<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>83780</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/11/2020 09:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/11/2020 09:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>GULF โชว์ทำกำไรไตรมาส 3 สูงสุดเป็นประวัติการณ์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14 พ.ย. 2563 บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF รายงานผลการดำเนินงานประจำไตรมาส 3 ปี 2563 สิ้นสุด ณ วันที่ 30 กันยายน 2563 โดยมีกำไรจากการดำเนินงาน (Core Profit) เท่ากับ 1,325 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 34% QoQ เนื่องจากกลุ่มโรงไฟฟ้า SPP ทั้งจากกลุ่ม GMP และ GJP สามารถขายไฟฟ้าและไอน้ำให้ลูกค้าอุตสาหกรรมมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน โดยปริมาณการขายไฟฟ้าและไอน้ำให้แก่ลูกค้าอุตสาหกรรมในไตรมาส 3 มีการฟื้นตัวกลับมาอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงก่อนที่จะมีการแพร่ระบาดของ COVID-19 ประกอบกับต้นทุนค่าก๊าซธรรมชาติที่ลดลงจาก 261.41 บาท / ล้านบีทียู ในไตรมาส 2 ปี 2563 เป็น 235.22 บาท / ล้านบีทียู ในไตรมาส 3 ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นจากการขายสูงขึ้น จาก 23.1% ในไตรมาสก่อน เป็น 25.9% ในไตรมาสนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่ประเทศเวียดนาม ทั้ง 2 โครงการ และโครงการโรงไฟฟ้าชีวมวล GCG ยังมีปริมาณการขายไฟฟ้าเพิ่มขึ้นจากไตรมาส 2 ปี 2563 นอกเหนือจากผลประกอบการที่ดีขึ้นของโครงการที่กล่าวข้างต้น ในไตรมาสนี้ บริษัทฯ ยังได้รับเงินปันผลเป็นจำนวนรวม 360 ล้านบาท ซึ่งประกอบด้วยเงินปันผลจาก INTUCH จำนวน 295 ล้านบาท, SPCG จำนวน 62 ล้านบาท และ EDL-Gen จำนวน 3 ล้านบาท ทำให้บริษัทฯ บันทึก core profit สูงเป็นประวัติการณ์ สำหรับกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่ เท่ากับ 970 ล้านบาท เนื่องจากรับรู้ผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน จาก 31.0658 บาท / ดอลลาร์สหรัฐ ในไตรมาส 2 ปี 2563 เป็น 31.8258 บาท / ดอลลาร์สหรัฐ ในไตรมาสนี้ ซึ่งขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนดังกล่าวเป็นเพียงการบันทึกรายการทางบัญชี และไม่มีผลกระทบต่อกระแสเงินสดและผลประกอบการของบริษัทฯ แต่อย่างใด

เมื่อเทียบไตรมาสเดียวกันของปีก่อน core profit ดีขึ้น 33% YoY ซึ่งปัจจัยหลัก ๆ มาจากเงินปันผลที่ GULF ได้รับจากการไปลงทุนในหุ้นสามัญ INTUCH, SPCG และ EDL-Gen และผลประกอบการของกลุ่มโรงไฟฟ้า GJP ที่ดีขึ้น มาจากปริมาณการขายไฟฟ้าให้ กฟผ. ของ 7 SPPs ที่เพิ่มขึ้นจาก 1,036 กิกะวัตต์-ชั่วโมงในไตรมาส 3 ปี 2562 เป็น 1,146 กิกะวัตต์-ชั่วโมงในไตรมาส 3 ปี 2563 นอกจากนี้ 7 SPPs ยังมีปริมาณการขายไอน้ำให้แก่ลูกค้าอุตสาหกรรมที่เพิ่มขึ้นจาก 60,323 พันตันในไตรมาส 3 ปี 2562 เป็น 72,393 พันตันในไตรมาสเดียวกันปีนี้อีกด้วย ประกอบกับในไตรมาส 3 ปี 2562 ได้มีการหยุดซ่อมบำรุงรักษา (C-inspection) ของโรงไฟฟ้า SPP ในกลุ่ม GJP จำนวน 3 โรง ได้แก่ โครงการ GKP2, GNLL และ GNK2 ในขณะที่ในไตรมาส 3 ปีนี้ มีโรงไฟฟ้า SPP ภายใต้กลุ่ม GMP 1 โรง ได้แก่ โครงการ GTS2 ที่มีการหยุดซ่อมบำรุง (B-inspection) เป็นเวลา 17 วัน

นางสาวยุพาพิน วังวิวัฒน์ กรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ในเดือนกันยายนที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้มีการเพิ่มทุนโดยการเสนอขายหุ้นสามัญที่ออกใหม่ ให้แก่ผู้ถือหุ้นสามัญเดิมตามสัดส่วนการถือหุ้น (Rights Offering) จำนวน 32,000 ล้านบาท ซึ่งทำให้อัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (Net Interest-Bearing Debt to Equity) ลดลงเหลือ 1.35 เท่าในไตรมาสนี้ ส่งผลให้ศักยภาพในการขยายการลงทุนและขยายธุรกิจในอนาคตได้อีกประมาณ 100,000 &amp;ndash; 110,000 ล้านบาท ซึ่ง GULF ยังมองโอกาสในการขยายธุรกิจไปภูมิภาคอื่น ๆ เช่น ในทวีปยุโรป เอเชีย และสหรัฐอเมริกา โดยมุ่งเน้นการลงทุนในธุรกิจพลังงานหมุนเวียนทั้งโครงการ Greenfield และโครงการที่เปิดดำเนินการแล้ว รวมถึงการเข้าซื้อกิจการใหม่ ๆ โดยจะเน้นโครงการที่เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์แล้วเพื่อที่จะได้รับรู้รายได้และกำไรเข้ามาในงบการเงินทันที

นอกจากนี้ ณ สิ้นไตรมาส 3 ปี 2563 บริษัทฯ มีกำลังการผลิตตามสัดส่วนการถือหุ้น (Equity MW) เท่ากับ 2,959 เมกะวัตต์ เมื่อเทียบกับ 2,701 เมกะวัตต์ในไตรมาส 3 ปี 2562 หรือเพิ่มขึ้น 258 เมกะวัตต์ ซึ่งมาจากการเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ของโครงการโรงไฟฟ้าชีวมวล GCG ในเดือนมีนาคม 2563 และการเข้าลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมในทะเล BKR2 ที่ประเทศเยอรมนี (กำลังการผลิตติดตั้ง 465 เมกะวัตต์) ซึ่งได้โอนหุ้นไปเรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2563 และจะเริ่มรับรู้รายได้และกำไรเต็มไตรมาสในไตรมาส 4 ปี 2563 โดยในปี 2564 บริษัทฯ คาดว่าจะรับรู้รายได้จากโครงการดังกล่าวประมาณ 6,000 ล้านบาท ทั้งนี้ ในปี 2564 บริษัทฯ คาดว่ารายได้จะเติบโตประมาณ 45% - 50% โดยหลัก ๆ มาจากโครงการ BKR2 และการเปิดดำเนินการของโครงการโรงไฟฟ้า IPP ได้แก่ GSRC หน่วยที่ 1 และ 2 ขนาดกำลังการผลิตติดตั้งรวม 1,325 เมกะวัตต์&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/83780</URL_LINK>
                <HASHTAG>กัลฟ์ เอนเนอร์จี่, ผลประกอบการไตรมาส 3</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200514/image_big_5ebd63189d4b6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>27944</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/01/2019 08:59</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/01/2019 08:59</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คมนาคมมั่นใจเอกชนแห่ประมูลแหลมฉบังเฟส 3 คึกคัก ล่าสุด กัลฟ์ กระโดดแจมด้วย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;31 ม.ค. 2562 นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร รมช.คมนาคม เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 ท่าเทียบเรือ F เงินลงทุน 84,361 ล้านบาท ของการท่าเรือแห่งประเทศไทย(กทท.) ว่า ขณะนี้ได้มีการปรับเงื่อนไขบ้างส่วนและได้มีการเปิดประมูลครั้งที่สองแล้วเมื่อวันที่ 28 ม.ค.ที่ผ่านมา เบื้องต้นพบว่ามีเอกชนเข้ามาซื้อซองหนึ่งรายคือ บริษัท กัลฟ์ เอนเนอร์จี่ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด มหาชน เข้ามาซื้อซอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับเอกชนรายเดิมจำนวน 32 ราย ที่เคยซื้อซองไปแล้วครั้งก่อน ได้มารับเอกสารเงื่อนไขที่ได้ปรับปรุงใหม่ จากเดิมอาจจะมีข้อจำกัดบางอย่างและคาดว่าภายในสองเดือนจะได้รับข้อเสนอใหม่และมั่นใจว่าการเปิดประมูลครั้งนี้จะทำให้ข้อจำกัดต่างๆที่มีหมดไปและมีเอกชนสนใจเข้ามาร่วมประมูลมากขึ้นเยอะพอสมควร ส่วนเรื่องเงื่อนไขที่อาจจะมีการปรับในกรอบใหญ่อาจจะเป็นเรื่องทางด้านเทคนิค เช่น เรื่องจะต้องมีประสบการณ์ในท่าเรือเท่านั้นที่จะเข้ามาประมูลได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;มั่นใจว่าครั้งนี้จะมีเอกชนสนใจเข้ามาร่วมประมูลเป็นจำนวนมาก เนื่องจากจะเห็นได้ว่ามีการเติบโตของท่าเรือแหลมฉบังสูงมาก เมื่อท่าเรือที่นี้เต็ม ในเวลา 2-3 ปีก็จะเป็นช่วงที่เปิดท่าเรือ F ต่อ เพราะฉะนั้นการพัฒนาท่าเรือไม่จำเป็น ให้เต็มกำลังไม่ได้ &amp;nbsp;เพราะเมื่อการให้บริการท่าเรือเต็มมันจะฉุกละหุกมาก เราก็ต้องเร่งพัฒนา ซึ่งก็เป็นเรื่องที่เกิดกับสนามบินของเราอยู่ในปัจจุบัน&amp;rdquo;นายไพรินทร์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสตีเฟน แอชเวิร์ธ กรรมการผู้จัดการฮัทชิสัน พอร์ท ประจำประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า ทางฮัทชิสันยังให้ความสนใจเข้าร่วมประมูลโครงการประมูลโครงการแหลมฉบังเฟส3 โดยอยู่ระหว่างขั้นตอนการศึกษาเอกสารทีโออาร์ใหม่ พร้อมประสานหาพันธมิตรเข้ารวมกลุ่มเพื่อร่วมประมูล ซึ่งเบื้องต้นจะเข้ามาซื้อซองทีโออาร์เพิ่มเติมแน่นอน ส่วนเหตุที่ไม่เข้ายื่นซองในครั้งที่ผ่านมาทั้งที่ซื้อซองไปแล้วนั้นเป็นเพราะระยะเวลาในการเตรียมเอกสารและรายละเอียดน้อยไป แต่ครั้งนี้มีความเป็นไปได้ที่จะเข้ายื่นซอง แต่ขอพิจารณาให้รอบคอบก่อน เนื่องจากการลงทุนดังกล่าวเป็นการลงทุนบนพื้นที่ที่เป็นน้ำต้องใช้เวลาในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและอื่นๆอีกมาก ซึ่งเวลานี้บริษัทได้มุ่งเร่งก่อสร้างท่าเทียบเรือชุดD ท่าเรือแหลมฉบังให้แล้วเสร็จก่อน เพราะมองเห็นการเติบโตที่ชัดเจนมากกว่า
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/27944</URL_LINK>
                <HASHTAG>กัลฟ์ เอนเนอร์จี่, นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร, เปิดประมูลรอบสอง, เอกชนสนใจ, แก้ไขทีโออาร์, โครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180217/image_big_5a883da6c6990.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
