<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>58593</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/03/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/03/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ลดความเสี่ยง-ลดอุบัติเหตุ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เดินหน้าไม่หยุดสำหรับการปรับปรุงและการเพิ่มมาตรฐานความปลอดภัยการใช้รถใช้ถนน ล่าสุด รมว.คมนาคม ศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม ได้รับชมและรับทราบผลการทดสอบแผ่นยางหุ้มแบริเออร์คอนกรีต หรือ (Barriers Rubber Fender) พร้อมทั้งมีกำหนดการที่จะลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) กับกระทรวงคมนาคมของประเทศเกาหลีใต้ ในการร่วมกันบูรณาการด้านเทคโนโลยีความปลอดภัยทางถนน และระบบจราจรอัจฉริยะ หรือ Intelligent Transport System-ITS
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ซึ่งก่อนหน้านี้ กรมทางหลวงชนบท (ทช.) ได้มีการทดสอบเบื้องต้น ที่อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ผลการทดสอบเป็นที่น่าพอใจ และเป็นไปตามสมมุติฐานที่วางไว้ คือ มีความแข็งแรง รวมถึงสร้างความปลอดภัยจากแรงปะทะได้ถึง 30% เมื่อใช้ความเร็วรถ 120 กม./ชม. จากเดิมแบริเออร์คอนกรีตรับได้ 90 กม./ชม.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับผลทดสอบที่เกาหลีใต้พบ แผ่นยางครอบแบริเออร์ที่ ทช.นำไปทดสอบสามารถรับแรงกระแทกได้ดี ทำให้รถยนต์เสียหายเฉพาะด้านชน ไม่พลิกคว่ำ และไม่มีการเหินของรถ เหมือนแบริเออร์คอนกรีต ซึ่งหลังจากนี้ ทช.จะนำมาต่อยอดพัฒนาแท่งแผ่นยางพาราครอบแบริเออร์ เพื่อนำมาใช้ในงานก่อสร้างทาง เพื่อความปลอดภัยบนสายทางของ ทช.ทั่วประเทศ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนข้อสงสัยที่ว่าแล้วเกาะกลางถนนที่มีอยู่เดิมนั้นจะรื้อหรือไม่ รมว.คมนาคม ชี้แจงว่าไม่มีการรื้ออย่างแน่นอน แต่อาจจะปรับปรุงเรื่องความปลอดภัยด้วยการติดตั้งแผ่นยางหุ้มแบริเออร์เข้าไปแทน โดยมั่นใจว่าสถิติในเรื่องการเกิดอุบัติเหตุจะลดลง และชี้แจงว่าแนวทางดังกล่าว จะมีต้นทุนถูกกว่าการทำเกาะหญ้า และได้พื้นที่การจราจรมากกว่า รวมถึงการก่อสร้างเร็วกว่า อีกทั้งยังประหยัดต้นทุนในการบำรุงรักษามากกว่าอีกด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต้องยอมรับกันว่าเมื่อมีการลงทุนหรือสั่งซื้อสินค้าจากต่างประเทศทุกครั้งมักจะมีข้อกล่าวหาสารพัดรอบทิศทาง &amp;nbsp;โดยเพาะในด้านใครได้ใครเสีย ต้องบอกเลยว่าเมื่อใช้แผ่นยางหุ้มแบริเออร์ งบประมาณที่จะลงทุน จะไปถึงมือเกษตรกรชาวไร่สวนยางโดยตรง เพราะหลังจากนี้กระทรวงคมนาคมจะมีการ MOU กับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยการให้สหกรณ์ชาวสวนยางเป็นผู้ผลิตตามรูปแบบและมาตรฐานของกรมทางหลวง (ทล.) และ ทช.รับซื้อยางพาราโดยตรง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในขณะเดียวกัน ได้มีเสียงจากภาคเอกชนออกมาแสดงความเห็นว่านโยบายในเรื่องการนำยางพารามาใช้ในงานก่อสร้าง นั้นจะเกิดประโยชน์กับเกษตรกรและชาวสวนยางมากที่สุด เพราะนโยบายนี้จะทำให้มีการใช้ยางพารามากขึ้น ส่งผลให้ราคายางเพิ่มสูงขึ้น และทำให้ชาวสวนมีงานทำจากการแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางไปใช้ในการก่อสร้าง โดยเฉพาะเรื่องของผลิตภัณฑ์ยางพารา ที่กระทรวงคมนาคมออกมาหนุนการใช้ยางพาราของเกษตรกร จุดมุ่งหมายเพื่อนำไปครอบแบริเออร์นั้น บรรดาสหกรณ์ต่างๆ ที่มีเครื่องจักรพร้อมที่จะทำการผลิตมีทั้งที่ภาคใต้ เหนือ และภาคอีสาน มีกำลังผลิตเพียงพอแน่นอน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เรียกได้ว่าเมื่อมองลึกๆ นโยบายนี้ได้ประโยชน์ทั้งขึ้นทั้งล่อง ไม่ว่าจะเป็นผู้ใช้รถใช้ถนน ที่ไม่รู้ว่าวันดีคืนดีขับขี่รถอยู่ๆ เกิดหลับในขึ้นมา กรณีที่ชนกับแผ่นยางหุ้มแบริเออร์แน่นอนว่าจะช่วยลดแรงกระแทกได้ดี ทำให้รถยนต์เสียหายเฉพาะด้านชน ไม่พลิกคว่ำ และไม่มีการเหินของรถ เหมือนแบริเออร์คอนกรีต จะช่วยลดความเสี่ยงในชีวิตอีกด้วย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ชาวเกษตรกรชาวสวนยางพาก็ได้รับประโยชน์โดยตรง โดยไม่ผ่านมือคนกลาง เมื่อทุกฝ่ายลงมือปฏิบัติจริงเชื่อว่าแผนที่วางไว้จะสำเร็จอย่างแน่นอน แว่วๆ มาว่าช่วงเทศกาลสงกรานต์ ปี 2563 นี้ ทช.และ ทล.จะนำร่องในพื้นที่จุดเสี่ยงอันตรายจากนั้นจะประเมินผล ถ้าได้ผลดีจะขยายผลมาใช้ในถนนทางหลวงต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม นโยบายนี้ถือว่าเป็นเรื่องดีๆ ที่ชาวสวนยางจะได้รับประโยชน์โดยตรง แต่ทั้งหมดนี้ต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานที่โปร่งใส ไร้ทุจริต และตรวจสอบได้ จึงจะไร้ข้อครหา จะช่วยสร้างภาพลักษณ์ให้องค์กรจนได้ชื่อว่าปลอดทุจริตอย่างแท้จริง.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กัลยา ยืนยง​​​​​​​&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/58593</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจกไร้เงา, กัลยา ยืนยง​​​​​​​</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180114/5a5b68b2a156d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>56818</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/02/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/02/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เครื่องฟอกอากาศเคลื่อนที่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จะเห็นได้ว่าปัจจุบันปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ยังไม่บรรเทาเบาบางลง ซึ่งสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดฝุ่นคือเกิดจากรถยนต์ถึง 70% ด้วยเหตุนี้จึงทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องลุกขึ้นมาหาแนวทางป้องกันตัดตอนต้นเหตุของฝุ่น จึงได้มีแนวคิดการทำเครื่องฟอกอากาศเคลื่อนที่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ศักดิ์สยาม ชิดชอบ&amp;rdquo; รมว.คมนาคม กล่าวว่า กระทรวงคมนาคมมุ่งแก้ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ซึ่งขณะนี้ อยู่ระหว่างการศึกษาและทดลองในการทำระบบฟอกอากาศเคลื่อนที่ ซึ่งกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) ได้ประสานกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม, สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยมีคณะนวัตกรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เข้ามาช่วยออกแบบการทำเครื่องฟอกอากาศเคลื่อนที่ เป็นโมบาย ที่สามารถติดตั้งบนหลังคารถ โดยจะเริ่มจากรถโดยสารประจำทางขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) เส้นทางละ 3 คัน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คาดว่าในเร็วๆ นี้จะมีการสรุปต้นแบบของตัวอุปกรณ์ที่จะติดตั้งบนหลังคารถ และทดลองวิ่งเพื่อจับค่าของอากาศ ก่อนเข้าเครื่องกรองอากาศ และหลังออกจากเครื่องฟอกอากาศ รวมถึงความเร็วของรถ กับปริมาณลมที่เข้าเครื่อง โดยเครื่องจะรับปริมาณอากาศได้ประมาณ 1 คิว ซึ่งจะมีท่อ PVC ดูดอากาศเพื่อรวมไปยังระบบกรองอากาศ ซึ่งจากการทดลอง พบว่าขนาดประมาณ 1 คิวกับความเร็วรถที่ 20 กม./ชม. พบว่า 1 ชม.จะสามารถฟอกอากาศได้ 20,000 คิว/คัน/ชม. และให้ทดลองเพิ่มเติมว่า หากรถมีความเร็วที่มากกว่า 20 กม./ชม. &amp;nbsp;จะมีผลเป็นอย่างไร เครื่องกรองอากาศรับไหวหรือไม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หากวัดอัตราการหายใจของคน 1 คน ใช้อากาศบริสุทธิ์หายใจ 0.5 คิว/ชม. คาดว่ารถ 1 คัน ที่วิ่ง 1 ชม. กรองอากาศช่วยคนได้ 40,00 คน ซึ่งหากทดลองและพิสูจน์สมมุติฐานออกมาแล้วได้ผล จะขยายผลจากรถ ขสมก.ไปยังรถบรรทุก และหากหลังคารถ ขสมก.มีพื้นที่พอ ให้ติดตั้งเครื่อง 2 ชุด/1 คัน เพื่อให้มีปริมาณอากาศวิ่งเข้ามากขึ้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นการประยุกต์ใช้ ซึ่งทางมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้เสนอไอเดียเข้ามา และได้รายงานต่อนายกรัฐมนตรีแล้ว ซึ่งต้นเหตุของการเกิด PM 2.5 คือรถยนต์ ซึ่งวิ่งอยู่บนถนน หลักการคือเมื่อคันหน้าวิ่งและปล่อยอากาศไม่ดี คันหลังที่มีเครื่องฟอกอากาศ ก็ฟอกอากาศที่ปล่อยมากรองและสกัด PM 2.5 ซึ่งเชื่อว่าจะใช้เงินไม่มาก &amp;nbsp;เพราะเป็นการประยุกต์จากสิ่งที่หาได้ และไส้กรอง ขายในลาซาด้า ประมาณ 500 กว่าบาท และกรอง 1 ตัว ใช้ได้ถึง 400 ชม. เท่ากับ 2-3 สัปดาห์ จึงจะเปลี่ยน ผมให้นโยบายไป หากได้ผลดี หากประชาชนสนใจ สามารถนำแบบไปใช้งานได้ เพื่อช่วยกันฟอกอากาศ เนื่องจากต้นทุนไม่แพงมาก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่กรมการขนส่งทางบก (ขบ.) ได้รับนโยบายเรื่องนี้ว่าในการนำเครื่องฟอกอากาศเคลื่อนที่ ซึ่งจะติดบนหลังคารถ โดยนโยบายกระทรวงคมนาคมจะให้เริ่มติดตั้งกับรถโดยสารประจำทางของ ขสมก.ก่อนว่า ในเรื่องนี้ทาง ขบ.ได้มีการประสานงานร่วมกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม, สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) ในการจัดทำเครื่องฟอกอากาศเคลื่อนที่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยเบื้องต้นจะเป็นการนำร่องติดตั้งกับรถเมล์ต้นแบบ ขสมก. ก่อน 3 คันต่อเส้นทาง ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ 129 เส้นทางทั่วกรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมแล้วประมาณ 387 คันก่อน ซึ่งรถที่จะนำมาติดตั้งทาง ขสมก.จะเป็นคนคัดเลือกมา ส่วน ขบ.จะมีหน้าที่ในการตรวจมาตรฐานการติดตั้ง เนื่องจากเป็นการติดตั้งจากภายนอกรถ ซึ่งการติดตั้งจะเริ่มติดตั้งเครื่องฟอกอากาศบนหลังคารถเมล์ภายในสัปดาห์นี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ในการติดตั้งเครื่องฟอกอากาศเคลื่อนที่บนหลังคารถเมล์ ขสมก.นั้น ทางฝ่ายสำนักวิศวกรรมยานยนต์ ขนส่งทางบก จะเป็นผู้ควบคุมและทดลอง รวมถึงการประเมินผลที่จะได้รับ ซึ่งมั่นใจว่าประชาชนที่ใช้บริการรถเมล์ ขสมก.จะมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้ ส่วนค่าใช้จ่ายในการติดตั้งนั้น ในส่วนนี้ทาง ขสมก.จะต้องเป็นผู้ดำเนินการ เพราะ ขบ.มีหน้าที่ในการช่วยดูคุณภาพมาตรฐานและการติดตั้ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถือเป็นเรื่องราวดีๆ ที่แม้แต่เป็นแนวคิด ขณะเดียวกันจะมีการทดสอบใช้เครื่องฟอกอากาศเคลื่อนที่ในเร็วๆ นี้ จะเห็นได้ว่าเป็นการช่วยสังคมได้มากเลยทีเดียว &amp;nbsp;หากฝุ่นควันที่ปล่อยออกมาจากรถสาธารณะให้เป็นอากาศบริสุทธิ์ แน่นอนว่าจะช่วยให้ฝุ่น PM 2.5 ลดลงอย่างแน่นอน.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กัลยา ยืนยง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/56818</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจกไร้เงา, กัลยา ยืนยง​​​​​​​</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180114/5a5b68b2a156d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>47959</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/10/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/10/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เดดไลน์ 25 ต.ค.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การเปลี่ยนแปลงวันนัดเซ็นสัญญา โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินระหว่างการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) กับกิจการร่วมค้า บริษัท เจริญโภคภัณฑ์โฮลดิ้ง จำกัด และพันธมิตร (กลุ่ม&amp;nbsp;CPH)&amp;nbsp;มาเป็นวันที่ 25 ต.ค.นี้ เวลาเที่ยงตรง จนทำให้เกิดข้อสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เรื่องนี้ร้อนถึง &amp;rdquo;ศักดิ์สยาม ชิดชอบ&amp;rdquo; รมว.คมนาคม ต้องออกมาชี้แจงถึงสาเหตุที่จะต้องเลื่อน เพราะ
คณะกรรมการ (บอร์ด) รฟท. ได้ยื่นหนังสือลาออกไปแล้ว หากลงนามกับซีพีจะทำให้สัญญาเป็นโมฆะทันที เนื่องจากสัญญาจะไม่มีผลผูกพันธ์กับรถไฟ ซึ่งจากกรณีดังกล่าว จึงถือเป็นสิทธิที่ผู้ว่าจ้าง คือ รฟท. สามารถที่จะแจ้งเลื่อนวันเซ็นสัญญาได้ สาเหตุมาจากความจำเป็น&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พร้อมทั้งออกมาปัดกระแสลาออกขอบอร์ดว่า ไม่ได้ถูกกดดัน และระบุอย่างชัดเจนว่าการลาออกของบอร์ดการรถไฟฯ เป็นเรื่องที่ไม่มีใครคาดถึงว่าจะมีการลาออก เพราะคณะกรรมการคัดเลือก เพิ่งจะมีการประชุมเมื่อวันที่ 27 ก.ย.ที่ผ่านมา และวันที่ 30 ก.ย.62 ได้ออกหนังสือแจ้งการลงนามให้แก่ผู้ชนะประกวดราคา ต่อมาเมื่อวันที่ 1 ต.ค.62 เมื่อผู้ชนะการประกวดราคามารับหนังสือ ปรากฏว่าบอร์ด รฟท.กลับลาออกในวันเดียวกัน เราจึงต้องดำเนินการต่อให้ถูกต้องตามกฎหมาย หากไม่มีบอร์ด รฟท. เราไม่สามารถนำเรื่องนี้ให้ ครม.รับทราบได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับความคืบหน้ารายชื่อคณะกรรมการการรถไฟแห่งประเทศไทย (บอร์ด ​รฟท.) ชุดใหม่นั้น ขณะนี้ได้ส่งเรื่องให้เลขาธิการ​คณะรัฐมนตรี ​(ครม.) ​เพื่อนำเข้าที่ประชุม ครม.พิจารณา​และให้ความเห็นชอบในวันที่​ 15​ตุลาคมนี้ ซึ่งเชื่อว่า จะ​ไม่มีปัญหา​ จากนั้นคณะกรรมการฯ จะทำงานได้ทันที​ ขณะเดี​ยวกัน​ ได้รับการติดต่อจากผู้ชนะการประมูล​ คือ กลุ่มกิจการร่วมค้า​ บริษัท​ เจริญ​โภคภัณฑ์​ โฮลดิ้ง​ จำกัด​ และพันธมิตร​ (กลุ่ม​ CPH) ว่าจะมาเซ็นสัญญา​ในวันที่​ 25​ตุลาคม​นี้อย่างแน่นอน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม นายศักดิ์สยามยังกล่าวว่า สำหรับการดำเนินโครงการรถไฟเชื่อม 3 สนามบินนั้น ถือเป็นโครงการลงทุนที่สำคัญในพื้นที่&amp;nbsp;EEC&amp;nbsp;ซึ่งกระทรวงคมนาคมและรัฐบาลจะดูแลให้การดำเนินการประเทศต้องได้ประโยชน์สูงสุดจากการพัฒนาโครงการดังกล่าว พร้อมยืนยันว่าโครงการดังกล่าวจะไม่มีเรื่องของค่าโง่อย่างแน่นอน สำหรับประเด็นเรื่องการเวนคืนที่ดินที่จะต้องออกหนังสือเริ่มต้นทำงาน (Notice To Proceed : NTP)&amp;nbsp;ของโครงการให้เอกชนหลังจากการลงนาม 1 ปีนั้น นายศักดิ์สยามกล่าวว่า ตามรายละเอียดในเอกสาร&amp;nbsp;RFP&amp;nbsp;ได้ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า หากติดปัญหาการส่งมอบพื้นที่บริเวณใด สามารถยื่นเสนอขอขยายกรอบระยะเวลาออกไปได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เป็นที่รู้กันว่าก่อนหน้านี้มีปัญหาเรื่องการส่งมอบพื้นที่ ทำให้เกิดการเจรจาล่าช้า ซึ่งตามเอกสาร RFP ข้อ 50.1 ยังระบุไว้ชัดเจนว่า ผู้ยื่นข้อเสนอต้องมีหน้าที่ตรวจสอบรายละเอียดที่ตั้งของโครงการฯ สภาพแวดล้อม และรายละเอียดที่เกี่ยวเนื่องกับโครงการด้วยตนเอง เพื่อเก็บข้อมูลที่จำเป็นต่อการเตรียมเอกสารข้อเสนอ รวมถึงการเข้าทำสัญญาร่วมลงทุนนี้เมื่อผู้ยื่นข้อเสนอที่ผ่านการประเมินที่ได้รับการคัดเลือกให้เป็นเอกชนคู่สัญญา โดยผู้ยื่นข้อเสนอจะต้องรับภาระความเสี่ยง รวมทั้งภาระค่าใช้จ่ายในการตรวจสภาพสถานที่ตั้งของโครงการด้วยตนเองทั้งสิ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ศักดิ์สยามได้ออกมาแสดงเจตจำนงว่ายินดีทำงานร่วมกับเอกชน เพราะเป็นโครงการ PPP แต่ทั้งหมดต้องไปดูเงื่อนไข PPP ว่ารัฐทำอะไรได้บ้าง ถ้าทำอะไรใน RFP ได้ เราทำให้หมด ส่วนเรื่องการมอบพื้นที่ ต้องเอาแผนที่มากางเลยว่า 72% ที่จะส่งมอบมีตรงไหนบ้าง ตรงไหนใครรับผิดชอบ มีงบดำเนินการหรือไม่อย่างไร เพราะในกฎหมายทำได้เท่านั้น ต้องดู RFP เป็นหลัก เกินไม่ได้ ขาดไม่ได้ และเป็นไปไม่ได้ที่เอกชนไม่ได้อ่าน กับโครงการที่มีมูลค่าเป็นแสนล้าน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อีกไม่กี่อึดใจก็จะได้รู้ว่า ในวันที่ 25 ต.ค.นี้ เวลาเที่ยงตรง การเซ็นสัญญากับกลุ่มซีพี ซึ่งชนะการประมูล จะเกิดขึ้นหรือไม่ ซึ่งเบื้องต้นกลุ่มซีพีได้ยืนยันว่าพร้อมที่จะเข้ามาเซ็นสัญญาตามกำหนดเวลา และเป็นที่ทราบกันว่าหากผู้ชนะการประมูลไม่มาเซ็นสัญญาตามเวลาที่กำหนดนั้นจะถูกริบเงินประกันซอง 2,000 ล้าน และติดขึ้นบัญชีดำ (แบล็กลิสต์) ให้เป็นผู้ทิ้งงานรัฐบาล ส่งผลให้ถูกตัดสิทธิ์ประมูลโครงการก่อสร้างของภาครัฐ.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กัลยา ยืนยง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/47959</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจกไร้เงา, กัลยา ยืนยง​​​​​​​</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180114/5a5b68b2a156d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>41637</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/07/2019 09:22</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/07/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สถานีรถไฟฟ้าที่สวยที่สุด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถือเป็นครั้งแรกที่การสร้างสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินจะกลายเป็นแหล่งงานสถาปัตยกรรมที่โดดเด่นและสวยงาม จนทำให้เรารู้สึกว่าสักครั้งหนึ่งในชีวิตต้องได้ไปถ่ายเซลฟี่และเยี่ยมเยือนงาน ซึ่งสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินที่ได้รับเลือกให้เป็น 5 สถานีที่โดดเด่นเหนือกว่าทุกสถานีของรถไฟฟ้าใต้ดิน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หลังการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ได้เตรียมเปิดให้ประชาชนทดลองใช้บริการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ส่วนต่อขยาย จากสถานีวัดมังกร-สถานีท่าพระ รวมจำนวน 5 สถานี (ได้แก่ สถานีวัดมังกร สถานีสามยอด สถานีสนามไชย สถานีอิสรภาพ และสถานีท่าพระ) ในระหว่างวันที่ 29 กรกฎาคม 2562 ถึงวันที่ 28 กันยายน 2562 โดยไม่คิดค่าโดยสาร&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้นจะทยอยปรับการให้บริการไปตามความก้าวหน้าของงาน และความพร้อมของระบบที่เกี่ยวข้องไปจนถึงระดับการให้บริการตามปกติ เช่น การขยายจำนวนสถานีให้บริการไปจนถึงสถานีหลักสอง หรือการเดินรถไฟฟ้าอย่างต่อเนื่องถึงสถานีหลักสอง โดยไม่ต้องเปลี่ยนขบวนรถไฟฟ้าที่สถานีหัวลำโพง ซึ่งจะมีการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรับทราบต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับการเปิดให้ประชาชนทดลองใช้บริการในช่วงแรกนี้ จะเปิดให้ใช้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 10.00-16.00 น. โดยจะให้บริการรถไฟฟ้าแบบวิ่งไป-กลับ จากสถานีหัวลำโพงถึงสถานีท่าพระ มีรถไฟฟ้าให้บริการ 3 ขบวน ระยะห่างระหว่างขบวนประมาณ 8 นาที โดยผู้โดยสารที่เดินทางมาจากสายสีน้ำเงิน (สถานีเตาปูน-สถานีหัวลำโพง) จะต้องเปลี่ยนขบวนรถไฟฟ้าที่สถานีหัวลำโพงเพื่อเดินทางไปยังสถานีในสายสีน้ำเงิน ส่วนต่อขยาย (สถานีวัดมังกร-สถานีท่าพระ)
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในกรณีเดินทางระหว่างสถานีวัดมังกรถึงสถานีท่าพระ รวมจำนวน 5 สถานี จะไม่คิดค่าโดยสาร โดยใช้เหรียญหรือบัตรโดยสารรถไฟฟ้า MRT เดินทางในระบบรถไฟฟ้าผ่านประตูอัตโนมัติได้ตามปกติ หรือออกเหรียญโดยสารได้ที่เครื่องออกเหรียญโดยสารอัตโนมัติ หรือห้องออกบัตรโดยสารทุกสถานี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่รายละเอียดของสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินสนามไชย เป็นสถานีรถไฟฟ้าที่สวยที่สุด โดยออกแบบให้เหมือนกับพระราชวังในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ขณะที่สถานีอิสรภาพเป็นสถานีรถไฟใต้ดินแห่งแรกในฝั่งธนฯ โดยรถไฟฟ้า MRT สายสีน้ำเงินส่วนต่อขยายสถานีหัวลำโพงถึงสถานีหลักสองมีระยะทาง 14 กิโลเมตร แบ่งเป็นสถานียกระดับทั้งหมด 7 สถานี และ 4 สถานีรถไฟใต้ดิน ที่ตกแต่งสวยงามและมีความโดดเด่น ไปสถานีสามยอดเป็นสถานีที่บอกเล่าเรื่องราวในอดีต ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ต่างๆ ด้วยภาพเก่าตั้งแต่สมัย ร.5 รวมทั้งใกล้ย่านพาหุรัด เมกาพลาซ่า&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนกรณีเดินทางเข้ามาโดยรถไฟฟ้า MRT สายสีน้ำเงิน (สถานีเตาปูน-สถานีหัวลำโพง) จะคิดอัตราค่าโดยสารตั้งแต่สถานีแรกที่อัตรา 16 บาท โดยค่าโดยสารจะเพิ่มตามระยะทาง อัตราสูงสุด 42 บาท และสามารถเดินทางเชื่อมต่อกับสายสีม่วงได้ตามปกติ โดยมีอัตราค่าโดยสารสูงสุดไม่เกิน 70 บาท และเมื่อผู้โดยสารแตะตั๋วโดยสารที่ประตูอัตโนมัติแล้วสามารถอยู่ในระบบรถไฟฟ้าได้ไม่เกิน 180 นาที ทั้งนี้ การออกตั๋วโดยสารและการใช้ระบบรถไฟฟ้าเป็นไปตามเงื่อนไขที่บริษัท BEM กำหนด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับที่ตั้งสถานีสนามไชยตั้งอยู่ใต้ถนนสนามไชย บริเวณหน้าโรงเรียนวัดราชบพิธ และมิวเซียมสยาม (พิพิธภัณฑ์การเรียนรู้) อยู่ห่างจากพระบรมมหาราชวังเพียงไม่กี่ร้อยเมตร พื้นที่สถานียาว 270 เมตร มีทางเข้า-ออก 5 ทาง ใกล้กับสถานที่โดยรอบ ได้แก่ 1.มิวเซียมสยาม 2.โรงเรียนวัดราชบพิธ 3.สถานีตำรวจพระราชวัง 4.ปากคลองตลาด 5.ท่าเรือราชินี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อพูดถึงทำเลที่ตั้งของสถานีเรียกได้ว่าเป็นจุดยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวของกรุงเทพมหานครเลยก็ว่าได้ เพราะอยู่ใกล้แหล่งท่องเที่ยวสำคัญมากมาย ทั้งพระบรมมหาราชวัง วัดพระแก้วสนามหลวง มิวเซียมสยาม วัดโพธิ์ ท่าเตียน จุดชมวิววัดอรุณฯ ปากคลองตลาด ยอดพิมานริเวอร์วอล์ค แม่น้ำเจ้าพระยา ฯลฯ ซึ่งทางเข้า-ออกของสถานีทั้ง 5 ทางนั้นก็ครอบคลุมพื้นที่จุดสำคัญในย่านนั้นแทบทั้งหมด เรียกได้ว่าเป็นไฮไลต์ใหม่ของเมืองกรุงทีเดียว.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กัลยา ยืนยง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/41637</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจกไร้เงา, กัลยา ยืนยง​​​​​​​</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180114/5a5b68b2a156d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>38696</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/06/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/06/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>”คิงเพาเวอร์”คว้า3โครงการใหญ่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เป็นที่น่าจับตามอง หลังจาก บริษัท ท่าอากาศยานไทย (จำกัด) มหาชน หรือ ทอท. ได้มีการเปิดประมูลโครงการใหญ่สามโครงการรวดเดียว ได้แก่ โครงการจำหน่ายสินค้าปลอดอากร (ดิวตี้ฟรี) และพื้นที่เชิงพาณิชย์ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ รวมไปถึงดิวตี้ฟรีใน 3 ท่าอากาศยานภูมิภาค (ภูเก็ต เชียงใหม่ หาดใหญ่) ที่ผ่านมาพบว่ามีเอกชนยักษ์ใหญ่ให้ความสนใจทั้งรายเก่าและรายใหม่ตบเท้าเข้าแข่งขันการประมูลในครั้งนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อพูดถึงสามโครงการใหญ่ที่ ทอท.ให้สิทธิ์เอกชนเข้ามาบริหาร เริ่มจาก &amp;rdquo;ดิวตี้ฟรี&amp;rdquo; หลังจากเอกชนรายเดิมหมดสัญญาสัมปทานแล้ว เอกชนที่ชนะการประมูลรายใหม่จะได้ดำเนินการธุรกิจดิวตี้ฟรีที่สนามบินสุวรรณภูมิทั้งภายในอาคารผู้โดยสารหลัก และอาคารผู้โดยสารแห่งใหม่ต่อไปอีก 10 ปี นับตั้งแต่เดือน ก.ย.2563-มี.ค.2574
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีผู้ยื่นซองประมูลจำนวน 3 กลุ่ม จากที่ซื้อซองไปทั้งหมด 5 ราย จากการตรวจรายชื่อผู้ยื่นซองทั้ง 3 กลุ่ม ได้แก่ 1.กิจการร่วมค้ารอยัลออคิด ประกอบด้วย บริษัท โรงแรมรอยัลออคิด (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ ROH จับมือกับ บริษัท เอ็มไพร์ เอเชีย กรุ๊ป จำกัด และ WDFG UK LIMITED 2.กิจการร่วมค้า บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BA ร่วมกับบริษัท โฮเต็ล ล็อตเต้ จำกัด และบริษัท บางกอกแอร์เวย์สโฮลดิ้ง จำกัด และ 3.บริษัท คิงเพาเวอร์ ดิวตี้ฟรี จำกัด ส่วนอีก 2 กลุ่มคือ บริษัท สรรพสินค้าเซ็นทรัล จำกัด ที่จับมือ กับบริษัท ดีเอฟเอส เวนเจอร์ สิงคโปร์ จำกัด และบริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ไม่ได้เข้ายื่นซองแต่อย่างใด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับผลการพิจารณาโครงการดังกล่าว พบว่าผู้ที่ได้คะแนนสูงสุด อันดับ 1 บริษัท คิงเพาเวอร์ ดิวตี้ฟรี จำกัด ยื่นรายชื่อประมูลเพียงรายเดียว ได้คะแนนรวม 96 คะแนน จากคะแนนเต็ม 100 คะแนน อันดับ 2 คือ บริษัทโรงแรมรอยัลออคิด (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ได้คะแนน 86 คะแนน และอันดับ 3 บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ได้คะแนน 84 คะแนน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มาต่อกันที่โครงการบริหารพื้นที่เชิงพาณิชย์ (รีเทล) สนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งมีเอกชนซื้อซองไป 4 ราย ได้แก่ 1.บริษัท คิง เพาเวอร์ สุวรรณภูมิ จำกัด 2.บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) 3.บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด 4.บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ซึ่งไม่มีรายใดแจ้งเรื่องการร่วมลงทุน (Joint venture) นั้น ปรากฏว่ามีผู้ยื่นซองประมูลจำนวน 3 ราย ได้แก่ คิงเพาเวอร์ สุวรรณภูมิ, เซ็นทรัลพัฒนา และไมเนอร์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หลังจากตรวจสอบคุณสมบัติ พบว่ามีรายที่ผ่านคุณสมบัติ 2 ราย คือ คิงเพาเวอร์ สุวรรณภูมิ และเซ็นทรัลพัฒนา ส่วนบริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เชั่นแนล ได้ยื่นประมูล โดยใช้ผลงานของบริษัท ไมเนอร์ ฟู้ด กรุ๊ป ซึ่งถือว่าไม่ตรงกับเงื่อนไขใน TOR ข้อ 3.5 ที่ระบุให้ผู้ยื่นซองต้องเป็นผู้ซื้อซองด้วย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยคิงเพาเวอร์เป็นผู้ได้คะแนนรวมสูงสุดอันดับ 1 และเซ็นทรัลพัฒนา หรือ CPN ได้คะแนนรวมเป็นอันดับ 2 โดยคะแนนรวมมาจาก 2 ส่วน คือ คะแนนเทคนิค 80% และคะแนนผลตอบแทน 20%
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนโครงการบริหารพื้นที่ปลอดอากร (ดิวตี้ฟรี) 3 สนามบินภูมิภาค (ภูเก็ต เชียงใหม่ หาดใหญ่) พบว่าผู้ที่ได้คะแนนสูงสุด อันดับ 1 บริษัท คิงเพาเวอร์ ดิวตี้ฟรี จำกัด ยื่นรายชื่อประมูลเพียงรายเดียว ได้คะแนนรวม 96 คะแนน จากคะแนนเต็ม 100 คะแนน อันดับ 2 คือ บริษัทโรงแรมรอยัลออคิด (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ได้คะแนน 86 คะแนน และอันดับ 3 บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ได้คะแนน 84 คะแนน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อสิ้นสุดการเปิดประมูลโครงการใหญ่ทั้ง 3 โครงการ ปรากฏว่าผู้ที่ได้รับคะแนนรวมสูงสุด คือ &amp;ldquo;บริษัท คิง เพาเวอร์ สุวรรณภูมิ จำกัด&amp;rdquo; ถือเป็นเอกชนที่มีประสบการณ์อยู่แล้วเมื่อดูตามเนื้องานที่จะได้รับสิทธิ์การบริการทั้งสามสัญญา โดย ทอท.ได้ออกมาชี้แจงว่าผู้ชนะได้เสนอค่าตอบแทนสูงกว่าที่ &amp;nbsp;ทอท.เคยได้รับอยู่เดิม และสูงกว่าที่ ทอท.คาดหมาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม หลังจากคณะกรรมการพิจารณารายได้ &amp;nbsp;ทอท. ที่มีนายนิตินัย ศิริสมรรถการ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ทอท.เป็นประธาน ประชุมเมื่อวันที่ 12 มิ.ย.ที่ผ่านมา พิจารณาเห็นชอบผลการประมูลจัดหาเอกชนบริหารสิทธิ์โครงการจำหน่ายสินค้าปลอดอากร (ดิวตี้ฟรี) และพื้นที่เชิงพาณิชย์ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ รวมไปถึงดิวตี้ฟรีใน 3 ท่าอากาศยานภูมิภาค (ภูเก็ต เชียงใหม่ หาดใหญ่) ตามที่คณะกรรมการคัดเลือกฯ เสนอไป โดยผลการยื่นข้อเสนอ 3 สัญญา มีเอกชนที่ได้คะแนนสูงสุด คือ กลุ่มคิงเพาเวอร์&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยขั้นตอนหลังจากนี้จะต้องนำเสนอที่ประชุมบอร์ด ทอท.พิจารณารายละเอียดในวันที่ 19 มิ.ย.นี้ ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีกระแสคัดค้านผลการพิจารณา มีเพียงเอกชนซึ่งเป็นผู้ยื่นข้อเสนอ ที่ส่งหนังสือขอทราบรายละเอียดคะแนน ประกอบไปด้วยคิงเพาเวอร์ และกลุ่มโรงแรมรอยัลออคิด ก็ลุ้นกันว่า 19 มิ.ย.นี้บทสรุปจะเป็นอย่างไร.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กัลยา ยืนยง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/38696</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจกไร้เงา, กัลยา ยืนยง​​​​​​​</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180114/5a5b68b2a156d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>31761</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/03/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/03/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แตะเบรกประมูลดิวตี้ฟรี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถือเป็นประเด็น &amp;quot;ทอล์กออฟเดอะทาวน์&amp;quot; &amp;nbsp;อย่างกว้างขว้างหลังจากหัวเรือใหญ่อย่าง &amp;quot;อาคม เติมพิทยไพสิฐ&amp;quot; รมว.คมนาคม เรียกบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. ถึงประเด็นการเปิดประมูลสัมปทานพื้นที่เชิงพาณิชย์ และพื้นที่จำหน่ายสินค้าปลอดอากร (ดิวตี้ฟรี) พร้อมได้กำชับให้ ทอท.สร้างความชัดเจนทั้งข้อกฎหมายและรูปแบบดำเนินการโครงการดังกล่าว ขอให้ ทอท.ชะลอการออกประกาศเชิญชวนออกไปก่อน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะเดียวกัน ก็ให้เร่งหารือกับคณะกรรมการ (บอร์ด) &amp;nbsp;ทบทวนรูปแบบใหม่ ให้นำข้อห่วงใยของทุกฝ่ายเข้าไปพิจารณาอย่างรอบคอบ นอกจากนี้ขอให้ ทอท.ไปหารือกับกระทรวงการคลังอย่างเป็นทางการ เพื่อศึกษาว่าโครงการเข้าข่ายพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ร่วมทุนปี 2562 หรือไม่ โดยกระทรวงในฐานะหน่วยงานกำกับดูแล ขอให้ ทอท.หารือกับกระทรวงการคลังอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะการเอาโครงการเข้า พ.ร.บ.ร่วมทุนฉบับใหม่ จะต้องปฏิบัติอย่างไร&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ หากไม่เข้าข่ายตามกฎหมาย ก็จะต้องทำตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่สั่งการให้กระทรวงการคลัง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคิดกลไกกลาง เพื่อที่จะทำให้โครงการที่ไม่เข้าข่าย พ.ร.บ.ร่วมทุนปี 2562 สามารถประมูลอย่างโปร่งใสได้ ส่วนนี้ ทอท.อาจจะต้องกลับไปหารือว่าควรจะทำอย่างไร หากลไกกลางเข้ามาสร้างความเชื่อมั่น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เรื่องนี้ร้อนถึง นิตินัย ศิริสมรรถการ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. ที่ต้องออกมาแถลงข่าวว่าขณะนี้ ทอท.ได้ตัดสินใจเลื่อนการขายซองประกวดราคาดิวตี้ฟรี 4 สนามบิน (สุวรรณภูมิ ภูเก็ต เชียงใหม่ หาดใหญ่) ในวันที่ 19 มี.ค.นี้ ออกไปก่อน เนื่องจากกระแสสังคมที่อาจจะยังตั้งข้อสงสัยในเรื่องนี้อยู่ ทอท.ก็จะทำความเข้าใจต่อสังคม&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พร้อมระบุอย่างชัดเจนว่า หากไม่มีเหตุผลมาเป็นข้อโต้แย้ง มาหักล้าง ก็จะพิจารณาการขายซองใหม่อีกครั้งหนึ่ง คาดว่าไม่น่าจะนาน หรือในราว 1-2 สัปดาห์ น่าจะพิจารณากรอบเวลาที่จะเดินหน้ากำหนดวันขายซองใหม่ได้ เพราะที่ผ่านมา ทอท.ยืนยันว่า ได้ดำเนินการอย่างถูกต้องครบกระบวนการตามกฎเกณฑ์ต่าง ๆ แล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และยังย้ำอีกว่า การออกทีโออาร์ก่อนหน้านี้ได้พิจารณาแล้วว่า โครงการดังกล่าวไม่ได้เข้าข่ายที่จะต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ.2562 (กฎหมายพีพีพี) เนื่องจากในมาตรา 7 แม้ท่าอากาศยานและการขนส่งทางอากาศจะเป็นหนึ่งในหน่วยงานเจ้าของโครงการที่จัดทำโครงการร่วมลงทุนในกิจการเกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานและบริการสาธารณะ รวมถึงกิจการเกี่ยวเนื่องที่จำเป็น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดังนั้น เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของการดำเนินกิจการดังกล่าว ซึ่ง ทอท.พิจารณาแล้ว จึงเห็นว่าการเปิดสัมปทานดิวตี้ฟรีและพื้นที่เชิงพาณิชย์ในสนามบินไม่ใช่กิจการเกี่ยวเนื่องที่จำเป็นต่อการประกอบการท่าอากาศยานถึงขั้นถ้าไม่มีแล้วจะไม่สามารถให้บริการสนามบินได้ จึงมองว่าไม่เข้าข่ายต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ดังกล่าว ทำให้เราตัดสินใจเดินหน้าเปิดสัมปทานไปก่อนหน้านี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และยังยืนยันด้วยว่า &amp;ldquo;ที่ผ่านมา ทอท.ได้พิจารณากระแสสังคมมาโดยตลอด ไม่ได้นิ่งเฉย โดยเฉพาะประเด็นการผูกขาดดิวตี้ฟรีก็ไม่มีแล้ว เพราะ ทอท.จะมีการเปิดประมูล &amp;quot;ปิกอัพเคาน์เตอร์&amp;quot; (pick up counter) ที่สนามบินสุวรรณภูมิภายในปีนี้ ก็จะทำให้ผู้ประกอบการดิวตี้ฟรีในเมืองมาส่งสินค้าในสนามบินได้&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และจากการให้สัมภาษณ์ของผู้บริหาร ของ ทอท.กล่าวว่า ซึ่งจากผลการศึกษาของที่ปรึกษา ชี้ชัดว่าการรวมสัญญาของโครงการจำหน่ายสินค้าปลอดอากรทั้ง 4 ท่าอากาศยาน จะทำให้ผู้ชนะการประมูลมีอำนาจต่อรองกับผู้แทนจำหน่าย (Supplier) ของสินค้า (Brand Name) ชั้นนำได้มาก ซึ่งธุรกิจร้านค้าปลอดอากรเป็นธุรกิจที่ต้องแข่งขันกับผู้ประกอบการอื่นในระดับโลก การจะทำให้ท่าอากาศยานภูมิภาคมีสินค้า Brand Name ให้บริการผู้โดยสารเหมือนที่ให้บริการในท่าอากาศยานใหญ่ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่สุดแล้ว ทอท.จำเป็นต้องคัดเลือกให้ได้ผู้ประกอบการที่มีศักยภาพมากที่สุดเพื่อให้สามารถแข่งขันในระดับโลกได้ หากท่าอากาศยานของไทยไม่สามารถแข่งขันได้ จะส่งผลเสียต่อประเทศชาติโดยรวมต่อไป ก็ต้องมาลุ้นกันว่าท้ายที่สุดจะได้ข้อสรุปภายในเวลาที่กำหนดหรือไม่ หรือจะต้องยืดเยื้อจนกว่าจะมีรัฐบาลใหม่มาชี้ช่อง เรื่องนี้คงต้องตามกันต่อ.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;กัลยา ยืนยง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/31761</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจกไร้เงา, กัลยา ยืนยง​​​​​​​</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180114/5a5b68b2a156d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>30768</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/03/2019 00:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/03/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รถไฟไทย-จีนก้าวไปอีกขั้น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถือเป็นความสำเร็จไปอีกหนึ่งก้าว แม้ว่าจะมีการเลือกตั้งในเร็วๆ นี้ ก็ดูเหมือนว่าหน่วยงาน กระทรวง ทบวง กรม ก็ไม่ได้ปล่อยเกียร์ว่าง เฉกเช่นกระทรวงคมนาคม ที่มีผู้บริหารที่ขยันขันแข็งอย่างเช่น &amp;quot;อาคม เติมพิทยาไพสิฐ&amp;quot; รมว.คมนาคม ที่เป็นหัวเรือใหญ่ในการทำงานอย่างเอาจริงเอาจัง ชนิดที่ว่าไม่ว่างเว้นกันเลย จนในที่สุดได้มีการลงนามสัญญาการก่อสร้างงานโยธาที่ 2-1 ช่วงสีคิ้ว-กุดจิก ระยะทาง 11 กิโลเมตร ระหว่างการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) และบริษัท &amp;nbsp;ซีวิล เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับการพัฒนาระบบรถไฟความเร็วสูงเพื่อเชื่อมโยงภูมิภาค ช่วงกรุงเทพฯ-หนองคาย (ระยะที่ 1 ช่วงกรุงเทพฯ-นครราชสีมา) ระหว่างมูลค่าสัญญา 3,114.98 ล้านบาท &amp;nbsp;โดยคาดเริ่มก่อสร้างได้เดือนเมษายน 2562 สัญญาก่อสร้าง 540 วัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ช่วงสีคิ้ว-กุดจิก ระยะทางรวม 11 กิโลเมตร แบ่งเป็นคันทางรถไฟระดับดิน ประมาณ 7 กิโลเมตร โครงสร้างทางรถไฟยกระดับประมาณ 4 กิโลเมตร ศูนย์ซ่อมบำรุงทาง 1 แห่ง งานระบบระบายน้ำ งานรื้อย้ายราง ระบบสาธารณูปโภคต่างๆ และงานอื่นๆ ที่จำเป็นสำหรับโครงการ &amp;nbsp;โดยได้กำชับเรื่องการส่งมอบพื้นที่ ซึ่งทั้งหมดอยู่ในเขตทางรถไฟ จึงไม่มีปัญหาและใช้เวลาไม่นาน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ก็ต้องยอมรับว่าโครงการนี้ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมได้แจ้งผู้รับเหมาทราบถึงความสำคัญของโครงการที่มีโครงข่ายเชื่อมโยงกับประเทศในอาเซียนและในภูมิภาค คือ ไทย-ลาว และเชื่อมจีน และอำนวยความสะดวกในการเดินทางของนักท่องเที่ยวและผู้โดยสาร รวมถึงการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย และลดระยะเวลาในการเดินทาง สัญญาที่ 2-1 นี้ ถือเป็นความก้าวหน้าของการดำเนินโครงการ ในส่วนของการก่อสร้างที่ได้มีการเจรจาทำความเข้าใจแบบและมาตรฐานวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ก็ออกตัวแทนบริษัท ซีวิลฯ ว่าที่ผ่านมาก็ได้มีการร่วมมือในการก่อสร้างหลายโครงการ เช่น มอเตอร์เวย์กรุงเทพฯ-โคราชมาแล้ว ซึ่งโครงการรถไฟไทย-จีนมีมาตรฐานสูง และไม่เคยดำเนินการในประเทศไทย ดังนั้นเรื่องคุณภาพจึงเป็นเรื่องสำคัญและมีที่ปรึกษาของจีนคุมงาน เนื่องจากใช้เทคโนโลยีและขั้นตอนการก่อสร้างไม่เหมือนกับเทคโนโลยีทั่วๆ ไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม กลับมาพูดถึงโครงการดังกล่าว ปัจจุบันมีการออกแบบการก่อสร้างช่วงกรุงเทพฯ-นครราชสีมาแล้วเสร็จทั้ง 252 กม. โดยแบ่งสัญญาก่อสร้างเป็น 14 สัญญา โดยสัญญาแรก ระยะทาง 3.5 กม. กรมทางหลวงเป็นผู้ก่อสร้าง ส่วนสัญญาที่ 2-1 นี้เป็นงานแรกที่เปิดประมูลหาผู้รับเหมามาก่อสร้าง ส่วนที่เหลือ 12 สัญญา ขณะนี้กำลังทยอยออกทีโออาร์ และจะเปิดประมูลก่อนสงกรานต์ใน 5 สัญญา และอีก 7 สัญญา จะประมูลให้เสร็จในเดือนเมษายน 2562 หรือก่อนสงกรานต์ ซึ่งการแบ่งสัญญาก่อสร้าง เป็นระยะทางสั้นๆ เพื่อให้การก่อสร้างได้เร็ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน นายวรวุฒิ มาลา รองผู้ว่าการกลุ่มธุรกิจการบริหารทรัพย์สิน รักษาการในตำแหน่งผู้ว่าฯ รฟท. โครงการดังกล่าวขณะนี้ได้ดำเนินการก่อสร้างงานโยธาแล้ว ในสัญญาที่ 1 ช่วงกลางดง-ปางอโศก ระยะทาง 3.5 กิโลเมตร งานก่อสร้างคืบหน้าไปกว่า 45% ซึ่งคาดว่าจะเสร็จในกลางปีนี้ ที่ผ่านมาในระยะทาง 3.5 กม. เนื่องจากเป็นการทำครั้งแรก จะต้องมีการปรับตัวในการทำงานร่วมกันระหว่างกรมทางหลวง (ทล.) กับ รฟท.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หลังจากนี้จะเร่งส่งมอบพื้นที่ และการเลือกที่ตั้งไซต์งานเพื่อให้เหมาะสม ส่วนวัสดุ Geo Textile ที่ต้องนำเข้าจากจีนเพียงอย่างเดียวเนื่องจากในประเทศไทยไม่มีผลิตจำหน่าย ไม่น่ามีปัญหา โดยจะนำไปใช้สำหรับบริเวณที่ต้องใช้ประกอบงานดินตัด หรือชั้นดินที่มีเศษเลน โคลน ที่อยู่ชั้นล่างสุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม หลังลงนามสัญญา เอกชนจะต้องจัดทำแผนการดำเนินงาน และวางแบงก์การันตี 10% ของค่างานตามเงื่อนไข ขณะที่ รฟท.จะเร่งเตรียมพื้นที่เพื่อส่งมอบ และส่งหนังสือแจ้งบอกกล่าวให้เริ่มงาน (Notice to Proceed : NTP) ให้ผู้รับจ้างเข้าพื้นที่ เป็นการเริ่มต้นงานก่อสร้างตามสัญญา และตามเงื่อนไขจะมีการจ่ายค่างานล่วงหน้า (advance payment) จำนวน 15% ของมูลค่างาน หรือกว่า 400 ล้านบาท ซึ่งจะดำเนินการในขั้นตอนของเงินกู้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ผู้บริการ บริษัท ซีวิลเอ็นจิเนียริง จำกัด กล่าวว่า บริษัทได้เตรียมความพร้อม ทั้งด้านบุคลากร เครื่องจักร และทุกๆ ด้านที่ต้องมีให้พร้อมสำหรับการก่อสร้างประสบความสำเร็จ ทั้งนี้ บริษัทพร้อมเข้าซื้อเอกสารประมูลสัญญาที่เหลือของรถไฟไทย-จีน เพราะถือเป็นโอกาสทางธุรกิจของผู้รับเหมา ส่วนจะยื่นเคาะราคาในสัญญาไหนบ้าง จะต้องดูความพร้อมในขณะนั้นด้วย ซึ่งเชื่อว่าผู้รับเหมาทุกรายที่สนใจจะมีจุดแข็งของตัวเองที่จะเข้าแข่งขันประมูล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นี่ก็ถือเป็นความภาคภูมิใจของผู้ที่ได้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จในครั้งนี้ สำหรับโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ และถือเป็นโครงการแรกที่เกิดขึ้นในประเทศไทย จากนี้ไปถือเป็นความหวังและความฝันของพี่น้องประชาชนชาวไทยที่จะได้มีโอกาสได้นั่งรถไฟความเร็วสูงในไม่ช้านี้.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กัลยา ยืนยง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/30768</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจกไร้เงา, กัลยา ยืนยง​​​​​​​, การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.), บริษัท  ซีวิล เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด, อาคม เติมพิทยาไพสิฐ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180114/5a5b68b2a156d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
