<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>119668</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/10/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/10/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เยียวยาแท็กซี่-วินมอไซค์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ได้ส่งผลกระทบไปทุกภาคส่วนอย่างปฏิเสธไม่ได้ แน่นอนว่าได้ส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจและการขนส่งสาธารณะอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยการให้บริการขนส่งสาธารณะที่ดูเหมือนว่าในช่วงที่เกิดการระบาดของโควิด-19 ผู้ใช้บริการลดลงอย่างน่าตกใจ เนื่องจากการเดินทางต้องหยุดชะงัก คนส่วนใหญ่ขานรับนโยบายรัฐบาลด้วยการ Work From Home
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในเวลาต่อมากลุ่มผู้ให้บริการรถแท็กซี่สาธารณะได้ออกข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลว่า ​ตามที่ได้เกิดการระบาดของโรคโควิด-19 อย่างรุนแรงไปทั่วโลก​ รวมทั้งประเทศไทย ส่งผลกระทบถึงประชาชนในทุกสาขาอาชีพ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม การใช้ชีวิตประจำวัน ผู้ประกอบการแท็กซี่และผู้ขับรถแท็กซี่ก็เป็นอีกอาชีพหนึ่งที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเป็นระยะเวลาเกือบ 2 ปี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะเดียวกันยังไม่มีวี่แววว่าจะเข้าสู่สภาวะปกติได้เมื่อใด จึงทำให้ไม่มีรายได้เพียงพอต่อการยังชีพของผู้ขับรถแท็กซี่ และผู้ประกอบการแท็กซี่ไม่สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ จึงได้มีการเรียกร้องขอความช่วยเหลือจากรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เข้ามาช่วยเหลือกลุ่มผู้ประกอบการรถแท็กซี่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ล่าสุดคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้เห็นชอบโครงการช่วยเหลือกลุ่มอาชีพผู้ขับรถแท็กซี่และรถจักรยานยนต์สาธารณะที่มีอายุเกิน 65 ปี ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของไวรัสโควิด-19 โดยใช้เงินจาก พ.ร.ก.เงินกู้ กรอบวงเงิน 166.9 ล้านบาท ครอบคลุมผู้ที่มีสิทธิ์ทั้งหมด 16,694 คนใน 29 จังหวัด ซึ่งจะได้รับเงินช่วยเหลือรายละ 5,000 บาทต่อเดือน โดยแยกเป็นกลุ่มแรกคือ ผู้ที่อยู่ใน 13 จังหวัดแรก ตามประกาศฉบับที่ 25 และ 28 จะได้รับการเยียวยา 2 เดือน หรือคนละ 10,000 บาท ส่วนที่เหลือ 16 จังหวัดตามประกาศฉบับที่ 30 ได้เยียวยา 1 เดือน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยเงื่อนไขสำหรับผู้ที่จะได้รับเงินช่วยเหลือตามโครงการนี้ ต้องเป็นผู้ขับรถแท็กซี่และรถจักรยานยนต์สาธารณะที่มีอายุเกิน 65 ปี ก่อนวันที่ 11 ส.ค.2564 มีศักยภาพในการขับรถ มีใบอนุญาตขับรถสาธารณะ และบัตรประจำตัวผู้ขับรถสาธารณะ รถที่ใช้ประกอบอาชีพต้องชำระภาษีครบถ้วน มีรายชื่อในฐานข้อมูลของกรมการขนส่งทางบก และไม่เป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 มาตรา 39 และมาตรา 40 แห่งพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 และที่แก้ไขเพิ่มเติม กรณีรถเช่าต้องยืนยันทะเบียนรถและผู้ให้เช่า โดยกรมการขนส่งทางบกจะทำการตรวจสอบก่อนรับสิทธิ์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แบ่งเป็นการช่วยเหลือผู้ขับรถแท็กซี่และรถจักรยานยนต์สาธารณะที่ประกอบอาชีพใน 13 จังหวัด ตามข้อกำหนดฉบับที่ 25 และฉบับที่ 28 จะได้รับเงินช่วยเหลือในอัตรา 10,000 บาทต่อคน (ประกอบด้วย กรุงเทพมหานคร นครปฐม นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ สมุทรสาคร ฉะเชิงเทรา ชลบุรี พระนครศรีอยุธยา นราธิวาส ปัตตานี ยะลา สงขลา) และการช่วยเหลือผู้ขับรถแท็กซี่และรถจักรยานยนต์สาธารณะที่ประกอบอาชีพใน 16 จังหวัด ตามข้อกำหนดฉบับที่ 30 จะได้รับเงินช่วยเหลือในอัตรา 5,000 บาทต่อคน (กาญจนบุรี ตาก นครนายก นครราชสีมา ประจวบคีรีขันธ์ ปราจีนบุรี เพชรบุรี เพชรบูรณ์ ระยอง ราชบุรี ลพบุรี สิงห์บุรี สมุทรสงคราม สระบุรี สุพรรณบุรี อ่างทอง)
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แน่นอนว่าหลังจากนี้จะมีการจ่ายเงินผ่านบัญชีพร้อมเพย์ เฉพาะการผูกบัญชีพร้อมเพย์กับเลขบัตรประจำตัวประชาชน 2 รอบ ดังนี้ รอบที่ 1 ระหว่างวันที่ 8-12 พ.ย.2564 สำหรับรถจักรยานยนต์สาธารณะและรถแท็กซี่ส่วนบุคคล และรอบที่ 2 ระหว่างวันที่ 22-26 พ.ย.2564 สำหรับรถแท็กซี่ที่เช่าขับ ซึ่งการเยียวยากลุ่มแท็กซี่และวินมอเตอร์ไซค์ครั้งนี้ได้แสดงถึงความห่วงใยจากรัฐบาลและกระทรวงคมนาคม ที่เร่งดำเนินการช่วยเหลือจนได้รับการเยียวยาในครั้งนี้ เพื่อให้ทุกอาชีพหลุดพ้นจากภาวะวิกฤตไปได้.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;กัลยา ยืนยง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119668</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจกไร้เงา, กัลยา ยืนยง, เยียวยาแท็กซี่-วินมอไซค์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191229/image_big_5e088ef44eff8.jpg </PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>118869</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/10/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/10/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;แท็กซี่เสรี”ทางเลือกใช้บริการ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่ามีการนำรถยนต์ส่วนบุคคลมาให้บริการรับส่งคนผ่านแอปพลิเคชันต่างๆ ในอดีตมักมีการร้องเรียนถึงความไม่เหมาะสมในการให้บริการรูปแบบดังกล่าว มีทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าการให้บริการในรูปแบบนี้กลับได้รับการยอมรับจากผู้ใช้บริการ เนื่องด้วยปัจจัยหลายๆ อย่าง ดังนั้นเพื่อเป็นทางเลือกให้ผู้ใช้บริการ กรมขนส่งทางบก จึงได้หาแนวทางให้การบริการเหล่านั้นถูกกฎหมายและควบคุมได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แน่นอนว่า ในเวลาต่อมาราชกิจจานุเบกษาประกาศกฎกระทรวงกำหนดลักษณะและราคาค่าโดยสาร &amp;ldquo;รถส่วนบุคคล&amp;rdquo; จดทะเบียนเป็น &amp;ldquo;แท็กซี่&amp;rdquo; บริการผ่านแอปพลิเคชันได้คนละ 1 คัน ล่าสุด นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม ได้ลงนามในกฎกระทรวงว่าด้วยรถยนต์รับจ้างบรรทุกคนโดยสารไม่เกิน 7 คนผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ จำนวน 5 ฉบับเรียบร้อยแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดังนั้น สำหรับผู้ให้บริการแอปพลิเคชันที่สนใจยื่นขออนุญาตและขอการรับรองจากกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) สามารถยื่นขอมาได้ โดย ขบ.จะใช้เวลาพิจารณาความถูกต้องภายใน 30 วัน หากผ่านการพิจารณาคาดว่าภายในเดือน พ.ย.64 จะมีการเริ่มเปิดให้บริการเรียกรถแท็กซี่ และรถส่วนบุคคลผ่านแอปพลิเคชันได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย เบื้องต้นคาดว่าจะมีรถสนใจเข้าร่วมแอปพลิเคชันไม่ต่ำกว่า 1 หมื่นคัน โดย ขบ.จะประเมินความพึงพอใจจากประชาชนคู่ขนานกันไปด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มาดูกันที่อัตราค่าโดยสารเริ่มต้น (สตาร์ทมิเตอร์) รถที่เรียกผ่านแอป อยู่ระหว่าง 40-150 บาท ขึ้นอยู่กับขนาดของรถว่าเป็นขนาดเล็ก ขนาดกลาง หรือขนาดใหญ่ ส่วนอัตราค่าโดยสารตามระยะทาง หรือค่าโดยสารระยะทางเกินกว่า 2 กิโลเมตร (กม.) แรก คิด กม.ละ 6-16 บาท ขึ้นอยู่กับขนาดของรถ ขณะที่อัตราค่าโดยสารขณะรถจอดนิ่ง หรือรถติด คิดอัตราไม่เกิน 2 บาท/นาที โดยกำหนดให้ผู้ให้บริการเรียกเก็บค่าเรียกรถได้ในอัตราไม่เกิน 20 บาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แอปพลิเคชันดังกล่าวจะมีการจัดระบบการเรียกรถไว้ตามหมวดหมู่ โดยจะจัดให้รถแท็กซี่สาธารณะอยู่ในอันดับแรก รองลงมาคือ รถประเภทที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและรถแท็กซี่ส่วนบุคคล เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชน ซึ่งจากการเปิดรับฟังความเห็นก่อนหน้านี้พบว่ามีเจ้าของแอปพลิเคชัน 6 บริษัทที่แสดงความสนใจ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ นายจิรุตม์ วิศาลจิตร อธิบดี ขบ. ให้ข้อมูลว่าตามขั้นตอน เจ้าของแอปพลิเคชันต้องยื่นเรื่องขออนุญาตไปยัง ขบ. โดยต้องมีคุณสมบัติตามกฎหมายกำหนด คือเป็นนิติบุคคลที่จดทะเบียนในประเทศไทย, มีทุนจดทะเบียนไม่ต่ำกว่า 5 ล้านบาท, มีสถานที่ประกอบการในไทย, มีความพร้อมในการให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง และต้องไม่เคยถูกเพิกถอนการได้รับอนุญาตให้เป็นผู้ให้บริการระบบ GPS ตามกฎหมายของ ขบ. จากนั้น ขบ.จะใช้เวลาในการพิจารณาแอปพลิเคชันหากเป็นไปตามหลักเกณฑ์คาดว่าจะใช้เวลาพิจารณาไม่เกิน 1 เดือน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับอัตราค่าโดยสารแบ่งเป็น 3 ชนิด ตามประเภทของรถ คือ 1.รถยนต์รับจ้างขนาดเล็ก ระยะทาง 2 กม.แรก 40-45 บาท ระยะทางเกินกว่า 2 กม.ขึ้นไป กม.ละ 6-10 บาท 2.รถยนต์รับจ้างขนาดกลาง ระยะทาง 2 กม.แรก 45-50 บาท ระยะทางเกินกว่า 2 กม.ขึ้นไป กม.ละ 7-12 บาท และ 3.รถยนต์รับจ้างขนาดใหญ่ ระยะทาง 2 กม.แรก 100-150 บาท ระยะทางเกินกว่า 2 กม.ขึ้นไป กม.ละ 12-16 บาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากข้อมูลพบว่าผู้ให้บริการแอปพลิเคชันในไทยในปัจจุบัน เช่น บริษัท แกร็บแท็กซี่ (ประเทศไทย) จำกัด (Grab) ทุนจดทะเบียน 2,879 ล้านบาท, บริษัท เพอร์พิล เวนเจอร์ จำกัด (Robinhood) ทุนจดทะเบียน 900 ล้านบาท, บริษัท เดลิเวอรี่ ฮีโร่ (ประเทศไทย) จำกัด (Food Panda) ทุนจดทะเบียน 204 ล้านบาท, บริษัท เวล็อคซ์ ดิจิตอล จำกัด (Gojek) ทุนจดทะเบียน 104 ล้านบาท และบริษัท ไลน์แมน (ประเทศไทย) จำกัด ทุนจดทะเบียน 20 ล้านบาท เป็นต้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จะเห็นได้ว่าเมื่อการให้บริการถูกกฎหมาย สิ่งที่ตามมาแน่นอนว่าจะก่อให้เกิดประโยชน์กับหลายฝ่าย ทั้งตัวผู้โดยสารเองที่เคยประสบปัญหาแท็กซี่ปฏิเสธผู้โดยสาร ได้มีทางเลือกใช้บริการผ่านแอปที่ระบุเวลาแน่นอน มีความโปร่งใสแสดงราคาให้รู้ก่อนเดินทาง และยังสามารถเลือกวิธีการชำระเงินได้ตามความสะดวก ไม่ว่าจะด้วยเงินสดหรือตัดบัญชีผ่านแอปพลิเคชันได้เลย ที่สำคัญคือมาตรฐานด้านความปลอดภัย เพราะมีระบบติดตามการเดินทางแบบเรียลไทม์ มีฐานข้อมูลของคนขับที่สามารถตรวจสอบได้หากมีเหตุฉุกเฉิน และมีระบบร้องเรียนหรือระบบให้ความช่วยเหลือตลอดเวลา ถือว่าเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับผู้ใช้บริการได้เป็นอย่างดี.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กัลยา ยืนยง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118869</URL_LINK>
                <HASHTAG>&quot;แท็กซี่เสรี”ทางเลือกใช้บริการ, กระจกไร้เงา, กัลยา ยืนยง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191229/image_big_5e088ef44eff8.jpg </PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>118030</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/09/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/09/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โจรอย่าหาทำ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สืบเนื่องจากกระแสโซเชียลถูกแชร์ในโลกออนไลน์ เหตุการณ์ที่มีการลักลอบตัดสายอาณัติสัญญาณรถไฟฟ้าสายสีแดง แม้แต่พนักงานขับรถไฟฟ้าได้ให้ข้อมูลว่าเห็นกับตาตอนที่คนร้ายลงมือ แต่จอดไม่ทัน จากนั้นจึงแจ้งรถไฟฟ้าคันหลังที่ตามมา แต่ก็พบว่าหัวขโมยหายไปแล้ว เหลือแต่เศษซากกองทิ้งไว้ โดยคนร้ายก่อเหตุช่วงกลางวันแสกๆ เริ่มลงมือบนทางยกระดับช่วงก่อนมุ่งหน้าไปสถานีดอนเมือง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เรื่องนี้ร้อนถึงผู้บริหารระดับสูงที่จะต้องหาแนวทางแก้ไขไม่ให้เกิดปัญหาดังกล่าว แน่นอนว่าทันทีที่ &amp;quot;ศักดิ์สยาม ชิดชอบ&amp;quot; รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ทันทีที่ได้รับรายงานเรื่องการลักลอบตัดสายอาณัติสัญญาณรถไฟฟ้าสายสีแดง ช่วงบางซื่อ-รังสิต และช่วงบางซื่อ-ตลิ่งชัน ให้ข้อมูลว่าปัจจุบันได้มีการลักลอบตัดสายอาณัติสัญญาณไปแล้ว รวม 9 จุดว่า ได้มีความห่วงใยถึงความปลอดภัยต่อเหตุการณ์ดังกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยได้สั่งการให้ นายนิรุฒ มณีพันธ์ ผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ไปเร่งดำเนินการตรวจสอบกรณีการตัดสายอาณัติสัญญาณรถไฟฟ้าสายสีแดง และให้ตรวจสอบอย่างเข้มงวดในการเดินรถให้เกิดความปลอดภัยสูงสุดแก่ประชาชน เนื่องจากกรณีดังกล่าวถือว่าเป็นการก่อวินาศกรรมประเภทหนึ่ง ซึ่งอาจส่งผลกระทบอันร้ายแรงต่อประชาชน และสร้างความเสียหายต่อทางราชการ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะเดียวกันได้มอบหมายให้การรถไฟฯ เร่งดำเนินการออกมาตรการกำกับ ควบคุมและดูแล มิให้เกิดเหตุการณ์ลักลอบตัดสายอาณัติสัญญาณดังกล่าวขึ้นซ้ำ โดยระดมเจ้าหน้าที่ของหน่วยเคลื่อนที่เร็วออกลาดตระเวนทั้งช่วงกลางวันและช่วงกลางคืน เร่งประสานตำรวจรถไฟในการตรวจสอบกล้องวงจรปิด CCTV รวมถึงหลักฐานต่างๆ เพื่อกวาดล้างจับกุมผู้กระทำความผิดมาดำเนินคดี ซึ่งถือว่าเป็นการกระทำความผิดที่ไม่คำนึงถึงผลเสียหายต่อสาธารณูปโภคสาธารณะส่วนรวม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้วยการทำงานที่รวดเร็ว เจ้าหน้าที่สถานีตำรวจภูธรประตูน้ำจุฬาลงกรณ์สามารถดำเนินการจับกุมผู้ก่อเหตุได้แล้ว 1 ราย คือ นายอรรณพ คำพรมมา อายุ 31 ปี โดยขณะนี้อยู่ระหว่างสอบสวนขยายผลการจับกุมเพิ่มเติม ซึ่งเบื้องต้นได้รับแจ้งว่ามีการก่อเหตุลักสายเคเบิลทั้งสิ้น 9 จุด ส่วนมูลค่าความเสียหายอยู่ระหว่างการประเมิน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เรื่องนี้การรถไฟฯ ขอให้ประชาชนอย่าตื่นตระหนก ซึ่งจากการตรวจสอบการลักลอบตัดสายเคเบิลไม่ได้ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยในการให้บริการแก่ประชาชน แต่อาจทำให้การเดินรถสายสีแดงมีความล่าช้าลงบ้าง โดยบริษัทรักษาความปลอดภัยได้จัดชุดเจ้าหน้าที่ออกลาดตระเวน และสุ่มตรวจในพื้นที่เสี่ยงตลอด 24 ชั่วโมง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับการดำเนินคดีต่อผู้กระทำผิดทั้งทางแพ่งและอาญา โดยให้มีการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหาย คดีเป็นความผิดคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องคดีอาญา ซึ่งได้รวบรวมค่าเสียหายส่งพนักงานสอบสวนเพื่อให้พนักงานอัยการเรียกค่าเสียหายรวมในคดีอาญาแล้ว นอกจากนี้จะดำเนินคดีที่เกี่ยวข้อง ทั้งข้อหาบุกรุกพื้นที่การรถไฟฯ และก่อกวนให้เป็นอุปสรรคการเดินรถ รวมถึงการก่อให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินทางราชการ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ซึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 231 ระบุว่า ผู้ใดกระทำด้วยประการใดๆ ให้ประภาคาร ทุ่น สัญญาณ หรือสิ่งอื่นใดซึ่งจัดไว้เป็นสัญญาณเพื่อความปลอดภัยในการจราจรทางบก การเดินเรือ หรือการเดินอากาศ อยู่ในลักษณะอันน่าจะเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่การจราจรทางบก การเดินเรือ หรือการเดินอากาศ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือนถึง 7 ปี และปรับตั้งแต่ 10,000-140,000 บาท และตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 ผู้ใดลักทรัพย์ที่ใช้หรือมีไว้เพื่อสาธารณประโยชน์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1 ปี ถึง 5 ปี และปรับตั้งแต่ 20,000-100,000 บาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จะเห็นได้ว่าบุคคลใดก็ตามที่คิดจะลักเล็กขโมยสิ่งของทำให้ผู้อื่นได้รับผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สิน นั้นไม่ควรแม้แต่จะคิด เพราะผลลัพธ์อาจจะมีการสูญเสียที่ยิ่งใหญ่ เรื่องนี้ก็ฝากไว้ให้คิด แน่นอนว่าจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น การรถไฟฯ ได้มีมาตรการป้องกันและแก้ปัญหาในระยะยาว ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการกำจัดวัชพืชตลอดแนวรั้วให้โล่งเพื่อให้เกิดความสะดวกในการสอดส่องดูแลอย่างทั่วถึง และเป็นการป้องกันไม่ให้ใช้เป็นพื้นที่ก่อเหตุซ้ำรอยเดิม.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กัลยา ยืนยง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118030</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจกไร้เงา, กัลยา ยืนยง, โจรอย่าหาทำ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191229/image_big_5e088ef44eff8.jpg </PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>117206</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/09/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/09/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เปิดปมโอน3สนามบิน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;จากประเด็นเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาในแวดวงทางด้านอากาศ กรณีที่กรมท่าอากาศยาน (ทย.) ออกมาแจ้งว่าได้ขานรับนโยบายของรัฐบาลในการกำหนดยุทธศาสตร์ท่าอากาศยานของประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางการบินของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ด้วยการเสริมศักยภาพการบริหารจัดการ และใช้ทรัพยากรท่าอากาศยานของภาครัฐให้เกิดประโยชน์สูงสุด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ล่าสุดเตรียมมอบความรับผิดชอบการบริหารจัดการท่าอากาศยาน 3 ท่าอากาศยานให้บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. คือท่าอากาศยานอุดรธานี กระบี่ และบุรีรัมย์ เพื่อเพิ่มปริมาณเที่ยวบินและผู้โดยสารทั้งต่างประเทศและในประเทศ รวมถึงการพัฒนาธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการบินได้อย่างคล่องตัวนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เรื่องนี้ได้รับการเปิดเผยจากแหล่งข่าวในแวดวงคมนาคมว่า จากประเด็นดังกล่าวมีหลายคนตั้งข้อสังเกตว่าเหตุใดถึงมอบสนามบินทำกำไรให้กับ ทอท.ไปบริหารจัดการ ซึ่งในเรื่องดังกล่าวเมื่อมาพิจารณาเงื่อนไขหลักเกณฑ์พบว่า ประโยชน์จะตกเป็นฝ่ายของ ทย. เนื่องจาก ทย.จะได้รับการชดเชยรายได้ในการกำกับดูแลสนามบินจาก ทอท.เช่นเดียวกับตอนบริหารจัดการเอง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อีกทั้งตามหลักทฤษฎีการบริหารงานนั้น สนามบินที่สร้างกำไร ทย.ไม่ควรกำกับดูแลเอง เพราะหากมอบความรับผิดชอบให้กับ ทอท. คาดว่าจะสามารถสร้างกำไรได้มากกว่า ส่วนสนามบินที่ขาดทุน ทย.ควรกำกับดูแลเอง เพราะมีงบประมาณสนับสนุนจากภาครัฐ เพื่อประโยชน์ของประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ยกตัวอย่างเมื่อปี 2562 สนามบินกระบี่มีรายได้ประมาณ 550 ล้านบาท กำไร 370 ล้านบาท, อุดรธานีมีรายได้ 130 ล้านบาท กำไร 30 ล้านบาท และบุรีรัมย์มีรายได้ 17 ล้านบาท ขาดทุน 11 ล้านบาท เมื่อรวมผลการดำเนินงานทั้ง 3 สนามบินแล้ว ทย.จะมีรายได้ 389 ล้านบาท ซึ่งจะเป็นวงเงินที่ ทอท.จะต้องชดเชยรายได้ให้กับ ทย. โดยหลังจากนี้ ทย.จะคาดการณ์ปริมาณผู้โดยสารในแต่ละปีในอนาคต เพื่อคำนวณรายได้ที่ ทย.จะได้รับต่อไป ซึ่งคาดว่ารายได้ที่ ทย.ได้รับจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากการประมาณการของผู้โดยสาร&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สิ่งที่น่าจับตามองหลังจากนี้คือ 3 สนามบินที่ ทย.มอบให้ ทอท.รับผิดชอบ อาจจะส่งผลให้ค่าตั๋วโดยสารเพิ่มสูงขึ้นกว่าเดิม ซึ่งจะเป็นการเพิ่มภาระให้กับผู้โดยสารหรือประชาชน เนื่องจาก ทอท.มีการจัดเก็บค่าบริการผู้โดยสารขาออก (PSC) สูงกว่า ทย. แบ่งเป็น เส้นทางภายในประเทศ ทอท.จัดเก็บค่า PSC ราคา 100 บาทต่อคน ส่วน ทย.จัดเก็บอยู่ที่ 50 บาทต่อคน ขณะที่เส้นทางระหว่างประเทศ ทอท.จัดเก็บค่า PSC ราคา 700 บาทต่อคน ส่วน ทย.จัดเก็บอยู่ที่ 400 บาทต่อคน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะที่ นวทัศน์ ก้องสมุทร หัวหน้าหน่วยวิจัยกลยุทธ์และตลาด ศูนย์วิจัยและบริการวิชาการการขนส่งทางอากาศ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ให้ข้อมูลว่า การคิดค่าธรรมเนียมของ ทย.และ ทอท.มีความแตกต่างกัน แต่ในแง่ของการให้บริการ ต้นทุนค่าบริการผู้โดยสาร ทย.จะน้อยกว่า แต่การบริหารงานไม่คล่องตัวเนื่องจากเป็นรัฐ ต้องรองบประมาณ ทำให้การพัฒนาอาจไม่ต่อเนื่อง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ที่ผ่านมา ทย.เสียโอกาสในการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ กิจกรรมทางเศรษฐกิจมากมาย โดยเฉพาะพื้นที่สนามบินมีเป็นพันไร่อยู่ในมือภาครัฐ แต่กลับไม่ได้มีบทบาทในเรื่องของการทำเชิงพาณิชย์ แต่หากโอนย้ายสนามบินให้ ทอท. แม้จะมีงบประมาณ แต่อย่างที่สนามบินเชียงรายไม่ค่อยได้มีความเปลี่ยนแปลง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; มองว่าในอนาคต ทย.ควรมีรูปแบบการพัฒนาที่ชัดเจน ควรทำหน้าที่เป็นผู้กำกับดูแลมากกว่าเป็นผู้ให้บริการ เพราะบุคลากรของ ทย.ส่วนใหญ่เป็นผู้เชี่ยวชาญ จึงควรจะทบทวนบทบาทตัวเองแล้วผ่องถ่ายอย่างเป็นระบบในช่วง 5-10 ปีนี้ โดยอาจให้ท้องถิ่นหรือเอกชนเข้ามาในรูปแบบให้เช่าบริหาร เพราะที่ผ่านมาการทำงานของกระทรวงคมนาคมไม่มีผู้เชี่ยวชาญด้านอากาศเลย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; คงต้องบอกว่าการมอบสิทธิความรับผิดชอบให้ ทอท.บริหารในครั้งนี้ ทย.ในฐานะหน่วยงานรัฐจะต้องมีมาตรการในการดูแล ตามที่ ทย.ออกมาการันตีว่าเป็นการมอบความรับผิดชอบในบริหารจัดการเท่านั้น ไม่ได้มีการโอนทรัพย์สินของรัฐไปให้กับ ทอท.แต่อย่างใด ส่วนรายได้ ทย.ที่หายไป ทาง ทอท.ก็มีการชดเชยให้ แน่นอนว่าหลังจากนี้มีหลายฝ่ายจับตามอง หากการบริหารจัดการเป็นไปตามที่พูดไว้ นั่นก็หมายความว่านโยบายดังกล่าวมาถูกทางแล้ว.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;กัลยา ยืนยง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117206</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจกไร้เงา, กัลยา ยืนยง, เปิดปมโอน3สนามบิน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191229/image_big_5e088ef44eff8.jpg </PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>116091</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/09/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/09/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คลายล็อกระบบขนส่ง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ได้มีการประกาศคุมเข้มมาตรการการเดินทางในระบบสาธารณะ บก-ราง-น้ำ-อากาศ ทำให้ผู้ประกอบการได้รับผลกระทบไปตามๆ กัน แต่ล่าสุดตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย.ที่ผ่านมา ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) ได้ประกาศให้ประชาชนในพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด 29 จังหวัด จะสามารถเดินทางออกนอกพื้นที่ได้ และสายการบินสามารถให้บริการบินข้ามจังหวัดได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่ขณะเดียวกัน ศบค.ก็ได้ขอความร่วมมือให้หลีกเลี่ยงการเดินทาง หรือเดินทางเมื่อมีเหตุจำเป็นเท่านั้น โดย ศบค.กำหนดให้ผู้ประกอบการขนส่งจำกัดอัตราบรรทุกผู้โดยสารต้องไม่เกิน 75% ของความจุผู้โดยสารสำหรับยานพาหนะแต่ละประเภท และผู้โดยสารต้องสวมหน้ากากตลอดเวลา ห้ามรับประทานอาหารระหว่างการเดินทาง สำหรับรถโดยสารหรือรถตู้ระยะทางไกลควรแวะพักทุก 2-3 ชั่วโมงเพื่อระบายอากาศ ส่วนผู้โดยสารเดินทางด้วยเครื่องบินจำเป็นต้องตรวจสอบมาตรการของแต่ละจังหวัดปลายทาง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะที่ นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม ให้ข้อมูลว่า ตามข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 (ฉบับที่ 32) &amp;ldquo;คลายล็อกดาวน์&amp;rdquo; ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย.64 ที่ผ่านมานั้น ได้สั่งการให้หัวหน้าหน่วยงานที่รับผิดชอบดูแลระบบขนส่งสาธารณะนั้นๆ เพิ่มมาตรการการดูแลการเดินทางประชาชนที่มาใช้บริการมากขึ้น เพื่อที่จะนำอุปสรรคปัญหามาหารือภายหลังการให้บริการประชาชนในวันแรกของการคลายล็อกดาวน์ต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยในส่วนขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ได้มอบหมายให้ ผอ.เขตเดินรถทุกเขต สอดส่อง ตรวจสอบ และสำรวจสภาพการเดินทางในช่วงเร่งด่วน ห้ามให้มีประชาชนตกค้างการเดินทาง หากพบว่ามีปริมาณการเดินทางมากให้เตรียมรถไว้ในจุดใกล้เคียงเพื่อเสริมรถได้ในทันที และมอบหมายให้สายตรวจ ขสมก. ส่งภาพทุกพื้นที่ ตั้งแต่เวลา 18.00-20.00 น. รวมกับการใช้ภาพจากกล้อง CCTV กำกับการจัดการเดินรถ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากนี้ ได้มีการเพิ่มความถี่การให้บริการ จากเดิม 18,000 เที่ยว/วัน เป็น 22,000 เที่ยว/วัน และเพิ่มความถี่ การเดินรถในช่วงเวลาเร่งด่วน เพื่อลดความแออัดของผู้โดยสาร และให้เพิ่มเที่ยวรถจาก 18,000 เที่ยว เป็น 20,000 เที่ยว ให้เพิ่มอีก 10% เป็นอย่างน้อย หรือประมาณ 22,000 เที่ยว โดยให้เพิ่มขึ้นได้อีกหากมีปริมาณความต้องการเดินทางของประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะที่ปริมาณผู้โดยสารระบบขนส่งทางรางทุกระบบ ทั้งรถไฟ, รถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์, รถไฟชานเมืองสายสีแดง, รถไฟฟ้า MRT, รถไฟฟ้า BTS ในภาพรวมปรับเพิ่มขึ้นจากวันที่ 31 ส.ค. ที่มีปริมาณผู้โดยสารรวม 289,695 คน เป็น 343,302 คน ซึ่งเมื่อเทียบกับช่วงก่อนเกิดโรคโควิด-19 ที่มีผู้โดยสารในระบบรางถึง 1.22 ล้านคน/วัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยแยกเป็น การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ผู้โดยสารเมื่อวันที่ 31 ส.ค. มีจำนวน 9,351 คน เพิ่มขึ้นเป็น 9,455 คน ในวันที่ 1 ก.ย. รถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ มีผู้โดยสาร 12,570 คน เพิ่มเป็น 14,445 คน รถไฟฟ้า MRT สายสีน้ำเงินและสายสีม่วง มีผู้โดยสาร 90,736 คน เพิ่มเป็น 104,758 คน รถไฟฟ้า BTS มีผู้โดยสาร 173,507 คน เพิ่มเป็น 210,291 คน ส่วนรถไฟชานเมืองสายสีแดง มีผู้โดยสารในระดับ 3,500 คนเท่าเดิม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะที่เรือโดยสารคลองแสนแสบ เส้นทางวัดศรีบุญเรือง-สะพานผ่านฟ้าลีลาศ แจ้งว่า เมื่อวันที่ 1 ก.ย.ที่ผ่านมาถึงปัจจุบัน พบว่า ผู้โดยสารใช้บริการเรือคลองแสนแสบเพิ่มขึ้น 100-200 คน/วัน หรืออยู่ที่ 3,000 คน/วัน ในช่วงวันทำงานปกติ จันทร์-ศุกร์ ในจำนวนเรือที่ให้บริการ 30-40 ลำต่อวัน เนื่องจากการคลายล็อกดังกล่าวทำให้ประชาชนเริ่มออกมาทำกิจกรรมหรือเดินทางมากขึ้น ส่วนใหญ่จะเป็นผู้โดยสารวัยทำงาน ใช้บริการช่วงเร่งด่วนเช้า-เย็น ขณะนี้ได้ปรับเที่ยววิ่งให้สอดคล้องกับผู้โดยสาร ลดความแออัดในช่วง ชม.เร่งด่วนด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม เนื่องจาก ศบค.ยังคงเวลาห้ามออกนอกเคหสถาน หรือเคอร์ฟิว ช่วง 21.00-04.00 น.ต่ออีกอย่างน้อย 14 วัน หลังจากวันที่ 1 ก.ย.2564 เป็นต้นไป จึงเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้จำนวนผู้โดยสารในทุกระบบขนส่งสาธารณะยังเพิ่มขึ้นไม่มากนัก แต่หากมีการผ่อนคลายหรือยกเลิกเคอร์ฟิวจะทำให้มีประชาชนเดินทางเพิ่มขึ้น และส่งผลให้ระบบรางมีผู้โดยสารเพิ่มขึ้นไปด้วย เชื่อว่าอีกไม่นานหากทุกคนที่ใช้บริการรักษากฎกติกาในการใช้บริการระบบขนส่งสาธารณะ คาดว่าจากนี้ไปจะทำให้การระบาดของเชื้อโรคลดน้อยลง.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กัลยา ยืนยง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116091</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจกไร้เงา, กัลยา ยืนยง, คลายล็อกระบบขนส่ง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191229/image_big_5e088ef44eff8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>115093</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/08/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/08/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ลุ้นได้ใช้ตั๋วร่วม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อพูดถึงการนำ &amp;quot;ระบบตั๋วร่วม&amp;quot; ที่จะใช้กับการบริการขนส่งสาธารณะทุกประเภทด้วยตั๋วใบเดียว จากที่ได้ผลักดันมาเป็นเวลานานดูเหมือนว่าจะไม่ประสบความสำเร็จตามที่ตั้งเป้าไว้ แน่นอนว่ารัฐบาลทุกยุคทุกสมัย หรือแม้แต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมทุกคนที่ผ่านมาต่างก็เดินหน้าผลักดันให้เกิดตั๋วร่วม แน่นอนว่าส่วนหนึ่งสำหรับประเทศไทยแล้วถือได้ว่าตั๋วร่วมเป็นเรื่องของเทคโนโลยีใหม่ และเป็นเรื่องของเทคนิคเฉพาะด้านที่ยังไม่เคยมีการใช้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แน่นอนว่าที่ผ่านมาได้มีการใช้เวลาศึกษามานานแล้ว จนเป็นเรื่องที่หลายคนสงสัยว่า เมื่อไหร่ประเทศไทยจะมีตั๋วร่วม ที่ผ่านมาได้นำมาปัดฝุ่นเป็นนโยบายเร่งด่วน โดยนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม ได้มอบเป็นภารกิจหลักให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปเร่งผลักดันระบบตั๋วร่วมที่จะช่วยอำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้ระบบขนส่งสาธารณะทุกรูปแบบสามารถจ่ายเงินค่าโดยสารโดยใช้ตั๋วใบเดียว ซึ่งขณะนี้ถือว่ามีความคืบหน้าไปมากแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แม้แต่ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรก็ได้ถามถึงความคืบหน้าในการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม โดย รมว.คมนาคมได้ชี้สาเหตุในเบื้องต้นที่เปิดให้ประชาชนได้ใช้บริการระบบตั๋วร่วมล่าช้า แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ 1.มีผู้ประกอบการรถไฟฟ้าหลายราย โดยรถไฟฟ้าสายสีเขียว อยู่ในการดูแลของกรุงเทพมหานคร (กทม.) เปิดให้บริการตั้งแต่ปี 2542 และรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน อยู่ในการดูแลของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เปิดให้บริการปี 2547 ซึ่งในสัญญาสัมปทานของรถไฟฟ้าทั้ง 2 สาย ไม่ได้มีการระบุถึงการใช้ตั๋วร่วมกัน จึงต้องอาศัยเรื่องการเจรจาเป็นหลัก โดยขณะนี้การเจรจาต่างๆ ได้ผลลุล่วงเป็นอย่างดี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และ 2.ประเทศไทยไม่มีกฎหมาย และหน่วยงานที่รับผิดชอบเรื่องตั๋วร่วมที่ชัดเจน ทำให้ไม่มีอำนาจที่จะไปบังคับเอกชน ซึ่งเป็นผู้รับสัมปทานรถไฟฟ้าให้เข้าใช้ระบบตั๋วร่วมได้ ทำให้ตั้งแต่ปี 2555 กระทรวงคมนาคมจึงมอบให้สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) เริ่มโครงการศึกษาพัฒนาระบบตั๋วร่วม โดยการดำเนินการที่ผ่านมาต้องใช้เวลาเล็กน้อย ซึ่งระหว่างปี 2556-2558 ได้ศึกษาวางแนวทางการจัดการระบบตั๋วร่วม และจัดทำร่าง พ.ร.บ.บริหารจัดการตั๋วร่วม จากนั้นปี 2558-2560 ได้ศึกษาจัดทำระบบศูนย์บริหารจัดทำรายได้กลาง และในปี 2561 ได้เสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อขอออก พ.ร.บ.การบริหารจัดการตั๋วร่วม แต่ปรากฏว่าไม่ได้รับความเห็นชอบจาก ครม.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับความคืบหน้าตั๋วร่วมในขณะนี้ การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ร่วมกับธนาคารกรุงไทย พัฒนาระบบตั๋วร่วมระบบ Europay Mastercard and Visa (EMV) โดยสามารถนำบัตรเครดิตมาใช้ชำระค่าโดยสารได้ ซึ่งผู้โดยสารไม่จำเป็นต้องทำบัตรใหม่ จะช่วยลดระยะเวลาในการซื้อตั๋ว และลดต้นทุนในการบริหารจัดการตั๋วด้วย ปัจจุบันทั่วโลกได้มีการนำระบบ EMV มาใช้ในหลายประเทศ ทั้งยุโรป เอเชีย อเมริกาเหนือ อเมริกาใต้ ออสเตรเลีย จากข้อมูลของมาสเตอร์การ์ด พบว่าในปี 2563 ได้ใช้ระบบ EMV กับขนส่งสาธารณะใน 60 ประเทศ 240 เมือง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยขณะนี้ รฟม.ได้กำหนดแผนภายในเดือน ต.ค.นี้ จะปรับปรุงประตูจัดเก็บค่าโดยสารทุกสถานีของรถไฟฟ้า MRT สายสีน้ำเงิน และสายสีม่วง จากนั้นภายในเดือน ม.ค.2565 จะเริ่มทดลองให้บริการเฉพาะกลุ่ม และภายในเดือน เม.ย.2565 จะเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการ ประชาชนจะสามารถใช้บัตรใบเดียวเข้าระบบได้ ทั้งรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน สีม่วง สีเหลือง สีชมพู และแอร์พอร์ต เรลลิงก์ ส่วนรถไฟฟ้าสายสีแดง ของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) จะเปิดให้ประชาชนใช้บัตร EMV ได้ภายในเดือน พ.ย.นี้ ขณะที่รถไฟฟ้าสายสีเขียวคงต้องเจรจากันต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนเรื่องการพัฒนาระบบตั๋วร่วมนั้น ที่ผ่านมากระทรวงคมนาคมได้ใช้งบประมาณดำเนินการไปแล้ว 3 โครงการ รวม 674.1 ล้านบาท แบ่งเป็น 1.โครงการศึกษาวางแนวทางการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม ดำเนินการตั้งแต่วันที่ 9 ม.ค.2556 ใช้งบประมาณ 301.7 ล้านบาท 2.โครงการจัดทำระบบศูนย์บริหารจัดการรายได้กลาง ดำเนินการเมื่อปี 2558 ใช้งบประมาณ 337.9 ล้านบาท และ 3.โครงการจัดทำแผนการกำกับบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม ดำเนินการเมื่อเดือน ส.ค.2563 ใช้งบประมาณ 34.5 ล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ก็รอกันอีกอึดใจเดียวสำหรับการนำระบบตั๋วร่วมมาใช้ พกบัตรใบเดียวจ่ายค่าโดยสารได้ทุกระบบ แน่นอนว่าจะเป็นการตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์สังคมไร้เงินสดในการอำนวยความสะดวกให้ประชาชนสามารถใช้บริการขนส่งสาธารณะทุกรูปแบบได้ ทั้งรถไฟฟ้า รถเมล์ เรือโดยสาร อีกทั้งยังเป็นการสนับสนุนช่วยให้ประชาชนหันมาใช้บริการขนส่งสาธารณะแทนรถยนต์ส่วนบุคคล เพื่อแก้ปัญหาการจราจรติดขัด และลดปัญหามลพิษอีกด้วย.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กัลยา ยืนยง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115093</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจกไร้เงา, กัลยา ยืนยง, ลุ้นได้ใช้ตั๋วร่วม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191229/image_big_5e088ef44eff8.jpg </PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>114177</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/08/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/08/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> M-Flow ตอบโจทย์สังคมไร้เงินสด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ที่ผ่านมา พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้ทุกส่วนราชการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมา ตามนโยบาย Thailand 4.0 โดยเฉพาะการพัฒนางานบริการประชาชนให้มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น ล่าสุดกระทรวงคมนาคม โดยกรมทางหลวงตอกย้ำความสำเร็จโดยการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการจัดการจราจร เป็นการนำระบบจัดเก็บค่าผ่านทางอัตโนมัติพิเศษแบบไม่มีไม้กั้น (Multi-lane Free Flow) หรือระบบ M-Flow) ให้บริการบนทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จากปัญหาการจราจรที่เป็นอุปสรรคในการเดินทางในชั่วโมงเร่งด่วนแบบหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพื่อบรรเทาปัญหาการจราจรติดขัด กระทรวงคมนาคมหนึ่งในหน่วยงานหลักที่มีภารกิจหน้าที่ดูแลระบบการขนส่งและบริการคมนาคม ให้มีความคุ้มค่าและทั่วถึง การวางแผนจราจร และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคม จึงได้ใช้เวลาศึกษาความเป็นไปได้ที่จะนำระบบ M-Flow มาแก้ปัญหาการจราจรติดขัดบริเวณหน้าด่าน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; คงต้องบอกว่าสำหรับ Multi-lane free flow เป็นระบบเก็บเงินแบบไม่มีไม้กั้นที่มีมาตรฐาน ใช้กันทั่วโลก ซึ่งไม่ใช่แค่ประเทศไทยที่ใช้ระบบดังกล่าวนี้ จากข้อมูลพบว่า ในต่างประเทศที่มีการใช้ระบบ M-Flow ในยุโรป เช่น อเมริกา&amp;nbsp; เยอรมนี ออสเตรีย ไอร์แลนด์ ขณะที่เอเชีย ได้แก่ ไต้หวัน เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับความคืบหน้าในการนำ M-Flow มาใช้ในบ้านเรามีความชัดเจนเป็นอย่างมาก เมื่อวันที่ 15 สิงหาคมที่ผ่านมา นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม พร้อมด้วยนายสราวุธ ทรงศิวิไล อธิบดีกรมทางหลวง และนายธนศักดิ์ วงศ์ธนากิจเจริญ ผอ.ทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง ได้ลงพื้นที่ตรวจความพร้อมการทดสอบระบบจัดเก็บค่าธรรมเนียมผ่านทางอัตโนมัติแบบไม่มีไม้กั้น บริเวณด่านเก็บเงินค่าธรรมเนียมผ่านทางธัญบุรี 2 (ขาออก) และอาคารชัยสวัสดิ์ กิตติพรไพบูลย์ ศูนย์ควบคุมกลาง (CCB ลาดกระบัง) มอเตอร์เวย์ สาย 9&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จากการดูความพร้อมการติดตั้งอุปกรณ์และการเชื่อมต่อกับระบบควบคุมรายการผ่านทางในระดับช่องทาง รวมไปถึงการส่งข้อมูลรถที่ผ่านทางเข้าไปยังระบบ Single Platform ที่อาคารศูนย์ควบคุมกลางเป็นไปตามแผนที่วางไว้ แน่นอนว่าจะมีการเปิดให้ประชาชนทดลองใช้บริการ Soft Opening ในช่วงเดือน ต.ค.2564&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะเดียวกันจะเปิดให้บริการเต็มรูปแบบครบทั้ง 4 ด่าน ได้แก่ ด่านทับช้าง 1 และ 2 ด่านธัญบุรี 1 และ 2 ในช่วงเดือน ม.ค.2565 จากนั้นจะเปิดให้บริการบนทางพิเศษฉลองรัชของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) ระยะแรก จำนวน 3 ด่าน ได้แก่ ด่านจตุโชติ ด่านสุขาภิบาล 5-1 และด่านสุขาภิบาล 5-2 ได้ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2565 ส่วนทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 7 กรุงเทพฯ-บ้านฉาง และทางพิเศษฉลองรัช ระยะที่ 2 บูรพาวิถี และสายกาญจนาภิเษก คาดว่าจะสามารถเปิดทดสอบระบบได้ในช่วงปี 2566&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ซึ่งระบบ M-Flow จะใช้ทั้งมอเตอร์เวย์และทางด่วนเป็นการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่เพื่อให้ประเทศก้าวสู่ความเป็นดิจิทัล และเพื่อแก้ปัญหาจราจรติดขัดหน้าด่าน รถสามารถผ่านด่านได้เร็วขึ้น 5 เท่าจากระบบเงินสด หรือ Easy Pass/M-Pass ที่รถผ่านได้ 400 คัน/ช่อง เป็น 2,000 คัน/ช่อง อีกทั้งยังเป็นการบริหารรูปแบบ New Normal ไม่มีการสัมผัส ไม่มีความเสี่ยงโควิด-19 หรือเชื้อโรคอื่นๆ การชำระค่าบริการสะดวก ทั้งระบบพรีเพด หรือโพสต์เพด ในหลายช่องทาง ไม่ต้องจ่ายเงินสด เติมเงิน หรือซื้อคูปองเหมือนเดิม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนกรณีที่มีผู้ใช้ทางจงใจฝ่าฝืนการชำระค่าผ่านทางจะมีระบบติดตาม ซึ่งกรมทางหลวง กรมการขนส่งทางบก (ขบ.) ตำรวจทางหลวง จะร่วมกันบังคับใช้กฎหมาย โดยมีโทษปรับ 10 เท่าของอัตราค่าบริการที่ติดค้าง และในอนาคตจะมีการปรับแก้กฎหมายเพื่อเพิ่มบทลงโทษให้สูงขึ้นเหมือนมาตรฐานสากล&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; M-Flow ถือเป็นการตอบโจทย์ Lifestyle ในยุคสังคมไร้เงินสด ที่สามารถชำระค่าผ่านทางแบบอัตโนมัติด้วยบัตรเครดิต/บัตรเดบิต การหักบัญชีธนาคารแบบอัตโนมัติ การตัดชำระผ่านระบบ Pre-Paid เช่น M-Pass Easy-Pass และ Wallet อื่นๆ ในอนาคต แต่ในขณะเดียวกันก็จะยังคงมีบริการรับชำระเงินผ่านช่องทางธนาคาร และ Counter Service ในรูปแบบต่างๆ ผ่าน QR Code ด้วย.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;กัลยา ยืนยง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114177</URL_LINK>
                <HASHTAG>M-Flow ตอบโจทย์สังคมไร้เงินสด, กระจกไร้เงา, กัลยา ยืนยง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191229/image_big_5e088ef44eff8.jpg </PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
