัจจุบันมีคณะกรรมการนโยบายและแผนการบริหารจัดการทางทะเลและชายฝั่งแห่งชาติ มีรองนายกฯ เป็นประธาน ตั้งคณะอนุกรรมการบูรณาการแผนงานและโครงการแก้ปัญหา ล่าสุด กรมเจ้าท่าเดินหน้าต่อกับโครงการเสริมทรายชายหาดจอมเทียน แหล่งท่องเที่ยวชื่อดังของเมืองพัทยา เป็นแห่งที่สอง เริ่มตั้งแต่บริเวณครัวลุงไสวถึงซอยนาจอมเทียน 11 ความยาว 3,575 เมตร หลังนำร่องฟื้นฟูชายหาดพัทยาระยะทาง 2,800 เมตร ตั้งแต่ชายหาดพัทยาเหนือ บริเวณหน้าโรงแรมดุสิตธานี จนถึงชายหาดพัทยาใต้ บริเวณวอล์คกิ้ง สตรีท จนได้ชายหาดกลับมาสวยงามเหมือนเดิม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;วิทยา ยาม่วง อธิบดีกรมเจ้าท่า&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; วิทยา ยาม่วง อธิบดีกรมเจ้าท่า กล่าวว่า ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งในประเทศไทยมีมาโดยตลอด ทั้งฝั่งอ่าวไทยและฝั่งอันดามัน บางพื้นที่กัดเซาะ 5-10 เมตรต่อปี แล้วแต่บริบทและพลังคลื่นของแต่ละพื้นที่ กรมเจ้าท่ามีแนวทางแก้ปัญหาตั้งแต่กรณีฉุกเฉินเร่งด่วน พื้นที่ไม่ซับซ้อน จะออกแบบกำแพงป้องกันกัดเซาะชายฝั่ง ดำเนินการได้ทันที กรณีปัญหาซับซ้อนอยู่ในพื้นที่คุ้มครอง จะจ้างที่ปรึกษาเพื่อทำโครงการที่เหมาะสม จัดทำรายงานอีไอเอก่อนก่อสร้าง ส่วนกรณีชายหาดทรายที่เป็นแหล่งท่องเที่ยว ประสบปัญหากัดเซาะ ใช้วิธีเสริมทรายชายหาดดีที่สุดและเหมาะกับหาดแหล่งท่องเที่ยวของบ้านเรา&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับสภาพปัญหาการกัดเซาะชายหาดของหาดจอมเทียน อ.บางละมุง จ.ชลบุรี แหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ และมีชื่อเสียงมากแห่งหนึ่งของไทย วิทยากล่าวว่า จากรายงานการศึกษาและจัดทำแผนแม่บทแก้กัดเซาะชายฝั่งพื้นที่อ่าวไทยฝั่งตะวันออก โดยกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) ปี 2552 พบว่า ชายหาดจอมเทียนเผชิญปัญหากัดเซาะอย่างรุนแรงและต่อเนื่องเช่นเดียวกับชายหาดพัทยา ทำให้ชายหาดถดถอยและลดขนาดลงไปทุกปี&amp;nbsp; จนเหลือพื้นที่ทรายชายหาดจอมเทียนไม่เพียงพอรองรับจำนวนนักท่องเที่ยวที่มาพักผ่อนบนชายหาดได้ บางช่วงชายหาดเมื่อน้ำขึ้น ชายหาดจะจมอยู่ใต้ระดับน้ำทะเลทั้งหมด จะส่งผลต่อจำนวนนักท่องเที่ยวให้มีแนวโน้มลดลงในอนาคต หากปล่อยทิ้งไว้ไม่ถึง 10 ปี ชายหาดจอมเทียนจะไม่มีทรายเหลืออยู่เลย จึงมีโครงการเสริมทรายในระยะที่ 1 รวมกว่า 3.5 กิโลเมตร เริ่มวันที่ 29 พฤษภาคม 2563 ถึงวันที่ 15 พฤศจิกายน 2565 เมื่อเสร็จแล้ว จะเข้าสู่ระยะที่ 2 อีก 2.4 กม. เพื่อเสริมทรายต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;สภาพชายหาดจอมเทียนในปัจจุบัน พบกับปัญหากัดเซาะชายฝั่ง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อธิบดีกรมเจ้าท่า ระบุว่า ปี 2558 กรมเจ้าท่าได้จ้างสถาบันวิจัยทรัพยากรทางน้ำ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และคณะสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ดำเนินการศึกษาวางแผนแม่บทและสำรวจออกแบบการเสริมทรายชายหาดจอมเทียน เพื่อแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งในระยะยาว และสามารถฟื้นฟูสภาพชายหาดจอมเทียนให้กลับมาสวยงามดังเดิม พร้อมทั้งจัดทำรายงานการวิเคราะห์กระทบสิ่งแวดล้อมของโครงการนำเสนอ และขอรับการอนุมัติหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งการศึกษาโครงการเห็นชอบปี 2562 ก่อนว่าจ้างบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) ดำเนินโครงการงานเสริมทรายป้องกันการกัดเซาะชายหาดจอมเทียน ระยะที่ 1 พื้นที่โครงการอยู่ในเขตชุมชนหนาแน่น อีกทั้งเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียง ประกอบกิจกรรมหลากหลายประเภทในพื้นที่โครงการ เพื่อป้องกันและลดผลกระทบ และสอดคล้องตามมาตรการผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่ปรากฏในรายงาน คณะกรรมการกำกับ ดูแล และติดตามการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมในบริเวณพื้นที่ อ.บางละมุง และ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี จึงจัดประชุมสัมมนาระดับประเทศครั้งนี้ขึ้น&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo; หลังฟื้นฟูชายหาดจอมเทียนเสร็จ ชายหาดจะมีขนาดความกว้างเฉลี่ย 50 เมตร สวยงาม มีพื้นที่พักผ่อน เล่นกีฬาชายหาดได้มากกว่าเดิม ผลศึกษาพบว่าโครงการคุ้มค่า เงิน 1 บาทที่ลงทุนไป จะสร้างเม็ดเงินกลับคืนมาในระบบ 3.20 บาท สำหรับงานเสริมทรายนอกจากแก้ปัญหากัดเซาะชายฝั่ง ยังเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ เป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำหลบคลื่นลม การท่องเที่ยววิถีใหม่ชายหาดจะสร้างรายได้ให้ชุมชนและการท่องเที่ยวของประเทศ คาดหวังให้เสริมทรายชายหาดจอมเทียนเป็นต้นแบบชายหาดที่ยั่งยืน โดยมีแผนจะเสริมทรายชายหาดบางแสน ชลบุรี, ชายหาดชะอำ จ.เพชรบุรี และชายหาดเขาหลัก จ.พังงา ทุกพื้นที่ต้องศึกษาและออกแบบอย่างเหมาะสม กระทบสิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุด ส่วนฝั่งอันดามันตั้งแต่ระนอง สตูล ตรัง ก็มีปัญหากัดเซาะเช่นกัน&amp;nbsp; กรมเจ้าท่ามีบทบาทดูแลรักษาชายหาดจึงต้องดำเนินการในระยะต่อไป &amp;quot; วิทยา กล่าว &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชายหาดพัทยาที่กรมเจ้าท่าได้ดำเนินโครงการเสริมทรายระยะทาง 2.8 กม. จนสำเร็จหาดสวยงามกลับมา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้าน ศ.ดร.ธนวัฒน์ จารุพงษ์สกุล ผู้ออกแบบโครงการเสริมทราย กล่าวว่า โครงการก่อสร้างเสริมทรายป้องกันกัดเซาะชายหาด ข้อดีเป็นการเลียนแบบธรรมชาติ ใช้โครงสร้างน้อย และมีความยั่งยืน นอกจากป้องกันชายหาดยังเติมทรายให้ชายหาดใกล้เคียงเหมาะสมกับชายหาดเพื่อการท่องเที่ยว อย่างหาดไมอามี สหรัฐ หรือหาดสเปน กว่า 90% ใช้วิธีเสริมทราย วิธีนี้ช่วยฟื้นฟูทรัพยากรกลับมา แต่ข้อเสียไม่สามารถใช้แก้ปัญหาในทุกพื้นที่ได้เพราะค่าใช้จ่ายสูง ต้องดูแลเสริมทรายทุก 10 ปี ตามกรอบที่ออกแบบไว้ ใช้เวลาดำเนินการ 1-2 ปี ไม่สามารถนำข้อมูลจากการออกแบบในหาดหนึ่งไปใช้กับหาดอื่นๆ ได้ ต้องศึกษาออกแบบใหม่เฉพาะหาดเท่านั้น โครงการนี้สอดรับยุทธศาสตร์ที่ 2 และยุทธศาสตร์ที่ 5 ของแผนปฏิรูปประเทศ 20 ปี ด้านสร้างการเติบโตบนคุณภาพที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและการแก้ปัญหากัดเซาะชายฝั่งอย่างยั่งยืน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ศ.ดร.ธนวัฒน์ กล่าวว่า โครงการเสริมทรายหาดจอมเทียนมีความแตกต่างกับหาดพัทยา คือ ไม่มีแนวกระสอบทรายใต้ดิน ความกว้างที่ออกแบบไว้กว้างกว่าพัทยา ซึ่งพัทยากว้าง 35 เมตร ผ่านมา 1 ปีเพิ่มมาเป็น 40 เมตร&amp;nbsp; และมีพื้นที่แหล่งสำรองทรายชายหาด กรณีมีพายุเข้าจะมีสต๊อกทรายไว้ให้กับท้องถิ่นดูแลเสริมทรายได้&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo; ข้อควรระวังจะต้องแก้ไขปัญหาการระบายน้ำท่วมลงสู่ชายหาด เพราะเราไม่ได้ออกแบบการเสริมทรายไว้รองรับการระบายน้ำ ปัญหาเมืองพัทยา น้ำท่วมเมือง ระบายไม่ทัน จะระบายลงหาด ซึ่งในการออกแบบไม่ได้เผื่อเรื่องน้ำท่วม ทำให้อายุการใช้งานของหาดสั้นลง สิ่งที่ต้องแก้เร่งด่วนกรมเจ้าท่าต้องหารือกับเมืองพัทยาวางแนวทางแก้ปัญหา&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากนี้ ศ.ดร.ธนวัฒน์ ย้ำการเสริมทรายในครั้งต่อไปต้องดำเนินการโดยกรมเจ้าท่าเท่านั้น และไม่ควรอนุญาตให้ท้องถิ่นและประชาชนขอใช้พื้นที่จากการเสริมทรายผิดประเภท เช่น พื้นที่จอดรถ อาจจะมีปัญหาตามมาภายหลัง เพราะเป็นการถมทะเล หรือแม้กระทั่งการบุกรุกพื้นที่ชายหาดใช้ประโยชน์ กรมเจ้าท่าควรปักขอบเขตที่แน่นอนว่าบริเวณไหนเกิดจากโครงการเสริมทราย การมีโครงการต่างๆ กรมเจ้าท่าต้องดูแลและส่งมอบให้ท้องถิ่นบริหารจัดการต่อไป อย่างไรก็ตาม ตนเสนอเพิ่มว่า ในพื้นที่ที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจสูงก็ควรใช้วิธีเสริมทรายเช่นกัน ไม่เพียงหาดท่องเที่ยว เพราะเทคโนโลยีนี้สามารถพัฒนาต่อยอดได้ อนาคตเราอาจขายองค์ความรู้นี้ให้กับประเทศเพื่อนบ้าน ส่วนสถานการณ์กัดเซาะชายฝั่งในภาคตะวันออกแนวโน้มไม่ดีขึ้น บางพื้นที่รุนแรงขึ้น อีกทั้งพื้นที่ที่มีโครงสร้างป้องกัน ดูภายนอกเหมือนนิ่ง ไม่กัดเซาะแล้ว แต่ไม่ได้แปลว่าหยุด มีการกัดเซาะพื้นท้องน้ำ ดังนั้น วิธีที่ดีสุดคือการเสริมทราย&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;การประชุมสัมมนาระดับประเทศ กรมเจ้าท่ากับการท่องเที่ยววิถีใหม่ ชายหาดยั่งยืน เมื่อวันก่อน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เวทีสัมมนาระดับประเทศครั้งนี้เปิดให้ทุกภาคส่วนแสดงความคิดเห็นต่อโครงการเสริมทรายชายหาด ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ นักวิชาการด้านทะเลและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ชายหาดพัทยาอดีตพื้นที่หาดกว้างขวาง&amp;nbsp; แต่กัดเซาะชายหาดรุนแรงจนขนาดหาดติดกับพื้นที่ทางเดิน เมื่อมีโครงการเสริมทราย ตนจับตามองและเห็นว่า เกิดประโยชน์ ชายหาดกลับมา เป็นพื้นที่พักผ่อนของครอบครัว ชุมชน ช่วยฟื้นฟูแหล่งท่องเที่ยว สร้างรายได้ เหมือนเราได้สวนสาธารณะกลับมา จากที่เคยยับเยินในอดีต เมื่อทำแล้วคุ้มค่าก็เห็นด้วยในการขยายโครงการสู่ชายหาดจอมเทียน คิดว่าจะบรรเทาปัญหากัดเซาะ อย่างไรก็ตาม ยังมีกรณีหาดแสงจันทน์ จ.ระยอง ฝากให้กรมเจ้าท่าที่แก้ปัญหาด้วยการทำโครงสร้างแข็ง แต่หลังแนวกันคลื่นมีชายหาดทรายธรรมชาติ ซึ่งร้านค้าจับจอง แทนที่จะเป็นพื้นที่ชายหาดให้คนพักผ่อนทั่วไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดร.ธรณ์ยังชี้ข้อควรระวังว่า จุดดูดทราย แหล่งทรายบริเวณทิศตะวันตกของเกาะรางเกวียน ห่างจากหาดจอมเทียนบริวณเสริมทรายไปทางทะเล 15 กิโลเมตร ณ วันนี้การขุด ดูดทราย ตะกอนต่างๆ ยังไม่มีผลกระทบกับแนวปะการัง แต่จะต้องติดตามอย่างต่อเนื่อง หาดพัทยายาวจนถึงชายหาดจอมเทียน เป็นหาดท่องเที่ยวสำคัญ หลังโควิดจะมีนักท่องเที่ยวกลับมาเกือบ 10 ล้านคนต่อปี ฝากให้เตรียมพร้อมรองรับการท่องเที่ยววิถีใหม่ อยากเสนอให้กรมเจ้าท่าจัดทำโรดแมปที่ชัดเจน 5-10 ปี ในการพัฒนาพื้นที่ตะวันออก สร้างผลประโยชน์สูงสุด ลดผลกระทบให้มากที่สุด มนุษย์ได้ประโยชน์โดยกระทบธรรมชาติในระดับที่ยอมรับได้ ความยั่งยืนหมายถึง กิจการอยู่ได้ ธรรมชาติอยู่ได้และคนอยู่ได้ เพราะกิจกรรมทางเศรษฐกิจจะมากขึ้น ปริมาณนักท่องเที่ยวจำนวนมหาศาลจะเข้ามาเพิ่มขึ้นจากโครงสร้างพื้นฐานและการคมนาคมที่ลงสู่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot;ผมคิดว่า ตอนนี้เรายังมีปัญหา สภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่แค่ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น ทำให้เกิดปัญหากัดเซาะรุนแรงเท่านั้น แต่รวมคลื่นลมที่รุนแรงมากขึ้น พายุถี่ขึ้น อยากให้มองทิศทางแก้ไขปัญหาครบทุกมิติ &amp;quot; ดร.ธรณ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/82385</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมเจ้าท่า, กัดเซาะชายฝั่ง, นสพ.ไทยโพสต์, หาดจอมเทียน, หาดพัทยา, เสริมทรายชายหาด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201031/image_big_5f9d37468b64d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>68119</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/06/2020 13:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/06/2020 13:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หาดชะอำร่อแร่! &#039;ประธานมูลนิธิสืบฯ&#039; ชี้เหตุสารพัดโครงการยื่นลงทะเลกักตะกอน จุดชุมวิวชื่อดังแหว่ง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ศศิน&amp;rdquo;ประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ชี้เหตุหาดทรายเมืองเพชรหาย-สารพัดโครงการยื่นลงทะเลกักตะกอน ระบุจุดชมวิวชะอำสร้างขึ้นใหม่ไม่กี่ปีแต่กั้นทรายจนหาดด้านใต้แหล่งท่องเที่ยวชื่อดังแหว่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8 มิ.ย.63 - นายศศิน เฉลิมลาภ ประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการนโยบายและแผนการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งแห่งชาติ เปิดเผยภายหลังการลงพื้นที่ร่วมกันนายศักดิ์อนันต์ ปลาทอง นักวิชาการด้านวิทยาศาสตร์ทางทะเล มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เพื่อดูสถานการณ์การกัดเซาะชายฝั่งบริเวณชายหาดในจังหวัดเพชรบุรีเมื่อวันอาทิตย์ที่ 7 มิถุนายนที่ผ่านมาว่า ปัญหาในตอนนี้คือการขาดการจัดการชายหาดทั้งระบบ ตั้งแต่ศาลเจ้าแม่ทับทิมในอำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบฯจนถึงแหลมผักเบี้ยในอำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี โดยโครงการแรกที่ทำให้เกิดปัญหาคือสะพานหินชะอำของบริษัทชลประทานซีเมนต์ที่สร้างเพื่อให้เรือใหญ่เข้ามาขนปูนซีเมนต์โดยสะพานหินแห่งนี้ได้ถมหินเป็นสะพานยาวออกไปในทะเล ทำให้กักตะกอนทราย ส่งผลให้ชายฝั่งชะอำด้านเหนือไปจนถึงหาดเจ้าสำราญหายไปเป็นช่วงๆ และเจ้าของที่ดินแต่ละพื้นที่ต่างแก้ไขปัญหากันเอง บางรายเอาหินมาถม กลายเป็นฟันปลา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายศศิน กล่าวว่า ในส่วนของทะเลชะอำทางทิศใต้นั้น น่าเห็นใจที่ชายหาดหายไปโดยเฉพาะบริเวณหน้าโรงแรมรีเจนท์ชะอำ ซึ่งเป็นโรงแรมเก่าแก่ แต่ตอนนี้ชายหาดกลับหายไปเพราะการพัฒนาโครงการป้องกันชายฝั่งผิดพลาดของรัฐบาลในอดีต หลังพายุลินดาเมื่อกว่า 20 ปีก่อน โดยใต้หาดแห่งนี้คือที่ตั้งของอุทยานสิ่งแวดล้อมนานาชาติสิรินธร ซึ่งนักวิชาการและหน่วยงานราชการได้&amp;quot;ลองวิชา&amp;quot; เนื่องจากกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี่สมัยนั้น มีสำนักงานสิ่งแวดล้อมแห่งชาติเป็นหน่วยงานต้นเรื่องร่วมกับกรมเจ้าท่า ร่วมกันแก้ไขปัญหาการกัดเซาะ โดยทำแพ็คเก็จถมหินกันชายฝั่งอ้างป้องกันโบราณสถานอย่างพระราชนิเวศน์มฤคทายวัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;จริงๆ ทำอย่างเดียวก็พอแล้ว แต่นี่ใส่เกราะเสีย 4 ชั้น ซ่อมกำแพงเดิมของพระราชนิเวศน์ 1 ชั้น ทำลานหินทิ้งหน้ากำแพงเพื่อกันคลื่นเซาะฐานรากอีก 1 ชั้น สร้างคันดักทรายด้วยกองหินยื่นไปในน้ำ 8 คัน เพื่อดักทราย มาเป็นเกราะชั้นที่ 3 ที่นอกฝั่ง มีกองหินวางขนานฝั่งเพื่อกันคลื่นวิ่งหาฝั่งอีก 1 ชั้น ระบบป้องกัน 4 ชั้นนี้เกินความจำเป็นไปมาก แต่อ้างว่า เพื่อจะได้เป็นต้นแบบสำหรับประเทศไทยได้มาดูงานป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งของอุทยานสิ่งแวดล้อมนานาชาติฯ จะได้เอารูปแบบสัก1-2อย่างไปทำบ้าง กลายเป็นโชว์รูมการถมหินชายหาด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไอ้ที่ว่ามาทั้งหมดยังไม่ร้ายเท่าของแถมคือ เขื่อนกันทรายและคลื่นปากร่องน้ำ 4 แท่งยาวยื่นไปที่ปากคลอง 2 คลอง 2 ด้านของโครงการ แต่แรกก็ได้ยินว่าเพื่อให้ชาวบ้านเอาเรือมาจอดหลบคลื่นลม แต่พอเอาจริงบอกว่าเป็นพื้นที่ฝึกของตำรวจตระเวนชายแดน เขื่อนนี้ทำหน้าที่กั้นทรายที่จะปิดปากร่องน้ำเพื่อให้น้ำทะเลเข้ามาได้ตลอดปี เอาน้ำเค็มเข้ามาทำลายพื้นที่ดอนตะกาดทรายด้านใน เพื่อจะได้ทำโครงการให้คนมาช่วยกันปลูกป่าชายเลน กลายเป็นแปลงปลูกป่าที่น่าจะแพงที่สุดแห่งหนึ่งในโลกทีเดียว&amp;rdquo;นายศศิน กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายศศิน กล่าวอีกว่า ผลกระทบของโครงสร้างทั้งหมดคือกักทรายที่มากับกระแสน้ำเลียบฝั่งที่พัดขึ้นด้านเหนือไว้เกือบหมด โดยเฉพาะเขื่อนปากคลองที่เอาไว้ดึงน้ำเค็มมาปลูกป่า ทำให้ชายหาดด้านเหนือที่มีกระสอบขาดวิ่นอยู่ถูกกัดเซาะ ซึ่งกรมเจ้าท่าก็รู้ว่าผลกระทบเรื่องนี้มีแน่ ก็เลยมีของแถมสร้างเขื่อนกันคลื่นนอกฝั่งให้หมู่บ้านด้านเหนือที่ประชิดโครงการโดยชาวบ้านบางส่วนดีใจได้ประโยชน์ไว้จอดเรือ การกัดเซาะก็น้อยเพราะมีทรายงอกไปเชื่อมกองหินนอกฝั่ง เป็นอ่าวโค้งวงๆแบบแถวมาบตาพุด แต่นั่นยิ่งซ้ำเติมหาดด้านเหนือขึ้นไป เพราะทรายที่ควรจะเหลืออยู่บ้างที่จะไหลขึ้นเหนือก็ถูกกักอยู่เป็นทรายงอกหลังกองหิน 4 กอง ตัวอย่างที่ชัดเจนคือทรายงอกหน้าร้านอาหารชื่อดังแถวนั้นคือ ร้านปลา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการนโยบายและแผนการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งแห่งชาติ กล่าวว่าหลังจากนั้นจึงถึงคิวชายหาดหน้าโรงแรมรีเจนท์และโรงแรมอื่นๆที่ถูกกัดเซาะ โดยโรงแรมรีเจนท์ได้ขอความช่วยเหลือไปยังกรมเจ้าท่า ซึ่งเขาไม่อยากได้กำแพงหินเพราะเป็นหาดท่องเที่ยว โครงการ&amp;quot;เติมทรายก็บังเกิดขึ้นยาวไป 1 กิโลเมตร ราคากว่า 100 ล้านบาท แต่ไม่เติมทรายเฉยๆ เอาใส่กระสอบยักษ์ที่สมัยนั้นเราก็เพิ่งรู้จักว่าชื่อ บิ๊กแบ็ก แล้วเอาทรายกลบทับหน้า เมื่อเวลาผ่านไปทรายกลบได้หายไป กรมเจ้าท่าก็เอามาเติมใหม่ 1-2 ครั้ง แต่ทรายก็หายไปอีก แต่ที่ร้ายกว่านั่นคือกองบิ๊กแบ็กด้านเหนือสุดทำหน้าที่เหมือนกำแพงกันคลื่นจากหิน ทำให้กระแสน้ำเลี้ยวเบนเข้ากัดเซาะหาดด้านเหนือต่อไป ขณะที่ผ่านไป 4-5 ปี กระสอบก็เริ่มขาด และมีชาวบ้านบางส่วนเดินลงหาดไม่ได้เพราะมีตะไคร่ลื่น ก็ต้องมาเจาะเพื่อให้ลงได้ นักท่องเที่ยวบางส่วนลื่นล้มหัวแตก โรงแรมต้องเอาป้ายห้ามลงหาดติดไว้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายศศิน กล่าวว่า สำหรับชายหาดชะอำฝั่งด้านใต้ซึ่งขณะนี้กรมโยธาได้ว่าจ้างบริษัทเอกชนก่อสร้างบันไดคอนกรีต 8 ขั้นกันคลื่นนั้น เนื่องจากเกรงว่าการกัดเซาะจะรุนแรงถึงแนวต้นสนใหญ่ริมถนนเลียบชายหาด จริงๆแล้วปัญหาที่ทำให้ชายหาดบริเวณดังกล่าวหายไปเพราะเทศบาลได้สร้างจุดชมวิวยื่นออกไปในทะเลจึงทำให้กั้นตะกอนทรายที่มากับน้ำ ดังนั้นหากต้องการแก้ปัญหาจริงๆก็คือการรื้อจุดชมวิวออก ซึ่งจริงๆแล้วชายหาดชะอำตลอดแนวควรมีทรายถมเพิ่มขึ้นทุกปีเพราะสะพานกินช่วยดักทรายเอาไว้ แต่เมื่อสร้างจุดชมวิวเพื่อทำกิจกรรมต่างๆของเทศบาล ทำให้กักตะกอนทราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวถามว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเช่นนี้มีทางออกเยียวยาชายหาดอย่างไร นายศศิน กล่าวว่าต้องสร้างสภาวะสมดุลย์ให้ตะกอนทรายกลับคืนมา โดยกรมเจ้าท่าที่ดูแลร่องน้ำทรายที่สะสมมากๆมาไว้อีกฝั่งหนึ่ง หรืออาจจะต้องเสริมทรายอยู่เป็นระยะๆเพราะหาดชะอำเป็นแหล่งท่องเที่ยวระดับชาติ ดังนั้นการจะก่อสร้างใดๆควรปรึกษาวิศวกรชายฝั่งหรือผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญด้วย
&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/68119</URL_LINK>
                <HASHTAG>กัดเซาะชายฝั่ง, จังหวัดเพชรบุรี, ชายหาดชะอำ, นายศักดิ์อนันต์ ปลาทอง, มูลนิธิสืบนาคะเสถียร, ศศิน เฉลิมลาภ, โรงแรมรีเจนท์ชะอำ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200608/image_big_5eddd2b65684f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>15386</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/08/2018 16:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/08/2018 16:50</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กฟภ.เร่งซ่อมเสาไฟบนเกาะคอเขา คลื่นถล่มชายฝั่งเสียหายหนัก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14 สิงหาคม 61 - ผู้สื่อข่าวรายงานว่าทางเจ้าหน้าที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคสาขาตะกั่วป่า จังหวัดพังงา ได้นำเครื่องจักรเร่งเข้าซ่อมแซมเสาไฟฟ้าบริเวณบ้านปากเกาะ ต.เกาะคอเขา อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา ที่ถูกคลื่นขนาดใหญ่พัดข้ามเขื่อนหินเข้ากัดเซาะโค่นฐานจนเสาไฟล้มเอียง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในเบื้องต้นทางเจ้าหน้าที่ได้ทำการเจาะหลุมให้ลึกลงกว่าเดิมแล้วนำเสาปักลงไปใหม่และนำหินขนาดใหญ่อัดลงไปเพื่อให้ฐานเสาไฟให้มีความมั่นคงแข็งแรง โดยพบว่าช่วงนี้ในพื้นที่เกาะคอเขา อ.ตะกั่วป่า ได้ประสบปัญหาน้ำทะเลกัดเซาะชายฝั่งอย่างรุนแรง และได้กัดเซาะถนนคอนกรีตจนเป็นโพรงลึกตลอดแนวริมถนนสร้างความเสียหายหนักกว่าปีที่ผ่านมา เนื่องจากปีนี้ทางชาวบ้านได้เจอกับสภาพคลื่นลมแรงและมีน้ำทะเลหนุนสูง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสราวุฒิ ธนาเจริญสกุล นายอำเภอตะกั่วป่า กล่าวว่า ขณะนี้ทางจังหวัดพังงาได้เตรียมความพร้อมในการแจ้งเตือนภัยให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์ฝนตกหนัก คลื่นลมแรง พร้อมให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนันและผู้ใหญ่บ้าน แจ้งให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยให้ติดตามข่าวสารสภาพอากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยา ถึงสถานการณ์คลื่นลมแรงเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ และปฏิบัติตามคำแนะนำจากทางราชการอย่างใกล้ชิด โดยให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่เตรียมความพร้อมทรัพยากร เครื่องจักรกล และแผนปฏิบัติการเผชิญเหตุ รวมถึงกำลังเจ้าหน้าที่ให้มีความพร้อมปฏิบัติงาน อำนวยความสะดวก และให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัยตลอด 24 ชั่วโมง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/15386</URL_LINK>
                <HASHTAG>กัดเซาะชายฝั่ง, คลื่นลมแรง, จังหวัดพังงา, อำเภอตะกั่วป่า, เกาะคอเขา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180814/image_big_5b72a40002056.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>14701</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/08/2018 19:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/08/2018 12:08</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เปิดจุดอ่อนร่างรายงานคุณภาพสิ่งแวดล้อมปี 61  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;การจัดทำร่างรายงานสถานการณ์คุณภาพสิ่งแวดล้อมของประเทศที่ต้องนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้งเพื่อนำเสนอภาพรวมและข้อมูลสิ่งแวดล้อมสาขาต่างๆ&amp;nbsp;ที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชน&amp;nbsp;เพื่อให้ ครม.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้นำไปใช้ประกอบการตัดสินใจกำหนดนโยบายและการวางแผนการจัดการคุณภาพสิ่งแวดล้อมของประเทศได้อย่างทันท่วงทีและมีประสิทธิภาพ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพื่อความสมบูรณ์ในการจัดทำร่างฉบับนี้ สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมร่วมกับสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย&amp;nbsp;จัดการประชุมสัมมนารับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่อร่างรายงานสถานการณ์คุณภาพสิ่งแวดล้อม&amp;nbsp;พ.ศ.2561&amp;nbsp;รวบรวมความคิดเห็นและข้อเสนอเชิงนโยบาย ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการปรับปรุงร่างรายงานให้ถูกต้องก่อนนำเสนอต่อคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติและ ครม.ต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางสาวธนิรัตน์&amp;nbsp;ธนวัฒน์&amp;nbsp;นักวิจัยสถาบันสิ่งแวดล้อม กล่าวถึงร่างรายงานสถานการณ์คุณภาพสิ่งแวดล้อมพ.ศ.2561&amp;nbsp;ว่า&amp;nbsp;ได้รวบรวมข้อมูลในรายสาขา พบว่า สถานการณ์สิ่งแวดล้อมมีทิศทางที่ดีขึ้น&amp;nbsp;ประสิทธิภาพการใช้พลังงานดีขึ้น&amp;nbsp;อัตราการลดลงของพื้นที่ป่ามีแนวโน้มชะลอตัวลง&amp;nbsp;น้ำบาดาลที่ใช้มีเพียงพอกับความต้องการ&amp;nbsp;ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลดลง&amp;nbsp;ปริมาณ NO2 SO2 CO&amp;nbsp;และ&amp;nbsp;VOCs&amp;nbsp;ณ&amp;nbsp;บริเวณสถานีตรวจวัดอัตโนมัติคุณภาพอากาศยังอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน&amp;nbsp;สำหรับฝุ่นละอองขนาดเล็ก&amp;nbsp;พบว่าเกินค่ามาตรฐาน&amp;nbsp;ใน 14&amp;nbsp;จังหวัดที่มีจุดตรวจวัด&amp;nbsp;และการจัดการขยะมูลฝอยอย่างถูกต้องเพิ่มขึ้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับสถานการณ์สิ่งแวดล้อมที่น่าเป็นห่วงในปีนี้&amp;nbsp;ธนิรัตน์กล่าวว่า เรื่องดินที่มีปัญหาการชะล้างพังทลาย ปัญหาสภาพดินไม่เหมาะสมกับการเพาะปลูกที่เพิ่มขึ้น&amp;nbsp;สัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนลดลง ปริมาณน้ำท่าเฉลี่ยทั้งปีอยู่ในเกณฑ์น้อยและลดลง&amp;nbsp;การกัดเซาะชายฝั่งเพิ่มขึ้นและปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็ก&amp;nbsp;PM2.5, PM10, O3&amp;nbsp;ณ&amp;nbsp;จุดตรวจวัดส่วนใหญ่เกินมาตรฐาน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;สถานการณ์สิ่งแวดล้อมที่สำคัญ อย่างการทำป่าในเมืองเป็นโครงการส่งเสริมและการพัฒนาพื้นที่ป่า&amp;nbsp;โดยมีการจัดทำข้อเสนอแนะในการทำแผนแนวทางและคู่มือการปฏิบัติงาน&amp;nbsp;การเสริมสร้างศักยภาพของเจ้าหน้าที่&amp;nbsp;ส่วนเหมืองแร่ที่มีการบริหารจัดการ แผนแม่บทและกลไกในระดับต่างๆ&amp;nbsp;มีข้อเสนอแนะในการควบคุมกิจการเมืองแร่และการขนส่งเพิ่มระดับมาตรฐานมลพิษทางอากาศ&amp;nbsp;ในพื้นที่เสี่ยงมีการทบทวนการจัดสรรค่าภาคหลวงแร่แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เป็นต้น&amp;nbsp;ที่วิกฤติยังมีขยะในทะเล&amp;nbsp;ไทยถูกจัดให้เป็นประเทศที่มีขยะพลาสติกมากที่สุดอันดับที่&amp;nbsp;5&amp;nbsp;ของโลก&amp;nbsp;ข้อเสนอแนะในร่างนี้คือ ออกมาตรการห้ามและควบคุมการใช้บรรจุภัณฑ์ที่ย่อยสลายยาก&amp;nbsp;รณรงค์และคัดแยกขยะต้นทาง&amp;rdquo;&amp;nbsp;นักวิจัยสถาบันสิ่งแวดล้อมไทยกล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับข้อเสนอแนะในเชิงนโยบาย&amp;nbsp;ธนิรัตน์กล่าวถึงมาตรการเร่งด่วน&amp;nbsp;เป็นการพัฒนาระบบข่าวสารสิ่งแวดล้อม&amp;nbsp;เช่น&amp;nbsp;การรายงานคุณภาพอากาศหรือการปรับใช้เครื่องมือหลักในการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม&amp;nbsp;อย่างการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม&amp;nbsp;และการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ที่มีความอ่อนไหว&amp;nbsp;เช่น&amp;nbsp;ศาสนสถาน&amp;nbsp;แหล่งประวัติศาสตร์&amp;nbsp;โบราณสถาน&amp;nbsp;และพื้นที่ต้นน้ำ&amp;nbsp;พื้นที่ชายฝั่งหรือแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์หายากหรือใกล้สูญพันธุ์&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนมาตรการระยะยาว มีทั้งการส่งเสริมบริบทที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม&amp;nbsp;การป้องกันการใช้ทรัพยากรธรรมชาติเกินศักยภาพ&amp;nbsp;การรองรับของพื้นที่การศึกษาวิจัยพัฒนานวัตกรรมด้านสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจหมุนเวียน&amp;nbsp;การส่งเสริมการมีส่วนร่วมอย่างมีความหมายในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อม&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในเวทีแสดงความคิดเห็นครั้งนี้&amp;nbsp;นายสุรจิต&amp;nbsp;ชิรเวทย์&amp;nbsp;นักวิชาการอิสระ ประชาคมคนรักแม่กลอง&amp;nbsp;อดีตวุฒิสมาชิกจังหวัดสมุทรสงคราม&amp;nbsp;ให้ความเห็นว่า&amp;nbsp;การกำหนดร่างรายงานสถานการณ์สิ่งแวดล้อมคือข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย&amp;nbsp;แต่ในรายงานฉบับนี้เหมือนรายงานของหน่วยงานผู้ปฏิบัติ&amp;nbsp;ที่กล่าวถึงภารกิจ&amp;nbsp;พันธกิจและวิสัยทัศน์ของตนเอง&amp;nbsp;จริงๆ แล้วหากมีข้อมูลข้อเท็จจริงหรือตัวอย่างสถานการณ์สิ่งแวดล้อมที่ดีนำเสนอ มีการวิเคราะห์ผลที่เกิดขึ้น&amp;nbsp;เพื่อนำไปสู่การผลักดัน&amp;nbsp;จะเพิ่มน้ำหนักให้ร่างรายงานมากขึ้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;แต่ละรายสาขาสิ่งแวดล้อมมีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งที่ดีและไม่ดี&amp;nbsp;มีการแก้ไขปัญหาที่ได้ผลหรือยังไม่ได้ผล&amp;nbsp;จำนวนคดีเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมมีถึง&amp;nbsp;2,000&amp;nbsp;กว่าคดี&amp;nbsp;ทุกเหตุการณ์สามารถนำมาใช้วางกรอบการบริหารว่าควรไปทิศทางใด&amp;nbsp;หรือข้อบังคับกฎหมายใดควรแก้ไขให้ตรงกับปัญหาที่เกิดขึ้น&amp;nbsp;อย่างวิกฤติน้ำเสียไม่ได้กล่าวถึงเลย ซึ่งมีความสำคัญ&amp;nbsp;ต้องรวบรวมความเสียหาย ร่างฉบับนี้ไม่เหมือนกับยุทธศาสตร์ เป็นเพียงยุทธวิธี&amp;quot; นักวิชาการสิ่งแวดล้อมชี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางสาวลดาวัลย์&amp;nbsp;คำภา&amp;nbsp;ที่ปรึกษาด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพพูมิอากาศและการพัฒนาที่ยั่งยืน&amp;nbsp;สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ&amp;nbsp;กล่าวว่า ข้อมูลที่ถูกนำเสนอบ่งบอกว่าเป็นรายงานสถานการสิ่งแวดล้อม ปี&amp;nbsp;2561&amp;nbsp;แต่เมื่ออ่านจริงๆ แล้ว เป็นภาพรวมในปี&amp;nbsp;2560&amp;nbsp;มากกว่า&amp;nbsp;และยังขาดการวิเคราะห์ข้อมูลในรายสาขาต่างๆ&amp;nbsp;สิ่งที่ควรจะเพิ่ม เช่น ขยะ ซึ่งเป็นวาระแห่งชาติ&amp;nbsp;ควรระบุรายระเอียดมีความก้าวหน้าหรือมีการแก้ไขปัญหาอย่างไรบ้างแล้ว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;สหประชาชาติวางเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน เป้าหมายที่ 7&amp;nbsp;ด้านพลังงานสะอาด ทุกคนเข้าถึงได้&amp;nbsp;และเป้าหมายที่&amp;nbsp;11&amp;nbsp;เมืองและถิ่นฐานมนุษย์ที่ยั่งยืน&amp;nbsp;ซึ่งมีความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม&amp;nbsp;แต่ไม่ได้ถูกนำมาลงรายละเอียดในการทำร่างฉบับนี้&amp;nbsp;รวมถึงต้องหยิบยกกรณีศึกษาประเด็นสิ่งแวดล้อมที่น่าสนใจในแต่ละปีนำมาวิเคราะห์ร่วมกับข้อมูลเพื่อเพิ่มน้ำหนักให้ร่างนี้มากขึ้น&amp;rdquo;&amp;nbsp;ลดาวัลย์กล่าวทิ้งท้าย.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/14701</URL_LINK>
                <HASHTAG>กัดเซาะชายฝั่ง, ก่อสร้างระบบบำบัดน้ำเสียคลองด่าน, ขยะ, คุณภาพน้ำ, ฝุ่นพิษ, มลพิษ, ร่างรายงานสถานการณ์คุณภาพสิ่งแวดล้อมพ.ศ.2561, สุรจิต ชิรเวทย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180804/image_big_5b6592fcad518.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
