<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>107603</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/06/2021 15:15</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/06/2021 15:15</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;โกวิทย์&#039;ฉุนหนัก! การกระจายอำนาจถูกตีตก ตอกกลับแก้รธน.เพื่อใคร </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อเวลา 10.45 น. วันที่ 25 มิถุนายน ที่รัฐสภา นายโกวิทย์ พวงงาม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังท้องถิ่นไทย (พลท.) พร้อมด้วยนายสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง ส.ส.กระบี่ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ในฐานะคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การกระจายอำนาจการปกครองส่วนท้องถิ่น และการบริหาราชการรูปแบบพิเศษ แถลงถึงผลการลงมติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเพิ่มเติม ทั้ง 13 ฉบับวานนี้ (24 มิถุนายน)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยนายโกวิทย์ กล่าวว่า ตนรู้สึกผิดหวังและเสียดายที่ร่างแก้ไขเพิ่มเติมในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการกระจายอำนาจไม่ผ่านการรับหลักการของรัฐสภา รวมทั้งประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสิทธิเสรีภาพของประชาชนด้วย สำหรับประเด็นการแก้ไขเพิ่มเติมที่เกี่ยวข้องกับสิทธิเสรีภาพของประชาชนที่ไม่ได้รับหลักการซึ่งเป็นประเด็นที่สำคัญ ได้แก่ 1.การเพิ่มเติมการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนในกระบวนการยุติธรรม 2.การให้ชุมชนมีสิทธิได้รับความช่วยเหลือทางกฎหมายอย่างเหมาะสม ในการฟ้องหน่วยงานของรัฐ 3. การกระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรมให้เกษตรกรที่มีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิในที่ดินเพื่อประกอบเกษตรกรรมอย่างทั่วถึงและการจัดหาแหล่งน้ำอย่างเพียงพอ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายโกวิทย์ กล่าวต่อว่า 4.สิทธิในการปล่อยตัวชั่วคราวของผู้ต้องหาหรือจำเลยในคดีอาญาย่อมได้รับความคุ้มครองอย่างรวดเร็ว 5.การให้ประชาชนได้รับรายได้ขั้นพื้นฐานถ้วนหน้าอันจำเป็นต่อการดำรงชีวิตอย่างทั่วถึง ซึ่งในประเด็นการกระจายอำนาจได้ขอเสนอแก้ไขเพิ่มเติมตามแนวนโยบายแห่งรัฐ ดังนี้ 1. จังหวัดที่มีความพร้อมให้เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขนาดใหญ่โดยคำนึงถึงเจตนารมณ์ของประชาชน 2. การจัดบริการสาธารณะ และกิจกรรมสาธารณะใดที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทำไม่ได้ก็ให้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ เช่น การทหาร ความมั่นคง กิจการต่างประเทศ ศาล และระบบการเงิน การคลัง เป็นต้น และ 3. การแก้ไขเพิ่มเติมในมาตรา 254 ในหลายประการ เช่น การจัดให้มีกฎหมายรายได้ท้องถิ่น การกำหนดหน้าที่และอำนาจให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพิ่มขึ้นและไม่ซ้ำซ้อนกับรัฐ และการกำหนดสัดส่วนรายได้ระหว่างรัฐกับท้องถิ่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;มีข้อกังขาว่าทำไมเรื่องสิทธิประชาชนทั้งที่มีจุดดี แต่ไม่ได้การรับหลักการ แต่เรื่องที่เป็นเรื่องของนักการเมืองได้รับหลักการ จึงเป็นคำถามว่า รัฐธรรมนูญจะแก้ไขเพื่อใคร&amp;rdquo; นายโกวิทย์ กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายสฤษฏ์พงษ์ กล่าวว่า เมื่อคืนนี้เราจะได้เห็นเบื้องหลังและการแสดงปาหี่ในพิจารณาแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย ในฐานะที่พวกตนเป็นผู้แทนก็รู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจว่าประชาชนมอบหมายให้มาทำหน้าที่ แต่เราไม่สามารถที่จะต่อสู้ไม่สำเร็จในเรื่องการกระจายอำนาจให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ได้ โดยรัฐธรรมนูญถือเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการปกครองประเทศ เราจะเห็นได้ว่ารัฐธรรมนูญที่ใช้อยู่ ใครเป็นคนเขียน เอื้อประโยชน์กับใคร ซึ่งหากมีการกระจายอำนาจ เช่นกรณีการแพร่ระบาดเชื้อโควิด-19 ถ้ามีการมอบอำนาจให้องค์กรท้องถิ่น สามารถจัดการให้ประชาชนฉีดวัคซีนได้อย่างทั่วถึง ตนเชื่อมั่นว่า สามารถทำหน้าที่ได้ดีกว่าศบค. ด้วยซ้ำ และมีความชัดเจนในการประหยัดงบประมาณได้ด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/107603</URL_LINK>
                <HASHTAG>การกระจายอำนาจ, ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ, โกวิทย์ พวงงาม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210625/image_big_60d590644a708.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>7967</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/04/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/04/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปฏิรูปกลับที่เดิม พงส.เชื่อไร้อิสระ มาร์คกระตุกมีชัย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;quot;คำนูณ&amp;rdquo; เผยสูตรปฏิรูปตำรวจแบ่งสาย 4 แท่ง เติบโตก้าวหน้าโดยไม่ถูกแทรกแซงจนถึง ผบ.ตร.ได้ทุกสายงาน ขณะที่ พงส.เซ็ง! วนกลับไปที่เดิม เชื่อไม่มีหลักประกันความเป็นอิสระตราบใดยังอยู่ใต้ สตช. &amp;quot;มาร์ค&amp;quot; ฉะเสียเวลา เสียงบไปมากแล้ว ถึงเวลาทำจริงจัง ขวางตัดอำนาจนายกฯ เลือก ผบ.ตร. กระตุก &amp;quot;มีชัย&amp;quot; ต้องคิดให้ดี&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันพฤหัสบดี นายคำนูณ สิทธิสมาน กรรมการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการฯ เมื่อวันที่ 25 เม.ย. เห็นควรในเบื้องต้นให้แบ่งสายงานของตำรวจออกเป็น 4 สายงาน หรือ 4 แท่ง ประกอบด้วย แท่งที่ 1 งานสืบสวนสอบสวน, แท่งที่ 2 งานป้องกันปราบปราม, แท่งที่ 3 งานเทคนิคและวิชาการ และแท่งที่ 4 งานบริหารและอำนวยการ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายคำนูณกล่าวว่า แท่งที่ 1 ส่วนใหญ่คือเจ้าพนักงานสอบสวนผู้มีหน้าที่ทำสำนวนคดีเพื่อส่งฟ้อง จะยกระดับให้เป็นวิชาชีพเฉพาะ เสมือนงานส่วนอื่นในกระบวนการยุติธรรม มีคุณสมบัติพิเศษเฉพาะตำแหน่ง มีระบบศึกษาอบรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีกฎเกณฑ์ให้สามารถทำงานตามวิชาชีพได้โดยอิสระจากการสั่งการของผู้บังคับบัญชาในส่วนของคดีทำนองเดียวกับผู้ประกอบวิชาชีพเฉพาะในกระบวนการยุติธรรมหน่วยงานอื่น และจะมีค่าตอบแทนพิเศษให้สามารถดำรงชีวิตได้อย่างพอเพียงและมีเกียรติ โดยเทียบเคียงกับผู้ประกอบวิชาชีพเฉพาะในกระบวนการยุติธรรมหน่วยงานอื่น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เจ้าหน้าที่ตำรวจจะสามารถเติบโตก้าวหน้าในแท่งวิชาชีพเฉพาะนี้ไปตามลำดับโดยไม่ถูกแทรกแซงจนถึงชั้นสูงสุด อย่างไรก็ดี การทำงานของเจ้าพนักงานสอบสวนก็จะต้องมีกลไกในการตรวจสอบถ่วงดุลจากหน่วยงานอื่นในกระบวนการยุติธรรม โดยจะพิจารณากันในโอกาสต่อไป ส่วนแท่งที่ 2, 3 และ 4 จะต้องเป็นผู้ที่มีคุณสมบัติเฉพาะทางตามลักษณะของหน่วยงานที่หลากหลาย&amp;quot;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายคำนูณกล่าวอีกว่า การแต่งตั้งโยกย้ายข้ามแท่งกระทำได้หากมีคุณสมบัติเฉพาะตรงตามตำแหน่งในแท่งที่จะย้ายไป แต่เงื่อนไขสำคัญคือ จะต้องเป็นการย้ายไปลงตำแหน่งระนาบเดียวกันเท่านั้น และไปเติบโตต่อภายใต้กฎเกณฑ์เดียวกันของแท่งที่ย้ายไปโดยไม่ได้สิทธิพิเศษ ไม่ใช่ย้ายไปกินตำแหน่งที่สูงกว่า&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ในทุกแท่งเจ้าหน้าที่ตำรวจจะสามารถเติบโตในหน้าที่ไปตามลำดับจนถึงชั้นยศสูงสุดที่ พล.ต.อ. ตำแหน่งรอง ผบ.ตร. นั่นหมายถึงจะมีรอง ผบ.ตร.จากทุกแท่ง แท่งละ 1 คน และจะมี ผช.ผบ.ตร.จากทุกแท่ง &amp;nbsp;แท่งละอย่างน้อย 2 คน &amp;nbsp;ผบ.ตร.อาจมาจากแท่งใดก็ได้ ขึ้นอยู่กับเกณฑ์ในการคัดเลือกและแต่งตั้งที่จะพิจารณาในโอกาสต่อไป&amp;rdquo; นายคำนูณกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่แกนนำสหพันธ์พนักงานสอบสวนแห่งชาติ ซึ่งเป็นพนักงานสอบสวน (พสง.) สถานีตำรวจแห่งหนึ่ง เปิดเผยถึงแนวทางดังกล่าวว่า ไม่มีอะไรใหม่ วนกลับไปที่เดิม ก่อนมีคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 7/2559 ที่ให้ยุบแท่งพนักงานสอบสวน ซึ่งเดิม พงส.เติบโตในแท่งของตัวเองอยู่แล้ว ส่วนฝ่ายสืบสวน ปราบปราม อำนวยการ จราจร อยู่แท่งรวมกัน โดยในการเลื่อนตำแหน่งของ พงส.จะต้องมีการสอบวัดผลประเมินความรู้ ความสามารถ เมื่อวนกลับไปที่เดิมแบบนี้ ก็ไม่มีหลักประกันในความเป็นอิสระ เพราะตำรวจยังมีระบบชั้นยศแบบทหาร ใช้ระบบทหารในการบังคับบัญชา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เวลาพนักงานสอบสวนทำคดี ตั้งแต่คดีเล็กน้อย ยันคดีใหญ่ๆ ก็จะมีผู้ใหญ่โทร.มาหาผู้การ-ผู้กำกับฯ ที่เป็นรุ่นเดียวกัน ขอฝากให้ช่วยญาติพี่น้องตัวเอง พนักงานสอบสวนก็ถูกดัน ไม่กล้าขัด เพราะเป็นผู้บังคับบัญชา ถ้าขัดก็จะหาเรื่องกลั่นแกล้ง ดังนั้นต้องแยกงานสอบสวนออกจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตามที่สหพันธ์พนักงานสอบสวนฯ เคยเรียกร้อง ถึงจะเป็นการปฏิรูปที่แท้จริง&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนที่มีข้อโต้แย้งว่าฝ่ายสืบสวนสอบสวนและปราบปรามจะต้องอยู่ด้วยกัน หากแยกออกไปจะมีปัญหาในการทำงานนั้น แกนนำสหพันธ์พนักงานสอบสวนฯ ผู้นี้ กล่าวว่า เป็นเพียงข้ออ้าง แค่วาทกรรม ระบบปัจจุบันพนักงานสอบสวนก็ทำการสืบสวนด้วยตนเองได้อยู่แล้ว มีบุคลากรที่มีประสบการณ์อยู่แล้ว ก้าวหน้าถึงระดับรอง ผบก.มากมาย และเมื่อแยกออกไปแล้ว ก็พัฒนาระบบงานสืบสวนสอบสวนขึ้นมาได้ เพราะตราบใดที่ พงส.ยังอยู่ในระบบทหารแบบนี้ ผกก.ยังเป็นหัวหน้าพนักงานสอบสวนโดยตำแหน่ง พนักงานสอบสวนก็ถูกแทรกแซงจากเจ้านายอยู่ดี&amp;quot; แหล่งข่าวพนักงานสอบสวนผู้นี้กล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ สหพันธ์พนักงานสอบสวนแห่งชาติ เคยยื่นหนังสือพร้อมรายชื่อพนักงานสอบสวนทั่วประเทศ ต่อนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) และ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. เพื่อให้ดำเนินการปฏิรูปตำรวจ โดยแยกงานสอบสวนออกจาก สตช. หลังจากนั้น พ.ต.ท.จันทร์ ชัยสวัสดิ์ เลขาธิการสหพันธ์ฯ ก็เสียชีวิตในสภาพผูกคอหลังบ้านพักตัวเอง จากนั้นบรรดาแกนนำก็ไม่มีการเคลื่อนไหวต่อสาธารณะอีก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการปฏิรูปตำรวจว่า ขณะนี้เรื่องดังกล่าวผู้เกี่ยวข้องก็ได้ยอมรับว่าต้องนับหนึ่งกันใหม่ เพราะว่ารูปแบบของงานปฏิรูปนี้ ตนตั้งข้อสังเกตมาตั้งแต่ต้นและมีมาโดยตลอดว่า คนที่ทำงานตรงนี้ ซึ่งรัฐบาลหรือ คสช.มักจะบอกว่าองค์กรที่ทำเรื่องการปฏิรูป เช่น สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.), สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ(สปท.) เป็นต้น ไม่มีใครมีอำนาจเลย คือคิดได้ เสนอได้ &amp;nbsp;แต่สุดท้ายจะทำจริงต้องไปพึ่งคณะรัฐมนตรี ครม.กับ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) หรือ คสช.พึ่ง ครม. ก็คือต้องใช้มาตรการอำนาจของฝ่ายบริหาร&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;พึ่ง สนช.ก็คือ ต้องพึ่งคนที่สามารถออกกฎหมายได้ ถ้าพึ่ง คสช.ก็คือ ถ้าเกิดทั้ง ครม. สนช.ไม่ทำอะไรสักอย่าง แต่ คสช.ใช้อำนาจพิเศษได้ เพราะฉะนั้นผมก็บอกว่าเราจะเสียเวลา แล้วก็สิ้นเปลืองไปกับการทำงานขององค์กรเหล่านี้ แต่เมื่อมาถึงตรงนี้แล้ว ขอให้ทำแบบจริงจัง เพราะคนก็มีความคาดหวังมากว่าจะทำอย่างไรให้เราทำเรื่องนี้กันได้สำเร็จจริงๆ ซึ่งก็ต้องมีหลักการสำคัญที่ปรากฏชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการให้ฝ่ายที่ทำงานด้านการสอบสวนมีความเป็นอิสระ ปราศจากการแทรกแซงจากทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการกระจายอำนาจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ผมเห็นว่าประชาชนก็อยากจะเห็น แล้วก็สัมผัสได้ง่าย เช่น ทำอย่างไรไม่ให้เกิดมีพฤติกรรมที่มีการใช้อำนาจของตำรวจมารังแกประชาชน ซึ่งในยุคนี้ควรจะทำได้ง่ายขึ้น ถ้าเรามีการวางระบบตรวจสอบที่ดี เอาเทคโนโลยีเข้ามาใช้ อะไรต่างๆ เป็นต้น&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนกรณีของนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. ในฐานะประธานคณะกรรมการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ..... เสนอว่าจะไม่ให้นายกรัฐมนตรีเป็นคนเลือกผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) นั้น นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ตนเห็นว่าการจะไปตัดอำนาจของนายกฯ โดยสิ้นเชิงนั้น คงต้องคิดให้ดี ถ้าทำงานด้วยกันไม่ได้จะเกิดอะไรขึ้น ซึ่งจริงๆ แล้วก็มีระบบของการตรวจสอบถ่วงดุล เช่น การวางหลักเกณฑ์ว่าใครจะมีคุณสมบัติ การมีกลไกที่อาจจะมาตรวจสอบถ่วงดุลได้ เช่น ระบบคณะกรรมการที่ต้องมาให้ความเห็นชอบ &amp;nbsp;อย่างนี้เป็นต้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;สำคัญที่สุดก็คือ ถ้าหากว่าการปฏิรูปนี้มันปรับเปลี่ยนโครงสร้างจนเกิดการกระจายอำนาจมากขึ้น ความสำคัญของวิธีการเลือก ผบ.ตร.จะลดลง เพราะว่าตอนนี้ที่คนมีความรู้สึกก็คืออำนาจมันถูกรวมศูนย์อยู่ตรงส่วนกลางทั้งหมด มันกระจุกอยู่อย่างนี้ ก็ชี้เป็นชี้ตาย ทำอะไรได้หมด มันก็เลยทำให้เกิดบางกรณีก็เป็นการวิ่งเต้น เสนอผลประโยชน์ หรือก็ต้องสู้กันคอขาดบาดตาย เพราะว่าพอใครกุมอำนาจตรงนี้ อำนาจมันล้น มันเยอะ แต่พอเรากระจายอำนาจลงไปมันก็จะเปลี่ยนแปลงไปแล้วทีนี้มันก็จะไม่เป็นปัญหามากนัก แล้วที่จะต้องมากังวลว่าวิธีการเลือก ผบ.ตร.นี้จะทำกันอย่างไร&amp;quot; นายอภิสิทธิ์กล่าว.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/7967</URL_LINK>
                <HASHTAG>การกระจายอำนาจ, การตรวจสอบถ่วงดุล, คสช., นายมีชัย ฤชุพันธุ์, นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ, ปฏิรูปตำรวจ, พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ, พรรคประชาธิปัตย์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180426/image_big_5ae1d8565f3e7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
