<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>114448</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/08/2021 08:48</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/08/2021 08:48</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ประชาชน96%เห็นตรงกันไม่ควรปล่อยนักโทษทำผิดซ้ำซากคดีร้ายแรง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 ส.ค.2564 - สำนักงานกิจการยุติธรรม กระทรวงยุติธรรม ร่วมกับ ศูนย์สำรวจความคิดเห็น นิด้าโพล สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจ เรื่องมาตรการใหม่ในการป้องกันการกระทำผิดอุกฉกรรจ์ซ้ำซาก ซึ่งทำการสำรวจจากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ รวมทั้งสิ้น จำนวน 2,002 หน่วยตัวอย่าง โดยเก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากผลการสำรวจ เมื่อถามความคิดเห็นต่อการปล่อยตัวผู้ต้องขังที่กระทำความผิดซ้ำซากเป็นนิสัยในคดีร้ายแรงงอุกฉกรรจ์ สะเทือนขวัญออกจากเรือนจำก่อนครบกำหนด พบว่า 95.90% ระบุว่า ไม่ควรได้รับการปล่อยตัวออกจากเรือนจำก่อนครบกำหนด ในขณะที่ 4.10% ระบุว่า ควรได้รับการปล่อยตัวออกจากเรือนจำก่อนครบกำหนด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการกระทำผิดที่ผู้พ้นโทษสมควรถูกกำกับ ติดตาม สอดส่องในระยะเวลายาวนานมากขึ้น และเข้มข้นขึ้น พบว่า ส่วนใหญ่ 98% ระบุว่า ข่มขืนกระทำชำเราเด็ก รองลงมา 95.80% ระบุว่า ข่มขืนกระทำชำเราผู้ใหญ่ &amp;nbsp;95.20% ระบุว่า ฆ่าคนตายโดยเจตนา 93.60% ระบุว่า ค้ายาเสพติด 92.20% ระบุว่า ทำร้ายร่างกายจนสาหัสหรือถึงแก่ความตาย 91.40% ระบุว่า วางเพลิงเผาทรัพย์จนทำให้มีผู้เสียชีวิต และ 87.40% ระบุว่า เรียกค่าไถ่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามความคิดเห็นต่อกฎหมาย/มาตรการใหม่ ๆ ในการป้องกันการกระทำผิดซ้ำของผู้กระทำผิดซ้ำซากเป็นนิสัยในคดีร้ายแรงอุกฉกรรจ์ สะเทือนขวัญ พบว่า ส่วนใหญ่ 50.95% ระบุว่า ให้มีมาตรการทางการแพทย์ เพื่อป้องกัน การกระทำผิดซ้ำ (รักษาฮอร์โมน เช่น ฉีดยาให้ฝ่อฯ บำบัดสุขภาพจิต กรณีโรคจิตต้องรับยาฯ) รองลงมา 46.45% ระบุว่า ให้มีมาตรการคุมประพฤติภายหลังพ้นโทษไม่เกิน 15 ปี 42.91% ระบุว่า ให้มีคำสั่งคุมขังภายหลังพ้นโทษ และคำสั่งคุมขังฉุกเฉิน ในกรณีมีความเสี่ยงที่จะทำผิดซ้ำ และ 33.07% ระบุว่า การแจ้งเตือนชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถามถึงสิ่งที่ควรคำนึงถึงในการกำหนดวิธีการลงโทษผู้กระทำความผิดซ้ำซากเป็นนิสัยในคดีร้ายแรงอุกฉกรรจ์ สะเทือนขวัญ พบว่า ส่วนใหญ่ ร้อยละ 47% ระบุว่า ความร้ายแรงของคดี รองลงมา 45.80% ระบุว่า ประวัติการกระทำความผิด 43.46% ระบุว่า สาเหตุแห่งการกระทำความผิด 39.96% ระบุว่า ลักษณะส่วนตัวของผู้กระทำความผิด 27.12% ระบุว่า ความคิดเห็นของผู้เสียหาย และ 25.72% ระบุว่า โอกาสในการแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำความผิด
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114448</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงยุติธรรม, การกระทำผิดอุกฉกรรจ์ซ้ำซาก, นิด้าโพล, สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, สำนักงานกิจการยุติธรรม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210825/image_big_6125a10fc926d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
